(ตาบอด แม้ลืมตา ก็ยังไม่เห็นทาง)
คันบ่แยงเงาหิน สิบอดตายพ่อเฒ่า
(หากไม่อาศัยเงาสะท้อน ก็จะบอดไปจนแก่ตาย)
ผญาบทนี้
ไม่ได้พูดถึง “คนตาบอดจริง”
แต่พูดถึง คนที่มีตา…แต่ไม่เห็น
บางคน
เรียนรู้มาก
ฟังธรรมมาก
พูดได้คล่อง
แต่เมื่อถึงเวลาจริง
กลับไม่รู้ว่า
อะไรคือทุกข์
อะไรคือทางพ้นทุกข์
อะไรคือสติ
อะไรคือตัณหา
นี่แหละ…คือ ตาบอดแจ้ง
ความบอดแบบนี้
ไม่ได้มาจากการไม่มีความรู้
แต่มาจาก
ความดื้อ
ความยึดตัวตน
ความไม่ยอมฟังใคร
ความคิดว่าตัวเองรู้แล้ว
จึงไม่เปิดใจเรียนรู้
ไม่ถาม
ไม่ฟัง
ไม่ฝึก
ผญาจึงบอกว่า
ถ้าไม่ “แยงเงาหิน”
ก็จะบอดไปจนตาย
“เงาหิน”
คือสิ่งที่สะท้อนความจริง
คือ
กัลยาณมิตร
ครูบาอาจารย์
คำสอนที่ถูกต้อง
การมองเห็นตนเองผ่านผู้อื่น
สิ่งเหล่านี้
ช่วยให้เรา “เห็นตัวเอง”
ถ้าไม่อาศัยสิ่งเหล่านี้
จิตจะติดอยู่กับความคิดของตัวเอง
เหมือนคนเดินในที่มืด
คิดว่าตัวเองรู้ทาง
แต่จริง ๆ แล้วหลง
ผญานี้จึงเตือนอย่างลึกว่า
การมีศีล
มีสติ
มีความรู้
ยังไม่พอ
ถ้ายังไม่ “รู้แจ้ง”
ก็ยังอยู่ในความมืด
แต่ข่าวดีคือ
“ตาบอดแจ้ง” ยังแก้ได้
เพราะยังมีตา
เพียงแต่ยังไม่เปิด
เมื่อยอมถ่อมตน
ยอมเรียนรู้
ยอมฝึกจริง
แสงจะค่อย ๆ ปรากฏ
จากที่เคยมืด
จะเริ่มเห็น
จากที่เคยหลง
จะเริ่มรู้
ผญาบทนี้
จึงไม่ได้ตำหนิ
แต่ชี้ทางว่า
อย่าปล่อยให้ตัวเอง
มีตา…แต่ไม่เห็น
เพราะชีวิตหนึ่ง
ผ่านไปเร็วมาก
ถ้าไม่เริ่มมองให้ถูก
ก็อาจมืดไป…จนวันสุดท้าย
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱