ผญาธรรมบทนี้ เปรียบชีวิตเหมือนคนเดินกลางแดด
เทียวหาฮ่มแดดวอน
เทียวทางดอนแดดไหม้
ถูกขาไวๆ ให้ฮีบ
(เข้าไปหาที่ร่ม แดดก็ตาม
เดินบนทางดอน ผิวก็ยังไหม้
จึงต้องรีบเดินให้เร็ว)
แดดในผญานี้
ไม่ใช่แดดธรรมดา
แต่คือ ทุกข์จากกิเลสตัณหา
ต่อให้หาที่ร่ม
ต่อให้หาความสบาย
แดดก็ยังตาม
เหมือนชีวิตที่พยายามหนีทุกข์
ด้วยทรัพย์
ด้วยตำแหน่ง
ด้วยความสุขทางโลก
พักได้เพียงครู่
ไม่นานแดดก็กลับมา
เพราะสิ่งที่เราอาศัย
ล้วนไม่มั่นคง
อาศัยกาย
กายก็เสื่อม
อาศัยความสุข
สุขก็แปร
อาศัยสมาธิ
สมาธิก็เกิดแล้วดับ
ไม่มีสิ่งใดให้พักถาวร
ผญานี้จึงบอกว่า
ทางเดียวคือ ต้องเดินให้เร็ว
คำว่า “รีบ” ในที่นี้
ไม่ได้หมายถึงความรีบร้อน
แต่หมายถึง
ความเพียรที่ไม่ประมาท
พระพุทธองค์จึงตรัสชี้ทางไว้ว่า
นั่นโคนไม้
นั่นเรือนว่าง
นั่นป่าช้า
นั่นลอมฟาง
จงไปอาศัยเพื่อปรารภความเพียร
เพราะผู้ที่เดินจริง
จะข้ามแดดได้
ผู้ที่มัวพัก
จะถูกแดดเผาไปเรื่อย ๆ
แดดแห่งกิเลส
เผาอยู่ทุกวัน
เผาอยู่ทุกชีวิต
ผญาธรรมบทนี้
จึงเตือนให้รีบตื่น
อย่าผลัดวัน
อย่ารอเวลาเหมาะ
อย่าหวังพักนานในโลก
เพราะชีวิตนี้
มีที่พึ่งจริงเพียงอย่างเดียว
คือ ธรรม
เมื่อเดินถึงฝั่ง
แดดก็หมด
ไฟกิเลสก็ดับ
แล้วจิตจะได้พักจริง ๆ
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱