ผญาธรรมบทนี้ เตือนเรื่อง “สติปัญญาในการฟัง”
อบอบฮ้องอย่าฟ้าวว่าเสียงกบ
ลางเชื่องูเห่าพิษตอดตนตายสิวายเมี้ยน
(ได้ยินเสียงอ๊บ ๆ อย่าเพิ่งว่าเป็นกบ
บางครั้งอาจเป็นงูเห่า เลียนเสียงได้)
เสียงเหมือน
ไม่แปลว่าเป็นสิ่งเดียวกัน
ในป่า
งูเห่าอาจเลียนเสียงกบ
เพื่อหลอกเหยื่อ
ในสังคม
คนอาจเลียนความดี
เลียนคำพูดไพเราะ
เลียนธรรมะ
เลียนความจริงใจ
แต่ภายใน
อาจเต็มไปด้วยพิษ
ผญานี้จึงไม่ได้สอนให้หวาดระแวง
แต่สอนให้ ไม่เชื่อง่าย
พระพุทธองค์ตรัสในหลักกาลามสูตรว่า
อย่าเพิ่งเชื่อเพราะ...
– ฟังตาม ๆ กันมา
– ถือสืบต่อกันมา
– ข่าวลือ
– อ้างตำรา
– ตรรกะดูสมเหตุสมผล
– อนุมานเอาเอง
– เห็นอาการภายนอก
– เข้ากับความคิดของตน
– ผู้พูดดูน่าเชื่อถือ
– หรือแม้แต่เป็นครูบาอาจารย์ของตนเอง
ทั้งหมดนี้
ยังไม่ใช่เหตุให้เชื่อโดยสิ้นเชิง
เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ
ดูว่าเมื่อเชื่อแล้ว
นำไปสู่กุศลหรืออกุศล
นำไปสู่ประโยชน์หรือโทษ
นำไปสู่ความโลภ โกรธ หลง
หรือทำให้คลายลง
เสียงอาจเหมือนกบ
แต่ถ้าเข้าไปใกล้
แล้วใจเกิดความกลัว
ความร้อน
ความคับแค้น
นั่นไม่ใช่กบ
ผญาธรรมบทนี้
จึงสอนให้ใช้สติเป็นแสงไฟ
ก่อนจะยื่นมือเข้าไปจับอะไร
ไม่เชื่อเพราะชอบ
ไม่ปฏิเสธเพราะเกลียด
แต่พิจารณาอย่างสงบ
ในโลกที่ข้อมูลล้น
คำพูดมาก
คนเก่งวาทะ
การไม่เชื่อง่าย
คือเกราะของปัญญา
เพราะบางครั้ง
พิษไม่ได้มาในรูปของงู
แต่มาในเสียงกบ
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱