ผญาธรรมบทนี้ เตือนแรง แต่จริง
มีผมบ่มีหวี ป้องสิเป็นฮังนกเป็ดป่อง
มีปากบ่มีแข้ว พร้อมดางสิเจ้ยใส่ดัง
(มีผมแต่ไม่มีหวี ศีรษะก็เหมือนรังนก
มีปากแต่ไม่มีฟัน คางก็จะเลื่อนขึ้นจมูก)
ภาพง่าย ๆ
แต่สื่อชัด
ผมมี
แต่ไม่หวี
ก็ยุ่ง
ปากมี
แต่ไม่มีฟัน
ก็เคี้ยวไม่ได้
ผญานี้กำลังบอกว่า
ความรู้ ถ้าไม่มีคุณธรรมกำกับ
ก็ไร้ระเบียบ และไร้พลัง
มีความรู้
แต่ไม่มีศีล
ไม่มีสติ
ไม่มีการฝึกใจ
ความคิดจะถูกโลภ โกรธ หลงครอบงำ
ยิ่งรู้มาก
ยิ่งปรุงแต่งมาก
ยิ่งเอาความรู้ไปเสริมอัตตา
ไปปกป้องความเห็นตน
ไปทำร้ายคนอื่นโดยไม่รู้ตัว
ธรรมที่เรียน
ถ้าไม่ผ่านการภาวนา
ก็เป็นเพียงความจำ
เป็นสัญญาขันธ์
ไม่ใช่ปัญญา
มิหนำซ้ำ
จะกลายเป็นความหลง
คิดว่ารู้
แต่ไม่รู้ใจตนเอง
ผญานี้จึงเตือนว่า
ความรู้ต้องมี “หวี”
คือคุณธรรม
ต้องมี “ฟัน”
คือการฝึกจิต
เมื่อความรู้ผ่านการอบรมใจ
จะเกิดประโยชน์ ๓ ประการ
หนึ่ง อัตตัตถประโยชน์
ประโยชน์ตน
ใจไม่ถูกโลภหลงปิดกั้น
สามารถรู้แจ้งสัจธรรมได้
สอง ญาตัตถจริยา
ประโยชน์แก่ผู้อื่น
คนใกล้ชิดได้รับอานิสงส์
ได้ฟัง ได้เห็นแบบอย่าง
ได้สัมผัสความสงบจากผู้ปฏิบัติจริง
สาม ปรมัตถประโยชน์
คือพระนิพพาน
สภาพพ้นทุกข์
ดับสนิทไม่เหลือเชื้อกำเริบ
ความรู้ที่ไม่มีศีล
คือผมที่ไม่หวี
ยุ่งเหยิง
ความรู้ที่ไม่มีสมาธิ
คือปากไม่มีฟัน
พูดได้แต่ไร้พลัง
ความรู้ที่ผ่านการฝึกจิต
จึงจะเป็นปัญญา
ไม่ใช่แค่ข้อมูล
ผญานี้จึงไม่ได้ห้ามเรียน
แต่เตือนว่า
เรียนแล้วต้องฝึกใจ
ไม่เช่นนั้น
ความรู้จะกลายเป็นอัตตา
แทนที่จะเป็นทางพ้นทุกข์
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱