ผญาธรรมบทนี้ เตือนตรง ๆ เรื่อง “ปาก” แต่แท้จริงพูดถึง “ใจ”
กินหลายเป็นข้อย กินน้อยบ่ตาย
(กินมากเป็นทาส กินน้อยไม่ตาย)
การปฏิบัติธรรม
คือการต่อสู้กับกิเลส
การเดินทางข้ามสังสารวัฏ
ต้องอาศัยจิตที่เบา
กายที่ไม่หนัก
ผู้ภาวนา
จึงต้องรู้ประมาณในการบริโภคปัจจัย ๔
โดยเฉพาะเรื่องอาหาร
กิน
ไม่ใช่เพื่อความเอร็ดอร่อย
ไม่ใช่เพื่อสนุกปาก
ไม่ใช่เพื่ออวดรสนิยม
แต่กินเพียงเพื่อให้กายตั้งอยู่ได้
เพื่อบำบัดทุกขเวทนาเก่า
และไม่สร้างทุกขเวทนาใหม่
เพื่ออนุเคราะห์การประพฤติพรหมจรรย์
พระพุทธองค์ตรัสเตือนไว้ว่า
ผู้ที่ง่วงเหงาเพราะกินมาก
จิตย่อมไม่มีกำลังในการเพียร
เหมือนสุกรที่ถูกปรนเปรอด้วยเหยื่อ
ยิ่งกินยิ่งนอน
ยิ่งนอนยิ่งอ่อนกำลัง
การตายมีสองแบบ
ตายของกาย
คือสิ้นอายุขัย
ตายของจิต
คือประมาท ขาดสติ
ขาดศีล สมาธิ ปัญญา
ถูกกิเลสตัดรอน
ตกต่ำกว่าระดับที่จะพัฒนาไปสู่อริยะ
คำว่า “กินหลายเป็นข้อย”
ไม่ได้หมายถึงทาสของใคร
แต่เป็นทาสของตัณหา
ของรสชาติ
ของความอยาก
เมื่อกินมาก
สมาธิไม่ตั้งมั่น
ความง่วงครอบงำ
นิวรณ์ได้อาหาร
ใจไม่เบา
ทำความเพียรยากกว่าปกติสองเท่าสามเท่า
และยังเป็นเหตุแห่งโรคภัย
ส่วน “กินน้อยบ่ตาย”
คือรู้ประมาณ
ไม่ทรมานตน
ไม่อดเพื่ออวด
แต่ไม่ปล่อยตามใจ
ผู้รู้ทั้งหลาย
ตั้งแต่พระพุทธองค์เป็นต้นมา
ล้วนเน้นย้ำเรื่องความพอดี
เพราะผู้ที่รู้จักประมาณ
คือผู้ไม่ตกเป็นทาส
กายเบา
ใจเบา
เพียรง่าย
สมาธิตั้งมั่น
ปัญญาเกิดง่าย
ผญานี้จึงไม่ใช่เรื่องอาหารอย่างเดียว
แต่คือการรู้จัก “พอ”
ในทุกเรื่องของชีวิต
เพราะคนที่ไม่รู้จักพอ
แม้จะมีมาก
ก็ยังเป็นทาส
แต่คนที่รู้จักพอ
แม้มีน้อย
ใจก็เป็นอิสระ
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱