ผญาธรรมบทนี้ ไม่ได้ตำหนิคนธรรมดา
แต่เตือน “คนหลัก” ของสังคมโดยตรง
คนหลักเป็นคนใบ้ ใจเบาคึดบ่ถึก
หินแฮ่ไหลล่องแก้งโฮฮ้องสนั่นเมือง
(คนที่ควรเป็นหลักกลับเงียบงัน ใจไม่หนักแน่น
หินไหลผ่านแก่งดังสนั่นลั่นเมือง)
โดยธรรมชาติ
หินที่ไหลมากับน้ำ
ย่อมติดแก่ง
ติดโขด
ผ่านยาก
แต่ผญานี้บอกว่า
หินกลับไหลผ่านได้อย่างสนุกสนาน
โห่ร้องก้องเมือง
นั่นหมายถึง
เมื่อ “แก่ง” ไม่ทำหน้าที่
เมื่อหลักไม่ยืน
เมื่อผู้รู้ไม่พูด
เมื่อบัณฑิตไม่ทักท้วง
สิ่งผิดก็ไหลผ่านได้ง่าย
ความชั่วก็เดินสะดวก
การโกงกินก็ไร้การต้าน
คนหลักของสังคม
คือผู้ที่ควรหนักแน่น
กล้าพูดในสิ่งควรพูด
กล้าปกป้องในสิ่งควรปกป้อง
ถ้าเห็นปัญหา
แต่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่
ถ้ารู้ผิดชัด
แต่ไม่กล้าท้วง
เพราะกลัวเสียผลประโยชน์
กลัวเสียตำแหน่ง
กลัวเสียความสบาย
ใจนั้นย่อม “เบา”
แม้ตำแหน่งจะสูงเพียงใด
ในทางศาสนา
พระสงฆ์คือช้างเท้าหน้า
เป็นหลักของพุทธบริษัท
หากไม่สำรวมในปาฏิโมกข์
ไม่ส่งเสริมศีลธรรม
ไม่ปกป้องพระธรรมวินัย
ไม่ชี้ทางพ้นทุกข์
สังคมก็ย่อมไหลไปตามกระแสโลก
อบายมุข
ความฟุ้งเฟ้อ
ความงมงาย
ความสิ้นเปลือง
ความประมาท
ผญานี้จึงถามกลับมาที่ใจเรา
เราจะเป็นหินที่ไหลตามน้ำ
หรือจะเป็นแก่งที่ยืนหยัด
การเป็นหลัก
ไม่ได้หมายถึงเสียงดัง
แต่หมายถึงใจหนักแน่น
ตั้งอยู่บนศีล
บนธรรม
บนความถูกต้อง
เมื่อหลักยืน
หินย่อมชะลอ
เมื่อหลักนิ่ง
สังคมย่อมมั่นคง
ผญาธรรมบทนี้
ไม่ได้เรียกร้องให้ใครออกไปต่อสู้
แต่เรียกร้องให้ อย่าเงียบในสิ่งที่ควรพูด
และอย่าอ่อนในสิ่งที่ควรหนัก
เพราะถ้าคนหลักนิ่งเฉย
ความชั่วจะไหลผ่าน
อย่างโห่ร้องสนั่นเมือง
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱