ผญาธรรมบทนี้ พูดถึงสภาวะจิตที่ถึงแล้ว ไม่เสื่อม ไม่ถอย
กินบ่คาย ตายบ่เน่า เป่าบ่เหย
(กินไม่คาย ตายไม่เน่า เป่าไม่ระเหย)
ถ้อยคำสั้น ๆ
แต่สื่อถึงสภาวะของพระอริยเจ้า
กินบ่ดาย
คือเสวยธรรมารมณ์แล้วไม่เบื่อ
ปีติ สุข ปัสสัทธิ สมาธิ เอกัคคตา อุเบกขา
ที่เกิดจากการภาวนา
ไม่ใช่สุขแบบอามิส
ไม่ใช่สุขจากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส
เป็นสุขที่ไม่ต้องพึ่งภายนอก
จึงไม่ต้องคาย
ไม่ต้องเปลี่ยนรส
ไม่ต้องหาของใหม่
ตายบ่เน่า
คือเมื่อกิเลสดับแล้ว
ไม่กลับเน่าอีก
ไม่ฟื้นขึ้นมา
ไม่ต้องมีพื้นที่รองรับ
ไม่มีกลิ่นของอวิชชาเหลืออยู่
เหมือนไฟที่เผาเชื้อหมดแล้ว
ไม่มีเถ้าถ่านให้ลุกขึ้นใหม่
เป่าบ่เหย
คือไม่ระเหย
ไม่ฟุ้ง
ไม่ไหวตามลมผัสสะ
จะกระทบรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส
ใจก็ไม่สะเทือน
ไม่ปลิวไปตามอารมณ์
ผญานี้จึงอธิบายสภาวะของจิตที่ตั้งมั่น
ไม่ใช่สมาธิชั่วคราว
ไม่ใช่ความสงบที่ต้องหนีโลก
แต่เป็นความสงบที่ไม่ต้องกลัวโลก
ไฟที่ติดแล้ว
ย่อมเผาจนหมดเชื้อ
ไม่ใช่ไฟวูบวาบที่ลมพัดก็ดับ
ธรรมที่เข้าถึงแล้ว
ย่อมไม่เสื่อม
ไม่ย้อน
ไม่คลาย
นี่คือสภาวะของผู้เห็นธรรมจริง
ไม่ติดสุข
แต่ไม่หนีสุข
ไม่กลัวทุกข์
แต่ไม่ถูกทุกข์ครอบงำ
ผญาธรรมบทนี้
จึงไม่ใช่เพียงคำชมพระอริยะ
แต่เป็นทิศทางของผู้ปฏิบัติ
ทำให้ถึงจุดที่
กินแล้วไม่ต้องคาย
ดับแล้วไม่ต้องกลัวเน่า
ถูกลมพัดก็ไม่ระเหย
จิตมั่นคง
สงบ
และเป็นอิสระ
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱