ผญาธรรมบทนี้ พูดเรื่องลาบ
แต่แท้จริงพูดเรื่อง “ความสุดใจ”
ลาบงัวอย่าแพงข้าวคั่ว
(ทำลาบวัว อย่าตระหนี่ข้าวคั่ว)
ลาบจะหอม
ต้องมีข้าวคั่ว
ข้าวคั่วน้อย
ลาบก็จืด
รสชาติไม่ถึงใจ
ผญานี้จึงเตือนว่า
จะทำอะไร
อย่าทำครึ่ง ๆ กลาง ๆ
อย่ากลัวเสีย
อย่ากลัวเหนื่อย
อย่ากลัวหมดตัว
โดยเฉพาะทางธรรม
ถ้าจะเอา
ต้องเอาให้จริง
อินทรีย์ห้า
ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
ต้องครบ
ต้องพร้อม
ต้องไม่ขาดตัวใดตัวหนึ่ง
ศรัทธามี
แต่ไม่มีวิริยะ
ก็ไม่เดิน
วิริยะมี
แต่ไม่มีสติ
ก็ฟุ้ง
สติมี
แต่ไม่มีสมาธิ
ก็ไม่มั่น
สมาธิมี
แต่ไม่มีปัญญา
ก็ไม่หลุด
การปฏิบัติธรรม
ไม่ใช่เหยียบเรือสองแคม
ใจหนึ่งอยากธรรม
อีกใจหนึ่งยังเสียดายโลก
อยากได้ความสงบ
แต่ไม่ยอมวางความอยาก
อยากได้ความหลุดพ้น
แต่ยังหวงความสุขทางโลก
เช่นนี้ไปไม่รอด
อยากเป็นพระ
ต้องละให้สิ้น
วางธาตุ
ละขันธ์
วางสุข
ละทุกข์
ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนผ้า
แต่ต้องเปลี่ยนใจ
ผญานี้จึงสั้นแต่แรง
ถ้าจะทำ
ทำให้เต็ม
เหมือนลาบที่ใส่ข้าวคั่วเต็มกำมือ
หอมไปทั้งบ้าน
การภาวนาก็เช่นกัน
ถ้าจะเอา
เอาให้สุดใจ
ไม่ครึ่ง ๆ
ไม่กลัวเสียหน้า
ไม่กลัวเสียโลก
เพราะผู้ที่ให้เต็ม
ย่อมได้เต็ม
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱