ผญาธรรมบทนี้ สั้นแต่แทงลึกถึงหัวใจของการปฏิบัติ
สุกอยู่ต้นบ่ท่อฝานหัวบ่ม
(สุกอยู่กับต้น ไม่เท่าฝานมาบ่มเอง)
ผลไม้ที่สุกอยู่บนต้น
อาจดูงาม
อาจหอม
อาจใคร ๆ ก็ชมว่าสุกแล้ว
แต่ความสุกนั้น
เราเพียง “เห็น”
ยังไม่ได้ “สัมผัส”
ผญานี้กำลังพูดถึง
ความรู้
ความรู้จากตำรา
จากคัมภีร์
จากคำสอนครูบาอาจารย์
ล้วนดี
ล้วนจำเป็น
ล้วนเป็นแผนที่
แต่แผนที่
ไม่ใช่การเดินทาง
การอ่านว่าไฟร้อน
ไม่เท่ากับเอามือเข้าใกล้แล้วรู้ด้วยตนเอง
การท่องว่า “ทุกข์เกิดจากตัณหา”
ไม่เท่ากับเห็นตัณหาเกิดขึ้นในใจตนเองแล้วดับไปต่อหน้า
สุกอยู่ต้น
คือความรู้ที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้จำ
เป็นความสุกที่ยังไม่ผ่านใจ
ฝานมาบ่มเอง
คือการลงมือปฏิบัติ
การภาวนา
การเฝ้าดูรูปนาม
การเห็นกิเลสเกิดดับในตน
ความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติ
แม้จะไม่สวยงาม
ไม่หรูหรา
ไม่ลึกซึ้งในถ้อยคำ
แต่แน่น
จริง
และไม่หลอกตัวเอง
ดีที่ตำรา
ยังไม่เท่าดีที่ใจรู้
ดีจากครู
ยังไม่เท่าดีจากการเห็นเอง
ผญาธรรมบทนี้
ไม่ได้ลดค่าคัมภีร์
แต่เตือนว่า
คัมภีร์คือทาง
ไม่ใช่จุดหมาย
ถ้าเรามัวแต่ชมผลไม้บนต้น
แต่ไม่เคยชิม
เราจะรู้รสได้อย่างไร
ถ้าเรามัวแต่ชื่นชมคำสอน
แต่ไม่เคยฝึกจิต
เราจะรู้แจ้งได้อย่างไร
ธรรมะที่แท้
ต้อง “ฝาน”
ต้อง “บ่ม”
ต้อง “สัมผัส”
ด้วยชีวิตจริงของเราเอง
จึงจะเป็นธรรมะที่ไม่มีใครแย่งไปได้
และไม่มีวันลืม
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱