ผญาธรรมบทนี้ ฟังเผิน ๆ เหมือนย้อนแย้ง
แต่แท้จริงคือการสะกิดให้ตื่นจากความเข้าใจผิด
อยากกินข้าว ให้ปลูกใส่พลานหิน
อยากมีศีล ให้ฆ่าพ่อตีแม่
อยากให้คนมาแว้ ให้ฆ่าชุมเดียวกัน
อยากเห็นสวรรค์ ให้ไปรื้อขี้ซิ่นในวัด
ถ้าอ่านตรงตัว
ดูเหมือนสอนให้ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
หรือแม้แต่ดูรุนแรง
แต่ผญาธรรมมักพูดด้วยภาษา “กระแทกใจ”
เพื่อให้เราหยุดคิด
อยากกินข้าว ให้ปลูกใส่พลานหิน
ข้าวจะงอกบนลานหินได้อย่างไร
ถ้าไม่เตรียมดิน
ไม่ไถ ไม่หว่าน ไม่ดูแล
ข้าวในที่นี้คือ วิปัสสนาญาณ
คือมรรคผล
คือความรู้แจ้ง
ถ้าอยากได้ผล
ต้องเตรียมเหตุ
ต้องเพาะบ่มใจให้เหมาะสม
ไม่ใช่อยากได้ผล
แต่ไม่ยอมฝึกตน
อยากมีศีล ให้ฆ่าพ่อตีแม่
ไม่ได้หมายถึงบุพการีทางร่างกาย
แต่หมายถึง “พ่อแม่ของกิเลส”
คือตัว อวิชชา
ศีลคือความปกติ
ศีลมาจากคำว่า ศิลา
ความหนักแน่นมั่นคง
ถ้ายังปล่อยให้อวิชชาครอบงำ
ศีลจะมั่นคงไม่ได้
จึงต้องตัดต้นตอ
ไม่ใช่แค่ตัดปลายเหตุ
อยากให้คนมาแว้ ให้ฆ่าชุมเดียวกัน
ถ้าใจยังเต็มไปด้วย
ความโลภ ความตระหนี่ ความเห็นแก่ตัว
สิ่งดีงามจะเข้ามาได้อย่างไร
ถ้าอยากให้กุศลธรรม
เมตตา กรุณา
เข้ามาอยู่ในใจ
ต้องขจัด “เจ้าถิ่นเดิม”
คืออกุศลมูลให้ได้
อยากเห็นสวรรค์ ให้ไปรื้อขี้ซิ่นในวัด
ในอดีต
พระธรรมคัมภีร์ถูกห่อด้วยผ้าลายขิดงดงาม
เก็บไว้ในหอพระธรรม
ถ้าอยากรู้ธรรม
ต้อง “รื้อผ้า”
ต้องเปิดคัมภีร์
ต้องศึกษา
ต้องปฏิบัติ
ไม่ใช่กราบไหว้ผืนผ้า
แต่ไม่เคยอ่านสิ่งที่ห่ออยู่ข้างใน
อยากเห็นสวรรค์
ต้องเปิดพระธรรม
เรียนรู้ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ
จึงจะปิดอบาย
และเปิดสุคติได้
ผญาบทนี้
สอนชัดว่า
อยากได้ผล
ต้องทำเหตุ
อยากพ้นทุกข์
ต้องสร้างศีลให้มั่น
ต้องฆ่าอวิชชา
ต้องกำจัดอกุศล
ต้องเปิดธรรมออกมาศึกษา
ธรรมะไม่ใช่ของสวยงามที่ตั้งไว้ให้กราบ
แต่เป็นสิ่งที่ต้องเปิด
ต้องอ่าน
ต้องฝึก
ต้องทำให้เกิดในตน
ไม่เช่นนั้น
ก็เหมือนปลูกข้าวบนหิน
หวังผล
แต่ไม่สร้างเหตุ
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱