ผญาธรรมบทนี้ เตือนเราเรื่อง “การตัดสินจากเปลือก” อย่างแหลมคม
ขี้ฮ้ายบักหุ่งสุก
(ขี้เหร่อย่างมะละกอสุก)
มะละกอสุก
ผิวภายนอกขรุขระ
สีอาจไม่สด
รูปร่างอาจไม่งาม
แต่เมื่อผ่าออก
เนื้อในกลับหวาน หอม สดใส
ผญานี้จึงเตือนว่า
อย่าตัดสินคุณค่าจากผิว
ในธรรมวินัย
พระพุทธองค์ทรงอุปมาสมณะไว้เหมือนผลไม้ ๔ ประเภท
หนึ่ง สุกนอกสุกใน
คือดีทั้งรูปแบบและเนื้อแท้
ทั้งวัตรปฏิบัติและจิตใจสอดคล้องกัน
สอง ดิบนอกสุกใน
ภายนอกอาจดูธรรมดา
ดูไม่โดดเด่น
แต่ภายในถึงพร้อมแล้ว
สงบ ลึก และบริสุทธิ์
สาม สุกนอกดิบใน
ภายนอกดูงาม
วัตรดี พูดดี รูปแบบครบ
แต่ภายในยังไม่ถึงแก่น
สี่ ดิบนอกดิบใน
ทั้งภายนอกและภายในยังต้องฝึกอีกมาก
สรุปแล้ว
รูปภายนอกไม่ใช่เครื่องชี้วัดความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์
พระภิกษุบางรูป
แต่งกายมอมแมม
ถือกะลาขอทาน
อยู่ป่าเพียงลำพัง
ฉันเรียบง่าย
ใช้ชีวิตติดดิน
แต่ภายในอาจบริสุทธิ์ลึกซึ้ง
เป็นพระสุปฏิปันโน
เป็นอริยเจ้า
ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจริงก็ได้
ในทางกลับกัน
ความเรียบร้อยงดงาม
ก็ไม่ใช่หลักประกันของความสุกงอมภายในเสมอไป
ผญา “ขี้ฮ้ายบักหุ่งสุก”
จึงไม่ใช่เพียงคำชมมะละกอ
แต่คือคำเตือนใจคนดู
ก่อนจะมองใคร
ให้ถามใจตัวเองก่อนว่า
เรามองเปลือก
หรือมองแก่น
และที่สำคัญที่สุด
อย่าเพิ่งมองคนอื่น
จนลืมถามตนเองว่า
เราเองนั้น
สุกแค่ไหน
เพราะวันหนึ่ง
สิ่งที่สำคัญ
ไม่ใช่ผิวที่คนเห็น
แต่คือเนื้อในที่เรารู้กับตนเอง
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱