ผญาธรรมบทนี้ คือเสียงรำพันจากใจของผู้ภาวนาอย่างแท้จริง
โอ้น้อ..ชีวิตส่างมายุ่งยาก นำควายหลายโต
โตหนึ่งนั้นข้องง่าคอง
โตสองข้องง่าขาม
โตสามข้องง่ามี่
โตสี่ข้องง่าหว้า
โตห้าข้องง่าบก
โตหกข้องง่าแต้
ไผเดน้อสิมาแก้ควายข้อยจัง สิไป
(ชีวิตช่างยุ่งยาก เหมือนมีควายหลายตัว
แต่ละตัวไปติดกิ่งไม้คนละต้น
ใครหนอจะมาช่วยแก้ควายของฉันให้หลุดพ้นเสียที)
ผญานี้
ไม่ได้พูดถึงควายจริง ๆ
แต่พูดถึง จิตของผู้ปฏิบัติ
ที่ถูกดึงรั้งไว้รอบด้าน
พร้อมกันทุกทิศทาง
ควายแต่ละตัว
คือ อายตนะทั้งหก
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
แต่ละตัว
ไปติดกิ่งคนละต้น
คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์
ตาไปติดรูป
หูไปติดเสียง
จมูกไปติดกลิ่น
ลิ้นไปติดรส
กายไปติดสัมผัส
ใจไปติดอารมณ์คิดปรุง
ดึงตัวหนึ่ง
อีกตัวก็รั้ง
แก้ตัวนี้
อีกตัวก็พัน
ยิ่งแก้ด้วยอารมณ์
ยิ่งยุ่ง
ยิ่งพยายามด้วยความอยาก
ยิ่งผูกแน่น
นี่แหละ
ความจริงของชีวิตนักปฏิบัติ
ที่ไม่ได้สวยงามอย่างในคำสอน
แต่เต็มไปด้วยความพัวพัน
ความสับสน
และคำถามในใจว่า
“จะหลุดอย่างไรดี”
ผญานี้
จึงไม่ใช่คำสอนจากคนที่ยังไม่เคยเดิน
แต่เป็นเสียงถอนหายใจของผู้ที่ กำลังเดินอยู่จริง
แล้วใครจะมาแก้ควายให้เรา
คำตอบของผญา
ไม่ได้ชี้ออกไปนอกตัว
ไม่ได้บอกให้ไปหาคนมาช่วยจับควาย
แต่ชี้กลับเข้ามาที่ สติและปัญญา
ไม่ต้องแก้ทุกตัวพร้อมกัน
ไม่ต้องไล่ปลดทีละกิ่ง
แต่ต้อง หยุดดึง
หยุดเข้าไปเป็นเจ้าของอารมณ์นั้น ๆ
เมื่อจิตตั้งมั่น
เห็นอารมณ์เป็นเพียงอารมณ์
เห็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เป็นเพียงผัสสะ
ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา
ควายจะค่อย ๆ คลาย
เชือกจะค่อย ๆ หลุด
ไม่ใช่เพราะมีใครมาแก้ให้
แต่เพราะ จิตไม่เข้าไปผูกเพิ่ม
ผญาธรรมบทนี้
จึงให้กำลังใจผู้ภาวนาทุกคนว่า
ถ้าวันใดรู้สึกว่า
ชีวิตยุ่งยาก
จิตวุ่น
อารมณ์รุมเร้า
นั่นไม่ใช่ความล้มเหลว
แต่นั่นคือ อาการของผู้กำลังรู้จริง
เพียงแต่อย่าท้อ
อย่าหนี
อย่าดึงแรง
และอย่าหลงคิดว่า
มีใครจะแก้ให้เราได้แทน
ผู้แก้ควาย
คือผู้รู้ทันเชือก
และยอมวางมือจากมัน
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱