ผญาธรรมบทนี้ พูดถึง “ใจที่ตัดสินใจแล้ว” อย่างตรงและหนักแน่น
ใจผะสงค์แล้วเมืองแกวกะดั้นฮอด
ใจผะสงค์หน่วยแก้วในถ้ำกะก่นหา
ใจผะสงค์ต่อไม้จึงได้แบกขวานมา
ใจผะสงค์ต่อปลาจึงแบกแหมาพร้อม
(ใจประสงค์แล้ว ต่อให้อยู่ไกลถึงเมืองญวนก็ไปให้ถึง
อยากได้แก้วมณีในถ้ำ ก็ยอมขุดค้น
อยากได้ไม้ ก็แบกขวานมา
อยากได้ปลา ก็แบกแหให้พร้อม)
ผญาบทนี้
ไม่ได้สอนให้เพียง “อยาก”
แต่สอนให้ อยากอย่างรู้ตัว
และ เตรียมตัวให้สมกับสิ่งที่อยาก
เพราะใจที่ประสงค์จริง
จะไม่บ่นเรื่องระยะทาง
ไม่ต่อรองกับความลำบาก
ไม่ผัดผ่อนด้วยข้ออ้าง
อยากไปถึง
ก็เดิน
อยากได้
ก็ลงมือ
อยากรู้
ก็ฝึก
ถ้าใจยังลังเล
อุปกรณ์จะไม่พร้อม
การเดินทางจะไม่เริ่ม
และทุกเหตุผลจะฟังดูสมเหตุสมผลเสมอ
ผญานี้จึงชี้ให้เห็นว่า
ความตั้งใจจริง
ไม่ใช่คำพูด
แต่คือการจัดเตรียมชีวิตใหม่ทั้งระบบ
เมื่อใจพร้อม
กายก็พร้อม
ขวานจึงมา
แหจึงมา
เครื่องมือไม่เคยมาเอง
มันมาพร้อมการตัดสินใจ
ในทางธรรมก็เช่นเดียวกัน
เมื่อใจเลื่อมใสศรัทธาแล้ว
ไม่ว่าธรรมจะอยู่ไกลแค่ไหน
ลึกแค่ไหน
ก็จะไปถึง
จะขุด จะค้น จะอยู่ จะอด จะทน
ก็ไม่ใช่ปัญหา
เพราะผู้แสวงหาโมกขธรรม
ไม่ใช่นักท่องเที่ยว
แต่เป็นผู้ ยอมวางโลก
เตรียมผ้าไตร
เตรียมบาตร
เตรียมกลด
เตรียมไฟฉาย
เตรียมมีดโกน
ไม่ใช่เพราะอยากลอง
แต่เพราะ ตัดสินใจแล้ว
ผญาธรรมบทนี้
จึงเป็นคำถามตรง ๆ กับใจเรา
วันนี้
เราอยากธรรม
หรือแค่อยากคิดถึงธรรม
เพราะถ้าใจประสงค์จริง
เครื่องมือของการหลุดพ้น
จะปรากฏขึ้นในชีวิตเราเอง
อย่างไม่ต้องบอกใคร
ด้วยความรู้สึกตัว 🌱