ผญาธรรมบทนี้ แทงใจคนเดินทางธรรมอย่างไม่ไว้หน้าใคร
> *นักปราชญ์ผู้ฮู้ติดหลง
> หงส์ดำติดบ่วง ควายบักเถ่าตื่นไถ*
ผญาสั้น ๆ
แต่สะท้อนสภาพจริงของผู้คนในทางธรรมได้อย่างเจ็บลึก
ไม่เว้นแม้ครูบาอาจารย์
ไม่ยกเว้นนักปฏิบัติ
ไม่ละเว้นผู้ที่ “เคยรู้ เคยเห็น เคยได้”
**นักปราชญ์ผู้ฮู้ติดหลง**
หมายถึงผู้มีความรู้ มีประสบการณ์ภาวนามาบ้าง
แต่ยังติดอยู่ใน *วิปัสสนูปกิเลส*
ยังเผลอสำคัญตน
ยังหลงยึดในความรู้ ความดี ความสงบ ความวิเศษ
อัตตา ทิฐิ มานะ ราคะ ตัณหา
ยังแฝงซ่อนอยู่อย่างแนบเนียน
จนผู้รู้เองก็ไม่รู้ว่าตน “ยังติด”
**หงส์ดำติดบ่วง**
หงส์ คือสัตว์สูง งาม สง่า
แต่เมื่อพลาด ก็ยังติดบ่วงได้
อุปมาถึงนักบวช นักปฏิบัติ
ที่ยังไม่พ้นบ่วงของมาร
ทั้งบ่วงมนุษย์ — ลาภ ยศ สรรเสริญ ความสุขสบาย
และบ่วงทิพย์ — นิมิต ฌาน ศีล สมาธิ ญาณทัศนะ
แม้สภาวะดีงามขั้นต้น
หากหลงยึด ก็กลายเป็นบ่วงได้ทั้งสิ้น
**ควายบักเถ่าตื่นไถ**
หมายถึงพระเถระหรือผู้มีอาวุโส
แต่ขาดการสาธยาย ขาดการเรียนรู้
ไม่แตกฉานในพระธรรมวินัย
เมื่อถึงคราวต้องแสดงธรรม
กลับตื่น ตกใจ ประหม่า เหงื่อตก
แยกไม่ออกว่าอะไรคือทุกข์สมมติ
อะไรคือทุกข์ปรมัตถ์
มรรค ผล นิพพาน เป็นอย่างไร
ตอบไม่ได้ ชี้ไม่ชัด
อุปมาเหมือนควายแก่ที่ยัง “ตื่นสนาม”
ผญาบทนี้
ไม่ได้ดูถูกใคร
แต่ *เตือนทุกฝ่าย* อย่างตรงไปตรงมา
– มีความรู้ แต่ไม่มีความสามารถ ก็ไม่พอ
– มีประสบการณ์ แต่ไม่กล้าลงลึก ก็ไม่ถึง
– มีตำแหน่ง แต่ไม่กล้าหันกลับมาภาวนา ก็ยังติด
สังคมจึงเกิดภาพย้อนแย้ง
ฆราวาสกลัวธรรมะ
พระกลัววินัย
ทั้งที่นี่คือหัวใจของพุทธศาสนา
ผญาธรรมบทนี้
ไม่ได้สอนให้เราไปตำหนิใคร
แต่ชวนให้ *หันกลับมาสำรวจตัวเอง*
เรากำลังเป็น
นักปราชญ์ที่ติดหลงหรือไม่
หงส์ที่ยังมีบ่วงคล้องคออยู่หรือเปล่า
หรือควายเถ่าที่ตื่นไถอยู่เงียบ ๆ ในใจตน
ถ้าเห็นได้ตรงนี้
ผญาก็ได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว
**ด้วยความรู้สึกตัว**
