ผญาธรรมบทนี้ เตือนใจคนเดินทางธรรมได้อย่างลึกซึ้งยิ่งนัก
เจ้าผู้ผักอีตู่เตี้ยต้นต่ำใบดก
กกบ่ทันพอมีสังมาจีจูมดอก
แมงลักต้นเตี้ย ใบดกเขียว
แต่ลำต้นยังอ่อน ยังไม่ทันแข็งแรง
กลับรีบออกดอกออกลูกเสียแล้ว
ภาพธรรมดาในครัวเรือนของคนโบราณ
กลับกลายเป็นคำเตือนอันคมคายต่อการเรียนรู้ชีวิต
ในทางโลก
เราทุกคนรู้ดีว่า ความรู้ต้องค่อยเป็นค่อยไป
เรียนให้เข้าใจ ฝึกให้ชำนาญ
สอบผ่านจึงเลื่อนขั้น
จบแล้วจึงออกไปประกอบอาชีพ
ไม่มีใครเอานักเรียนปีหนึ่งไปสอนแทนครูใหญ่
ในทางธรรม…ก็ไม่ต่างกันเลย
การเรียนรู้ธรรม
ไม่ใช่แค่การ จำคำสอน
ไม่ใช่แค่พูดธรรมะได้ คล่องปาก
หรือมีประสบการณ์บางอย่างแล้วรีบตีความว่า “รู้แล้ว เห็นแล้ว เป็นแล้ว”
พระพุทธศาสนา
วัดผลที่การ พ้นทุกข์จริง
วัดที่การละอาสวะได้จริง
วัดที่จิตไม่กำเริบ ไม่หลง ไม่สำคัญตน
ไม่ใช่วัดที่ถ้อยคำหรือบทบาท
ผู้ใด
ยังไม่รู้ชัดว่าอะไรคือ
– จินตญาณ
– วิปัสสนูปกิเลส
– วิปลาสของอารมณ์กรรมฐาน
แต่กลับรีบอยากบอก อยากสอน อยากชี้นำผู้อื่น
ผญาโบราณจึงเตือนเอาไว้ว่า
“กกบ่ทันพอ มีสังมาจีจูมดอก”
คือ
รู้…ก่อนจะรู้จริง
เห็น…ก่อนจะเห็นตามความเป็นจริง
เป็น…ก่อนจะเป็นจริง
สิ่งเหล่านี้
อาจดูงดงามในช่วงต้น
แต่จะย้อนกลับมาเป็นภาระ
ทั้งต่อตนเองและผู้อื่นในภายหลัง
ผญาธรรมจึงไม่ได้สอนให้ ช้า
แต่สอนให้ ตรง
ตรงเหตุ ตรงผล
ตรงลำดับของการงอกงาม
ให้รากลงก่อน
ให้ลำต้นแข็งแรงก่อน
ให้ผลเกิดเองตามธรรมชาติ
นี่คือภูมิปัญญาเก่า
ที่ยังสดใหม่สำหรับคนยุคนี้เสมอ