ผญาธรรมบทนี้ สะท้อนภาพวงสนทนาธรรมได้อย่างคมกริบ
> *นกอิเอี้ยงกินหมากโพธิ์ไฮ
> แซวๆ เสียงบ่มีโตฮ้อง
> แซวๆ ก้องตัวเดียวเบิดหมู่*
ฝูงนกเอี้ยงเกาะกินผลไทร
ได้ยินเสียงเอะอะ แซว ๆ เต็มไปหมด
แต่พอฟังให้ดี…
กลับไม่มีใครเป็น “ตัวร้อง” จริง ๆ
เสียงดังสนั่น เหมือนมาจากตัวเดียว
แต่สะท้อนไปทั้งฝูง
ผญาบทนี้
ไม่ใช่เรื่องนก
แต่คือภาพของ “วงธรรม” ที่เราคุ้นตา
ผู้คนจำนวนมาก
ศึกษาพระธรรมคำสอนอย่างจริงจัง
รู้มาก ท่องได้ แตกฉานคัมภีร์
พระสูตรไหนก็อ้างได้
ถกเถียงกันได้ทั้งวันทั้งคืน
แต่เมื่อถามให้ลึกลงไปว่า
อะไรคือแก่น อะไรคือเปลือก
อะไรคือสมมติ อะไรคือปรมัตถ์
อะไรคือสัญญา อะไรคือปัญญา
กลับไม่มีใครกล้ายืนยันว่า
“ตนรู้แจ้งอริยสัจแล้ว”
“ตนถึงวิมุตติแล้ว”
มีแต่เสียงสะท้อนของความรู้
ที่วนกลับมาหากันเอง
ผญาจึงเปรียบไว้ว่า
เสียงแซว ๆ นั้น
ไม่ใช่เสียงของการรู้จริง
แต่คือเสียงของ **สังขารปรุงแต่ง**
ของความจำ ความคิด ความเห็น
ที่คุยกับกันเองอยู่ในกลุ่ม
แต่หากในฝูงนั้น
มีนกเอี้ยงเพียง *ตัวเดียว*
ที่ร้องจากการเห็นจริง
จากการแทงทะลุถึงที่สุดทุกข์
เสียงนั้น…
ไม่ต้องดัง
ไม่ต้องมาก
ไม่ต้องถก
เพียงชี้แจงสัจจะตามที่เป็น
ข้อโต้แย้งทั้งหมดก็ยุติลงเอง
เพราะความจริง
ไม่ต้องการเสียงข้างมาก
ไม่ต้องการการเห็นพ้อง
ไม่ต้องการการยืนยันจากใคร
ผญาธรรมบทนี้
จึงไม่ได้ตำหนิการเรียนรู้
แต่เตือนว่า
อย่าหลงคิดว่า *เสียงมาก = ความจริง*
ในทางธรรม
เสียงเดียวที่พาออกจากทุกข์ได้
คือเสียงของปัญญา
ที่เกิดจากการรู้เห็นตรงในใจตน
ที่เหลือ…
แม้จะดังก้องทั้งฝูง
ก็ยังเป็นเพียงเสียงแซว ๆ
ใต้ต้นไทรเดิมเท่านั้น
**ด้วยความรู้สึกตัว**
