ผญาธรรมบทนี้ ชี้ตรงไปยังหัวใจของการภาวนาอย่างไม่อ้อมค้อม
> *ทางหลวงใหญ่กว้าง สังมาเขียวตั้งแต่ขอบ*
> *(ทางหลวงกว้างใหญ่ ทำไมเดินอยู่ขอบ)*
ทางหลวง
กว้าง โล่ง เปิด
เดินได้สบาย ไม่มีสิ่งกีดขวาง
แต่ผู้คนกลับเลือกเดินชิดขอบ
เดินอย่างระแวง
ไม่กล้าก้าวเข้าสู่กลางทาง
ผญาบทนี้
ไม่พูดถึงถนน
แต่พูดถึง **จิต**
จิตที่ว่างจากนิวรณ์
ว่างจากอดีตและอนาคต
ว่างจากกิเลส ตัณหา อวิชชา อาสวะ
คือจิตที่เปิดกว้าง
ไม่มีขอบเขต ไม่มีสูงต่ำ
ไม่มีศูนย์กลาง ไม่มีริมขอบ
พื้นที่นี้…
กว้างใหญ่กว่าที่เราคิด
สงบกว่าที่เราคาด
และปลอดภัยกว่าที่เรากล้าเชื่อ
แต่เหตุใด
จึงแทบไม่มีใครเดินอยู่ตรงนั้น
เพราะคนส่วนใหญ่
ยังเดินอยู่ริมทางของความเคยชิน
ทำบุญอยู่บ้าง
รักษาศีลอยู่บ้าง
ภาวนาอยู่บ้างเล็กน้อย
พอให้ใจสบาย
พอให้รู้สึกดี
พอให้มีที่ยึด
แต่ยังไม่พอ
จะปล่อยวางความคิดปรุงแต่งอย่างแท้จริง
ยังไม่พอ
จะวางตัวตน
วางความเป็น “เรา” ลงกลางทาง
ความว่าง…มีอยู่
แต่เราไม่เดิน
กลับไปเพลิดเพลินอยู่กับเสียงในหัว
ภาพในใจ
เรื่องราวของอดีตและอนาคต
เหมือนคนยืนอยู่หน้าทางหลวง
แต่เลือกเดินเลียบหญ้าข้างทาง
เพราะรู้สึกคุ้นกว่า
ผญาธรรมบทนี้
จึงไม่ได้ตำหนิ
แต่ *ชวนตั้งคำถาม*
ทางเปิดแล้ว
จิตว่างแล้ว
เหตุปัจจัยมีแล้ว
หรือแท้จริง
เรายังกลัวความว่าง
กลัวการไม่มีอะไรให้เกาะ
กลัวการเดินโดยไม่มี “เรา” อยู่ตรงกลาง
ทางหลวงแห่งจิต
ไม่ได้ต้องการคนมาก
ไม่ต้องการความกล้าแบบโลก
ต้องการเพียง
**ความรู้สึกตัวที่ยอมก้าวออกจากขอบ**
ก้าวหนึ่ง…
จากริมทาง
สู่กลางทาง
**ด้วยความรู้สึกตัว**
