แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุก ๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม
พระบรมศาสดาได้ตรัสสอนข้อปฏิบัติในกรรมฐาน ให้ตั้งสติพิจารณากายเวทนาจิตธรรม อันเป็นสติปัฏฐาน ตั้งต้นแต่ข้อกาย ให้ตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้าออก อันเป็นข้ออานาปานปัพพะ ข้อที่ว่าด้วยลมหายใจเข้าออก ให้ตั้งสติสัมปชัญญะในอิริยาบถทั้ง 4 อันเป็นข้ออิริยาปถปัพพะข้อว่าด้วยอิริยาบถ ให้ตั้งสติสัมปชัญญะในอิริยาบถประกอบทั้งหลาย อันเป็นสัมปชัญญะปัพพะ ข้อว่าด้วยสัมปชัญญะในอิริยาบถประกอบทั้งปวง ตรัสปฏิกูลปัพพะข้อว่าด้วยปฏิกูล หรือกายคตาสติ สติที่ไปในกาย ต่อจากนั้นจึงตรัสธาตุปัพพะข้อว่าด้วยธาตุ คือตรัสสอนให้พิจารณาว่า กายนี้ประกอบด้วยธาตุต่าง ๆ
ธาตุปัพพะ
คือ ปฐวีธาตุ ธาตุดิน อาโปธาตุ ธาตุน้ำ เตโชธาตุ ธาตุไฟ วาโยธาตุ ธาตุลม คือพิจารณาแยกกายนี้ออกไปเป็นธาตุต่าง ๆ ทั้ง 4 ซึ่งมีอุปมาเหมือนอย่างคนฆ่าโค หรือลูกมือของคนฆ่าโค ฆ่าแม่โคแล้วก็ชำแหละเนื้อขาย แม่โคนั้นก่อนแต่ฆ่าก็เป็นแม่โคที่มีชีวิต มีร่างกายที่มีชีวิต ครั้นถูกฆ่าแล้วก็มีร่างกายที่ไร้ชีวิต แต่ว่าก็ยังมีร่างกายคุมกันอยู่เป็นร่างของโค แต่เมื่อชำแหละเนื้อขาย ชำแหละไป ๆ รูปร่างที่มีลักษณะเป็นโคก็หายไป กลายเป็นชิ้นเนื้อแต่ละชิ้น ประกอบด้วยโครงกระดูก
สัตตสัญญา อัตตสัญญา
ร่างกายของคนเราก็เหมือนกัน เมื่อคุมกันอยู่เป็นร่างกายนี้สมบูรณ์ จึงเป็นที่ยึดถือว่าตัวเราของเรา เป็น สัตตสัญญา ความสำคัญหมายว่าเป็นสัตว์บุคคล เป็น อัตตสัญญา สำคัญหมายว่าเป็นตัวตนเราเขา เช่นเดียวกับขันธ์ 5 ที่คุมกันอยู่ก็เป็นที่ยึดถือว่าตัวเราของเรา จึงเรียกว่าอุปาทานขันธ์ ขันธ์เป็นที่ยึดถือ มีอัตตสัญญา สัตตสัญญา ความสำคัญหมายว่าตัวตนเราเขา หรือว่าสัตว์บุคคล (เริ่ม) หรือว่าสัตว์บุคคล หรือว่ารวมเรียกกันว่ามีความสำคัญหมาย อันเป็นความยึดถือ ว่าสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ซึ่งเป็นที่ตั้งของกิเลสกองโลภบ้าง กองโกรธบ้าง กองหลงบ้าง และเป็นที่ตั้งของความสงสัยลังเลใจต่าง ๆ เพราะว่าเมื่อมีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ก็ย่อมมีวิจิกิจฉาความลังเลสงสัย ว่าเราเขาในปัจจุบันเป็นอย่างไร ในอดีตที่ล่วงมาแล้วเป็นอย่างไร ในอนาคตเป็นอย่างไร
ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสอนไว้ ให้มาหัดพิจารณากายอันนี้ที่รวมกันอยู่ดังกล่าว ประกอบด้วยอาการต่าง ๆ พิจารณาแยกเป็นธาตุออกไป อันที่จริงนั้นประกอบด้วยธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม มาประกอบกันเข้า และคำว่าธาตุในที่นี้ก็มีความหมายถึงสภาพหรือลักษณะอันเป็นที่รวม กล่าวคือในกายอันนี้ส่วนที่แข้นแข็งก็เรียกว่าปฐวีธาตุ ธาตุดิน ส่วนที่เอิบอาบเหลวไหลก็เรียกว่าอาโปธาตุ ธาตุน้ำ ส่วนที่อบอุ่นก็เรียกว่าเตโชธาตุ ธาตุไฟ ส่วนที่พัดไหวเคลื่อนไปได้ก็เรียกว่าวาโยธาตุ ธาตุลม
ข้อว่าธาตุทางกรรมฐาน
ลักษณะหรือภาวะหรือสภาพอันเป็นที่รวมดั่งนี้เรียกว่าธาตุในที่นี้ และเมื่อธาตุมารวมกันเข้าก็เป็นสังขาร คือส่วนประสมปรุงแต่ง ดั่งเป็นกายอันนี้ของทุกๆ คน และแม้กายของสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย และแม้ว่าทุก ๆ อย่างในโลกนี้ เช่นต้นไม้ภูเขาทั้งปวง แม่น้ำลำธารทั้งปวง ที่เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ขึ้นมา ก็ล้วนประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้งหลายทั้งนั้น เพราะฉะนั้นทุก ๆ อย่างจึงสามารถแยกธาตุออกไปได้ แต่ว่าธาตุทางกรรมฐานนี้กำหนดแยกออกไปตามลักษณะดังกล่าว เพราะสามารถพิจารณาได้
และก็ได้มีตรัสอธิบายไว้ในพระสูตรอื่น ยกตัวอย่างขึ้นมาว่าธาตุทั้ง 4 แต่ละธาตุนั้นมีอะไรบ้างในร่างกายอันนี้ ที่มีลักษณะแข้นแข็งเป็นดิน มีลักษณะเอิบอาบเหลวไหลเป็นน้ำ มีลักษณะอบอุ่นเป็นไฟ มีลักษณะพัดไหวเป็นลม ในข้อกายคตาสติ สติที่ไปในกาย หรือในข้อปฏิกูลปัพพะ ข้อที่ว่าด้วยสิ่งที่เป็นปฏิกูล ที่ตรัสให้พิจารณาอาการ 31 หรือ 32 นั้น ก็สรุปเข้าได้เป็น 2 ธาตุ คือเป็นธาตุดินซึ่งมีลักษณะแข้นแข็ง ธาตุน้ำซึ่งมีลักษณะเอิบอาบเหลวไหล ฉะนั้นในหมวดที่ว่าด้วยธาตุนี้ จึงจะได้ชักเอามาให้ครบทั้ง 4 อีกครั้งหนึ่ง
ในพระสูตรอื่นได้ตรัสเพิ่มอีก 1 ธาตุ คืออากาสธาตุ ธาตุอากาศ ได้แก่ส่วนที่มีลักษณะเป็นช่องว่างบรรดาที่มีอยู่ในกายนี้ได้แก่ ช่องหู ช่องจมูก ช่องปาก ช่องคอที่กลืนอาหารลงไป ช่องที่บรรจุอาหารไว้ในท้อง และช่องที่ถ่ายอาหารเก่าออกไปในภายนอก กับช่องอื่น ๆ ในภายในกายอันนี้ บรรดาที่มีอยู่ในกายนี้ก็รวมเรียกว่าอากาสธาตุ ธาตุอากาศ
ปริเฉทรูป
อันอากาสธาตุ ธาตุอากาศนี้ไม่ได้ตรัสไว้ในพระสูตรทั่วไป เช่น ในสติปัฏฐานสูตรนี้ก็ไม่ได้ตรัสอากาสธาตุไว้ เพราะว่าช่องว่างนี้ไม่มีอะไร แต่ว่าดินน้ำไฟลมมีภาวะที่ปรากฏเป็นที่กำหนดได้ แต่ว่าอากาสธาตุ ธาตุอากาศคือช่องว่างนี้ไม่มีอะไร แต่ว่าก็มีอยู่ในกายอันนี้เป็นอันมาก แม้แต่ไม่มีอะไรก็มีลักษณะเป็นสิ่งที่เรียกว่า ปริเฉทรูป รูปเป็นที่กำหนด ทำให้กำหนดได้ดั่งเช่น อวัยวะของคนที่เป็นภายนอก ยกตัวอย่างเช่น เกสาผม ซึ่งมีอยู่เป็นอันมากบนศีรษะ เป็นเส้น ๆ ไม่ติดกันแต่รวมกันอยู่ ลักษณะที่ผมเป็นเส้น ๆ นั้นก็เพราะว่ามีอากาสคือช่องว่างอยู่ในระหว่าง ๆ จึงทำให้ผมเป็นเส้น ๆ ถ้าหากว่าไม่มีอากาสคือช่องว่างในระหว่างแล้ว เส้นผมก็จะติดกันเป็นผืนเดียวกัน เป็นอันเดียวกันทั้งหมด นิ้วมือทั้ง 5 นิ้วที่แยกเป็น 5 นิ้ว ก็เพราะมีอากาสคือช่องว่างแยกกัน จึงเป็น 5 นิ้ว ถ้าไม่มีอากาสคือช่องว่างแยกกันแล้วก็จะรวมกันเป็นอันเดียวทั้งหมดแยกไม่ออก
แม้ว่าอวัยวะในภายในเช่นตับปอดหัวใจลำไส้ก็มีอากาสคือช่องว่างในระหว่าง ๆ กัน จึงแยกออกจากกันได้ ว่านี่เป็นหัวใจ นี่เป็นตับ นี่เป็นปอด นี่เป็นลำไส้ ถ้าหากว่าไม่มีอากาสคือช่องว่างในระหว่าง ก็จะติดกันเป็นพืดเดียวกันหมด ฉะนั้นจึงเรียกว่าปริเฉทรูป รูปเป็นที่กำหนด หรือเป็นเครื่องกำหนด ทำให้กำหนดได้ว่า อันนี้เป็นอันนี้ อันนั้นเป็นอันนั้น ดั่งที่กล่าวมาแล้ว และที่ยกขึ้นเป็นตัวอย่างว่าช่องหูช่องจมูกเป็นต้น ถ้าไม่มีช่องหูไม่มีช่องจมูก ก็รับเสียงไม่ได้ หายใจไม่ได้ ไม่มีช่องปากก็อ้าปากไม่ได้ ไม่มีช่องคอก็กลืนอาหารลงไปไม่ได้ ไม่มีช่องเก็บอาหารในท้องคือกะเพาะอาหาร อาหารก็ลงไปเก็บไม่ได้ ไม่มีช่องสำหรับถ่ายลงไปในภายล่างภายนอก ในตอนล่างภายนอกก็ถ่ายไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีช่อง นอกจากนี้ตามตัวของคนเราเรียกว่ามีช่องอยู่ทุกเส้นขน
ฉะนั้น นักปราชญ์ในปัจจุบันนี้จึงได้แสดงไว้ว่า ร่างกายของคนเราทั้งคนที่ใหญ่โตนี้ เพราะมีช่องว่างอยู่มาก ถ้าหากว่าจะยุบรวมกันเข้าไม่ให้มีช่องว่างทั้งหมด ร่างกายอันนี้จะเหลือเล็กนิดเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นอากาสธาตุ ธาตุอากาศคือช่องว่างนี้ จึงยกขึ้นเป็นธาตุอันหนึ่ง เพราะมีความสำคัญอยู่ในร่างกายของคนทุกคน และมารวมกันเข้าแล้วทั้งอากาสธาตุก็เป็นธาตุ 5
มนุษย์ประกอบด้วยธาตุ 6
พระพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ในพระสูตรหนึ่งว่าบุรุษบุคคลนี้มีธาตุ 6 คือ ปฐวีธาตุ ธาตุดินส่วนที่แข้นแข็ง อาโปธาตุ ธาตุน้ำส่วนที่เอิบอาบเหลวไหล เตโชธาตุ ธาตุไฟส่วนที่อบอุ่น วาโยธาตุ ธาตุลมส่วนที่พัดไหว อากาสธาตุ ธาตุอากาศส่วนที่เป็นช่องว่าง และ วิญญาณธาตุ ธาตุรู้ จึงรวมเป็นบุคคล และ 5 ข้อข้างต้นคือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ เป็นส่วนกายไม่มีความรู้ในตัวเอง แต่วิญญาณธาตุ ธาตุรู้เป็นส่วนจิตมีความรู้ในตัว
คนเราจึงประกอบด้วยธาตุที่ไม่มีความรู้ในตัวอันเป็นกาย ประกอบด้วยธาตุที่มีความรู้ในตัวคือจิต จึงเป็นกายและจิต และเมื่อกายและจิตนี้ยังมีชีวิตอยู่ ก็คือกายจิตนี้อาศัยกันอยู่ แต่เมื่อเกิดมาก็มีธาตุ 6 มีกายมีจิต และเติบโตขึ้น แก่เจ็บตายไป ธาตุเหล่านี้ก็แตกสลาย ธาตุที่เป็นส่วนกายก็แตกสลายไป (เริ่ม) ธาตุที่เป็นส่วนจิตก็เป็นวิญญาณที่ออกไป ถือภพชาติใหม่ต่อไปตามกรรมที่ได้กระทำเอาไว้ และเมื่อมาถือภพชาติเป็นมนุษย์เป็นต้น ก็มาประกอบเป็นธาตุ 6 ดังกล่าวนี้อีก เพราะเหตุที่ธาตุที่รวมกันอยู่เป็นกายนี้ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลง เกิดดับดังกล่าว จึงมิใช่ตน มิใช่เป็นของตนตามที่ยึดถือ เป็นแต่เพียงสมมติบัญญัติว่าเป็นตัวเราของเราเท่านั้น
ตัวตนเป็นสภาวะธรรม
ซึ่งทางพุทธศาสนาก็ถือว่าเป็นสมมติสัจจะ สัจจะโดยสมมติ เป็นความจริงอย่างหนึ่ง แต่โดยปรมัตถสัจจะความจริงโดยปรมัตถ์คืออย่างยิ่งแล้ว ไม่มีตัวเราไม่มีของเรา เป็นธรรมชาติธรรมดา เป็นสภาวะธรรม เพราะเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสอนว่า ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมที่เป็นภายในก็ดี ที่มีอยู่ในกายอันนี้ จะเป็นกายของมนุษย์ เป็นกายของสัตว์เดรัจฉานก็ตาม และธาตุทั้ง 4 นี้ที่เป็นภายนอก เช่น เป็นแม่น้ำต้นไม้ภูเขาเป็นต้น บรรดาที่มีอยู่ในโลกทั้งหมด ล้วนเป็นสิ่งที่พึงพิจารณาให้เห็นตามเป็นจริง ว่า เนตํ มม นี่ไม่ใช่ของเรา เนโสหมสฺมิ เราไม่เป็นสิ่งนี้ น เมโส อตฺตา นี่ไม่ใช่เป็นอัตตาตัวตนของเรา
คือว่า นี่ ก็คือว่าธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมนี้ไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นสิ่งนี้ก็คือว่าเราไม่ได้เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลมนี้ไม่เป็นอัตตาตัวตนของเรา พูดกันสั้น ๆ ว่าไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา เพราะความจริงเป็นเช่นนั้น เป็นธรรมชาติธรรมดาที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยของตน แล้วก็ต้องแตกสลายไปตามธรรมดา ถ้าเป็นตัวเราของเราแล้วก็จะต้องตั้งอยู่ดำรงอยู่ ไม่แปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป ไม่แตกสลาย แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ และเพราะเราไปยึดถือว่าเป็นตัวเราของเรา ด้วยตัณหาด้วยอุปาทาน ด้วยอวิชชาคือความไม่รู้ เราซึ่งเป็นผู้ยึดถือ หรือเราซึ่งเป็นตัวตัณหาอุปาทาน เป็นตัวอวิชชาคือความไม่รู้นี้ จึงต้องเป็นทุกข์ต่าง ๆ ต้องเดือดร้อนไม่สบายกายไม่สบายใจ ต้องโศก ต้องร้องไห้คร่ำครวญต่าง ๆ เพราะไปยึดเอาสิ่งที่ไม่ใช่ของเราว่าเป็นของเรา ครั้นสิ่งที่ยึดถือนั้นต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป ก็จึงต้องโศกเศร้าเสียใจเป็นทุกข์เดือดร้อน
พิจารณาให้เห็นว่าเป็นธาตุ
เพราะฉะนั้น จึงควรพิจารณาให้เห็นสักแต่ว่าเป็นธาตุ สักแต่ว่าเป็นธาตุดิน สักแต่ว่าเป็นธาตุน้ำ สักแต่ว่าเป็นธาตุไฟ สักแต่ว่าเป็นธาตุลม สักแต่ว่าเป็นธาตุอากาศ มารวมกันเข้า ชั่วระยะเวลาอันหนึ่งแล้วก็ต้องแตกสลายเท่านั้น เป็นไปตามกรรม เป็นไปตามเหตุปัจจัย
เพราะฉะนั้นการพิจารณาแยกธาตุดังกล่าวมานี้ จึงเป็นประโยชน์ในด้านที่จะรำงับความหลงยึดถือว่าตัวเราของเรา ในกายและในทุก ๆ สิ่งอันประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 นี้ หรือประกอบด้วยธาตุทั้ง 5 นี้ ฉะนั้น ข้อ ธาตุปัพพะ อันข้อที่ว่าด้วยธาตุนี้จึงเป็นข้อสำคัญอีกข้อหนึ่ง และเมื่อสามารถปฏิบัติพิจารณาแยกธาตุออกไป จนปล่อยวางความยึดถือว่าตัวเราของเราได้ ก็ย่อมจะตัดวิจิกิจฉาคือความลังเลสงสัย อันสืบเนื่องมาจากตัวเราของเราได้ เพราะฉะนั้นจึงได้มีแสดงว่าในการที่จะละนิวรณ์ข้อวิจิกิจฉาอันเป็นข้อที่ 5 ให้ปฏิบัติพิจารณาธาตุกรรมฐาน ด้วยกรรมฐานที่พิจารณาแยกธาตุในข้อธาตุปัพพะนี้
ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป