แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม ได้แสดงพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตร เรื่องสัมมาทิฏฐิความเห็นชอบมาโดยลำดับ
เมื่อท่านได้แสดงเถราธิบายจบไปตอนหนึ่งๆ ภิกษุทั้งหลายก็ได้กราบเรียนถามท่านว่า จะมีปริยายคือทางแสดงอย่างอื่นอีกหรือไม่ ซึ่งท่านก็ตอบว่ามี ในวันนี้จึงจะได้แสดงต่อไปถึงคำตอบของท่าน สืบต่อจากที่ได้แสดงมาแล้ว คือท่านได้แสดงว่ามีปริยายคือทางแสดงอย่างอื่นอีก คือ สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ ก็ได้แก่รู้จัก สฬายตนะ อายตนะ ๖ รู้จักเหตุเกิดแห่งอายตนะ ๖ รู้จักความดับอายตนะ ๖ รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับอายตนะ ๖ เมื่อท่านตั้งหัวข้อขึ้น ๔ ข้อดั่งนี้แล้ว ก็ได้แสดงอธิบายขยายความต่อไปว่า รู้จัก สฬายตนะ อายตนะ ๖ ก็คือรู้จักอายตนะภายในทั้ง ๖ อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และมนะคือใจ รู้จักเหตุเกิดแห่งอายตนะทั้ง ๖ ก็รู้จักว่าเพราะนามรูปเกิด อายตนะทั้ง ๖ จึงเกิด อายตนะจึงเกิด เพราะเกิดนามรูป รู้จักความดับแห่งอายตนะทั้ง ๖ ก็คือรู้จักความดับแห่งนามรูป รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับอายตนะทั้ง ๖ ก็คือรู้จักมรรคมีองค์ ๘ อันได้แก่สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบเป็นต้น
อายตนะภายใน ๖
จะได้อธิบายในข้อแรก คืออายตนะภายในทั้ง ๖ อันอายตนะนี้ เป็นส่วนของอัตตภาพนี้ ซึ่งทางพุทธศาสนาสมเด็จพระบรมศาสดา ได้ทรงยกขึ้นแสดงสั่งสอนไว้เป็นอันมาก เช่นเดียวกับ ขันธ์ ธาตุ กล่าวคือ ขันธ์ อายตนะ ธาตุ ทั้ง ๓ นี้ ได้ตรัสแสดงไว้มาก และโดยเฉพาะตรัสแสดงไว้โดยฐานะเป็นวิปัสสนาภูมิ คือภูมิของวิปัสสนา อันเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วิปัสสนากรรมฐาน ผู้ปฏิบัติทางปัญญา คือวิปัสสนาปัญญา ย่อมมี ขันธ์ อายตนะ และธาตุ เหล่านี้เป็นอารมณ์ คือต้องพิจารณาขันธ์ พิจารณาอายตนะ พิจารณาธาตุ การเจริญวิปัสสนากรรมฐานจึงต้องอาศัยขันธ์อายตนะธาตุเป็นอารมณ์ เป็นภูมิคือพื้นฐานของวิปัสสนา อันจะทิ้งเสียมิได้
( เริ่ม) และอายตนะนี้ ก็เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า มีอยู่ ๒ อย่างคู่กัน อันได้แก่อายตนะภายใน กับอายตนะภายนอก อายตนะภายในนั้นก็ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และมนะคือใจ อายตนะภายนอกนั้นก็ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะสิ่งที่กายถูกต้อง และธรรมะคือเรื่องราว คำว่าอายตนะนี้แปลว่าที่ต่อ อันหมายความว่าอายตนะภายใน กับอายตนะภายนอกต่อกัน คือ ตากับรูปต่อกัน หูกับเสียงต่อกัน จมูกกับกลิ่นต่อกัน ลิ้นกับรสต่อกัน กายกับโผฏฐัพพะสิ่งถูกต้องต่อกัน มโนคือใจกับธรรมะคือเรื่องราวต่อกัน ฉะนั้น จึงเรียกว่าอายตนะ
จิต อารมณ์
อีกอย่างหนึ่งต่อกับจิตใจ คือจิตนี้ย่อมรับอารมณ์คือเรื่องทั้งหลาย โดยอาศัยต่อกับอายตนะภายใน กับภายนอกเหล่านี้ เพราะฉะนั้น จึงมีคำเรียกอายตนะภายในทั้ง ๖ ว่าทวาร อันแปลว่าช่องทาง หรือแปลว่าประตู อันหมายความว่าเป็นช่องทางหรือประตูของจิต ที่จิตออกรับอารมณ์ คือเรื่อง อันคำว่าอารมณ์นั้นได้แก่ เรื่องที่จิตคิด เรื่องที่จิตดำริ เรื่องที่จิตหมกมุ่นถึง ทอดถอนถึง นอนเนื่องถึง หรือว่าสิ่งที่จิตคิดดำริหมกมุ่นนอนเนื่องถึง อันสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นรูปโดยตรง ไม่ใช่เป็นเสียง เป็นกลิ่น เป็นรส เป็นโผฏฐัพพะ และเป็นธรรมะคือเรื่องข้างนอกโดยตรง แต่ว่าเป็นสิ่งที่เรียกว่าอารมณ์ ก็แปลว่าเรื่องอีกนั่นแหละ ซึ่งถอดออกมาจากรูปเสียง เป็นต้น เพราะเหตุว่าตัวรูปเสียงเป็นต้นนั้น จะเอาใส่เข้ามาในจิตไม่ได้ เช่นว่า บ้านเรือนที่อาศัยตามองเห็น จะเอาบ้านเรือนจริงๆ มาใส่ลงไปในจิตไม่ได้ เสียงเป็นต้นก็เหมือนกัน จะเอามาใส่เข้าในจิตไม่ได้ สิ่งที่จะเข้าสู่จิตได้จึงเป็นเพียงอารมณ์คือเรื่องของสิ่งเหล่านั้นเท่านั้น อาจจะเทียบง่ายๆ เหมือนอย่างกล้องถ่ายภาพ ถ่ายภาพของบ้านเรือนเป็นต้น ภาพของบ้านเรือนนั้นก็มาติดในเลนส์ในกล้องถ่ายภาพ ตัวบ้านเรือนจริงๆ นั้นหาได้เข้าไปในกล้องถ่ายภาพไม่
สิ่งที่ติดอยู่ในกล้องถ่ายภาพนั้น เป็นภาพของบ้านเรือนเป็นต้นเหล่านั้น ภาพก็คือภาวะความเป็นความมี คือเป็นภาวะ ไม่ใช่เป็นตัวจริง สิ่งที่ตาเห็นเป็นต้นนั้นก็เช่นเดียวกัน ไม่ได้เข้าสู่จิตใจ แต่ว่าภาพคือภาวะของสิ่งเหล่านั้นเข้าสู่จิตใจ ซึ่งเปรียบเหมือนเลนส์สำหรับติดภาพ ภาพที่เข้าสู่จิตใจนั้นคืออารมณ์ ที่แปลกันว่าเรื่อง เรื่องที่จิตคิด ดำริ หมกมุ่น ทอดถอนใจถึงต่างๆ
ทวาร ๖ อารมณ์ ๖
ถ้าเป็นเรื่องรูปที่เข้าทางทวารตา ก็เรียกว่า รูปารมณ์ อารมณ์คือรูป ถ้าเป็นเรื่องเสียงที่เข้าทางทวารหู ก็เรียกว่า สัททารมณ์ อารมณ์คือเสียง ถ้าเป็นเรื่องกลิ่น ก็เรียกว่า คันธารมณ์ ที่เข้าทางทวารจมูก ถ้าเป็นเรื่องรส ก็เรียกว่า รสารมณ์ ที่เข้าทางชิวหาทวาร ทวารลิ้น ถ้าเป็นเรื่องโผฏฐัพพะ ก็เรียกว่า โผฏฐัพพารมณ์ อารมณ์คือโผฏฐัพพะ ถ้าเป็นเรื่องธรรมะคือเรื่องราวของสิ่งเหล่านั้น ก็เรียกว่า ธรรมารมณ์ อารมณ์คือเรื่องราวที่เข้าทางมโนทวาร ประตูมโนคือใจ เพราะฉะนั้น อายตนะภายในทั้ง ๖ จึงเรียกว่าทวาร ๖ และอายตนะภายนอกจึงเรียกว่าอารมณ์ ๖ อารมณ์ ๖ ก็เข้าทางทวารทั้ง ๖ จิตก็รับอารมณ์ทั้ง ๖ นี้ทางทวารทั้ง ๖ ดังกล่าว ฉะนั้น เมื่อเรียกว่าทวาร ๖ อันหมายถึงอายตนะภายในทั้ง ๖ อายตนะภายนอกทั้ง ๖ ก็เรียกว่าอารมณ์ ๖ ทวาร ๖ กับอารมณ์ ๖ จึงคู่กัน แต่ว่าเมื่อเรียกว่าอายตนะด้วยกัน ก็เรียกว่าอาตนะภายใน อายตนะภายนอก เป็นคู่กัน ก็มีความหมายในภาษาธรรมะดั่งนี้
เกี่ยวแก่อายตนะภายในทั้ง ๖นี้ รวมอยู่ในอัตภาพนี้ ซึ่งถือว่าเป็นวิบากอายตนะ เช่นเดียวกับที่เรียกว่าวิบากขันธ์ คือเป็นผลของชนกกรรม กรรมที่ให้เกิดมา เช่นเดียวกับขันธ์ และนับว่าเป็นอัพพยากตธรรม ธรรมะที่เป็นกลาง ไม่ชื่อว่าเป็นกุศล ไม่ชื่อว่าเป็นอกุศล คือหมายความว่าตัวอายตนะเองไม่ชื่อว่าเป็นกุศล หรือไม่ชื่อว่าเป็นอกุศล เช่นเดียวกับขันธ์ เพราะว่าเป็นวิบากคือเป็นผลของกรรมที่ให้เกิดมาดังกล่าว
อินทรีย์ ๖
และพระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนไว้ในเรื่องอายตนะนี้เป็นอันมาก ดังเช่นได้ทรงสั่งสอนให้สำรวมอินทรีย์ ๖ คือสำรวมตาหูจมูกลิ้นกายและมนะคือใจ ก็เพราะว่าอายตนะภายในทั้ง ๖ หรือทวารทั้ง ๖ เหล่านี้ ยังได้ชื่อว่าอินทรีย์ ที่แปลว่าเป็นใหญ่ อันหมายความว่าตาเป็นใหญ่ในทางต่อกับรูป หูเป็นใหญ่ในทางต่อกับเสียง จมูกเป็นใหญ่ในทางต่อกับกลิ่น ลิ้นเป็นใหญ่ในทางต่อกับรส กายเป็นใหญ่ในทางต่อกับโผฏฐัพพะคือสิ่งที่กายถูกต้อง มโนคือใจข้อที่ ๖ นี้เป็นใหญ่ในทางรับ ในทางต่อธรรมะคือเรื่องราว กับทั้งเป็นใหญ่ในทางต่อกับรูปคู่กันไปกับตา ต่อกับเสียงคู่กันไปกับหู ต่อกับกลิ่นคู่กันไปกับจมูก ต่อกับรสคู่กันไปกับลิ้น ต่อกับโผฏฐัพพะคือสิ่งที่กายถูกต้องคู่กันไปกับกาย
คือเป็นใหญ่ในทางต่อ คู่กันไปกับอายตนะภายใน ๕ ข้อข้างต้นนั้นด้วย อันหมายความว่า ลำพังตาหูจมูกลิ้นกายที่เป็นตัวประสาท คือ ประสาทตา ประสาทหู ประสาทจมูก ประสาทลิ้น ประสาทกาย ทั้ง ๕ นี้อย่างเดียว ต่อกับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะไม่ได้ ต้องมีมโนคือใจข้อที่ ๖ นี้เข้าประกอบอยู่อีกด้วย จึงจะต่อได้ ดังที่เคยยกตัวอย่างมาให้ฟังแล้ว เช่นว่าในบัดนี้กำลังแสดง และหูก็กำลังฟัง แต่ว่าต้องมีมโนคือใจ ตั้งใจที่จะฟังด้วย หูจึงจะได้ยินเสียงที่แสดงนี้ แต่ถ้าใจไม่ตั้งฟังคำที่แสดงนี้ คือส่งใจไปเสียในที่อื่นเมื่อใด หูก็ดับเมื่อนั้น คือว่าฟังไม่ได้ยิน ต่อเมื่อใจกลับมาตั้งอยู่ในเสียงที่แสดงนี้ หูจึงจะไม่ดับ ฟังได้ยิน
นี่ยกตัวอย่างเพียงหู แต่ไม่ใช่เพียงหูอย่างเดียว แม้ตาจมูกลิ้นและกายก็เช่นเดียวกัน มโนคือใจข้อที่ ๖ นี้จะต้องตั้ง ที่จะดู ที่จะทราบกลิ่น ทราบรส ที่จะทราบโผฏฐัพพะคือสิ่งที่กายถูกต้อง ด้วย จึงจะมองเห็น จึงจะทราบกลิ่น ทราบรส จึงจะทราบโผฏฐัพพะ เพราะฉะนั้น มโนคือใจข้อที่ ๖ นี้จึงสำคัญ ย่อมเป็นใหญ่คู่กันไปกับอินทรีย์ ๕ ข้างต้นด้วย และเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน คือในทางที่จะต่อกับธรรมะคือเรื่องราวด้วย
อินทรียสังวร
พระพุทธเจ้าได้สั่งสอนให้มีอินทรียสังวร คือความสำรวมอินทรีย์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และมนะคือใจ โดยที่เมื่อเห็นอะไรได้ยินอะไรเป็นต้น ก็ไม่ยึดถือสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด หรือบางส่วน ยินดียินร้าย เพราะเมื่อยึดถือ ความยินดีความยินร้าย บาปอกุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมไหลเข้าสู่ใจ หรือสู่จิต ต่อเมื่อมีความสำรวมอยู่ ไม่ยึดถือ สิ่งที่เห็นที่ได้ยินเป็นต้นเหล่านั้น ก็ย่อมตกอยู่แค่ตา แค่หู ในภายนอกนั้นเท่านั้น ไม่ไหลเข้าสู่จิตใจ และความสำรวมนี้ก็คือตัวสติ เพราะฉะนั้น สติจึงเป็นเหมือนอย่างนายทวารบาญ คือนายประตู เมื่อมีสติอยู่ สตินี้ก็เหมือนอย่างเป็นนายประตู ที่จะรับ หรือไม่รับบุคคลที่เข้าประตู ถ้าเป็นผู้ร้ายก็ไม่รับให้เข้า ถ้าเป็นผู้ดี เป็นมิตรญาติสหาย ผู้ที่นำความดีเข้ามาก็รับ
สตินี่เองจึงเป็นตัวอินทรียสังวร ความสำรวมอินทรีย์ ก็เพราะว่าทวารทั้ง ๖ นี้เป็นทวารทั้งของส่วนดี ทั้งของส่วนไม่ดี ว่าถึงส่วนไม่ดีนั้นก็ได้แก่ตัณหานุสัยทั้งหลาย คือกิเลสที่ดองจิตสันดาน เช่นตัณหาความดิ้นรนทะยานอยากที่ดองจิตสันดาน หรือตัณหานุสัยต่างๆ ที่มีชื่อเรียกอย่างอื่นต่างๆ ตัณหานุสัยเหล่านี้ย่อมฟุ้งขึ้น ในเมื่อมีอายตนะภายนอกเข้ามากระทบกับอายตนะภายใน หรืออีกชื่อหนึ่งก็เพราะอารมณ์ต่างๆ ที่มาทางทวารทั้ง ๖ เหล่านั้น เมื่อเป็นอารมณ์อันเป็นที่ตั้งของราคะ ราคานุสัย อนุสัยคือราคะก็ฟุ้งขึ้นมา จับอารมณ์เหล่านั้น เกิดราคะความติดใจ นันทิความเพลิดเพลินยินดีต่างๆ เมื่ออารมณ์เหล่านั้นเป็นที่ตั้งของโมหะความหลง อวิชชานุสัยก็ฟุ้งขึ้นมาเป็นความหลงต่างๆ
เพราะฉะนั้น เมื่อดูข้างนอกเข้ามา จึงย่อมปรากฏว่า อายตนะภายในทั้ง ๖ หรือทวารทั้ง ๖ นี้มีเรื่องอยู่เป็นอันมาก ตาก็ต้องการจะดูต่างๆ ในสิ่งที่อยากจะดู หูก็อยากจะฟังต่างๆ ในสิ่งที่อยากจะฟัง จมูกก็อยากที่จะได้ทราบกลิ่นต่างๆ ที่อยากจะได้ ลิ้นก็อยากจะได้ทราบรสต่างๆ ที่อยากจะทราบ กายก็อยากที่จะถูกต้องสิ่งถูกต้องต่างๆ ที่อยากจะถูกต้อง มโนคือใจก็อยากที่จะคิดเรื่องต่างๆ ที่อยากจะคิด ก็คืออาศัยกิเลสเหล่านี้ กองราคะโทสะโมหะ หรือว่ากองตัณหาความดิ้นรนทะยานอยาก เพราะว่าทำให้ใจเกิดดิ้นรนทะยานไปทั้งนั้น ซึ่งเป็นลักษณะของตัณหา
เพราะฉะนั้น คนในโลกนี้จึงต้องพยายามทำต่างๆ ที่จะเสนอสนองความต้องการ ของตา ของหู ของจมูก ของลิ้น ของกาย ของมนะคือใจ ยกตัวอย่างเอาเพียงตาอย่างเดียว รูปที่งดงามต่างๆ หรือความงามต่างๆ ของรูป จะเป็นรูปกาย หรือว่าเป็นรูปของบ้านเรือน สิ่งต่างๆ ก็ล้วนแต่เป็นความต้องการของตา ที่ต้องการจะดูจะเห็นสิ่งที่เห็นว่าสวยงาม จึงต้องมีการแสวงหา มีการจัดทำ มีการตบแต่ง เพื่อที่จะให้ถูกลูกตาของตน เพื่อที่จะให้ตนเอง หรือเพื่อที่จะให้ผู้อื่นได้เห็น ว่างามเป็นต้น เพียงแต่เรื่องของลูกตาอย่างเดียว ก็ต้องวุ่นวายกันอยู่เป็นอันมาก ยังจะเรื่องของหู ของจมูก ของลิ้น ของกาย ของใจเอง ซึ่งเป็นตัวต้นอีกมากมาย
พุทธภาษิตตรัสถึงสัตว์ ๖ จำพวก
เพราะฉะนั้น จึงได้มีพระพุทธภาษิตตรัสเอาไว้ ว่ามีสัตว์อยู่ ๖ จำพวก คือว่า งูก็มุ่งที่จะเลื้อยไปสู่จอมปลวก จระเข้ก็วิ่งไปลงแม่น้ำ นกก็บินไปในอากาศ ไก่ก็บินไปสู่บ้านที่ตัวอาศัยอยู่ สุนัขจิ้งจอกก็วิ่งไปสู่ป่าช้า เพื่อจะได้กัดกินซากศพ ลิงก็วิ่งไปอยู่บนต้นไม้ ฉันใดก็ดี ตาก็มุ่งที่จะดูรูปต่างๆ เหมือนอย่างงูที่เลื้อยไปสู่จอมปลวก หูก็อยากที่จะฟังเสียงต่างๆ เหมือนอย่างจระเข้ที่วิ่งไปสู่น้ำ จมูกก็อยากที่จะทราบกลิ่นต่างๆ เหมือนอย่างนกที่บินไปในอากาศ ลิ้นก็อยากที่จะได้รสต่างๆ เหมือนอย่างไก่ที่บินไปสู่บ้านที่ตัวอาศัย (เริ่ม)…กายก็อยากที่จะถูกต้องสิ่งถูกต้องต่างๆ เหมือนอย่างสุนัขจิ้งจอกวิ่งไปสู่ป่าช้า เพื่อที่จะได้กัดกินซากศพ มโนคือใจก็วิ่งไปในเรื่องราวต่างๆ เหมือนอย่างวานร หรือลิงที่วิ่งหลุกหลิกไปอยู่บนต้นไม้
เพราะฉะนั้น จึงมีสัตว์ต่างๆ เหล่านี้ ๖ ชนิด วิ่งไปบ้าง บินไปบ้าง เพ่นพ่านไปทั้งหมด ในจิตใจของบุคคลก็เป็นเช่นนั้น ก็เหมือนอย่างมีสัตว์เหล่านี้ คือเรื่องของตาหูจมูกลิ้นกายใจนี่แหละ วิ่งเพ่นพ่านไปอยู่ อาการที่จิตใจวิ่งเพ่นพ่านไปอยู่ดั่งนี้ ก็คืออาการที่เรียกว่าตัณหาความดิ้นรนทะยานอยากต่างๆ เป็นไปด้วยอำนาจของราคะ หรือโลภะบ้าง โทสะบ้าง โมหะหรืออวิชชาบ้างเป็นต้น
ปิยะรูป สาตะรูป
เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสอน ให้มีความสำรวมอินทรีย์ ให้มีสติ พร้อมทั้งมีปัญญากำหนดรู้ ว่าอาการที่เป็นเช่นนั้น ก็เหมือนอย่างบุคคลที่ตกลงไปสู่กระแสน้ำ และก็พอใจเสียด้วยในกระแสน้ำนั้น พอใจที่จะลอยคอที่จะว่ายน้ำเล่นอยู่ในกระแสน้ำนั้น และก็ตรัสเปรียบเทียบเอาว่า กระแสน้ำที่คนตกลงไปนั้น หรือที่คนกระโดดลงไปนั้น ก็คือกระแสตัณหา คือตัณหาความดิ้นรนทะยานอยาก และอาการที่ชอบใจพอใจสนุกสนาน เพลิดเพลินที่จะลอยคอ ที่จะว่ายเล่นอยู่ในกระแสน้ำนั้น ก็ได้แก่ตาหูจมูกลิ้นกายและใจนี่แหละ ซึ่งเรียกเป็นภาษาธรรมะว่าเป็น ปิยะรูป สาตะรูป คือเป็นสิ่งที่เป็นที่รัก เป็นสิ่งที่สำราญ ก็เพราะว่าตัณหานั้นก็อาศัยตาหูจมูกลิ้นกาย และมนะคือใจนี้เอง ไม่ใช่อาศัยอะไรอื่น ดังที่กล่าวมาแล้ว และก็พอใจเสียด้วย
ทั้งนี้ก็โดยที่ไม่รู้ว่าในกระแสน้ำคือกระแสตัณหา ที่ใช้ตาหูจมูกลิ้นกายและมนะคือใจ สำหรับที่จะวิ่งเพ่นพ่านเพลิดเพลินติดอกติดใจอยู่นั้นเป็นกระแสน้ำอันประกอบด้วยภัยอันตราย โดยที่เมื่อปล่อยให้ลอยไป ก็จะยิ่งจมลงไปในห้วงน้ำลึก อันเป็นตัวสัญโญชน์ทั้งหลาย อันประกอบด้วยคลื่น อันเป็นตัวโทสะ โกธะความโกรธ อุปายาสะ ความคับแค้นใจทั้งหลาย อันประกอบด้วยวังวนได้แก่กามคุณทั้งหลาย อันประกอบด้วยสัตว์ร้ายผีเสื้อน้ำทั้งหลาย อันได้แก่ความที่ติดใจกันอยู่ในสิ่งอันเป็นที่ตั้งของกามเหล่านั้น เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสเตือน เมื่อได้ฟังเตือนแล้วก็จะได้สติว่ายทวนกระแสเข้าฝั่งได้
ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป