แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [รับข่าวสารทางอีเมล]
โอวาทพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ที่หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม เมตตาให้นำมาบรรยาย
บรรยายธรรมโดย พระมหาอนุชน สาสนกิตติ (ป.ธ.๙, ดร.)
ในวันจันทร์ที่ ๑๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา
เรื่อง ชีวิตของผู้สงบ ตอนที่ ๙๓ อย่าเป็นโรคใจอ่อน ให้ปรับปรุงแก้ไขด้วยสัมมาสมาธิ
(บางส่วนจากโอวาทพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า)
ให้ทุกท่านทุกคนรู้จักผัสสะ ที่มันเกิดกับเราทุกๆ คน มันมีทั้งคุณและมีทั้งโทษ ถ้าเราไม่รู้จัก ตัวนี้เป็นต้นแห่งการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏจักร ถ้าเรารู้จักแล้วสิ่งเหล่ามันจะหยุดการเวียนว่ายตายเกิดเพราะตัวนี้คือการปฏิบัติของเราอยู่ที่ปัจจุบันในชีวิตประจำวัน นี้เปรียบเสมือนโรคร้ายไม่ใช่โรคธรรมดา เป็นโรคแห่งการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏสงสาร ถ้าจะเปรียบเหมือนวัคซีนก็คือวัคซีนที่จะหยุดการเวียนว่ายตายเกิด
เราจะถือว่าเราโชคดีที่เรามีภพภูมิที่ประเสริฐที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์เพื่อปฏิบัติธรรม ให้เรารู้จัก เราจะได้เดินทางถูก เพราะเราทุกคนมันเป็นโรคใจอ่อน เพราะว่าพระพุทธเจ้าถึงแสดงองค์มรรคมีแต่สัมมาๆ มีแต่ความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง มันไปลงที่สัมมาสมาธิคือความตั้งใจมั่นชอบ เพราะอันนี้มันไฟท์ ที่เราตัดสินตัวเองในปัจจุบัน ให้ทุกคนเข้าสู่กระบวนการแห่งมรรคผลนิพพาน เพื่อหยุดโรคเวียนว่ายตายเกิด เราเป็นโรคเป็นภัย เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันถือว่าเล็กน้อย ให้ทุกท่านทุกคนเห็นภัยในวัฏฏสงสาร เราจะโชคดีขนาดไหน ทำไมมนุษย์เราโชคดีขนาดนี้ เราจะปล่อยไปตามอันนี้ไม่ได้ อันนี้คือรู้ทุกข์ รู้เหตุเกิดทุกข์ รู้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งทุกข์ นี้คือรู้อริยสัจ ๔ นี้คือหัวใจแห่งการประพฤติปฏิบัติ สมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ มันจะเกิดได้ มันต้องทำติดต่อต่อเนื่องเป็นสายน้ำที่ไหล ไม่ใช่น้ำหยด ต้องจัดการ ทุกคนหน่ะโชคดีพอๆ กัน พระพุทธเจ้าถึงให้พวกเราทิ้งพวกไสยศาสตร์ พวกอาลัย อาวรณ์ ทั้งหลายทั้งปวง เราจำเป็นที่จะต้องจัดการกับสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ถูกต้อง ให้มันตั้งมั่นอยู่ในพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เราจะได้ถึงศาสนา ไม่ใช่ถึงแค่ปรัชญา บอกสอนคนอื่นก็แค่นักจิตวิทยา มันเสียทรัพยากรแห่งการที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ คนอื่นก็เสียผลประโยชน์
เรามีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ดี ส่วนที่สองเราต้องประพฤติปฏิบัติตามความเห็นที่ถูกต้อง และก็ความตั้งมั่นอีก เพราะความตั้งมั่นนี้เป็นประธานของทุกอย่าง อริยมรรคมีองค์แปด สัมมาสมาธิเป็นสิ่งที่เป็นประธาน ท้ายแห่งการบำเพ็ญพุทธบารมีของพระพุทธเจ้านี้ ที่เป็นอย่างนี้ได้ก็เพราะมีความตั้งมั่น อย่างผู้ที่ต้องการพระนิพพานนี้ก็มีเยอะ แต่ว่ามันใจอ่อน ผู้ที่บำเพ็ญพุทธบารมีที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ก็มีเยอะ แต่ว่ามันใจอ่อน การที่ใจแข็ง ใจเข้มแข็งนี้ถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราทุกคนจะเป็นคนใจอ่อนไม่ได้ ต้องใจเข้มแข็ง ต้องเอาธรรมเป็นหลัก เอาธรรมเป็นใหญ่
ที่เราไปไม่ได้ หรือว่าญาติพี่น้องเราไปไม่ได้ หรือว่าบริษัทห้างร้าน หรือว่าผู้บริหารข้าราชการหรือว่าเป็นนักการเมืองที่ไปไม่ได้ก็เพราะใจอ่อน ใหม่ๆ ก็ดูเหมือนเป็นคนดี เป็นผู้ใหญ่อยู่ แต่เพราะความใจอ่อนนี้เองที่ทำให้เสียหาย อย่างงั้นเราอย่าไปมองข้าม ถ้างั้นเราใจอ่อนไม่ได้ เราสมาทานว่าจะทำอย่างโน้นอย่างนี้ เราก็ทำไม่ได้ ก็เพราะเราใจอ่อน ใจไม่เข้มแข็ง อย่างพระเรานี้ ข้อวัตร ข้อปฏิบัติก็มีอยู่แล้ว ถึงเวลาโน้นทำอย่างโน้น เวลานี้ทำอย่างนี้ เหมือนนาฬิกา เพราะสิ่งเหล่านี้มันจะจัดการเรื่องความใจอ่อน ความขี้เกียจขี้คร้าน เราต้องจิตใจเข้มแข็ง จิตใจแข็ง ถ้าอย่างนั้นละก็ ถ้าเราใจไม่เข้มแข็ง ศีลเราก็รักษาไม่ได้หรอก เพราะสิ่งต่างๆ มันจะมายั่วยวน
สิ่งที่มายั่วยวนคือเป็นสิ่งที่ให้เราได้ฝึกใจ ไม่ว่าความเหนื่อยยากความลำบาก อากาศร้อน อากาศหนาว สถานการณ์ทุกอย่าง แม้แต่จะเอาชีวิตเป็นเดิมพันอย่างนี้ มันจะทำให้เราใจอ่อน สัมมาสมาธิคือความตั้งมั่น เป็นสิ่งที่สำคัญ
อย่างพระเราก็เหมือนกัน...นี้มันเป็นเรื่องจริง ที่เรารักษาศีลห้าไม่ได้ก็เพราะอะไร เพราะเราใจอ่อน ที่เรารักษาศีลแปดไม่ได้ก็เพราะเราใจอ่อน ที่เรารักษาธุดงค์ไม่ได้ก็เพราะอะไร ก็เพราะเราใจอ่อน ที่ว่าใจอ่อนนี้ก็ไม่ใช่ใจนะ มันเป็นอวิชชา เป็นความหลงนะ มันเป็นตัวเป็นตนนะ ใจมันเป็นของบริสุทธิ์อยู่แล้ว เพราะความยึดมั่นถือมั่นต่างหากที่ทำให้เราใจอ่อน เราเป็นคนใจอ่อน เราก็จะเป็นคนผัดวันประกันพรุ่ง มันก็จะไปกับตัวเก่า ร่องเก่า รอยเก่า เรียกว่าเป็นคนเพลิดเพลิน เป็นคนตั้งอยู่ในความประมาท ปัจจุบันถึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราต้องเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว
คนเรานี่น่ะถ้าตามใจ ตามกิเลสตัวเอง ปัญญาไม่มี ถ้าเราใจอ่อนหยุดตัวเองไม่ได้ ปัญญาไม่มีแน่นอน คนเราใจเข้มแข็งถึงมีปัญญา ถ้าเป็นนักมวย ต้องหมัดหนัก ต่อยเร็วด้วย คนเราต้องใจเข้มแข็ง โยมพระ ใจอ่อนถึงไม่มีปัญญา
คนใจอ่อน ไม่ใช่ คนมีปัญญา เป็นคนโง่ ติดเรื่องเก่าๆ คิดมากๆต้องเป็นโรคประสาท อันไหนไม่ดีต้องใจเข้มแข็ง อย่าไปคิดมัน
ความหิวอาหาร กระตุ้นให้เราเกิดความคิด ก็อย่าไปคิดมัน ถ้าเราคิดหลายๆครั้ง มีปัญหาแน่นอน เพราะคนเราจุดสำคัญต้องรู้จัก...ความคิด และ ไม่ฟุ้งซ่านตาม...ความคิด ส่วนใหญ่คนเก่งคนฉลาดควบคุมความคิดไม่อยู่
เราเป็นคนเก่งคนฉลาดเราต้องใจเข้มแข็ง ไม่ปล่อยให้ตัวเองคิด ถ้าเราไม่ปล่อยให้ตัวเองคิดมันก็ไม่มีเรื่อง เค้าเรียกว่าเราใจอ่อนใจไม่เข้มแข็ง ทำตามความคิด
เราอดอาหารเพื่อจะฝึกใจเข้มแข็งใจไม่อ่อนแอ เราอดข้าวหลายวันถ้าไม่ปรุงแต่ง มันก็ไม่เหนื่อยต้องรู้จักนะ ปัญญาสำคัญ...เรารู้ เข้าใจ ต้องเอาไปปฏิบัติ ให้พ่อแม่ภูมิใจว่าลูกฉันดี ต้องทำได้
อย่างประเทศไทยหลวงปู่มั่น หลวงตามหาบัว ท่านก็เป็นชาวบ้าน ไม่ได้เรียนสูง ท่านปฏิบัติ ท่านประสบความสำเร็จ ข้อสำคัญคือ จิตใจเข้มแข็ง มีความรับผิดชอบสูง มีสมาธิตลอดเวลา เข้มแข็งตลอดเวลา
คนเรานี่ใจอ่อนนะเราเห็นคนร้องไห้ เราก็อยากร้องไห้ตาม เห็นของอร่อยๆ ก็น้ำลายไหล เค้ามาด่ามาว่าเรา เราก็โกรธ
เราเกิดมาเราไม่ได้พบกับบัณฑิต เราคบกับสามัญชนทั่วๆไป ที่พากันเอาใจตัวเองเป็นหลัก เอาอารมณ์ตัวเองเป็นหลัก เอาความรู้สึกตัวเองเป็นหลัก เอาตนเป็นที่ตั้ง เราถึงพากันมีปัญหา เพราะเรามันทำตามที่เราได้รู้ได้เห็น สิ่งเหล่านี้มันครอบงำเราจนมืดมิดบอดสนิท การเรียนการศึกษาเราถือว่าดี แต่ว่ามันขาดภาคประพฤติภาคปฏิบัติ แล้วทุกคนก็ใจอ่อน สัมมาสมาธิมันตั้งไม่ได้ ไม่มีความตั้งมั่น เราทุกคนถึงมาถือหลักที่ว่าพระรัตนตรัย ได้แก่ เอาพระพุทธเจ้าเป็นหลัก เอาความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง คือ เอาธรรมะเป็นหลัก แล้วก็เอาพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นหลัก ต้องเอาหลักอย่างนี้ จะเอาหลักอย่างอื่นมันไม่ได้
ธรรมะของพระพุทธเจ้าใช้ได้กับมนุษย์ทุกคนที่อยู่ในทุกหนทุกแห่ง ทุกคนลองเดินไปอย่างนี้เหมือนกันทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ประเทศไทย ประเทศจีน ประเทศฝรั่ง ประเทศแขก ก็ต้องไปในแนวนี้ ถ้าไม่อย่างนั้นมันไม่ได้ มันจะมีปัญหา มันยุ่ง เพราะการดำเนินชีวิตของเรา จะเป็นได้แต่เพียงคน คนมันทำทั้งดีทั้งชั่วทั้งผิดทั้งถูก แต่ว่าถูกมันไม่ค่อยทำกันหรอก เพราะธรรมชาติเหมือนน้ำฝน ตกมาจากฟ้าลงสู่ภูเขามันก็ไหลลงไปที่ต่ำ มันไม่มีความเห็นถูกต้อง ไม่เข้าใจถูกต้อง มันก็ทำไปอย่างนั้น เราจะไปหาผู้นำไม่ได้ ตัวเราเองนี้แหละคือผู้นำ เราต้องนำตัวเองออกจากทุกข์ ออกจากเหตุเกิดทุกข์ เข้าถึงข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เราต้องเป็นผู้นำเสียเอง เราจะไปเอาผู้นำภายนอกมันยุ่ง เพราะว่าเรื่องจะไปแก้ไขคนอื่นมันยาก
เราเป็นประชาชนก็ต้องปฏิบัติที่ใจของเรา ที่กาย ที่วาจา ของเราทุกเราอยู่ทุกหนทุกแห่ง เราจะเป็นพระวัดบ้าน วัดป่า หรือมหายาน เถรวาท วัชรยาน หรือทุกศาสนา ก็ต้องไปในแนวเดียวกันอย่างนี้ ทุกคนจะไปแนวอื่นไม่ได้ ไปแนวอื่นมันแก้ปัญหาไม่ได้ เพราะความเห็นแก่ตัวจะไปแก้ปัญหาได้ยังไง เพราะอย่างคนเป็นโรคเบาหวาน จะแก้มันก็อยู่ที่อาหาร ไปกินยามันคือไปแก้ที่ปลายเหตุ อย่างคนเรามันยากจนเพราะอบายมุข อบายภูมิ มันครอบงำหมดเพราะเราเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่เสียสละ ไม่ตั้งมั่นในการขยัน เสียสละ รับผิดชอบ ไม่ตั้งมั่นในกตัญญูกตเวที ไม่มีความสุขในการทำความดี มีแต่จะเอาจะมีจะเป็น ไม่ได้เข้ากฎแห่งกรรมที่ไปในฝ่ายที่จะดับทุกข์ได้เลย มีแต่สร้างปัญหาให้กับตัวเอง เราจะไปโทษใคร เรื่องความยากจน เราจะไปโทษใคร ที่เราเรียนหนังสือไม่ดี เราจะไปโทษใคร
เพราะว่าการปฏิบัติมันเป็นเรื่องของเรา เป็นเรื่องของตัวเรา เราทุกคนต้องพากันแก้ไข ไม่แก้ไขไม่ได้ ทำไมถึงไม่ได้ เพราะว่าเราไม่ได้ปฏิบัติ มันก็ไม่ได้ ก็เหมือนลมหายใจ เราก็ต้องหายใจเอง ทานข้าวก็ต้องทานเอง คนไม่มีปัญญาก็จะไปโทษสิ่งนู้นโทษคนนี้ ไม่เป็นระเบียบ ไม่เป็นวินัย จะไปแก้ไขที่คนอื่น มันไม่ได้ ต้องกลับมามองดูตัวเอง เราต้องใจแข็งใจเข้มแข็ง เราใจอ่อนไม่ได้ ต้องมีสัมมาสมาธิมั่นคง อย่างหลวงปู่มั่น หลวงพ่อชา หลวงตามหาบัว ท่านเจ้าคุณพุทธทาส ท่านใจเข้มแข็งด้วยสัมมาสมาธิ อย่างหลวงพ่อชา มีน้องชายสุดท้อง ครูบรรพตมาบวชกับท่าน ท่านก็ไม่ให้อยู่กับท่าน ท่านให้ไปอยู่กับหลวงพ่อจันทร์ที่วัดบึงเขาหลวง เพราะว่าจะปราบให้เต็มที่ เหมือนคนจีนที่สอนลูกสมัยก่อน ลูกเกิดมาได้สามสี่ขวบก็ส่งไปอยู่กับเพื่อน ให้เพื่อนฝึกให้บังคับให้ เขาถึงได้เป็นคนดี ได้เป็นเศรษฐี
คนเราจะใจอ่อนไม่ได้ ต้องใจเข้มแข็ง คนเรามันเสีย เพราะความใจอ่อน ถ้าเราไม่เข้มแข็งไม่ได้หรอก ไม่มีสัมมาสมาธิไม่มีความตั้งมั่น เมื่อสมาธิก็ยังไม่มี ไม่มีความตั้งมั่น ปัญญาจะมาจากไหน เพราะว่ามันไม่มีฐานที่จะก้าวไปสู่ปัญญาได้เลย เราต้องใจเข้มแข็งเพราะเราจะเสียเพราะความใจอ่อนของเรานี้แหละ เห็นไหมคนสมัยใหม่เลี้ยงลูกมา กลัวลูกทุกข์ลูกลำบากไม่ได้ฝึกลูกเลย เลี้ยงให้โตแต่ร่างกาย แต่ว่าจิตใจคุณธรรมศีล สมาธิ ปัญญา ไม่มีเลย อย่างนี้มันเป็นการทำร้ายลูกของเรานะ เราเป็นคนใจอ่อน เป็นคนไม่มีปัญญานะ
อย่างวัดแต่ละวัด เจ้าอาวาส สมภารก็ใจอ่อน ทำตามใจตัวเอง ยุ่งแต่กับเรื่องเงิน เรื่องสตางค์ เรื่องยศ เรื่องสรรเสริญ ไม่ได้ตามพระพุทธเจ้าเลย วัดเลยถึงไม่เป็นวัด มันเป็นแก๊งไป ไม่มีข้อวัตรปฏิบัติเลย ไม่มีพระบวชเลย มันมีแต่ผู้ที่ลาสิกขาหมด หมายถึงว่า ผู้ที่ไม่เอาธรรมเอาพระวินัยคือผู้ที่ลาสิกขา บวชอยู่ก็ไม่มีสิกขาไม่มีการประพฤติ ไม่มีการปฏิบัติ จริงๆ การอยู่ที่วัดบ้านนั้นดี เพราะว่าไปบิณฑบาตก็ใกล้ โยมมาทำบุญก็ง่าย เราต้องเอาใหม่ ต้องไปทำวัตรเช้า-เย็น นั่งสมาธิทุกวัน กวาดวัดทุกวัน รักษาศีลให้ได้ทุกข้อ ไม่อย่างนั้นจะไปเอาเปรียบเขา เราก็เป็นกาฝากสังคม เป็นผู้ที่มาทำลายศาสนา ทุกคนทำได้ปฏิบัติได้ เราให้แก้ที่ตัวเองก่อน แก้ที่เจ้าอาวาสก่อน ลูกวัดทุกคนก็คือเจ้าอาวาส เจ้าอาวาสคุมใครก็คุมตัวเอง อย่างผู้บวชใหม่เจ้าอาวาสก็คือคุมตัวเอง
ให้ถือนิสัยของพระพุทธเจ้า อย่าพากันถือนิสัยของตัวเอง ตัวเองมันเป็นปุถุชนจะไปถือนิสัยมันทำไม มันพึ่งโผล่มาจากนรกขุมไหน ไปถือนิสัยมันทำไม หมายถึงตัวเองนี้นะ เราต้องเข้าใจ เพราะเราทุกคนต้องพากันแก้ไขตัวเอง คือนำตัวเองเอาพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ เอาพระธรรมเป็นสรณะ เอาพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นสรณะ ก็คือตัวเรานี้แหละ เราต้องใจเข้มแข็งต้องมีปัญญา ถ้าเป็นประชาชน พ่อแม่ก็ต้องเข้มแข็ง จะไปอ่อนแอไม่ได้ อย่าให้อบายมุขทางสู่อบายภูมิเข้ามาในตัวเรา ในครอบครัวของเรา ในสังคมของเรา มันแสนระทมข่มขื่น ให้เราเข้าใจ อย่าไปโทษสิ่งนู้นสิ่งนี้ อย่าไปโทษฝนแล้ง อย่าไปโทษน้ำท่วม มันต้องโทษตัวเองที่เกิดมาแล้วตามใจตัวเอง ตามอารมณ์ตัวเอง ตามความรู้สึกตัวเอง มันถึงได้ท่องเที่ยวในวัฏฏะสงสาร
จิตใจของตนต้องดี ต้องเบิกบาน ต้องมีความสุข เราจะได้เป็นไทยแท้ เป็นอิสระจากอวิชชา ความหลง เราต้องกลับมาหาศีล หาธรรม หาคุณธรรม อย่าไปกลัวตาย อย่าไปกลัวอดตาย มันจะตายที่ไหน เพราะเราต้องเป็นคนเสียสละ เราถึงจะมีปัญญา เราทุกคนต้องเสียสละ ไม่ตามใจตัวเอง ไม่ตามความคิดตัวเอง มันถึงจะมีสัมมาสมาธิ ปัญญาของเราถึงจะเกิดได้ ศีล สมาธิ ปัญญาถึงได้ไปพร้อมๆกันเป็นอริยมรรคมีองค์แปดที่สมบูรณ์ ชีวิตของเราจึงจะได้มีความสุข จะได้พัฒนาทั้งเทคโนโลยี พัฒนาทั้งใจได้ ถ้าเรามัวแต่พัฒนาแต่ภายนอก ไม่ได้พัฒนาใจ มันจะมีปัญญาหรอ มันไม่มีปัญญานะ เราอย่าไปเข้าข้างตัวเอง ต้องเอาธรรมะเป็นใหญ่ เอาธรรมะเป็นที่ตั้ง
ศาสนาทุกศาสนาก็ต้องรักกัน สามัคคีกัน เพราะแนวทางของเรามันไปในแนวเดียวกันอยู่แล้ว ผลประโยชน์คือพระนิพพานอันเดียวกัน เพราะคนเราต้องทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้ อย่าไปเอาตามที่ชอบๆ มันไม่ได้ อยู่ดีๆเราไปคิด ให้ตัวเองเป็นทุกข์ทำไม อันไหนไม่ดีก็อย่าไปคิด อันไหนไม่ดีก็อย่าไปพูด อันไหนไม่ดีก็อย่าไปทำ ปรับที่ตัวเองอย่าไปปรับที่อื่น
น้ำทุกหยดเป็นเพราะเราสร้างมา ต้นไม้ทุกต้นก็เป็นเพราะเราสร้างมา หนี้สินทุกอย่างก็อยู่ที่เราสร้างมา ที่เราร่ำรวยเพราะเกิดมาจากจิตใจที่เราทุกคนพากันเสียสละ เราก็เสียสละ คนอื่นก็เสียสละ ก็ไปในแนวเดียวกัน วัดจะต้องไปเกิดขึ้นที่จิตที่ใจของทุกคน จะไม่ได้เป็นบ้านเป็นอาคารเป็นตึก ให้เป็นวัตรปฏิบัติของเราทุกคน เราทุกคนต้องทำอย่างนี้ เราอย่าไปแก้ไขคนอื่น มันจะได้เดินขบวนนะ มันเครียด เพราะตัวเราทุกจะไปเดินขบวนมันไม่ได้แก้ไขตัวเองอยู่แล้ว มันผิดแนว ไปเพ่งเล็งคนอื่นมันก็ต้องอาบัติแล้ว ผิดศีลแล้ว เราต้องเน้นธรรมะทุกคน ถึงจะสงบลงเย็นลง
บางทีพ่อแม่เราน่ะ เห็นเราพากันมาอยู่วัด เขาก็ดีใจว่า มันไม่เอาฝืนเอาถ่านเลย มันไปอยู่วัดมันคงจะดีขึ้น มาอยู่วัดอย่างนี้ยังทำแบบเดิม มันดีไม่ได้หรอก มันไม่ละอายต่อบาป เกรงกลัวต่อบาป ไม่มีศรัทธาอะไรใช่ไหม อย่างนี้มันอยู่ในระดับหมากับแมว ระดับเป็ดกับไก่ แถมยังจะเป็นขี้เรื้อนอีกตั้งหาก พวกหมานั้นนะ พวกที่เข้าวัดเข้าวาจิตใจนี้ก็เป็นขี้เรื้อน พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ท่านเห็นไหมว่าเมื่อตอนเย็นวันนี้ หมาป่าตัวหนึ่งมันเดินอยู่ที่นี่เห็นไหม? มันจะยืนอยู่มันก็เป็นทุกข์ มันจะวิ่งไปมันก็เป็นทุกข์ มันจะนั่งอยู่ก็เป็นทุกข์ มันจะนอนอยู่ก็เป็นทุกข์ เข้าไปในโพรงไม้มันก็เป็นทุกข์ จะเข้าไปอยู่ในถ้ำก็ไม่สบาย มันก็เป็นทุกข์ เพราะมันเห็นว่าการยืนอยู่นี้ไม่ดี การนั่งไม่ดี การนอนไม่ดี พุ่มไม้นี้ไม่ดี โพรงไม้นี้ไม่ดี ถ้ำนี้ไม่ดี มันก็วิ่งอยู่ตลอดเวลานั้น
ความเป็นจริงหมาป่าตัวนั้นมันเป็นขี้เรื้อน มันไม่ใช่เป็นเพราะพุ่มไม้ หรือโพรงไม้หรือถ้ำ หรือการยืน การเดิน การนั่ง การนอน มันไม่สบายเพราะมันเป็นขี้เรื้อน"
พระภิกษุทั้งหลายนี้ก็เหมือนกัน ความไม่สบายนั้นคือ ความเห็นผิดที่มีอยู่ ไปยึดธรรมที่มีพิษไว้มันก็เดือดร้อน ไม่สำรวมอินทรีย์ทั้งหลาย แล้วก็ไปโทษแต่สิ่งอื่น ไม่รู้เรื่องของเจ้าของเอง ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่สบาย
นี่ก็คือความเห็นผิดนั้นยังมีอยู่ในตัวเรานั่นเอง มีความเห็นผิด ยังไปยึดมั่นถือมั่นในธรรมอันมีพิษไว้ในใจของเราอยู่ อยู่ที่ไหนก็ไม่สบายทั้งนั้น นั่นคือเหมือนกันกับสุนัขนั้น ถ้าหากโรคเรื้อนมันหายแล้ว มันจะอยู่ที่ไหนมันก็สบาย อยู่กลางแจ้งมันก็สบาย อยู่ในป่ามันก็สบายอย่างนี้ ผมนึกอยู่บ่อย ๆ แล้วผมก็นำมาสอนพวกท่านทั้งหลายอยู่เรื่อยเพราะธรรมตรงนี้มันเป็นประโยชน์มาก
พระเราต้องตื่นแต่เช้าหน่อย เป็นพระเราต้องมีระเบียบ มีระเบียบในการนอน การพักผ่อน ในตอนค่ำกราบพระไหว้พระสวดมนต์บทต่างๆ นั่งสมาธิให้ใจสงบ ให้ใจเกิด เราจะได้พิจารณา ให้เกิดภาวนา เกิดวิปัสสนา ตามที่หลวงปู่มั่นท่านสั่งสอน พระเราจำวัดนี้ก็ประมาณ 4 ทุ่ม จะนอนต้องทำให้เป็นระเบียบ ทำอย่างนี้ทุกวัน ตื่นสักตี 2 ตี 3 ถ้าพระวัดบ้านวัดในเมือง ก็ไม่น่าตื่นสายเกินตี 4 ไม่ควรเล่นโทรศัพท์ ไลน์โทรศัพท์ เพราะว่ามันเป็นสิ่งภายนอก อารมณ์ภายนอก เพราะว่าโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ตอะไรพวกนี้ มันจัดว่าเป็นกามคุณ พระเรา เณรเรา ผู้ปฏิบัติธรรม ถ้าเราไปเล่นโทรศัพท์ ไลน์โทรศัพท์ เค้าเรียกว่ามันเป็นกามคุณ มันเป็นอารมณ์ของสวรรค์ พระนี้มันเข้าสมาธิไม่ได้ เพราะว่ามันเต็มไปด้วยกามในจิตในใจ พระเรานี้ต้องใจแข็งอย่าไปใจอ่อน ถ้าใจอ่อนมันไม่ใช่ใจพระ มันใจคน พระนี้คือพระธรรมพระวินัย ต้องใจเข้มแข็ง มีสัมมาสมาธิ เราต้องมีวินัย ว่าอันนี้คิดไม่ได้ อันนี้พูดไม่ได้ อันนี้ทำไม่ได้ อย่างนี้นะ
เราต้องมีความเห็นถูกต้องเข้าใจถูกต้องปฏิบัติถูกต้อง มีความสุขในการดำเนินชีวิตเรียกว่าพรหมจรรย์ พระรูปไหนก็ทำเหมือนกัน ไม่ว่าพระวัดบ้านวัดป่า ไม่ว่าธรรมยุติมหานิกายก็อันเดียวกัน มรรคผลนิพพานอันเดียวกัน ไม่มีแยก สีผ้าจะต่างกัน แต่ว่าจิตใจมีความตั้งใจ มีเจตนาอันนี้อันเดียวกัน เราถึงจะไว้วางใจกัน มีศีลเสมอกัน มีสมาธิเสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน
บางคนถามหลวงพ่อว่า ภาวนายังไงถึงจะภาวนาเป็น ภาวนาอย่างนี้แหละ เขาเรียกว่าภาวนาเป็น เพราะทุกอย่างมันเป็นเหตุผล เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนั้นมี มันเป็นปัจจุบัน อยู่ที่ไหนก็เย็น อยู่ที่ไหนก็มีความสุข เพราะว่ามันอยู่ที่ใจ บางคนเห็นเค้าไม่ได้เดินจงกรม ไม่ได้นั่งสมาธิอย่างนี้ ก็ไปดูถูกดูแคลนท่านอย่างนั้น ก็ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านเดินเพียงเพื่อออกกำลังกายเฉยๆ เราเป็นพระหนุ่มเณรน้อย จะไปทำเหมือนท่านก็ไม่ได้ ให้เราเข้าใจ เพราะการปฏิบัติธรรมมันมีความสุข มีความดับทุกอย่างนี้ กราบพระไหว้พระ กลับไปที่กุฏิ เอาบาตรวางไว้ที่สมควร ผึ่งผ้าจีวร ผึ่งบาตรให้มันแห้ง ปัดกวาดเช็ดถูกุฏิ เก็บกวาด เก็บจีวร การปฏิบัติอย่างนี้ เพียงแต่สาธยาย เรื่องฉันเรื่องกุฏิ เราก็ดูแลทำความสะอาด เพราะเราจะฝึกใจของเราให้เป็นผู้ไม่ขี้เกียจ เพราะเราทุกคนเป็นผู้ขี้เกียจ เราอยากกินอยากนอน อยากพักผ่อน ตามสัญชาตญาณแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ที่อยู่ที่นอนที่อาศัยของเราต้องให้มันสะอาดอย่าให้มีกลิ่น เรากลับมาตามธรรมเนียมของพระอริยะเจ้า เห็นไหมพระสารีบุตรรู้ว่าพระอัสสชิ ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านอยู่ที่ไหน กราบไปทางนั้น ไปที่กุฏิก็ต้องกราบ ให้ใจมีสำนึก อย่าไปขี้เกียจกราบ กราบให้มันได้มาตรฐาน กราบให้มีความสุข อย่าไปกราบเหมือนตะครุบหนู ตะครุบกบ ตะครุบปลา เรายังหนุ่มยังแน่น ตั้งใจกราบให้มันเกิดความสงบ ไม่ว่ากราบทำวัตรอะไรให้มันมีความสุข เพราะความสุขมันอยู่ที่เรากำลังทำ ในชีวิตประจำวัน
กลับไปที่กุฏิ ไปเดินจงกรม ไปนั่งสมาธิ ไปทำอะไร ไม่ใช่ไปนอน ถ้ามันจำเป็น ค่อยว่ากัน เดินจงกรมนั่งสมาธิก่อน ถ้าจำเป็นค่อยนอน ค่อยจำวัดสักชั่วโมงนึง ไปนอน 2-3 ชั่วโมง เดี๋ยวมันจะฟุ้งซ่าน ต้องมีข้อวัตร ข้อปฏิบัติ ถึงเวลาทำตามเวลา เหมือนนาฬิกา เราอย่าไปฟุ้งซ่าน มาบวช คิดแต่ว่า โอ้วว! เมื่อไหร่จะได้สึก เราบวช จะสึกหรือไม่สึก อย่าไปคิด อันนี้มันความคิดความปรุงแต่ง เราต้องทำหน้าที่ของเราในปัจจุบัน เราไปคิดอย่างนั้นไม่ได้ เราไปคิดอย่างนั้น ใจมันมีครอบครัว ใจมันมีตัวตน เราคิดเรื่องอยู่ เรื่องอะไรๆ ต่างๆ มันเป็นอารมณ์ของการเวียนว่ายตายเกิด
น้ำทุกหยด อาหารทุกอย่าง ที่อยู่ที่อาศัยนี้เพราะมาจากบารมีของพระพุทธเจ้า เราต้องมาต่อยอดให้บารมีของพระพุทธองค์ จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้องไปอย่างนี้ เราเป็นโรคภัยไข้เจ็บ จะไปแก้ปลายเหตุมันไม่ได้ ต้องมาแก้ที่ต้นเหตุคือให้มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง จะไปตามแนวทางเหตุทางผลทางหลักวิทยาศาสตร์อย่างนี้ ทุกคนต้องมีฉันทะมีความพอใจ มีความสุขในการดำเนินอย่างนี้ ปฏิบัติอย่างนี้ ให้ตัวเองกราบไหว้ตัวเองได้อย่างสนิทใจ ให้มีความสุข ตัวเองกราบไหว้เคารพตัวเองไม่ได้ จะให้ใครมากราบมาไหว้เรา มันไม่ถูกหลัก ไม่ถูกต้อง
ที่พูดมานี้เป็นพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงเมตตา ไม่ได้ว่าให้ใคร ไม่ได้ว่าให้พระ ไม่ได้ว่าให้ประชาชน เพราะเป็นข้อเสนอแนะ เพื่อให้ทุกคนได้เข้าสู่กระบวนการกระแสแห่งพระนิพพาน ด้วยหลักเหตุหลักผลที่ถูกต้อง ที่จะเป็นไปได้ ที่จะแก้ปัญหาได้ ที่ต้องแก้ไขที่ทุกๆ คนเอง
พวกเราต้องทำจิตใจให้เข้มแข็งมั่นคง ไม่หวั่นไหวเหมือนภูเขาศิลาแท่งทึบที่ไม่สั่นสะเทือนหวั่นไหวจากกำลังพายุโหมกระหน่ำฉันนั้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง เมื่อเกิดขึ้นมาดำรงอยู่เพียงชั่วคราวแล้วก็ดับสลายไปในที่สุด เราจึงต้องใจเข้มแข็ง รู้เท่าทันอารมณ์ในปัจจุบัน ถ้าใจไม่เข้มแข็ง ก็ไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมที่เคยชินของตัวเองได้ จิตใจต้องเป็นปัจจุบันธรรม ในขณะที่จิตจดจ่อต่อเนืองอยู่กับอารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน ในขณะจิตนั้นไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา
ทุกคนทำงานเหนื่อย ถึงเหนื่อยก็ต้องทำ หากทำงานด้วยความเสียสละจะไม่เหนื่อย เพราะงานคือชีวิต ชีวิตของงาน บันดาลสุข ทำงานให้สนุก เป็นสุขขณะทำงาน ในการปฏิบัติธรรมเรามารักษาศีลทำสมาธิเจริญปัญญา ถึงจะฝืนใจขัดใจก็ต้องทำ เพราะเรามาทวนกระแสกิเลส ทวนกระแสโลก ต้องอดทนให้มากที่สุด
ธาตุขันธ์ร่างกาย ในปัจจุบันถึงจะเหนื่อยยากเพียงใด ก็ให้แยกออกด้วยปัญญา เพราะว่ากายก็ส่วนหนึ่ง ใจก็ส่วนหนึ่ง ใจเรามีความเห็นแบบนี้ ความเข้าใจแบบนี้ ปฏิบัติแบบนี้ เราต้องมาล้างจิตล้างใจตนเอง ทำความเพียรสม่ำเสมอ ถ้าไม่เช่นนั้น จะเป็นคนเลื่อยลอยคอยงานสังขารเสื่อมไปวันๆ ทำแบบนี้หยุดหย่อน ลุ่มๆดอนๆ ลูบคลำในศีลในข้อวัตรปฏิบัติ หากคิดว่าการปฏิบัติธรรมนั้นเหนื่อยยาก ความคิดแบบนี้คือ ความเห็นแก่ตัว อัตตาตัวตน
เราต้องเอาหลักพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาใช้ในการดำเนินชีวิต เราให้เขาคอยจูงจมูกเหมือนกับไม่มีเจ้าของไม่ได้ เจ้าของก็คือเรา เราต้องมีพุทธะผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ที่นำทางของเรา ที่ประกอบอริยมรรคมีองค์แปด มันง่ายอยู่แล้วที่จะปฏิบัติ คนเรามันไม่อยากปฏิบัติ ก็คือความเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ตัวนี้แหล่ะก็คืออบายมุขอบายภูมิ เราจะไปแก้ที่ไหนถ้าไม่ใช่ที่ตัวของเรา
ความใจอ่อนมันทำให้ลุกตื่นมาทำความเพียรตีสามไม่ได้นะ ทำยังไงถึงจะใจแข็ง มันต้องเน้นที่ปัจจุบัน ลบอดีตล้างอดีตออกจากใจให้เป็นศูนย์ ต้องปรับตัวเข้าหาธรรมะในปัจจุบัน ปัจจุบันเราต้องเอาศีลสมาธิปัญญาให้เต็มที่ อินทรีย์บารมีของเราถึงจะไปได้ ถ้าอย่างนั้นไม่ได้หรอก เราจะไปหวังพึ่งใครไม่ได้หรอกต้องพึ่งตัวเองพึ่งปฏิปทาของตัวเองเนาะ ต้องมาจากการพึ่งพระพุทธเจ้า พึ่งพระธรรม พึ่งพระอริยสงฆ์ เพิ่งพระพุทธเจ้าก็คือเพิ่งตัวผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานในปัจจุบันนี่แหละ
เพราะฉะนั้นจึงต้องมีใจเข้มแข็งในปัจจุบัน เพราะมันเป็นความเสียหายของทุกคนที่ไปใจอ่อน มันต้องลบอดีตไปให้ได้ อนาคตมันก็มาจากปัจจุบันนี่แหละ จากอานาปานะสติในปัจจุบันนี่แหละ ต้องเห็นโทษเห็นภัยของความใจอ่อนเห็นคนเห็นประโยชน์ของความเป็นผู้ใจเข้มแข็งตั้งมั่นเป็นสัมมาสมาธิ