{ampz:shareampz}
แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
โอวาทพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ที่หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม เมตตาให้นำมาบรรยาย
บรรยายธรรมโดย พระมหาอนุชน สาสนกิตติ (ป.ธ.๙, ดร.)
ในวันจันทร์ที่ ๑๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔
ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา
เรื่อง ทางสายเอกสู่ความดับทุกข์ ตอนที่ ๑๑ การกำหนดรู้ทุกข์และเหตุให้เกิดทุกข์ อย่างละเอียด
นะโมตัสสะ ภควะโต อะระหะโตสัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภควะโต อะระหะโตสัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภควะโต อะระหะโตสัมมาสัมพุทธัสสะ
พุทธัง ธัมมัง สังฆัง นะมัสสามิ
ขอความนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย น้อมใจกราบถวายความเคารพบารมีธรรมแห่งองค์พอแม่ครูบาอาจารย์ กราบขอโอกาสพระมหาเถระ ผู้เป็นประธาน พระเถรานุเถระ เพื่อนสหธรรมิกทุกรูปด้วยความเคารพ ขอความเจริญในธรรม ความสงบร่มเย็นแห่งจิตใจจงบังเกิดมีแด่ผู้ปฏิบัติธรรม ทุกคนทุกท่าน ทุกท่านเอามือลง นั่งฟังธรรมตามสบาย
วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ ๑๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๔ ในช่วงนี้เป็นการบรรยาย ในภาคของการประพฤติการปฏิบัติทางสายเอกถึงความดับทุกข์ ในหมวดของธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน วันนี้จะขึ้นหมวดสุดท้ายก็คือ หมวดสัจจะ นั่นก็คือ การกำหนดรู้อริยสัจทั้ง ๔
เราทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ คือผู้ที่ประเสริฐเกิดมาเพื่อพระนิพพาน จุดมุ่งหมายปลายทางคือพระนิพพาน พระนิพพานอยู่ที่ไหน พระนิพพานอยู่ที่ใจของเรา ที่มีความเห็นถูกต้อง เข้าใจถูกต้อง ปฏิบัติถูกต้อง เอาธรรมเป็นใหญ่ เอาธรรมเป็นหลักดำเนินชีวิตที่ประเสริฐ ถ้าเราทำตามใจตัวเอง ตามอารมณ์ตัวเอง ตามความรู้สึก เราก็เป็นได้แต่เพียงคน เรียกว่าเป็นการสร้างวงจรแห่งวัฏสงสาร พระพุทธเจ้านี่ เพียงแต่เราได้ยินชื่อก็ได้บุญได้กุศลอย่างหาที่สุดหาประมาณไม่ได้ ได้ทรงบำเพ็ญพระพุทธบารมีหลายล้านชาติ เพื่ออบรมฝึกฝนประพฤติปฏิบัติตัวเอง เมื่อประสบความสำเร็จ จึงมาบอกมาสอน เราไม่ต้องไปค้นคว้าอะไร เพียงแต่เราถือนิสัยพระพุทธเจ้า เอาพระธรรมเป็นหลัก เอาพระวินัยเป็นใหญ่ ใจของเราจะได้เป็นพระ พระพุทธเจ้าจึงให้เรารู้จักความจริงของชีวิตที่เป็นสัจจะ ความจริงอันประเสริฐ อริยะ แปลว่า ประเสริฐ สัจจะ แปลว่า ความจริง อริยสัจ จึงแปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่งก็คือ ภิกษุตามรู้ในสภาวะธรรมคืออริยสัจ ๔ ว่าเป็นสภาวะธรรมอยู่ ภิกษุตามรู้ในสภาวะธรรมคืออริยสัจ ๔ ว่าเป็นสภาวะธรรมอยู่อย่างไรเล่า คือภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ตามเป็นจริงว่า นี้คือทุกข์ นี้คือเหตุให้เกิดทุกข์ นี้คือความดับทุกข์ นี้คือทางดำเนินไปสู่ความดับทุกข์”
ในโลกนี้มีพระศาสนา แล้วก็คำสอนหลากหลายตามความเชื่อ ตามความยึดถือ ตามความนับถือในแต่ละท้องถิ่น ส่วนใหญ่เป็นศาสนาเทวนิยม เทวนิยมก็คือว่า นิยมเทพเจ้า เน้นการบูชาอ้อนวอนพระเจ้า ศาสดาในหลายศาสนานั้นจะกล่าวอ้างถึงการได้ติดต่อ หรือว่าได้พบกับพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเป็นเรื่องยากเกินจะพิสูจน์ได้ นอกจากนี้ การได้พบแล้วก็การอยู่ร่วมกับพระเจ้าตามคำสอนจะมีได้ก็เมื่อเสียชีวิตไปแล้ว ที่เหมือนกับว่า ไปอยู่กับพระเจ้าหลังความตายเป็นนิรันดร์ เปรียบเสมือนกับยาที่รักษาโรคได้เมื่อคนไข้เสียชีวิตแล้ว ข้อนี้ต่างจากคำสอนในศาสนาพุทธที่มุ่งให้ผู้ปฏิบัติธรรมนี้ รู้แจ้งเห็นประจักษ์อริยสัจ ๔ คือความจริงอันประเสริฐในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ต้องรอให้ตาย โดยอาศัยศักยภาพของมนุษย์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเพียร ไม่ขึ้นอยู่กับอำนาจเหนือมนุษย์ใดๆ ไม่ใช่ศาสนาแห่งการอ้อนวอนขอ แต่เป็นการลงมือทำ อริยสัจ ๔ คือความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ มีลักษณะไม่แปรปรวน โดยสภาวะเฉพาะของตน กล่าวคือ ทุกขสัจ ก็คือความจริงอันประเสริฐ คือทุกข์นี้ เป็นสภาพไร้แก่นสาร สมุทัยเป็นมูลเหตุของทุกข์ ส่วนนิโรธเป็นความดับของทุกข์ แล้วก็มรรค เป็นเส้นทางที่จะบรรลุความดับทุกข์อันนั้น ว่าโดยโลกุปมา คือการเปรียบเทียบในทางโลกแล้ว ทุกขสัจหรือว่าความจริงอันประเสริฐ คือทุกข์นี้ เหมือนกับโรค อุปมาง่ายๆ เหมือนกับเราป่วยเป็นโรคอะไรสักอย่าง ทุกคนมีโรคประจำตัวอยู่แล้วทุกคน ถึงแม้จะไม่มีอาการปวดหัวเลย ก็ต้องมีโรคสังขาร โรคแก่ โรคเจ็บ โรคตาย โดยเฉพาะโรคเจ็บนี้ เป็นมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ต้องฉีดวัคซีน ต้องกินยา ต้องไปหาหมอ ความทุกข์เปรียบเหมือนกับโรค สมุทัยที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์นี้ เหมือนกับเชื้อโรค เมื่อตัวเรามีเชื้อโรค โรคมันก็ต้องเกิดขึ้นมา เวลาที่เจ็บไข้ไม่สบาย แสดงว่าร่างกายมันรับเชื้อเข้าไป อาจจะเป็นเชื้อหวัด เชื้อโน่นเชื้อนี่ หรือแม้กระทั่งเชื้อโควิด นิโรธสัจ ความดับทุกข์เปรียบเสมือนกับความมีสุขภาพดี คือหายจากโรคนั้นๆ แล้วมรรคสัจ ก็เหมือนกับว่าการรักษาโรค ต้องรักษาอย่างไร ต้องทำอย่างไรจึงจะหายจากโรคนี้ ความเข้าใจในเรื่องอริยสัจเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมเข้าใจอริยสัจแล้วจะสามารถหลีกเลี่ยงจากทุกข์ ด้วยการกำหนดรู้ และหลีกเลี่ยงให้พ้นจากเหตุให้เกิดทุกข์ ด้วยการละ อีกทั้งยังสามารถรู้แจ้งความดับทุกข์ โดยอาศัยการเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นหนทางอันประเสริฐ ผู้ปฏิบัติธรรมจึงต้องกำหนดรู้ขันธ์ ๕ พยายามละอวิชชาตัณหา คือความหลง ความไม่รู้ พร้อมทั้งเจริญสมาธิ และปัญญาให้รู้แจ้ง สู่ความเป็นอิสระจากกิเลส
ธรรมเทศนาครั้งแรก คือธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ที่พุทธเจ้าทรงแสดงมาจบลงที่อริยสัจ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ดังนั้น หมวดสุดท้ายแห่งการเจริญสติปัฏฐานจึงจบลงที่อริยสัจ ๔ อริยสัจนี้มีเพียงแค่ ๔ ประการ เพราะไม่มีสภาพอื่นที่บุคคลพึงหยั่งเห็นซึ่งพ้นไปจากความเป็นจริงเช่นนี้ เหตุเกิด ความดับ แล้วก็เหตุแห่งความดับ ของรูปธรรม นามธรรมนี้ ธรรมทุกประเภทสามารถรวมเข้าในอริยสัจ ๔ ช่วง ๔๕ พรรษาที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมนี้ล้วนแล้วแต่รวมลงในอริยสัจ ๔ ทั้งนั้น เหมือนกับรอยเท้าสัตว์ทุกชนิดที่สามารถเอามาวางรวมลงในรอยเท้าช้างได้ทั้งหมด เพราะไม่มีรอยเท้าสัตว์ตัวไหนใหญ่ไปกว่าเท้าช้าง ดังข้อความในมหาหัตถิปโทปมสูตร ความว่า “ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย รอยเท้าเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ของสัตว์เหล่าผู้ท่องเที่ยวไปบนแผ่นดิน รอยเท้าเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมถึงการประชุมรวมลงในรอยเท้าช้าง รอยเท้าช้าง ชาวโลกย่อมกล่าวว่า เป็นยอดของรอยเท้าเหล่านั้น เพราะอะไร? เพราะรอยเท้าช้างเป็นรอยเท้าใหญ่ฉันใด ท่านผู้มีอายุทั้งหลายกุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง กุศลธรรมทั้งหมดย่อมถึงการนับเข้าในอริยสัจ ๔ ฉันนั้น ในอริยสัจ ๔ เหล่าไหน ก็คือ ความจริงอันประเสริฐที่เป็นทุกข์ ความจริงอันประเสริฐคือเหตุให้เกิดทุกข์ ความจริงอันประเสริฐที่เป็นความดับทุกข์ และทางดำเนินเพื่อให้ถึงความดับทุกข์นี่เอง” การแสดงธรรมของพระพุทธเจ้าตลอด ๔๕ พรรษา เน้นที่การประกาศอริยสัจทั้ง ๔ แต่เป็นการแสดงโดยย่อบ้าง โดยพิสดารบ้าง โดยตรงบ้าง โดยอ้อมบ้าง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่ที่ความเข้าใจ ก็คืออุปนิสัยของผู้ฟังในแต่ละโอกาส ในพระสูตรแรกของพระพุทธศาสนาเรา ก็คือธรรมจักรฯ ก็ได้แสดงอริยสัจ ๔ ไว้เป็นหลัก ดังนั้น อริยสัจ ๔ จึงเป็นหัวใจของคำสอนทั้งหมด ซึ่งในสามัญญผลสูตร เป็นต้น ท่านเรียกว่า สามุกกังสิกเทสนา คือการเทศน์ที่พระพุทธองค์ตรัสแสดงด้วยพระองค์เอง แล้วไม่มีสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหมหรือใครๆ ที่จะแสดงอริยสัจได้ก่อน เพราะอริยสัจเป็นผลแห่งการค้นคว้า เป็นผลแห่งการวิจัย เป็นผลแห่งการทดลองของพระพุทธเจ้าทีทรงบำเพ็ญพระพุทธบารมีมาหลายล้านชาติ จึงมาค้นพบอันนี้
อริยสัจ ๔ เหล่านี้เป็นความจริงของชีวิต เริ่มตั้งแต่สิ่งที่ควรกำหนดรู้ ก็คือทุกข์ ถ้าพระพุทธองค์มิได้ตรัสความจริงนี้ ก็ไม่มีใครสามารถบรรลุความหลุดพ้นได้ เพราะส่วนใหญ่สอนกันในเรื่องให้รู้จักความสุข หาแต่ความสุข ทำอย่างไรจึงจะมีสุข ทำอย่างไรถึงจะมีมาก เมื่อชาวโลกไม่ได้กำหนดรู้สภาวะธรรมของขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ ก็คือกายกับใจ จึงมีความหลงติดอยู่ในสมมุติบัญญัติ สิ่งที่โลกสมมุติกันเอาไว้ ตั้งแต่เกิดมา เราก็ติดอยู่ในสมมุติ สมมุติเรียกว่าอันนี้มือ อันนี้พ่อ อันนี้แม่ อันนี้เรียกว่าตา หู จมูก ปาก อันนี้เรียกว่านั้น เรียกอันนี้ โตขึ้นมา ก็ติดสมมุติของคนอื่นอีก สามีเรา ภรรยาเรา แฟนเรา ลูกของเรา เพื่อนของเรา ติดบัญญัติเหล่านี้เหมือนถูกอวิชชาห่อหุ้มเอาไว้ ทำให้ไม่อาจที่จะค้นพบความจริงของชีวิต ภายในร่างกายที่กว้างศอก ยาววา หนาคืบ แล้วก็มีใจครองอันนี้ นอกจากนั้น ชาวโลกก็ยังไม่เข้าใจเหตุเกิดของทุกข์ ความดับทุกข์ แล้วก็ทางแห่งความดับทุกข์อีกด้วย ตราบใดที่ยังไม่อาจจะเห็นอริยสัจ ตราบนั้น ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ ภพแล้วภพเล่า
การเห็นในที่นี้เห็นด้วยปัญญา ไม่ใช่เห็นจากการอ่าน ถ้าจะว่าเห็นจากการอ่านนี้ ในหนังสือเรียนแล้วก็มี ตั้งแต่ชั้นประถมแล้วที่สอนเรื่องพุทธศาสนา สอนบอกว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ ๔ เราก็อ่านนะ ทุกข์เป็นอย่างไร สมุทัย นิโรธเป็นอย่างไร มรรคเป็นอย่างไร แต่มันก็ยังเฉยอยู่นะ กิเลสแต่ก็ยังเท่าเดิม ทุกข์ก็ยังเท่าเดิม แถมยังเพิ่มเติมขึ้นมาเรื่อยๆ ตามอายุขัย เพราะอะไร? เพราะไม่ได้เห็นประจักษ์แจ้งด้วยตาใน คือตาปัญญา เราเห็นแต่ด้วยตาภายนอก คืออ่านหนังสือเอา แล้วก็คิด การอ่าน การฟัง การคิดอย่างเดียวมันไม่ช่วยอะไรได้ ไม่อย่างนั้นคงบรรลุกันทั้งโลก คงไม่มีใครมาทำ