PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • พระอาจารย์มหาดิเรก พุทธยานันโท
  • 078 ลำดับอารมณ์รูปนามแบบเคลื่อนไหว
078 ลำดับอารมณ์รูปนามแบบเคลื่อนไหว รูปภาพ 1
  • Title
    078 ลำดับอารมณ์รูปนามแบบเคลื่อนไหว
  • เสียง
  • 13793 078 ลำดับอารมณ์รูปนามแบบเคลื่อนไหว /buddhayanando/078.html
    Click to subscribe
ผู้ให้ธรรม
พระอาจารย์มหาดิเรก พุทธยานันโท
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันศุกร์, 16 พฤษภาคม 2568
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • 078 ลำดับอารมณ์รูปนามแบบเคลื่อนไหว

    พระอาจารย์มหาดิเรก พุทธยานันโท

    เริ่ม 1:06:34

    ตั้งแต่เด็กจนแก่ต้องพกมือถือตลอดนั่นแสดงว่ามีสันญาณอันตรายใกล้ตัวตลอดเวลา เพราะมือถือปัจจุบันนี้มันมีแสงรังสีที่สูงมากในตัวมันเอง ซึ่งพอเรายกขึ้นรับแต่ละครั้งหมายถึงเชื้อเชิญความร้อนเข้าสู่สมองและศรีษะของเรามากมายทำลายเนื้อเยื่อของมันสมองได้โดยง่าย เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าเมื่อโลกมันกระเพื่อมกระเทือนถึงตัวเรา เข้าประชิดตัวเราตลอดเวลาอย่างนี้เราไม่ปลอดภัยเลยในโลกของความเป็นจริง พราะฉะนั้นในโลกปัจจุบัน คนทำไมถึงเจริญสติเจริญสมาธิได้ก้าวหน้าช้ามาก มันต้องมีความขยันอยู่ มีความรักอยู่ มีความศรัทธาที่จะทำอยู่ แต่ทำไมมันไม่ไปหน้ามาหลังเอาเลยเพราะว่ามีสิ่งที่รึงเร้า ดึงดูดออก 

    1:05:38 

    อาตมาอยู่กับพระมานาน ฝึกพระแล้วจะรู้ว่า อ้อแต่ละคนพกอะไรไว้ข้างในใจมากมาย เราก็พยายามขยัน แต่ในที่สุดแล้ว อาตมาก็ต้องปล่อยพระทิ้งหมดแหละ เพราะว่ามันมีอะไรในใจที่เอาออกไม่ได้ เราเสียเวลา ก็เลยมาฝึกสำหรับคนมีศรัทธา จะเป็นใครก็ได้ที่เชื่อฟังตั้งใจที่จะศึกษาเรื่องนี้จริงๆ ดังนั้นเองเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ จึงอยากจะให้ลงรายละเอียด ช่วยมัน ช่วยสติมันหน่อย ไอ้ลำพังสติ รู้สึกตัวๆ เนี่ย รู้สึกอยู่เดี๋ยวเดียวมันก็ไปอีกแล้ว แต่ถ้าเรามีศรัทธามีความตั้งใจมีความจริงใจมีความรัก เรานึกถึงสมัยที่เรามีความรัก เราอยากจะเห็นหน้าเห็นตา เราอยากจะฟังเสียง เราอยากจะอยู่ใกล้ สมัยที่เรามีความรัก ตัวสติตัวความรู้สึกตัวนี้เหมือนกัน ให้เรามีความรักจริงๆ รักขนาดว่า จะตายด้วยกันได้

    1:04:33

    คู่รักของเราเนี่ย คิดว่าจะตายด้วยกันได้ มันก็ไม่ได้จริงอย่างที่เราคิดหรอก เดี๋ยวมันก็เบื่อกันนะ ตอนที่มันยังไม่ได้อยู่ด้วยกันน่ะ มันจึงรักกันชอบกันเหมือนจะอยู่ด้วยกันตลอดไป พอไปอยู่ด้วยกันไม่เท่าไหร่มันก็เบื่อกัน แต่ว่าตัวสภาวะธรรม มันไม่ใช่อย่างนั้น ยิ่งรักยิ่งสนิท ยิ่งชอบยิ่งชิดยิ่งใกล้ยิ่งลึก ยิ่งเป็นชีวิตเดียวกันได้ ตายด้วยกันได้ เพราะฉะนั้นคือตัวความรู้สึกตัวที่มีความพร้อม มีกำลัง

    มีความพร้อมหมายความว่า หนึ่งมีความรักในการที่จะทำตลอดเวลา สองมีความเพียร ทีนี้ความเพียรนี่ไม่ใช่ว่าสักแต่ว่า ทำ ทำ ทำ ไป แล้วเรียกว่า ทำความเพียร ไม่ใช่นะ ความเพียรนี้ เพียรใน ๔ สถาน เพียรในสถานไหนบ้าง

    1. มีความระมัดระวัง เพียรระมัดระวังสิ่งไหนที่มันจะทำให้เราขาดสติ สิ่งไหนที่จะทำให้เราเผอเรอ สิ่งไหนที่มันจะทำให้เราคิด สิ่งไหนที่มันจะทำให้เราส่งออก พยายามระวังสิ่งนั้น นะอันนี้เพียรนะ ไม่ใช่ว่าจะมาทำสิ่งนี้ตอนมานั่งทำ แม้เราจะลุกไปเนี่ย เราคอยเฝ้าดูด้วยว่า ใจเรามันจะออกไปตอนไหน เราจะเผลอตอนไหนเนี่ยคอยเฝ้าดู นี่เรียกว่า ความเพียรในสถานที่หนึ่ง คือเพียรเฝ้าดูว่า ดูกายดูใจว่ามันจะเผลอ มันจะเรอ มันจะหลง ตอนไหนเนี่ยอันนี้ เพียรอันที่หนึ่ง ลักษณะนี้มีได้ตลอดเวลา เพียรได้ตลอดเวลา ว่ามันจะเผลอตอนไหน 
    2. เพียรสถานที่สอง แน่นอนว่าสติสัมปชัญญะเราไม่สมบูรณ์ เราต้องเผลอแน่นอน เราต้องลืมต้องหลงแน่นอน เมื่อมันรู้สึกว่าลืมหลงหรือเผลอไปเนี่ย ต้องตัดความหลงเข้ามาสู่ปัจจุบันได้ทันที ดึงจิตกลับมาทันที อ้าวหลงไปแล้ว หลงคิดไปแล้ว รู้สึกตัวตั้งแต่หัวจรดเท้าชัดๆ เนี่ยสถานที่สองคือ พยายามกลับดึงกายมาสู่ใจทันที คือตัดความลืมหลงทันที พยายามอยู่แล้วอยู่อีก มันตัดแล้วมันลืมมันหลง รู้ สลับกันไปเรื่อยๆ คือความจริงไม่ได้ให้รู้ตลอดเวลา แต่ไม่ได้ให้หลงตลอดเวลา รู้บ้าง หลงบ้าง รู้บ้าง หลงบ้าง ให้มันสมดุลกันให้มันสลับกันไปเรื่อยๆ เหมือนขึ้นบันได ที่สูงๆใช่มั้ยมันยกแล้วก็ลง ยกแล้วก็ลง ถ้าเราขึ้นในที่ชันๆ ถ้าไม่มีขั้นบันไดเป็น เดินจะรู้สึกหนักรู้สึกเหนื่อยใช่มั้ย แต่ถ้าหากว่าขึ้นที่สูงๆแล้วมีขั้นบันไดเราเหมือนได้พักตรงนั้นก่อนที่จะเหยียบขั้นต่อไป ยกเท้าขึ้นแล้วก็เหยียบ ยกขึ้นแล้วก็เหยียบลง เหมือนลมหายใจเข้าแล้วก็ออก ถ้าเข้าแล้วไม่ออกมีปัญหาหรือเข้าเร็วออกช้าก็มีปัญหา เข้าช้าออกเร็วก็มีปัญหา เข้าก็เท่ากัน ออกก็เท่ากัน ตัวรู้กับตัวหลงเหมือนกัน ต้องสลับกันอยู่ตลอดเวลา จะโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม มันเป็นคู่ขั้วบวกขั้วลบ ไฟเนี่ยเรามีขั้วเดียวมันจะสว่างมั้ยเนี่ย มีแต่ขั้วบวกอย่างเดียวไม่มีขั้วลบไฟนี่ก็สว่างไม่ได้ มีแต่ขั้วลบขั้วเดียวไม่มีขั้วบวก ไฟนี่ก็สว่างไม่ได้ มันมีขั้วบวกขั้วลบ ในการรู้สึกตัวเหมือนกัน พอเราเจอรู้ รู้อย่างเดียวมันก็เกิดปัญญาไม่ได้ เราจะหลงอย่างเดียวก็เกิดปัญญาไม่ได้ ต้องรู้-หลงสลับกันไปเรื่อยๆ แต่ประการสำคัญ เรารู้ก็รู้สั้น พอเราหลงก็หลงยาว มันไม่สมดุลกันตรงนี้ ถ้ารู้เท่าไหร่หลงเท่านั้น หลงเท่าไหร่รู้เท่านั้น อย่างนี้ถือว่าสมดุลทั้งรู้ทั้งหลง เพราะฉะนั้นอันที่หนึ่งความเพียรอันที่หนึ่งให้ระวัง สองถ้ามันหลงต้องใช้อันที่สาม
    3. ต้องสร้างความรู้สึกตัวไว้ กระตุ้นความรู้สึกตัวให้มีกำลังไว้เสมอ อันที่หนึ่งคือระวัง อันที่สอง เมื่อแม้ระวังแล้วในหลงไป พยายามระลึกรู้ทันที่ สามสร้างตัวรู้ให้มีกำลัง นี่ความหมายของความเพียรนะ สร้างตัวรู้ให้มีกำลังอยู่เสมอนะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้มันรู้ตลอดเวลา แต่ให้มันมีกำลังไว้  คำว่ามีกำลังหมายความว่ามันกลับมาไว ความรู้สึกตัวนี่สามารถดึงจิตกลับมาไว พอจิตมันเผลอไปปั๊บรู้สึกตัวทันที จิตเผลอไปปั๊บรู้สึกตัวทันที นี่เรียกว่า รู้สึกตัวนั้นมีกำลัง
    4. อันที่สี่เมื่อความรู้สึกตัวมีกำลังแล้วพยายามดูแลบริหาร รักษาความรู้สึกตัวให้มันชัดไว้เสมอตั้งแต่หัวจรดเท้า ซึ่งแน่นอนว่าเราตกเป็นทาสของความเผลอไผล ตกเป็นทาสของความเคยชิน ตกเป็นทาสของความคิดมาชั่วชีวิตของเรา เมื่อเป็นย่างนั้นการที่จะรักษาตัวรู้ บริหารตัวรู้ให้มันชัดเจนเสมอเนี่ยย่อมเป็นการยาก แต่งานยากนั้นเป็นงานที่ท้าทาย 

    59:05

    เพราะฉะนั้นคำว่า เพียร เพียรใน ๔ สถาน หนึ่งจำได้มั้ยเพียรตอนไหน คือระวังในสิ่งที่เราเคยเผลอเคยหลงเคยลืม สมมติเราจะยกขา เราก็คอยระลึกก่อนว่าเราจะยกยังไง อันนี้ระวัง ถ้าสมมติว่าเผลอยกไปปั๊บ อ่าตั้งใจรู้ใหม่ อันที่สอง อันที่สามพยายามคอยระลึกทั่วตัว ไม่ใช่คอยจะไประลึกตอนที่มันจะยกเท่านั้นตั้งแต่หัวจรดเท้าขณะนี้เป็นยังไง ความรู้สึกตัวของเรา เย็นร้อน อ่อน แข็ง เคร่ง ตึง เจ็บ ปวด เมื่อย เพลีย คัน ยอก แสบ เหน็บตรงไหนเนี่ย ให้คอยสำรวจตรวจสอบอยู่เสมอๆ และอันที่สี่ ทำให้มันชัดเจน จะลุก จะนั่ง จะย่าง จะเดิน จะเหลียวซ้ายแลขวาจะกัมจะเงย ให้ชัดเจน หรือในช่วงใหม่ๆเนี่ยเราก็รู้สึกมันชัดเจน อ้าวพอนานๆไปชั่วโมงสองชั่วโมงรู้สึกมันล้า สติมันไม่ค่อยเข้ามาแล้วจิตมันล้า พอมันล้าแล้วมันชักจะ ตาที่มันใสๆมันชักจะขุ่นมัว ตามที่มันคล่องแคล่วมันชักจะหนักหนืดๆ สังเกตนะ ถ้าคนที่ปฏิบัติเป็นจะคอยสังเกต ในภาษาอังกฤษเค้าใช้คำว่า refresh หรือ reset ตั้งสติใหม่เสมอ ทำให้สดชื่นคล่องแคล่วอยู่เสมอ ถ้ามันหนืดๆ

    ถ้าเป็นคนสมัยพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเราเมื่อก่อน ในสมัยที่เรายังไม่ทันสมัย ไม่ใช้แก๊ส ไม่ใช้ไฟฟ้าหุงข้าวเนี่ย เราใช้ฟืนเวลาติดไฟนึ่งข้าวหุงข้าวเนี่ย พอไปซักพักเนี่ยพอมันไฟมั้งตั้งซักพักนึงพุ่งๆซักพักนึงมันก็ค่อยดับลงทีละนิดๆ ถ้าเราไม่เอาใจใส่กลับมาอีกที อ้าวไฟดับไปแล้ว แต่ถ้าหากคนที่ไม่ประมาทคอยนั่งเฝ้าไหข้าวคอยเขี่ยถ่านคอยเอาถ่านออกคอยรักษาไฟให้มันตั้งอยู่เสมอ สิบนาทีสิบห้านาทีข้าวสุกแกงเดือดแล้ว แต่ถ้าหากเราเห็นไฟมันติดแล้วเราก็ไปทำธุระอย่างอื่นเพลินลืมกลับมา อ้าวไฟดับหรือไม่มันก็อ่อนไปเสียแล้ว

    56:36

    แต่ถ้าคนที่ไม่ใส่ใจในเรื่องอื่น ใส่ใจแต่เตาไฟอย่างเดียวก็คอยเขี่ยคอยปรับเรื่อยๆมันก็ไว เหมือนกันถ้าเราพยายามตั้งความรู้สึกตัวให้ชัดๆไว้เสมอแล้วคอยปรับอยู่เสมอไม้ให้มันลดระดับที่จะเผลอบ่อยๆ การที่มันกำลังของสติมันอ่อนลงก็คือมันเริ่มเผลอไปบ่อยๆนั่นเองหรือมันไม่ชัด การปรับให้มันชัดเสนมอเนี่ยอันนี้เรียกว่า ความเพียร ซึ่งเราคอยสำรวจตัวเองว่าเราขาดตัวไหน หนึ่งเราระวังหรือเปล่า สองเมื่อเผลอไปแล้วเราพยายามแก้ไขเอาออกไปรึเปล่าความเผลอนั้น สามเราคอยระลึกรู้สึกตัวมั่วพร้อมรึเปล่า สี่สามารถรักษาความรู้สึกตัวให้ชัดไว้เสมอรึเปล่า คอยตรวจสอบ อันนี้นะคอยตรวจสอบเหมือนกับเตาไฟ คอยดูแลคอยรักษาให้มันติดอยู่เสมอ 

    ทีนี้ต่อมาเมื่อมีความรักความอยากจะทำสนุกที่จะทำแล้ว มีความเพียรถูกต้องแล้ว ทีนี้ก็มาเรื่องของความรู้สึกตัวที่ถูกต้องเป็นยังไง ความรู้สึกตัวที่ถูกต้อง ประการที่หนึ่ง รู้ที่สิ่งที่เห็นได้ชัดๆ ก่อนที่เราจงใจที่จะทำขึ้นมาก่อนให้รู้ในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นในขณะนี้ที่เรานั่งส่วนไหนที่เห็นได้ชัด ยกมือใช่มั้ยเห็นได้ชัด แล้วก็มีการอันที่สอง ขยับ เปลี่ยนเล็กเปลี่ยนน้อย ขยับแข้งขยับขาเปลี่ยนอิริยาบทเห็นได้ชัดมั้ย ชัด อันที่สาม ในอิริยาบถใหญ่ๆมันมีอิริยาบถเล็กซ้อนอยู่ เช่นอิรายาบทนั่งลองสังเกตดูดีๆมันมีกี่นั่ง มีตั้งสิบกว่างนั่งสิบกว่าท่าเราเปลี่ยนได้กี่ท่าแต่ละครั้ง อันนี้เรายังใช้ไม่เยอะพอนะ นั่งขัดสมาธิก็นั่งอย่างนั้นเป็นชั่วโมงมันก็แช่มันก็หนักสิ นั่งพับเพียบก็พับเพียบอย่างนั้นเป็นชั่วโมง ความจริงแล้วเนี่ยถ้าเป็นไปได้ควรขยับทุกห้านาทีหรือสิบนาที เพื่อที่จะปรับเอาตัวบริหาร อะไร บริหารไตรลักษณ์ เพื่อให้ตัวที่มันเจ็บมันขัดมันปวดมันเมื่อยเย็นร้อนอ่อนแข็งมันเริ่มเข้มขึ้นเนี่ยตามอำนาจของอนิจจังทุกขังอนัตตามันเปลี่ยนแปลง มันเป็นทุกข์ มันแตกดับแล้วกลับมาเปลี่ยนแปลงใหม่เป็นทุกข์ใหม่แตกดับใหม่เปลี่ยนอยู่อย่างนั้น แล้วแต่ใครจะรอบจัดหรือไม่จัด คนที่เปลี่ยนแปลงบ่อยหน่อยก็คือเจ็บไวปวดไวหน่อยนึง คนที่มีความเข้มแข็งก็เจ็บช้าปวดช้าหน่อย แล้วแต่รอบของอนิจจังทุกขังอนัตตาของใครจะจัดกว่ากัน รอบมันจัดก็หมายความว่ามันไว เปลี่ยนปั๊บอะเดี๋ยวก็เจ็บอีกแล้วเปลี่ยนปั๊บแล้วก็เจ็บอีกแล้วนี่เค้าเรียกว่ารอบมันจัด คนนี้เค้าเรียกว่าคนความรู้สึกอ่อนไหวง่าย sensitive คือหมายความว่ามันเจ็บไวปวดไว แต่สำหรับคนที่มีโครงสร้างร่างกายเข้มแข็งก็เปลี่ยนทีได้นานไม่ค่อยเจ็บค่อยปวดเท่าไหร่ หรือบางคนที่ปฏิบัติได้สมาธิได้อารมณ์ดีแล้วนั่งเบาสบายได้นานไม่ค่อยเจ็บไม่ค่อยปวด หรือบางคนที่เพิ่งมาจิตใจยังรับไม่ได้ จิตใจยังไม่นิ่ง จิตใจยังหงุดหงิดวอกแวกอยู่เวทนาทางกายมันก็เปลี่ยนไว อันนี้ก็คอยสังเกตนะ 

    52:36

    เพราะฉะนั้น สติระดับที่หนึ่ง ดูร่างกายในส่วนหยาบๆเห็นได้ชัด ในส่วนหยาบๆเห็นได้ชัดก็คือการสร้างจังหวะให้เป็นจังหวะอย่าทำป๊อกแป๊กๆ แต่ลักษณะที่สร้างจังหวะช้าเร็วเนี่ยบางทีก็มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อแก้ไข เช่นว่าเรานั่งง่วงเราจะยกมือช้าๆ ไม่ได้หรอกมันจะง่วงหนักเข้าไปอีกก็ต้องยกมือไวๆแรงๆทำเพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรค อันที่หนึ่งคือดูการเคลื่อนไหวทุกส่วนให้ชัดการเคลื่อนไหวในอิริยาบทสี่ อิริยาบถยืน ก็มีอยู่ท่าเดียวนะ อิริยาบถเดิน ที่เราเดินกันไปบางครั้งก้าวหน้าถอยหลัง แต่อิริยาบถที่เราใช้เยอะที่สุดคืออิริยาบถนั่ง เพราะฉะนั้นอิริยาบถนั่งจึงมีการปรับเปลี่ยนเยอะ ที่นับได้นะเช่น อาตมาก็ใช้การเปลี่ยนอิริยาบถเป็นลำดับนี้แหละสมัยเก็บอารมณ์กับหลวงพ่อทำไปห้าหกวันแล้วมันจิตใจมันแส่ส่ากระสับกระส่ายอยู่เงี่ยทำไง เราก็เลยมาตั้งในการดูตัวเองเลยว่านั่งแต่ละท่าเนี่ยเริ่มตั้งแต่พับเพียบ หนึ่งพับเพียบซ้ายไปกี่นาที สองพับเพียบขวาไปกี่นาที สามนั่งขัดสมาธิชั้นเดียว สี่นั่งขัดสมาธิสองชั้น ห้าสี่นั่งขัดสมาธิสามชั้น หกนั่งทับส้น เจ็ดนั่งคู้เข่า แปดนั่งชันเข่า เก้านั่งเหยียดขา สิบนั่งเก้าอี้ เราบริหารการนั่งหมุนไปอย่างนี้ปรากฏว่านั่งได้สองชั่วโมงกว่า สองชั่วโมงกว่าขึ้นไปในแต่ละท่านั่งนะก็ปรากฏว่าจิตมันก็นิ่ง เพราะเราคอยกำหนดรู้อยู่ว่าก่อนที่จะเปลี่ยนท่านั่งแต่ละท่าคอยรู้คอยดูว่าตัวความรู้สึกตัวมันไต่ระดับเข้มขึ้นอย่างไรและก่อนจะเปลี่ยนไปสู่ท่าใหม่เนี่ยคอยรู้ว่าความเข้มของสติที่จะเปลี่ยนเป็นระดับปกติมันเปลี่ยนลงมาอย่างไร ไม่ใช่ปุ๊บปั๊บเปลี่ยนปุ๊บปั๊บไม่ใช่อย่างนั้นนะอันนี้ท่านั่งของเราก็ไม่ได้นานตรงนั้นคือการบริหารท่านั่ง ท่านั่งเราจึงซอยออกไปได้ถึงสิบท่า

    50.00

    จนกระทั่งว่าเออเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแล้วส่วนแข้งส่วนขามันพอเบาได้ แต่ว่าหลังนี่มันชักขัดเอวมันชักขัด เพราะว่าท่านั่งมันอยู่ในลักษณะไม่ได้เปลี่ยนหลังเปลี่ยนเอวด้วยมันอยู่ในท่าเดิม ก็ใช้เปลี่ยนอิริยาบทใหญ่มาเป็นท่ายืน ยืนก็ไม่ใช่ยืนนิ่งๆ ยืนไปซักพักนึงมันเริ่มตึงที่ขาก็เริ่มซอยก้าวหน้าทีก้าวหลังที ขยับพอมันผ่อนคลายก็มาสร้างจังหวะ จนกระทั่งยืนไปห้านาทีสิบนาทีมันตึงแล้ว เพราะอะไร เพราะรอบของอนิจจังทุกขังอนัตตามันก็หมุนไปตามรอบของมันนั่นแหละ ก็บริหารด้วยการเปลี่ยน อนิจจังทุกขังอนัตาที่เราไม่มีสติมันก็เปลี่ยนไปตามธรรมชาติของมัน เราก็ต้องบำบัดแบบสัญชาตญาณแต่พอเรามีสติในการกำหนดรู้ช่วยมันเปลี่ยน ตัวการเคลื่อนไหวบำบัดอนิจจังทุกขังอนัตตานั้นกาลายมาเป็นสติสมาธิปัญญา นี่ตัวนี้สำคัญนะ สำคัญตรงที่ว่า แทนที่จะให้ทุกขเวทนาบังคับเราให้เราเปลี่ยนโดยสัญชาตญาณแต่พอเรามีสติคอยระลึกรู้เข้าไปลำดับการเคลื่อนการไหว มองไปไกลๆนั่งก้มหน้าเดี๋ยวมันหลับ(บอกลูกศิษย์ที่กำลังจะหลับ)

    พอเราคอยกำหนดรู้การเคลื่อนการไหว ตรงนี้ตั้งใจหน่อยนะลงรายละเอียดนะ ถ้าไม่ตั้งใจจะฟังไม่รู้เรื่อง อันที่สองบริหารเวทนา เมื่อเราลงรายละเอียดตรงที่ว่า ลำดับการเปลี่ยนแปลงของแต่ละท่าแต่ละจังหวะให้เห็นทุกขเวทนาที่มันคลายไปและเมื่อเปลี่ยนไปท่าใหม่ให้เห็นทุกขเวทนาที่มันเพิ่มขึ้นจากท่านั่งปกติไปสู่ท่าพอทนได้จนกระทั่งทนไม่ได้ หยาบแล้ว พอหยาบทนไม่ได้คิดจะเปลี่ยนใหม่ก็ให้รู้พอจะเปลี่ยนเริ่มยกขาไหนเริ่มยกท่าไหนเวลายกแล้วความรู้สึกที่มันเข้มๆตะกี้มันหายไปอย่างไรจนกลับมาสู่ปกติขึ้นลงขึ้นลงแบบนี้เรียกว่า การใช้บริหารเวทนาอันที่สองบริหารเวทนา อันแรกบริหารการเคลื่อนไหวในยืนเดินนั่ง ยังไม่ต้องนอน นอนเอาไว้ใช้กลางคืนพอ ยืนเดินนั่งสลับกัน ยืนเดินนั่งก็มีรายละเอียดในแต่ละท่าและรายละเอียดแต่ละท่านั้นการที่ทุกขเวทนามันเข้มขึ้นไปมันลดลงมาปกติ เราก็เอาเวทนาเข้ามาดูการเข้มของเวทนาขึ้นลงอย่างนี้ อันนี้คือดูในความรู้สึกตัวขั้นลึกขั้นละเอียดต้องดูให้ชัดระดับนี้ในส่วนที่เป็นกายนะ แต่ว่ารู้สึกอย่างเดียวรู้ว่าเปลี่ยนไป รู้ก็เปลี่ยนไป รู้ก็เปลี่ยนไป มันรู้แต่มันไม่ลึกไม่ละเอียดมันก็ทำให้ความหนักแน่นไม่มี ความรู้สึกตัวที่ชัดๆไม่พอ เพราะฉะนั้นเรามาสังเกตนะถ้าใครทำตามแบบนี้รู้สึกจะไปได้ไว แต่ส่วนใหญ่ก็อยู่ด้วยความเคยชินน่ะศรัทธาไม่เพียงพอ ความเพียรไม่เพียงพอมันก็อยู่ในระดับเดียวจังหวะเดียว เกียร์รถเขาถึงมีสี่ห้าจังหวะ เกียร์หนึ่ง เกียร์สอง เกียร์สาม เกียร์สี่ มันถึงจะไปได้ เหมือนกันการปฏิบัติก็ต้องมีหลายจังหวะ จังหวะหนัก จังหวะเบา จังหวะเร็ว จังหวะช้า ก้าวหน้าถอยหลัง แรงรถเขามี ๑ ถึง ๘ สูบ ๑๖ สูบนู้น เพื่ออะไรเพื่อเพิ่มความเข้มข้นเข้มแข็ง ความแรง ความละเอียด

    46.00

    ให้สูงขึ้นรถมันก็เร่งขึ้นแรงขึ้น การปฏิบัติก็เหมือนกันเราเพิ่มจาก รูจังหวะเดียวให้เป็นรู้สองจังหวะ แต่จะรู้จังหวะพลิกแป้บนี่จังหวะเดียว  ก็ค่อยๆพลิกให้เห็นจังหวะของการเคลื่อนไหวมันลงไปเนี่ย เค้าเรียกว่าหลายจังหวะหลายระดับแล้ว เวลามันเข้มปั๊บจะเปลี่ยนกลับมาสู่ปกติก็ดูจังหวะที่มันลดลง คราวนี้เค้าเรียกว่าหลายลูกสูบ ถ้าเป็นรถน่ะมันก็มีกำลังมันก็มีความเร็วสูงการปฏิบัติมันก็ไว ตั้งแต่คลุกคลีกับนักปฏิบัติมานี่ อาตมาก็พยายามเน้นเรื่องนี้มาตลอด แต่ว่าสำหรับคนใส่ใจเอาใจใส่ไปได้ไวมากแต่สำหรับคนที่ไม่เอาใจใส่ก็เหมือนเดิม สามปีห้าปี ความหงุดหงิดก็ละไม่ได้ ความขี้เกียจก็ละไม่ได้ ความเห็นแก่ตัวก็ละไม่ได้เหมือนเดิม เพราะศรัทธาไม่พอไม่มีศรัทธาที่จะทำตาม ฟังอยู่รู้เรื่องอยู่แต่ไม่มีศรัทธาจะไปปรับตรงนั้น ทีนี่พอเราปรับกายในส่วนหยาบเป็นปรับในส่วนละเอียดเป็น ดูระดับเวทนาในการปรับการเปลี่ยนเป็นทบทวนอยู่อย่างนี้ก่อนทีแรก เมื่อคนไหนที่มีสติสมาธิปัญญาเข้มแข็งแก่กล้าก็จะรู้รูปนามภายใน ๓ วัน ทำแค่นั้นเอง คำว่ารู้รูปนามก็ไม่ได้อะไรมาก คือรู้กายรู้ใจ เห็นกายเห็นใจชัด รู้ความรู้สึกตัวเบาสบาย แล้วก็ประคับประคองความรู้สึกตัวนี้ได้นานขึ้น แค่นั้นเอง ประคับประคองความรู้สึกตัวแล้วก็สัมผัสได้กับการเคลื่อนไหวของกายของอิริยาบถต่างๆได้ชัด พอมาเข้าใจรูปนามครั้งแรงเนี่ยพื้นที่เราเดินเนี่ย เดินทุกวันๆ ไม่เคยรู้ว่าตรงไหนมันสูงมันต่ำเดินด้วยความเคยชิน พอมันได้อารมณ์รูปนามวันนั้นปั๊บเดินไปมันรู้อ้อตรงนี้มันสูงตรงนี้มันต่ำ ตรงนี้มันลุ่มตรงนี้มันดอน มันรู้เลยมันรู้ชัดขนาดนั้น เพราะฉะนั้นการสัมผัสอารมณ์รูปนาม หมายถึงว่า การสัมผัสในการเคลื่อนไหวของเราเองชัดขึ้นกว่าเดิม

    43.54

    ต่อเนื่องขึ้นกว่าเดิม นานขึ้นกว่าเดิม ความคิดปรุงแต่งเข้ารู้ชัดกว่าเดิม เมื่อก่อนมันไม่รู้ว่ามันเข้ามาอย่างไร พอจะหายมันก็หายไปเลยไม่รู้มันหายไปอย่างไร เหตุการณ์ความคิดไม่ชัด หลังจากเราสัมผัสรูปนามแล้วเห็นการเข้าการออกของความคิดและอารมณ์ได้ชัด นี่เป็นสันญาณว่าอารมณ์รูปนามปรากฏแล้ว แต่ว่าบางคนมีความเพียรสูงต่อเนื่องยาวเนี่ย การเห็นรูปนามอาจะมีปรากฏการณ์ที่ชัดไปกว่านี้อีก บางคนเกิดปีติน้ำหูน้ำตาไหล บางคนเกิดปรากฏการณ์ที่เบาสบายเป็นพิเศษเห็นการแยกรูปแยกนามได้ชัดเจนพวกนี้เค้าเรียกมีความเพียรสูง เห็นการแยก เห็นความรู้สึกตัวได้ต่อเนื่องได้ชัดเจนมันก็จะมีความมั่นใจสูงกว่าคนที่รู้ธรรมดา คนที่รู้ธรรมดารู้ตามลำดับเนี่ยที่ไม่มีปรากฏการณ์เหล่านี้รับรองก็จะไม่ค่อยมั่นใจกลับไปหลงลืมเหมือนเดิมก็มี แต่ว่าอารมณ์รูปนามเป็นสัญญาณเบื้องต้นที่จะให้รู้สึกตัวได้ยาว ที่จะให้รู้สึกได้ชัดเท่านั้นเอง แต่ถ้าไม่บริหารไม่รักษาไม่คอยกำกับไม่เอาใจใส่ เดี๋ยวมันก็หลงลืมเหมือนเดิมกลับไปสู่ที่เดิม อารมณ์รูปนามจึงเป็นอารมณ์ที่เป็น. มันกำเริบได้อยู่ถ้าไม่บริหารไม่รักษา เหมือนกับต้นไม้ที่เราปลูกใหม่ๆ เนี่ยมันยังไม่ติด พอเอาใจใส่รักษาสักระยะหนึ่งต้นไม้เริ่มติดมันเริ่มแตกใบ รู้เป็นสัญญาณของการติดแล้วแต่เผลอไม่ได้นะ เผลอมันกลับไปเหี่ยวเฉยเลย เผลอไม่ได้รดน้ำไม่ได้เอาในใส่กลับไปเหี่ยวเหมือนเดิม หรืออีกทีตายเลย อันนี้เป็นสันญาณบอกตาสว่างขึ้น รู้สึกมีพลังขึ้นเข้มแข็งขึ้น รู้สึกมีความรักในการที่จะรู้สึกตัวมากขึ้นเป็นสันญาณของอารมณ์รูปนามเท่านั้นแหละ แต่บางคนก็ไปไวเป็นอารมณ์ติดวิปัสสณูเลยก็มี อันนี้ก็ต้องลงรายละเอียดนะ 

    41:37

    ทีนี้ในบริหารอารมณ์ที่เป็นกาย ตามดูกายหยาบ กลาง ละเอียดเป็น บริหารในส่วนเวทนา เย็นร้อนอ่อนแข็งเคร่งตึง ทั้งหยาบ กลาง ละเอียดเป็น แล้วก็คอยระลึกรู้ว่ามันหยาบตอนไหนมันละเอียดตอนไหน เวลาเปลี่ยนไปแล้วรู้สึกอย่างไรเนี่ย บริหารตรงนั้นเป็นไม่นานเข้าใจอารมณ์รูปนามตามที่อาตมาฝึกมานะ ฝึกพระฝึกโยมมา 

    ที่นี้บางคน ผ่านจากรูปนามไปสู่อารมณ์ปรมัตถ์ได้เลย คนที่มีศรีทธาแรง คือหมายความมุ่งมั่นทำความเพียรต่อเนื่องเก็บอารมณ์โดยเฉพาะในวิธีการของหลวงพ่อเทียน เมื่อเข้าใจเมื่อเห็นสัมผัสอารมณ์รูปนามได้แล้วก็จะต่อไปที่การเก็บอารมณ์ คือหมายความว่าเก็บตัวเลย สามวัน เจ็ดวัน ห้าวัน สิบวัน ยี่สิบวัน เหมือนกับไก่ที่มันไข่  ไข่จนครบแล้วมันจะฟัก ลักษณะฟักไข่เนี่ยคือไปเก็บอารมณ์ ในส่วนที่มันไข่นี่เหมือนกับว่า อารมณ์รูปนามมันคลอดแล้ว ความรู้สึกตัวมันสัมผัสได้แล้วมันไข่ แต่ไข่นั้นถ้าไม่มีการฟักมันเป็นตัวไม่ได้ เหมือนกันอารมณ์รูปนามถ้ามันเกิดขึ้นแล้วไม่มีการเก็บอารมณ์มันเป็นไก่เป็นอารมณ์ปรมัตถ์ไปไม่ได้ ดังนั้นอันนี้มันเป็นหลักของธรรมชาตินะ ไม่ใช่เรื่องอะไรที่สลับซับซ้อนเลย มันเป็นเรื่องวิวัฒนาการตามธรรมชาติ รูปมันก็วิวัฒนาการตามธรรมชาติของมัน นามก็เหมือนกันถ้าทำถูกต้องตามกฏกติกาแล้วมันก็มีวิวัฒนาการตามธรรมชาติของมัน ส่วนวิวัฒนาการตรงนี้ก็คือ มันจะต้องมีกระบวนการ เช่น เราอยากจะกินไข่ก็ต้องเอาไก่มาเลี้ยง พอไข่ออกมากินแต่ไขมันก็ได้อารมณ์รูปนาม กินแต่ไข่เดี๋ยวพอไข่หมดแล้วไม่ได้กินอีกก็เลี้ยงปล่อยให้มันฟักเพื่อให้เป็นไก่ออกมา เนี่ยอารมณ์รูปนามมันยังไม่พอ พอมีอารมณ์มากระทบมันยังโลภยังโกรธยังหลงได้อยู่ ไม่ค่อยมั่นคง ก็พยายามเก็บอารมณ์บ่อยๆ นั่นก็หมายความว่าพัฒนาอารมณ์รูปนามให้เป็นปรมัตถ์ 

    39:16 ในช่วงอารมณ์รูปนามมันเป็นปรมัตถ์ เป็นอย่างไร ตรงเนี่ยต้องผ่านอารมณ์หลายอย่าง ในอารมณ์รูปนามนี้เราจะต้องรู้ว่ารูปธรรมนามธรรมเป็นอย่างไร อันนี้รายละเอียดของมันนะ ตะกี่พูดถึงในฝ่ายรูป วิวัฒนาการก็คือการอาศัยการเฝ้าดูการสังเกตอาการทางกาย เฝ้าดูสังเกตความรู้สึกที่เป็นเวทนาให้ชัดๆ ต่อเนื่อง ดูในส่วนรูปให้ชัดๆ นี้ถ้าหากว่าเราไม่ลงลึกในรายละเอียดอย่างนี้เนี่ย จิตของมนุษย์เนี่ยมันมีสติปัญญา เมื่อมีสติปัญญาจะรู้อะไรแบบตื้นๆเขินๆมันไม่ชอบมันจะหาเรื่องคิดหาเรื่องสงสัยไปเรื่อย จะเป็นอะไรต่อไปจะเป็นอย่างไร เมื่อเราลงลึกในรายละเอียด ความหายไปความสงสัยเราได้รับคำตอบ ดูตัวนี้แล้วจะเห็นตัวนี้นะมันจะได้คำตอบด้วยตัวเอง การที่ปฏิบัติแล้วสงสัยไปถามครูบาอาจารย์แล้วไปถามคนอื่นเนี่ยมันไม่ใช่คำตอบของเราไม่ใช่คำตอบที่แท้จริง แต่การที่เราปฏิบัติไปเข้าใจด้วยตัวเองเห็นด้วยตัวเอง มันเป็นคำตอบที่เราเห็นเอง มันก็จะหายสงสัยเอง ข้อสงสัยเนี่ยไม่ได้หายไปเพราะไปถามครูบาอาจารย์เพราะไปอ่านหนังสือไม่ใช่ ความสงสัยประเภทนั้นมันหายไม่ได้ แต่ความสงสัยที่มันจะหายได้ก็เมื่อเรารู้เองเห็นเองได้คำตอบด้วยตัวเอง

    คุณธรรมของพระโสดาบันมีอยู่ข้อหนึ่ง วิจิกิจฉา สามารถตัดความสังสัย ความสังสัยนั้นไม่ได้คำตอบจากผู้อื่นแต่ได้คำตอบจากตัวเอง การได้คำตอบจากผู้อื่นมันไปตัดข้อสงสัยไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นข้อสงสัยที่เราไม่ได้เห็นไม่ได้คำตอบด้วยตัวเอง เอาล่ะที่นี้ในอารมณ์รูปนามที่จะทำให้เราเห็น รูปธรรม นามธรรม คือเห็นอาการของกาย ธรรมชาติของกายได้ชัดขึ้น เมื่อก่อนเราเห็นกายกับใจมันเป็นอันเดียวกันใช่มั้ย เวลากายเจ็บใจมันก็เจ็บ เวลาใจเจ็บกายก็เจ็บ คือหมายความว่าเมื่อก่อนเนี่ยขามันปวดมันเป็น เราปวด เวลาปวดท้องไม่ใช่ท้องมันปวดมันเป็น เราปวด จะเห็น เราปวดท้อง คำว่าเราเนี่ยมันคืออัตตา อัตตามันไปปวดซะแล้วบางทีกายมันหายแล้วแต่ใจยังไม่หายปวด มันกลัวที่จะปวดอีก เห็นมั้ยกายกับใจมันพันกันอยู่อย่างนี้ แต่พอไปเห็นรูปนามแล้ว มันอ๋อเป็นเรื่องของกายก็แก้ไขกายไป ใจไม่จำเป็นต้องปวดด้วยใจไม่จำเป็นต้องไปทุกข์กับสิ่งที่ปวดด้วยใช่มั้ย อันนี้ก็คือเห็นรูปธรรมนามธรรม นามมีหน้าที่รู้ มีหน้าอย่างหนึ่ง กายมันมีหน้าที่จะเป็นทุกข์ อนิจจังทุกขังอนัตตามีหน้าที่อย่างหนึ่ง เห็นอย่างนี้ก็เห็นสองอย่างชัด เรียกว่าเห็น รูปธรรมนามธรรม หลวงพ่อเทียนท่านพูดชัดว่า เห็นรูปมันทำงาน เห็นนามมันทำงาน หน้าที่ของรูปที่มันทำงานอะไรบ้าง ๓ อย่าง มีรูปที่ไหนมันทำงานอยู่ ๓ อย่าง คือ ทำงานเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เรียกว่า อนิจจัง เมื่อเปลี่ยนแปลงไปแล้วก่อให้เกิดความไม่สบาย เรียกว่าทุกขัง และความไม่สบายนี้มันแก้ไขได้มันดับเองได้เรียกว่า อนัตตา ทำงานสามอย่างแค่นี้เองทุกรูป ไม่ว่ารูปหยาบ รูปกลาง รูปละเอียด รูปเห็นได้เห็นไม่ได้ มันทำงานอยู่ ๓ อย่าง หน้าที่ของรูปคือต้องทำงานตามกฎของไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกว่า เมื่อกายทำงานตามกฎของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เรียกว่ารูปทุกข์ แต่ถ้าเรายังไม่ได้เจริญสติเจริญปัญญา พอรูปทุกข์นามเป็นไง ก็ทุกข์ด้วย นามทุกข์ เห็นรูปธรรมนามธรรม รูปทุกข์ นามทุกข์ อย่างนี้ แต่พอเราเข้าใจความรู้สึกตัว ดูรูปดูนามเป็นก็เห็นรูปเป็นทุกข์ ไม่ใช่เห็นเราเป็นทุกข์ รูปเป็นทุกข์ต้องแก้ไขยังไงก็ปฏิบัติไปตามหน้าที่ของรูปอย่าให้อารมณ์จิตไปคิดว่า เราเป็นทุกข์ ขามันปวดก็เรื่องของขา มันทนได้ก็ทนไปทนไม่ได้ก็แก้ไขไป ไม่จำเป็นต้องไปหงุดหงิดรำคาญกับมัน แต่ถ้าขาเราเป็นทุกข์บ่อยๆโดยที่ไม่มีสตเป็นไง หงุดหงิดรำคาญเบื่อหน่ายขี้เกียจพาลคิดนอกเรื่องไปเลย เราไม่เห็นรูปทุกข์นามจึงเป็นทุกข์ด้วยไง พอเราเห็นรูปทุกข์ อ๋อปวดขาหรอ ขยับซะหน่อยก็หายแล้วไม่จำเป็นต้องรำคาญกับมัน ปวดหลังนิดนึงก็จัดหลังไปไม่จำเป็นต้องเบื่อหน่ายกับมัน นี่เค้าเรียกว่าเห็นรูปเป็นทุกข์นามไม่จำเป็นต้องเป็นทุกข์ด้วย แต่ถ้าเรายังไม่เข้าใจเห็นรูปเป็นทุกข์ นามก็เป็นทุกข์ด้วย

    33:34

    เพราะฉะนั้นเวลาเราเห็นรูปทุกข์ นามทุกข์ เห็นรูปกับนามมันทำงานต่างกัน ทุกข์ก็ไม่รั่วไหลแทรกแซงสืบหากัน เริ่มมีสัญญาที่ดีแล้วแต่ไม่ใช่แก้ได้ทุกครั้งนะ พอเผลอมันก็เห็นว่ากูเป็นทุกข์อีก กูปวดอีก อาจจะพอระลึกได้ก็แยกกันออกอันนี้รูปนามมันก็สลับไปสลับเผลอสลับลืมอยู่อย่างนี้อยู่ แต่ถ้าขยันทำความเพียรไปเรื่อยๆการรู้การเห็นนี่ก็ค่อยชัดเจนขึ้น รูปทุกข์ นามทุกข์ พอเห็นรูปทุกข์นามทุกข์บ่อยเข้าๆ ไปเห็นอะไร เห็นขบวนการของทุกข์ได้ชัดขึ้น ขบวนการของทุกข์ก็นี่คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นแหละเห็นขบวนการของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือเห็นทุกข์ได้ชัดขึ้น

    การบริหารดูเวทนาก็ดูอะไร ก็ดู อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นแหละ แต่เนื่องจากเป็นภาษาศาสนาภาษาปริยัติจึงไม่ได้เอามาเน้นย้ำกันบ่อย แต่ว่าพอพูดถึงว่าเออความปวดมากปวดน้อย ความสบายไม่สบายเป็นภาษาที่เข้าใจกันง่าย ความจริงตัวแท้ภาษาปริยัติก็คืออะไร ก็คือไตรลักษณ์นั่นเอง คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นเองใช่มั้ย นี้เรียกว่าบริหารเข้าไปตรงนี้ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตามความเป็นจริง เมื่อก่อนน่ะเห็นรูปเห็นนามนี่เป็นเราเป็นเขา พอมาเข้าใจอารมณ์นี้เห็นเห็นรูปเห็นนามนี้เป็นทาสของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา พอมาเห็นตรงนี้มันก็ถอดความเป็นเราเป็นเขา ถอดความสำคัญมั่นหมายตัวเองที่มันหนักมันหนืดมันเหนียวมันแน่นมันลึกมันก็ค่อยเบาบางลง เหมือนน้ำ หลวงพ่อเทียนท่านยกบ่อยๆ เหมือนน้ำสีเต็มกระป๋อง ถ้าหากว่ามันเต็มกระป๋องอยุ่อย่างนั้นโดยที่ไม่ได้เจอปนอะไรมันก็เข้มถ้าอยากจะให้มันหมดสภาพก็เติมน้ำลงไปเติมอะไรลงไปที่ทำให้มันเจือจาง ฉันใดก็ดีความสำคัญมั่นหมายที่เราเข้มข้นมากๆเมื่อก่อนนี้เหมือนน้ำสีเต็มกระป๋องแต่พอเติมความรู้สึกตัวเข้าไปแทนบ่อยเข้าๆเหมือนน้ำเปล่า ความรู้สึกตัวนี้ก็จะไปเจอจางความสำคัญมั่นหมายความเป็นตัวตนของเรามากขึ้นๆ ก็ทำให้ ความสำคัญมั่นหมายว่าตัวเราของเราน้อยลงๆ เหมือนเวลาการกระทบสัมผัสปั๊บ แทนที่มันจะไปโดดงับจับเอาว่าเป็นของเราเลยมันก็รู้สึกตัว รู้เฉยๆได้ในบางครั้งได้ยินเฉยๆได้ เห็นเฉยๆได้ ตัวอุปาทานมันเริ่มลดแล้วใช่มั้ย พอตอกย้ำตรงนี้บ่อยๆ ความสำคัญมั่นหมายในตัวเองลดลงบ่อยๆ มันเริ่มเข้าสู่เขตแดนของปรมัตถ์เบื้องต้นแล้ว อารมณ์มันจะไต่ไปอย่างนี้นะ แต่ถ้าสมมติเรารู้รูปนามแล้วความเข้มข้นของความสำคัญมั่นหมายตัวตนมันไม่ได้ลดลงแสดงว่าเราเห็นรูปนามแบบสัญญา  ไม่ได้เห็นรูปนามแบบปัญญา ถ้าเห็นรูปนามแบบปัญญาแล้วพวกนี้มันต้องลดตามธรรมชาติของมัน แต่ส่วนใหญ่เห็นรูปนามแบบสัญญาคือมันไม่ได้เห็นตลอดอ่ะ พอนึกขึ้นได้มันก็รู้สึกตัว พอลืมพอหลงยาวเลยทีนี้บางทีลืมไปเป็นวันไปอยู่กับความคิดหมด นี้คือเห็นรูปนามแบบสัญญา มันจะระลึกไม่ค่อยได้ระลึกไม่ค่อยทัน แต่เห็นรูปนามแบบปัญญาหมายความว่ามันเห็นความสำคัญของตัวรู้สึกตัวแล้วมันคอยระลึก คอยรู้บ่อยๆปัญญาตัวนี้คือปัญญาที่นำจิตกลับมานั่นเอง นำจิตกลับมาเอ้อมันคิดไปนะนำกลับมาตัวนี้เป็นโลกุตรปัญญา โลกียปัญญานี่หมายความว่ามันคิดปรุงแต่งจิตออกไปตามที่มันกระทบ แต่โลกุตรปัญญานั้นมันเป็นการดึงจิตกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ตัดการกระทบออกไปคนไหนทำได้มากโลกุตรปัญญาก็เจริญมาก แล้วโลกุตรปัญญานี่เจริญขึ้นในกำลังของสติ สมาธิ ปัญญา เรื่องนี้มีรายละเอียดเยอะ แต่เนื่องจากว่าถ้าเราไม่ได้อารมณ์พูดไปก็ไม่มีความหมายอะไร เพราะเราไม่เข้าใจ แต่วันนี้เริ่มได้อารมณ์แล้วอยากจะลงในเรื่องนี้

    เอาละทีนี้เมื่ออารมณ์รูปนามเราชัดเจนขึ้น มันก็ความคิดเป็นยังไง ต้องระวังความคิดแล้วทีนี้ ความคิดเมื่อก่อนมันไม่ชัดเหมือนตอนเรามาเห็นรูปนาม พอเรามาเข้าใจรูปนามเห็นร่างกายชัดเห็นจิตชัด ความคิดมันก็ชัดขึ้น เห็นความคิดได้ชัดขึ้น มันก็จะแยกความคิดออกได้หลายอย่าง ความคิดที่มันเข้ามาสู่ใจของเราเนี่ย เมื่อก่อนเราไม่รู้ความคิดมันมีอะไรบ้าง แต่พอมาเห็นรูปนามชัด อ้อเหมือนกับเราไปดูสัตว์ในน้ำหน้าฝน ฝนตกน้ำในสระมันจะขุ่นใช่มั้ย ถึงมองไม่เห็นตัวปูตัวปลา อะไรอยู่ในน้ำมองไม่เห็นทั้งนั้นมันขุ่น แต่พอหมดหน้าฝนเข้าสู่หน้าแล้งน้ำในสระที่มันเคยขุ่นมันก็เริ่มตกตะกอน เริ่มเห็นตัวปูตัวปลา น้ำเริ่มใสเห็นอะไรที่อยู่ในสระ จิตเราเหมือนกันสมัยที่ยังไม่รู้จักรูปจักนาม มันขุ่นอย่างนั้นทั้งขุ่นทั้งกระเพื่อมขุ่นด้วยอารมณ์ขุ่นด้วยความคิดมองไม่เห็นอะไรชัด แต่พอมาเข้าใจรูปนามเหมือนกับน้ำขุ่นๆมันถูกแกว่างสารส้มลงไป เขม่าขี้ตมอะไรต่างๆมันเริ่มตกๆๆๆลงไปน้ำก็เริ่มใส จิตของเราก็เหมือนกันในช่วงที่มันไม่รู้จักอะไรเป็นอะไรเรื่องรูปนามมันก็ขุ่นอย่างนั้นแหละ 

    พอเรามาเจริญสติ ตัวสตินี่มันก็จะเหมือนสารส้มที่แกว่งลงไปพอแกว่งบ่อยเข้าๆ มันก็ไปจับตัวความคิดตัวอารมณ์ต่างๆ เหมือนกับตะกอนมันตกลงไป เหมือนน้ำน้ำในสระที่มันถูกแสงอาทิตย์เผาแผดเผานานๆแล้วมันก็จะตกตะกอนลงไปมันก็จะเห็นตัวปูตัวปลา เหมือนกันเมื่ออารมณ์รูปนามนี้ถูกความรู้สึกตัวเข้าไปแกว่างไปจับไปกำหนดรู้บ่อยเข้าๆ อารมณ์ต่างๆที่มากระทบมันก็ตัดไปมันไม่จับมันไม่ปรุงเหมือนเดิมเพราะเรารู้ตัวเท่าทัน ความรู้สึกตัวเข้ามาแทนที่ความคิด ความคิดมันก็ตกๆๆลงไปเหมือนตกตะกอน พอความคิดใหม่เข้ามามันก็เริ่มเห็นชัดสิเหมือนกับน้ำที่มันใสๆอะไรตกลงไปเราก็จะเห็นชัดเลย ใบไม้ ฝุ่นผงตกลงไปเห็นชัด ความคิดก็เหมือนกันพอมันเกิดขึ้นมามันจะมี หนึ่งความคิดที่กระทบตาหูจมูกลิ้นกายใจแล้วผ่านไปผ่านมา ไม่เป็นเรื่องเป็นราว ลักษณะความคิดแบบนี้เรียกว่า ธรรมมารมณ์ เป็นความคิดผ่านมาแล้วก็ผ่านไป อันนี้นิดนึงอันนี้หน่อยนึงมันไม่ปรุง ลักษณะนี้เรียกว่าเป็น ธรรมารมณ์ ไม่ใช่สังขาร ความคิดประเภทที่สอง บางครั้งเราอยากจะไปทำอันนี้นิดอยากจะลุกไปห้องน้ำหน่อยจะลุกอย่างไร จะไปเอาอันนั้นหน่อยจะไปอย่างไรเนี่ยตั้งใจว่าจะไปแล้วคิด ความตั้งใจในสิ่งที่เราจะทำหรือตั้งใจจะพูดในสิ่งที่เราจะพูดในสิ่งที่เราจะพูด ความคิดประเภทนี้เรียกว่า สติปัญญา ไม่ใช่สังขารเหมือนกัน หมายความว่า ความคิดอันใดที่เราตั้งเจตนาขึ้นมาอย่างมีสติแล้วก็ทำให้มันเสร็จคิดว่าจะลุกก็ลุกอย่างมีสติแล้วก็ไปเข้าห้องน้ำช่วงเข้าห้องน้ำก็กำหนดรู้โดยตลอดแล้วกลับมาประคองตัวเองกลับมาโดยที่จิตไม่คิดไม่เผลอไปเรื่องอื่นเลยคิดไปก็รู้แพ้บ ก็กลับมากลับเข้ามาจนถึงที่ปั๊บ การที่รู้ขบวนการแล้วก็ตอบสนองความคิดนี้ทั้งกายใจลักษณะอย่างนี้รียกว่าเป็นสติปัญญาคอยระมัดระวัง เรียกว่าสัมปชัญญะก็ได้นะการประคับประคอง ความคิดประเภทนี้เป็นสติสัมปชัญญะยังไม่เป็นสังขาร  ทีนี้ความคิดทั้งสองอย่างนี่ความคิดที่ผ่านมาผ่านไป ความคิดที่เป็นธรรมารมณ์ก็ดี ความคิดที่ตั้งใจจะทำอะไรอย่างเราก็ตั้งใจอย่างมีสติในการตอบสนองก็ดี ความคิดทั้งสองอย่างนี้ ถ้าเราเผลอสติเมื่อไหร่นะมันกลายเป็นสังขารทันที เช่น ความคิดบางอย่างแว่บเข้ามา เอ๊ะวันนี้วันที่เท่าไหร่ เราจะกลับบ้านนัดลูกมามันใช่วันนี้รึเปล่า คิดปรุงแต่งไป เอ๊ะมันผิดวันเนี่ยนัดเค้าวันที่ ๑๘ วันนี้วันที่ ๑๙ แล้วนี้ 

    24:30

    คิดถึงโทรศัพท์คิดอีก คิดปรุงแต่งต่อไปเรื่อยๆ ลักษณะนี้ ธรรมารมณ์ตะกี้ก็มาเรื่อยๆ มันไม่ผ่านไปมันก็กลายเป็นสังขารทันที กระวนกระวายแล้วทีนี้ เอจะโทรศัพท์ก็ไม่ได้หลวงพ่อท่านไม่ให้เอาโทรศัพท์เข้ามาจะแอบใช้ก็จะดูกะไรอยู่ มันคิดเรื่องทุกข์แล้วเห็นมั้ย จากธรรมารมณ์ที่มันเข้ามาแว้บเดียวเราไม่ทันมัน มันกลายเป็นสังขาร นี้คือเหตุของทุกข์เป็นสมุทัย เหมือนแมลงวันน่ะ จับปูจับปลาที่เราเอามาวางไว้พอมันจับแล้วบินหนีก็ไม่มีปัญหานะ แต่ถ้ามันจับนานๆเป็นไง มันไข่ใส่เป็นหนอน อันนี้ธรรมชาตินะเนื้อเราเป็นหนอนเลย ความคิดที่มันผ่านเข้ามาแล้วเราจัดการกำหนดมันไม่ทันออกไปเนี่ย เดี๋ยวพอมันอยู่นานๆความคิดนั้นก็กลายเป็นหนอนนะ ซอกบ่อนซอกจิตของเราให้คิดให้ทุกข์แล้วทีนี้ จิตเราก็จะเริ่มมีอารมณ์ 

    ฉะนั้นเราจะเห็นว่า เรื่องวิวัฒนาการของความคิดไม่ใช่ปุ๊บปั๊บมันจะคิดเลยนะมันจะต้องเริ่มสองตัวนี้ก่อน หนึ่งตัวที่เป็นธรรมารมณ์ผ่านมาแล้วค่อยผ่านไป สองเราตั้งใจจะทำอะไรซักอย่างหนึ่งแต่ว่าขาดสติประคับประคองในการทำอันนั้น มันจบ การเข้าห้องน้ำก็จบไปแล้วมานั่งมันก็จบไปแล้ว แต่มันไปคิดอีกไปคิดต่อไปเลย หมายความว่าสติสัมปชัญญะ ไม่กระชับไม่หนักแน่นมันก็เผลอคิดเรื่องอื่นต่อ ก็กลายเป็นสังขาร ตัวสังขารจึงเป็นสมุทัยให้เกิดทุกข์ อย่าลืมประเด็นเดิมนะว่า เมื่อเรารู้รูปนามแล้วเราจะเห็นความคิดชัด แล้วความคิดจริงๆมันมีอยู่สามประเภทหลักๆ ประเภทที่เป็นธรรมารมณ์ ประเภทที่เป็นสติสัมปชัญญะ และประเภทที่เป็นสังขาร  สังขารนี่มันจะทำหน้าที่เป็นสมุทัยเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ประกอบด้วย อวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรมก็ว่ากันไป นั่นคือตัวเหตุให้เกิดทุกข์ ดังนั้นในเรื่องการเจริญสติ เราจะพูดแต่รู้สึกตัวๆ โดยที่ไม่รู้รายละเอียดของมันเดี่ยวมันก็ลืม ที่อาตมาผิดพลาดเรื่องนี้มาบ่อยๆ จึงมีการสอบสวนตรวจสอบว่าทำไมเราปฏิบัติแล้วมันช้าเหลือเกิน มันขาดตรงไหนพัฒนาช้าเหลือเกิด อ๋อเราขาดรายละเอียด รายละเอียดตรงนี้ท่านเรียกว่า โยนิโสมนสิการ องค์ประกอบสำคัญที่จิตของเราจะเข้าสู่แดนของอริยมรรค หรือมรรคผล มันมีสองตัวประกอบใหญ่ๆ ตัวประกอบอันที่หนึ่งเรียกว่า กัลยาณมิตร ได้พอครูบาอาจารย์ที่รู้จริงเห็นจริงเอาใจใส่จริงตั้งใจปฏิบัติ และในตัวกัลยาณมิตรมีองค์ประกอบอยู่สองตัว กัลยาณสหาย คือหมายความว่าได้พบเพื่อนนักปฏิบัติให้กำลังใจแก่กันและกันไปในกลุ่มเดียวกันพูดเรื่องเดียวกัน ไม่พากันเขวออกนอกเรื่อง เขาเรียกว่า กัลยาณสหาย คือมีเพื่อนปฏิบัติที่ให้กำลังใจแก่กันและกัน นอกจากพบครูบาอาจารย์ที่ตั้งใจให้เราแล้วนะ พบเพื่อนนักฏิบัติที่ดูและเอาใจใส่ให้กำลังใจกัน ไม่ใช่เพื่อนนักปฏิบัติที่ชวนกันเขวไม่ใช่นะ อันที่สามกัลยาณสัมปวงกตา ได้สิ่งแวดล้อมที่ดี ได้สถานที่สงบได้อาหารบิณฑบาตพอดี ได้สิ่งแวดล้อมได้คนที่ไม่ค่อยมีปัญหาอยู่ล้อมเรา แล้วก็ได้เข้าใจวิธีการที่สอดคล้องกับเราถูกกับจิตใจของเรา คือเรามาใช้วิธีการที่รียกว่า ธรรมะสัปปายะ เพราะฉะนั้นตัว สัมปวังกตา ก็คือสัปปายะ ๔ อาหารสัปปายะ บุคคลสัปปายะ ธรรมะสัปปายะ และอวสัปปายะ เหล่านี้ ความสะดวกสบายเอื้อให้เราได้ปฏิบัติให้เข้าใจเรียกว่า สัปวังกตา ซึ่งทั้งสามอย่างนี้รวมอยู่ในองค์ประกอบของกัลยณมิตร อันนี้เป็นหลักการนิดหน่อยนะ ไม่ต้องจำก็ได้ แต่รายละเอียดมันมีอย่างนี้

    20:19

    ถ้าเจอสิ่งแวดล้อม เรื่องอากาศอาหารเรื่องที่อยู่อาศัยเรื่องเพื่อเรื่องธรรมะที่ถูกจริตของเราเนี่ยช่วยเราได้ ๕๐% แต่อีก ๕๐% เนี่ยคือเราเอง เรียกว่า โยนิโสมนสิการ คือเข้าใจในรายละเอียดต่างๆในเรื่องกายก็เข้าใจ เรื่องเวทนาก็แก้ไขบำบัดเป็น อีก ๕๐% ถ้าสองอันนี้มาบวกกันก็ ๑๐๐% คนนั้นเข้าสู่ทางอริยมรรคแน่นอนเลย ธรรมะของพระพุทธเจ้าต้องเป็นสิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลเป็นหลักเป็นการเหมือนกันไม่ใช่พูดไปเรื่อยๆมั่วๆไปโดยที่สืบสนต้นปลายไม่ได้ไม่ใช่ ต้องรู้ที่ไปที่มาของมันมีเหตุมีผลที่ตรองตามเหตุได้ เรียกว่า เป็นพุทธรรมของพระพุทธเจ้า ดังนั้นในจุดนี้ได้แก้อารมณ์รูปนามรายละเอียดไปเยอะแล้วใช่มั้ย ยังไม่ต้องไปสู่อารมณ์ปรมัตถ์ละกัน ถ้าไปอารมณ์ปรมัตถ์หนักกว่านี้อีก เอาแค่นี้บริหารแค่นี้ให้เป็นก่อนก็แล้วกันในช่วงเบื้องต้นเอาไปทำแค่นี้ ถ้าหากว่าทำถูกต้องเข้าใจอาจจะใช้เวลาไม่นาน ๕ วัน ๗ วัน ๑๕ วัน ๒๐ วันเข้าใจแล้ว แต่ถ้าหากว่าไม่ใส่ตรงนี้นะปฏิบัติไป ๓ ปี ๕ ปี ถึงเข้าใจก็ไม่ละเอียดไม่ลึกเอาใจตัวเองไม่อยู่เหมือนเดิม ในจุดนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเข้าใจ เข้าใจใช้คำว่าสัมมาทิฐิ ความเข้าใจถูกต้องนะ ดังนั้นเอง พระพุทธเจ้าท่านตรัสยืนยันไว้ชัดเจนว่า สัมมาทิฐิสมาทานา สัมปทุกขา เมื่อใดผู้ปฏิบัติมีความเข้าใจขบวนการอันนี้อย่างถูกต้อง ขบวนการของความทุกข์ที่มันเกิดด้วย อนิจจังทุกขังอนัตตา ขบวนการที่มาของความทุกข์เกิดจากอะไร ขบวนการวิธีแก้วิธีดับทุกข์ที่มันเกิดกับกายกับใจเนี่ยชัดเจนขบวนการของการกะทำวิธีการกระทำที่เข้าไปจัดการ ก็คือเห็นอะไร ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นั่นเอง ที่เป็นฝ่ายรูป การที่เราจะไปเห็นอริยสัจสี่  อริสัจสี่ นี่เป็นคำจำกัดความ ความหมายของสัมมาทิฐิ สัมมาทิฐิของใคร ของกูเท่านั้น ไม่ใช่ สัมมาทิฐิจะต้องเห็นทุกข์ เห็นเหตุเกิดทุกข์ การดับทุกข์ วิธีการดับทุกข์ให้ชัด แต่ในที่นี้เรายกเรื่องอริยสัจ ๔ มาเป็นเรื่องของรูปกับนามก่อน การที่เราจะไปเห็นอริยสัจสี่ของจิตของใจเนี่ยต้องมาเห็น อริยสัจสี่ของรูปของนามก่อน เพื่ออะไรเพื่อให้เกิดประสบการณ์ให้เกิดทักษะ พอการเรียนรู้จากหยาบไปสู่ละเอียด 

    เรื่องของจิตและอารมณ์เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนไม่มีตัวตนให้เห็น การที่เราจะไปเห็นจุดนั้นได้ก็ต้องมาเห็นส่วนที่มันมีตัวตนเห็นชัดนี่ก่อน คือเห็นกายเห็นเวทนา เรียนรู้กาย รู้เวทนาให้ชัดเสียก่อน แล้วไปเรียนเรื่องอารมณ์ เห็นจิตเห็นใจโดยไม่ยาก แล้วปัจจุบันนี้เราสอนกันไปดูใจๆ เอ้าดูกายดูเวทนายังไม่เป็นเลยจะไปดูใจได้ยังไง มันก็หลงประเด็นกันไปอย่างที่เราเห็นน่ะ ดูใจไปเลย ใจมันหมุนไวความเร็วมันสูงขนาดไหน เรานั่งอยู่คิดไปแพ้พเดียวยังไม่ใช้เวลาเลยไปไม่รู้กี่พันกี่หมื่นกิโลแล้วเห็นมั้ย สติเราไม่พอปัญญาเราไม่พอเราจะตามมันทันมั้ย ไม่ทัน มันจะไปมันจะมามันไม่เคยขออนุญาตเราไม่เคยขอพาสปอร์ตวีซ่าไปต่างประเทศไม่รู้กี่รอบแล้วเนี่ยมันไม่เคยขอเคยทำอะไร เนี่ยความไวของนาม ไปดูจิตๆมันจะดูได้ยังไงก็มันหลงเข้าไปในจิตเลย หลงเข้าไปในความคิด ก็ติดวิปัสสนู ติดวิปลาสกันเป็นแถวผู้ปฏิบัติเพราะเข้าไปอยู่ในความคิด หลวงพ่อเทียนบอกว่าอย่าเข้าไปในความคิด มาอยู่กับความรู้สึกตัว มาอยู่กับรูปกับนาม แล้วก็ฟังท่านออกรึเปล่า เพราะเราไม่ได้ลงรายละเอียดเหล่านี้ เราก็ฟังไปผ่านหูไป ดังนั้นการที่จะเห็นคิดได้ต้องดูกาย ท่านเลยพูดคำสั้นว่า ดูกายเห็นจิตดูคิดเห็นธรรม รู้กายเห็นจิตรู้คิดเห็นธรรม ท่านก็มาผูกเป็นคำสั้นๆให้เราได้ทำกัน ดังนั้นเรื่องเหล่านี้พยายามนะโดยเฉพาะในการไปอบรมในต่างประเทศก็พยายามลงลึกในเรื่องนี้ ก็ปรากฏว่าเขามีความตั้งใจโดยเฉพาะในสังคมในต่างประเทศเนี่ยเข้าเป็นสังคมที่เป็นเหตุเป็นผลเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่หลงสีแสงไสยศาสตร์บ้านเรา บ้านเรามันยากตรงนี้แหละที่มันใช้รึเปล่าเราไปติด เพราะเราสอนสมาธิกันเยอะนั่งสมาธิกันเยอะ และสมาธินี่มันไม่สมดุลกับปัญญาไม่สมดุลกับสติ สมาธิก็เลยเป็นสมาธิที่เป็นมิจฉาทิฐิไป เป็นเรื่องขององค์ของทรงของเจ้า ของขลังศักดิ์สิทธิ์ไสยศาสตร์ เรื่องของอำนาจฤทธิ์เดช บริหารนิมิตไประเบิดระเบ้อเลย มันก็เลยกายเป็นมิจฉาสมาธิ แต่ที่เป็นสัมมาสมาธิก็คือตัวที่มากำหนดรู้ในปัจจุบันร่วมกับสติ สัมมาสมาธิต้องทำงานร่วมกับสติ ถ้าหากว่าเราตั้งสติเพื่อมีสมาธิอยู่ในตัว บางคนก็สงสัยว่า เอ้เจริญสติแบบนี้จะไปนั่งสมาธิได้ไหม เห็นมั้ยมันสบสนแล้วนี่ ขณะที่ตั้งสติมันก็มีสมาธิอยู่แล้ว จะไปนั่งพิเศษอะไรลำบาก แต่ถ้ากำหนดสติแล้วไม่มีสมาธิก็เป็นมิจฉาสติอีก  ไม่เป็นสัมมาสติ สัมมาสติต้องมีตัวสมาธิอยู่ด้วย สัมมาสมาธิต้องมีมีสติอยู่ด้วยถึงจะไปเหมือนขาซ้ายกับขาขวา ทุกวันนี้เราเดินขาเดียว มันก็เลยไปไม่ถึงไหน เวลาเรานั่งเนี่ย สติไม่ได้แปลว่าสงบ สติแปลว่า ความตั้งมั่นของจิตเรียกว่า สมาหิโต ความตั้งมั่นเรานั่งอยู่ตรงนี้เรารู้สึกอยู่ตรงนี้เราเห็นชัดอยู่ตรงนี้มันก็เป็นสมาธิแล้ว แต่สมาธิที่เราเข้าใจกันคือ สมาธิไปสร้างจินตนาการเข้าไปในความว่างเข้าไปในความสงบเข้าไปในความอะไรอีกมิติหนึ่งมันไม่ใช่ที่รู้สึกตัว มันปันไปรู้ไหนอีกอันหนึ่งอาตมาเคยเป็น ลักษณะที่เข้าฌานเข้าสมาธิสร้างจินตนาการมันหลุดเข้าไปในมิตินั้นเลยนะ มันนิ่งมันสงบมันลึกมันโอ้ อลังการมาก สามารถที่จะตัวนี้หายไปได้เลยไม่มีตัวเลยเข้าสมาธิระดับนั้นหายไปเลยเห็นแต่ความว่าง ตัวเองก็เห็นความว่าง ลืมตามาเราก้นั่งอยู่ที่เดิมนั่นแหละ หลวงพ่อเทียนท่าจึงไม่สนับสนุนให้หลับตาทำไงเพราะมันจะเข้าไปสู่มิจฉาสมาธิแต่มาทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมทั้งกายทั้งใจนะรู้สึกตัวตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน อะรมากระทบก็รู้ จิตมาอีกไม่สะเทือนหวั่นไหวไปกับสิ่งที่มากระทบอยู่กับปัจจุบัน นั่นคือการทำงานสัมมาสติ สัมมาสมาธิอยู่แล้วในตัว เราอย่าไปลังเล แต่ถ้าหากว่าคนที่ทำสมาธิมาเยอะมามากเนี่ยก็ต้องลังเลเป็นธรรมดา เพราะการที่จะสละสมาธิที่เป็นภพแบบนั้นเขาเรียกว่า รูปภพ เป็นอีกภพหนึ่งที่มันไม่มีรูป ก็คือออยู่ในภพของความสงบความใสความสะอาดความนิ่งที่เขาสอนกันอยู่ปัจจุบันนี่ ไปออยู่กับนิมิตใสๆเนี่ยไม่ต้องไปรับรู้รูปนามอะไรชัด มันเป็นสมาธิที่ไม่เอื้อต่อวิปัสสนา เป็นสมาธิที่นำไปสู่อีกมิติหนึ่งเขาเรียกว่าเป็นรูปภพ เรื่องเหล่านี้เราจะต้องทำความเข้าใจ เพื่อให้เรามีศรัทธาและความมั่นใจในความรู้สึกตัวชัดขึ้น เมื่อความมั่นใจในความรู้สึกตัวชัดขึ้นแล้วเราก็จะเริ่มลงลึกในรายละเอียด คำว่าลึกในรายละเอียดไม่ใช่ไปนั่งคิดนั่งนึกนั่งวิเคราะห์วิจัยนะแต่ลำดับการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปของกายของเวทนาให้ชัด เช่นเรานั่งมานานรู้สึกเป็นไงขัดที่เอวหนักหน่วงที่เอวก็ให้ระลึกรู้ แต่ถ้าเราขาดสติขาดสัมปชัญญะเป็นไงเราก็แช่อยู่อย่างนั้นแหละ แช่ไปจนกระทั่งมันเหน็บมันหนืบบางคนพอเสร็จแล้วลุกไม่ได้เลย อ้าวกราบพระพร้อมกัน กราบไม่ได้เลย ติดหนึบเลย อ้าวมันเป็นตอนไหนไม่รู้เลยเพราะสติสัมปชัญญะไม่มีโดยเฉพาะคนใหม่นะ แต่สำหรับคนที่มีประสบการณ์แล้วเราระลึกรู้แล้วก็เปลี่ยนไปก็ช่วยเขาหน่อยแต่นั้นเองช่วยเขานิดเดียว แต่ส่วนใหญ่เราขี้เกียจช่วยเนอะปวดก็ปวดอยู่อย่างนั้นแหละเราจะอดเอาทนเอาก็ถือเป็นขันติความอดทนอย่างหนึ่งมันไม่ใช่ อันนั้นคอการเบียดเบียนตัวเอง เบียดเบียนตัวเองทำให้ตัวเองลำบาก แต่ว่าสิ่งเล็กๆน้อยเหล่านี้เราก็มักจะไม่ค่อยเห็นกันเพราะว่าขาดการย้ำการเตือนเวลาครูบาอาจารย์ท่านมากบอกมาสอน แต่ธรรมะไกลๆลึกๆสูงๆนู้น สิ่งที่เห็นๆชัดๆตรงนี้ท่านก็ไม่ได้ย้ำไม่ได้พูดถึงคิดว่าเรารู้อยู่แล้วไงท่านถึงไม่ค่อยบอก แต่มาบอกอย่างนี้เพราะได้กับตัวเอง อ่านหนังสือศึกษาธรรมะลึกๆอาจารย์ดังๆ แต่การจะลุกจะนั่งจะย่างจะเดินนี่เราไม่เห็นตัวเองเลยแล้วธรรมะมันจะลงได้ไง เพราะว่าเรารูปนามยังไม่มีเลย สิ่งที่ท่านว่าไว้มันเป็นปรมัตถ์เนื้อหาสาระธรรมะที่เราไปอ่านมันเป็นปรมัตถ์ทั้งนั้นเลย แต่รูปนามของเราไม่รู้ไม่ชัดเลยหรอ เอาปรมัตถ์ไปลงตรงไหน เหมือนเราจะปลูกต้นไม้ไม่มีดินเลยอ่ะไม่มีน้ำเลยเราจะปลูกลงตรงไหน สมัยนี้เขาปลูกในกระถางแล้วเนอะไม่ต้องใช้ดินอันนี้ก็ว่ากันอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นเรื่องของการปฏิบัติพยายามทบทวนตรงนี้อย่ากลัวว่าเสียเวลา โอ้รูปนามฉันรู้มานานแล้ว มันรู้แบบเผินๆไม่ได้รู้แบบละเอียดลึกลงไป ดังนั้นการลุกการนั่งการย่างการเดินการเปลี่ยนคลื่อนไหวแต่ละขณะมีความสำคัญมาก ถ้าคนไหนมีความแยบคายมีความละเอียด เรียกว่าคนนั้นทำในส่วนของตัวเอง ๕๐%  มีความแยบคายให้จำเอาไว้ว่า ความแยบคายไม่ได้หมายถึงการนึกการคิดการปรุงการแต่ง การวิเคราะห์วิจัย แต่หมายถึงการลำดับ การเคลื่อนการไหวของกายได้ละเอียดลำดับการเคลื่อนการไหวการเข้มการจางการเข้มของเวทนาได้ชัด ตรงนี้เขาเรียกว่า โยนิโสมนาสิการ 

     

    ญาติโยมทั้งหลาย การปฏิบัติธรรมะนั้นไม่ยากเลย ขอให้เราทำให้ตามลำดับเหมือนการขึ้นบันได ความรู้และความหลงต้องมาด้วยกันนั่นแหละตราบใดที่เรายังอยู่ในอารมณ์รูปนาม ความรู้ความหลงสลับการเกิดการดับอยู่อย่างนี้ ปรมัตถ์ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมมันกินพื้นที่ของร่างกายและจิตใจได้มากขึ้นเปรียบเสมือนผ้าที่มันชุ่มน้ำทั้งผืนเมื่อสะเก็ดไฟตกลงไปนั้นมันก็ไหม้ไม่ได้ แต่ถ้าหากอารมณ์ตัวนี้เข้าแข็งขึ้นๆ จนกระทั่งว่าไฟมันตกใส่น้ำมันดับเองสะเก็ดอารมณ์ต่างๆ ที่มาทางรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสอารมณ์เมื่อมาตกสู้อายตนทั้งหก ตาหูจมูกลิ้นกายใจ แล้วมันดับของมันเอง มันไม่ปรุง แต่เราไม่ต้องเอาถึงขนาดนั้นแค่ว่ารู้ทันว่าฉันคิดแล้วนะ รู้ว่าฉันกำลังคิดอะไรเท่านี้ก่อน ให้รู้ชำนาญแค่นี้ก่อน ไม่ถึงกับว่าไฟตกใส่น้ำไฟตกใส่ผ้าชุ่มๆก็ยังดี มันก็จะไม่ไหม้ทั้งผืน ความคิดตกใส่ใจปั๊บนี่ไปเลยเป็นเรื่องเป็นราวไหม้ไปแล้วลุกลามไปไม่รู้ไกลขนาดไหนยังดับไม่ทัน เหมือนไฟไหม้ป่า พอตกไปปั๊บรู้ดับไปปั๊บเอาแค่นี้ก่อน ถ้าทำตรงนี้ให้ชัดเข้าใจให้ชัดกลับไปทำงานกลับไปบ้านโอ้สนุกในการปฏิบัติธรรมขยันขึ้นกว่าเก่าเพราะยิ่งทำก็ยิ่งเห็นตัวเอง อาตมาก็ไม่ได้หวังว่าทุกคนจะเข้าใจในสิ่งที่พูดแต่บางคนอาจจะเข้าใจ เห็นชัดที่อาตมาอยากไปทำต่างประเทศเพราะว่าสมมติเขามาสิบคน เขาก็สนใจกันทั้งสิบคนเลยนะ ต่างคนต่างลงทุนสูงลางานมาแล้วอเมริกางานชั่วโมงหนึ่งมันแพงขนาดไหน ทำวันเดียวเท่ากับเราทำทั้งเดือน เขามาด้วยต้นทุนสูงเขาจึงตั้งใจเอา แต่เราทั้งหลายนี้บางทีเราไม่เห็นคุณค่าของเวลาทำบ้างเล่นบ้าง มาสนทนาว่าได้มาแล้วมาสองสามวันก็มี ไม่มีความตั้งใจเลยไม่ได้ตั้งใจมาศึกษาปฏิบัติ อาตมาก็เน้นเข้มหน่อยก็ไม่เอาแล้วลุกหนีไปเดินทางอื่นไม่เอา ไม่สบาย ในจุดนี้บ้านเรามันถึงช้าไงความตั้งใจมันน้อยไป เนี่ยก็จึงอยากจะให้เห็นความสำคัญในวันนี้พรุ่งนี้มะรืนนี้เรามีเวลาสองสามวันก็อยากจะให้ลงลึกในรายละเอียดเหล่านี้แล้วการนั่งปฏิบัติจะยาวขึ้นกว่าเดิม เพื่อให้เราเห็น อย่าไปบอกเออมันโหดไปนะมันเคร่งครัดไปนะมันตึงไปนะอันนั้นเป็นข้อแก้ตัวของกิเลสทั้งนั้นแหละ ถ้าเปรียบเทียบกับคนที่เขานั่งปฏิบัติกันทีละสิบห้าวันทีละเดือนนี้มันคนละเรื่องเลยเรานั่งแค่ชั่วโมงสองชั่วโมงถ้าเราไปเก็บอารมณ์นะนั่งปฏิบัติอย่างนี้ทั้งวันเลยนะจากตีสี่ยันสามทุ่ม แต่เรายังมีกิจกรรมสลับไปสลับมาไม่มีอะไรหนักหน่วงหรอกสบายๆ แต่ความที่เราไม่เคย เราไปปฏิบัติที่ไหนไม่ค่อยตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติมันเสียเวลาเราคนอื่นที่มา มาแล้วกลับไปก็ไม่ได้อะไรเสียเวลา ฉะนั้นงานไหนที่มามั่นใจว่า ดูแลได้และก็กลับกลับได้ อย่างน้อยในร้อยคนรู้ซักห้าสิบคนก็ยังดีหรือห้าสิบคนรู้ซักสิบคนยี่สิบคนก็ยังดี คำว่ารู้หมายความว่ารู้สึกสนุกขึ้นในการปฏิบัติ ขยันขึ้นในการปฏิบัติไม่ทิ้งไม่ปล่อย มีอารมณ์อะไรมากระทบก็รู้สึก ยับยั้งชั่งใจได้ตั้งสติได้อันนั้นเริ่มเข้าใจแล้ว แล้วคนที่เข้าใจเห็นอานิสงค์อย่างนี้แล้วจะมีการไปสืบไปพัฒนาของเขาเอง ในการให้ข้อมูลนำเสนอเป็นการให้ข้อมูลส่วนของกัลยาณมิตร ในช่วงปฏิบัติในตอนกลางวันเนี่ยก็ไม่ขออะไรมากข้อความร่วมมือในการปฏิบัติไม่พูดคุยกันมากเกินไปการเคลื่อนไหวก็ให้ช้าลงกว่าเดิมหน่อยนึง แล้วก็การเข้าการออกตรงตามเวลาเป็นเรื่องสำคัญ เพราะอาตมทำงานต่างประเทศเรื่องเวลาเป็นเรื่องสำคัญ ต้องเป๊ะๆ บ้านเรานัดกันต้องเลทไปครึ่งชั่วโมง อันนี้มันใช้ไม่ได้ ดังนั้นเราพยายาม เรื่องเคารพกติการอะไรที่มันเป็นเบื้องตนเรียกว่า ศีล ทำศีลตรงนี้ให้มันชัดก่อนแล้วสมาธิและปัญญามันก็จะตามมา ในช่วงเช้าวันนี้นำเสนอเรื่องนี้เพื่อที่เราจะไปหารายละเอียดของเรา

    ภายในสองสามวันนี้ในช่วงเวลาแต่ละขณะ ไม่ใช่ว่าตอนที่มานั่งเข้าปฏิบัติตรงนี้เท่านี้นะ แม้เราจะปรับเล็กเปลี่ยนเคลื่อนไหวไปสู่ห้องน้ำห้องส้วมหักหาอาหารเข้าที่พักที่นอนให้รู้อยู่เนส่วนใหญ่ ให้มันเผลน้อยๆหน่อย ถ้ามันเผลอคิดก็รู้ทันทีมันฉันคิดไปแล้วนะ ฉันคิดยาวไปนะ ที่จะมาให้ไม่คิดไม่ปรุงมันเป็นไปไม่ได้หรอก ในระดับอย่างโยมปฏิบัตินี้นะ แต่ให้มันเผลอน้อยๆหน่อยมันคิดน้อยหน่อย คิดสั้นๆหน่อยให้รู้สึกตัวเยอะๆ ก็แค่นี้ก็น่าพอใจแล้วนะก็ขออนุโมทนาสาธุในความตั้งใจและศึกษาเรียนรู้ในสิ่งที่นำเสนอและก็ขอให้คนที่ตั้งใจสามารถเห็นรูปเห็นนามเห็นกายเห็นใจได้ชัดเจนจนเข้าใจตัวเอง ดูตัวเองออกบอกตัวเองได้ใช้ตัวเองเป็นเห็นตัวเองชัด จัดตัวเองถูก และสามารถปลูกสติสัมปชัญญะให้ตัวเองได้ตลอดเวลาทุกคนทุกท่านเทอญ

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service