{ampz:shareampz}
แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ความรู้ตัวทำให้รู้ธรรม : อ.กำพล ทองบุญนุ่ม
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เมื่อบุคคลรู้สึกตัว
กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น
อกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้วย่อมเสื่อมไป
: พุทธพจน์
มีญาติธรรมบางท่านได้มาพูดคุยซักถามปัญหาเกี่ยวกับเรื่องธรรมะ
คือท่านถามว่า
เราจะทำอย่างไร
ที่จะให้ปฏิบัติธรรมก้าวหน้า
พัฒนามากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
จะทำอย่างไร
ให้เราปฏิบัติธรรม
โดยเฉพาะเรื่องการเจริญสติ
ให้เก่งเหมือนกับคนอื่น
นี่คือคำถาม
ก็เคยได้ยินบ่อย ๆ
คำถามแบบนี้
แม้แต่ตัวผมเอง
ก็ยังไปถามตัวเอง
นี่เรากำลังเล็งถึงผลของการปฏิบัติ
แต่คำถามพวกนี้ไม่ผิด
เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะถามได้
แต่ส่วนคำตอบเนี่ย
อยากจะให้ท่านผู้ฟังได้คำนึงถึงข้อหนึ่งว่า
เราจะปฏิบัติธรรมได้ก้าวหน้า
ช้าหรือเร็วเนี่ย
บางทีมันก็ต้องขึ้นอยู่กับ
สิ่งที่เราเคยสั่งสมอะไรไว้ในอดีต
อันนี้สำคัญนะ
เราเคยสั่งสมอะไรไว้มาก ๆ ในอดีต
อย่างเช่นว่า
เราสั่งสมแต่เรื่องกรรม
อกุศลกรรม
กิเลสที่เป็นฝ่ายบาปเอาไว้มากมาย
แล้วก็ไม่เคยที่จะสดับตรับฟังพระสัทธรรมเลย
ไม่ค่อยได้คบกัลยาณมิตร
และก็ไม่เคยปฏิบัติธรรมมาก่อนเลย
อันนี้คือฝ่ายที่ทำให้เนิ่นช้า
เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมในปัจจุบัน
อีกส่วนหนึ่งคือส่วนของบุญกุศล
เป็นฝ่ายของความดี
เคยให้ทาน
เคยรักษาศีล
เคยเจริญภาวนา
เคยได้สดับตรับฟังพระสัทธรรม
คบแต่กัลยาณมิตร
อันนี้เป็นเหตุปัจจัย
ให้การปฏิบัติธรรมก้าวหน้า
เกี่ยวข้องกับเรื่องการสั่งสมว่า
ในอดีตที่ผ่านมา
เราสะสมอะไรไว้มาก
ความเคยชินเก่า ๆ
ที่เราได้เคยกระทำมาในอดีต
คำว่าอดีตเนี่ย
เรามองใกล้ ๆ ตัว
เมื่อวานนี้
วานซืนนี้
ย้อนหลังกลับไป
จนเราจำความได้
สิ่งแวดล้อมเราเป็นอย่างไร
ที่ที่เราอยู่
สถานที่ที่เราเกิด
มันสนับสนุนให้เรามีกุศลธรรมมั้ย
คุณพ่อคุณแม่เราเป็นสัมมาทิฏฐิหรือเปล่า
ทั้งญาติพี่น้อง
อันนี้เป็นส่วนช่วย
ชี้ผลของการปฏิบัติธรรม
เราปฏิบัติธรรมได้อย่างไร
เก่งหรือไม่เก่ง
พัฒนาหรือไม่
นี่คือเรื่องราวในอดีต
มองย้อนหลังกลับไป
แต่ผมคิดว่า
มาจนถึงวันนี้แล้วเนี่ย
เราอย่าไปคำนึงถึงเลย
สิ่งที่ผ่านไปแล้ว
ก็ให้ผ่านไปเหมือนสายน้ำ
เราคิดได้
แต่อย่าไปยึดมั่นถือมั่น
เราควรเอามาปรับปรุงพัฒนาชีวิต
เกี่ยวกับเรื่องปฏิบัติธรรม
ในปัจจุบันดีกว่า
แล้วไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับใคร
กรรมใครก็กรรมเรา
คือหมายถึง
ใครทำใครได้
ใครสั่งสมอะไรมาก็ได้อย่างนั้น
อย่าไปเปรียบเทียบ
บุญวาสนานี่มันเปรียบเทียบกันไม่ได้
เรามองคนอื่น
เพื่อเป็นแบบอย่าง
เป็นตัวอย่าง
เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ
มองเขาแล้วก็เอามาใช้กับตัวเรา
อย่าไปเปรียบเทียบว่า
เขาดีกว่าเรา
เราแย่กว่าเขา
อะไรอย่างนี้
มันทำให้เราเนิ่นช้า
เราดูตัวเรา
ปัจจุบันเนี่ย
ถ้าเรามีศรัทธา
ศรัทธาคือมีความพอใจ
ที่จะปฏิบัติธรรม
ก็ดีแล้วนะเนี่ย
มันต้องเริ่มจากศรัทธาก่อน
เราก็มีการสดับตรับฟังธรรมะเป็นประจำ
ก็ดีขึ้นไปอีก
ศรัทธาแล้วเราก็ฟัง
ถ้าจะให้ดีขึ้นไปกว่านี้อีก
ก็ต้องมีการลงมือปฏิบัติเลย
ลงมือเจริญสติเลย
การปฏิบัติเนี่ย
ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก
เอาอาวุธที่เรามีอยู่แล้วเนี่ย
คือความเพียรในตัวเรา
เราเพียรสร้างสติ
เจริญสติให้มาก ๆ
ทำให้มาก ๆ
ทำให้บ่อย ๆ
ทำเป็นนิสัยเลย
อย่างในภาษาบาลี
เค้าเรียกว่า
ภาวิตา – พหุลีกตา – ยานีกตา
คือทำให้มาก
ทำให้บ่อย
ทำจนชำนาญ
ให้เป็นเครื่องอยู่
เครื่องอาศัย
ของชีวิตเราเลย
ดูสิว่า
มันจะไม่เก่งให้มันรู้ไป
ขยันให้มาก ๆ
แล้วพยายามอย่าไปสงสัย
ขจัดความสงสัยออกไปจากจิตใจซะ
ไม่ต้องสงสัย
เราลงมือปฏิบัติแล้ว
ไม่ต้องสงสัย
ไม่ต้องไปหวังผล
คาดหวังไว้ล่วงหน้า
ทำเรื่อย ๆ
ทำไปเรื่อย ๆ
ไม่ต้องรีบร้อน
ไม่ต้องรีบเร่ง
ถ้าเราไปหวังผล
ไปสงสัย
ไปรีบร้อน
อันนี้ทำให้เนิ่นช้า
ปฏิบัติอย่างไรก็ไม่เก่ง
ถ้าเรามัวแต่สงสัยอยู่นั่นแล้ว
ไม่ตกลงใจได้ซักที
แล้วก็หวังผลว่าจะได้อะไร
ลุกลี้ลุกลน
ไม่ใช่กระตือรือร้นนะ
การลุกลี้ลุกลนเนี่ย
จิตก็จะไม่สงบ
สติมันจะฟุ้งซ่านวุ่นวาย
การปฏิบัติก็ไม่เก่ง
เราเพียงแต่
ทำสบาย ๆ
เวลากายมันเคลื่อนไหว
เราก็มีสติรู้
ถ้ามันจะไม่เคลื่อนไหวอะไร
เราก็กระดิกนิ้วเล่น
แล้วก็รู้สึกตัวลงไป
ที่นิ้วมือกำลังกระดิก
เนี่ย… ไหว ๆ
เวลามันเกิดความคิด
เราก็รู้ว่ามันคิด
ถ้ามันไม่คิด
เราก็รู้สึกตัวอยู่
ที่การเคลื่อนไหวของกายก็ได้
หรือถ้าเราปฏิบัติจนพัฒนาแล้ว
รู้กายก็รู้เป็นแล้ว
เข้าใจแล้ว
รู้กายเคลื่อนไหว
เรื่องความคิด
เราก็รู้ทันได้
เราดูความคิดเป็นแล้ว
เราอาจจะเพิ่มบทเรียน
ลองมาดูอยู่ภายใน
รู้อยู่ภายใน
รู้อะไร
ก็รู้อยู่ที่ตัวผู้รู้
หรือรู้ในรู้
นี่คือการดูจิต
รู้กายก็ได้
รู้จิตก็ได้
มันเกิดอะไรขึ้น
เราก็รู้ตรงนั้น
มีอะไรเกิดขึ้น
เราก็รู้ว่ามันเกิดขึ้น
มันคิดนึกอะไร
ก็รู้ให้ทัน
มีสติรู้ลงไปให้ทัน
แต่ถ้ารู้ไม่ทัน
ก็ไม่เป็นไรนะ
ไม่ทันก็ไม่ทัน
ก็มันไม่ทันจะว่าอย่างไร
อย่าไปทุกข์
อย่าไปเครียด
อย่าไปหงุดหงิด
เมื่อไม่ทัน
เราก็รู้ว่ามันไม่ทัน
เนี่ย… สติมันเกิดแล้วนะ
เริ่มต้นรู้ใหม่ก็ได้
ไม่ผิด
การเจริญสติ
ไม่มีผิดไม่มีถูก
ไม่มีเก่งหรือไม่เก่งนะ
มีแต่รู้
หรือไม่รู้เท่านั้น
พยายามรู้ให้ทัน
ถ้าไม่ทัน
เริ่มต้นรู้ใหม่
สำคัญต้องให้รู้
คือมีความรู้ตัวแล้วกัน
จะปฏิบัติให้เก่ง
ให้ชำนาญนั้น
จะต้องไม่มีเวลาหยุดนะ
การเจริญสติเนี่ย
ไม่มีวันหยุด
ไม่มีวันเสาร์
ไม่มีวันอาทิตย์
ทำไปเรื่อย ๆ
ทำได้ทุกเวลาที่เรานึกได้
เรานึกได้เมื่อไหร่
เราก็รู้สึกตัวทันที
สติเกิดแล้ว
เกิดอะไรขึ้น
เราก็รู้สึกตัว
ทำเรื่อย ๆ
ทำสบาย ๆ
ถ้าเราไปหยุดสติ
หยุดความรู้สึกตัว
ความหลงก็จะเข้าแทรกทันที
เราต้องพยายาม
สร้างตัวรู้เข้าไว้
เพื่อป้องกันตัวหลง
สร้างตัวรู้
เพื่อป้องกันตัวหลง
ทุกครั้งที่เรามีความรู้สึกตัว
ธรรมะก็ย่อมเกิดขึ้น
มีสติเกิดขึ้นที่ไหน
ธรรมะเกิดขึ้นที่นั่น
ทุกครั้งที่เรามีความรู้ตัวทั่วพร้อม
กุศลธรรมที่ยังไม่เกิด
ย่อมจะเกิดขึ้น
แล้วก็เป็นการป้องกัน
อกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด
ไม่ให้เขาเกิดขึ้น
แม้ว่าอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว
ที่เป็นฝ่ายบาป
ถ้าเรามีสติรู้เท่าทัน
อกุศลธรรมนั้นก็ดับไป
ในชีวิตประจำวันของเราเนี่ยนะ
ตั้งแต่ตื่นนอนมาตอนเช้า
จนกระทั่งหลับไปในตอนค่ำ
ถ้าเราใส่ใจ
ที่จะพยายามเจริญสติ
ให้รู้สึกตัวอยู่เสมอ ๆ
เนี่ย…
เท่ากับว่าเราสร้างกุศลได้ทั้งวันเลยนะ
กลางคืนเราก็ทำได้
เราหลับไปแล้ว
บางทีเรามีเวลาตื่นมาตอนกลางคืน
ตื่นมาปัสสาวะ
เราก็รู้สึกตัวทันทีเลยว่า
เราตื่นไปปัสสาวะ
แล้วกลับมานอนเหมือนเดิม
กุศลธรรมก็เกิด
ในยามค่ำคืนได้เหมือนกัน
เนี่ย…
มันเก็บเกี่ยวกุศลธรรม
ได้ตลอดเวลาเลย
แต่ละวันนี่ทำได้
อย่าปฏิเสธ
อย่าไปเป็นทุกข์
อย่าไปใส่ใจว่า
เราปฏิบัติไม่ดีเหมือนเขา
เราทำไม่เก่ง
เราคงไม่มีบุญวาสนาบารมี
อย่าไปคิด
เสียเวลา
ถ้าวันนี้เราปฏิบัติ
ก็ใช้ได้แล้ว
วันนี้เราทำ
ก็ใช้ได้แล้ว
วินาทีนี้
ใช้ได้แล้ว
จบในเรื่องราวทันที
ความรู้สึกตัวเนี่ย
ขอให้มีไว้
เป็นคู่ชีวิตของเรา
สมรสกับสติ
สมรสกับความรู้สึกตัว
ดังที่ท่าน
ธัมมะวัฒโฑ
วัดโสมนัสราชวรวิหาร
ได้แต่งไว้เป็นกลอน
อย่างไพเราะเพราะพริ้งว่า
ความรู้ตัวเป็นธรรมสุดล้ำเลิศ
ก่อให้เกิดกุศลผลสดใส
อกุศลทั้งหลายหดหายไป
ธรรมอื่นใดหรือจะสู้ความรู้ตัว