{ampz:shareampz}
แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
แค่รู้ก็หลุดแล้ว (ความยาว 11.57 นาที)
(11.31)
ด้วยความขยัน ด้วยความไม่ประมาท ด้วยความสำรวมระวัง และด้วยการข่มใจตนเอง ผู้มีปัญญาควรสร้างเกาะ คือที่พึ่งแก่ตน ที่ห้วงน้ำคือกิเลส ไม่สามารถท่วมได้
(พุทธวจน)
(10.47)
สิ่งหนึ่งที่นักปฏิบัติธรรมต้องการมาก อยากจะได้มากที่สุดเลยก็คือความสงบ นักปฏิบัติธรรม ผู้ที่ทำภาวนา หรือผู้ที่ทำกรรมฐาน พอเริ่มต้นปฏิบัติแล้ว สิ่งที่ต้องการเป็นสิ่งแรกก็คือความสงบ อยากได้ความสงบ อยากเข้าไปอยู่ในความสงบอย่างมีความสุข ไม่อยากให้จิตใจเนี่ยมันคิดฟุ้งซ่าน ปรุงแต่งไปในอารมณ์ต่างๆ ไม่อยากมีความทุกข์ในการปฏิบัติ ไม่อยากให้มีอุปสรรคในการปฏิบัติ พวกกิเลสต่างๆ นี้ ไม่อยากพบ ไม่อยากเจอ อยากให้จิตใจมันสงบนิ่ง สบาย นี่คือความอยาก
การเจริญสติ ถ้าเราเริ่มต้นด้วยความอยาก จิตใจจะไม่สงบ จิตใจจะไม่มีโอกาสได้สงบได้เลย ถ้าเรายังมีความอยากซ่อนอยู่ลึกๆ เพราะความอยากนี่แหละ ทำให้จิตใจต้องฟุ้งซ่าน ครุ่นคิด อึดอัดขัดเคือง ดิ้นรนกระวนกระวายใจ เพราะความอยากนี่แหละ ทางภาษาธรรมเค้าเรียกว่า “ตัณหา”
เพราะนั้นการเจริญสติเนี่ย เราเพียงแต่ละ “ความอยาก” ซะ จิตก็จะสงบไปเอง จิตสงบเพราะเราไม่อยากให้มันสงบ ไม่ต้องการความสงบ แค่เราไม่ต้องการเท่านั้นแหละ จิตมันก็สงบแล้ว คือไม่ต้องการความสงบ ไม่ต้องการผล สร้างเหตุของการเจริญสติไปเรื่อยๆ
อันที่จริงนี่ การเจริญสติเนี่ยเราไม่ได้มุ่งเอาแต่ความสงบอย่างเดียวนะ ความสงบเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏขึ้นในจิตใจเท่านั้น เราไม่ได้มุ่งเอาความสงบ ถึงแม้ว่าเราไม่ได้มุ่งเอาความสงบ ถ้าหากว่าเราเข้าถึงตัวสตินี่ ก็ย่อมมีความสงบเกิดขึ้นอยู่แล้ว ในตัวสติเนี่ยมีความสงบซ่อนอยู่เสมอๆ
นักปฏิบัติธรรมไม่ต้องคิดอย่างนั้นก็ได้ เราเจริญสติก็เพื่ออะไร ก็เพื่อว่าเรารู้สึกให้จิตใจมันตื่น รู้ เมื่อเรารู้แล้วเนี่ย ความหลงก็จะไม่เกิดขึ้น รู้อะไร รู้กาย รู้จิต ตามที่เค้าแสดงออกมา คือรู้ตามเป็นจริงของกายของจิตนั่นแหละ แค่ตามรู้เฉยๆ
อันว่าเฉยๆ นี่แหละคือความสงบอยู่ในตัว แต่สงบแบบรู้ตัวนะ ไม่ใช่สงบแบบหลงลืมตัว
การเจริญสตินี่ ถ้าเรามุ่งเอาความสงบอย่างเดียวเนี่ย จะไม่เกิดปัญญา เพราะจิตสงบปั๊บ เราก็พอใจแล้ว เข้าไปอยู่ในความสงบ นิ่งเงียบ เข้าไปเป็นผู้สงบเลย เหมือนคนติดอยู่ในถ้ำ จิตก็ไม่ได้พัฒนาแล้วตอนนี้ ไม่ได้เกิดปัญญาตรงไหนเลย มีแต่ความสบายใจ ก็ดีอยู่นะ เป็นการพักจิตพักใจ แต่ไม่ควรติดอยู่ ถ้าติดอยู่เนี่ยเราก็จะไม่ถึงจุดหมายปลายทางคือความพ้นทุกข์
อุปมาเหมือนดั่งกับว่าเราจะเดินทางไปที่ใดที่หนึ่ง เดินทางด้วยเท้าเปล่า เดินทางไปเรื่อยๆ ยังไม่ถึงจุดหมายปลายทางเลย เราก็ไปเห็นร่มไม้ เห็นดอกไม้ เห็นบ่อน้ำ สวยงาม เราก็เลยเข้าไปพัก เราก็ติดอยู่ในความสวยงาม ในความสุขอยู่ตรงนั้น เราก็ไม่ถึงจุดหมายปลายทาง
การเจริญสติก็เช่นเดียวกัน เมื่อจิตมันเกิดความสงบ ถ้าเราไปหลงติดอยู่ เราจะไม่เห็นความไม่เที่ยง ไม่เห็นความเป็นทุกข์ ไม่เห็นความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของกายและจิต เราก็ไม่เกิดปัญญา เราก็ดับทุกข์ไม่ได้ เพราะหลงติดอยู่ในความสงบนั้นๆ
ความสงบมี 2 อย่าง คือสงบแท้ แล้วก็สงบเทียม
“สงบแท้” คืออะไร คือจิตใจที่รู้เท่าทันกิเลส ไม่ถูกกิเลสปรุงแต่ง จิตอยู่เหนือกิเลสคือจิตหลุดพ้นไปเลย อันนี้เป็นการสงบจากกิเลส กิเลสปรุงแต่งไม่ได้ อันนี้คือสงบแท้ แล้วก็จะไม่กลับมาฟุ้งซ่านอีกต่อไป เพราะกิเลสไม่สามารถจะปรุงแต่งจิตใจได้ จิตหลุดพ้นไปแล้ว นี่สงบแท้
อีกอันหนึ่งก็คือ “สงบเทียม” สงบเทียมนี่คือสงบชั่วคราวนะ สงบจากอารมณ์ที่มาปรุงแต่งด้วยอำนาจของสมาธิ ด้วยอำนาจของสติ ก็ทำให้จิตใจสงบชั่วคราวได้ สงบจากกิเลสชั่วคราว สงบจากอารมณ์ แต่พอหมดกำลังสมาธิแล้ว กิเลสก็จะมาปรุงแต่งเหมือนเดิม สงบชั่วคราว เดี๋ยวก็กลับมาฟุ้งซ่านอีก ที่เค้าเรียกกันว่า “หินทับหญ้า” คือหญ้าที่เราปลูกไว้ ถ้าเราเอาหินไปทับเอาไว้ หญ้าก็ไม่เจริญงอกงาม แต่หญ้าไม่ตายนะ หญ้ายังอยู่ แต่ว่าออกจะเหลืองๆ สักหน่อย แต่ถ้ายกหินออกเมื่อไหร่ หญ้าก็จะเขียวเจริญเติบโตเหมือนเดิม
จิตใจเราก็เช่นเดียวกัน จิตอาจจะสงบด้วยกำลังสมาธิ แต่พอหมดกำลังสมาธิ เดี๋ยวจิตใจเราก็ฟุ้งซ่านเหมือนเดิม อันนี้เป็นการสงบเทียม
นักปฏิบัติธรรมที่ต้องการความสงบก็เพราะว่าอยากจะมีความสุขจากการปฏิบัติ อยากให้จิตใจสบายๆ อันนี้ถือว่าไม่ผิดนะ ทุกคนปฏิบัติธรรมก็เพื่อความสุข ไม่อยากจะมีความทุกข์
ถ้าเราอยากได้รับความสงบ ได้รับความสุขจากการปฏิบัติ เราต้องรู้จักวางจิตวางใจ วางจิตวางใจในการปฏิบัติให้ถูกต้อง เช่นว่าเราจะเจริญสติเนี่ย เราไม่ต้องไปหวังอะไร จะสงบหรือไม่สงบก็ไม่เป็นไร สงบก็เอา ไม่สงบก็ไม่เป็นไร วางจิตวางใจไว้เป็นกลางๆ ไว้ก่อน เจริญสติแบบสบายๆ แบบง่ายๆ รู้สึกตัวลงไปที่กายเคลื่อนไหว ที่ใจมันคิดมันนึก รู้ที่กาย รู้ที่จิต รู้ง่ายๆ สบายๆ ทำแบบผ่อนคลาย รู้สึกตัวแบบผ่อนคลาย ไม่เครียด วางใจแบบสดชื่น เบาๆ รู้แบบดูอยู่ห่างๆ ไม่ต้องการอะไร คือรู้เฉยๆ รู้ในสิ่งที่มันเกิดขึ้น อะไรยังไม่เกิดขึ้นเราอย่าไปรู้ รู้กายรู้จิตที่เค้าแสดงออกมา
การเจริญสตินี่ง่ายๆ นะ แค่รู้เฉยๆ เหมือนดูละคร เหมือนดูทีวี กายกับจิตก็คือทีวี ก็คือละครที่เค้าแสดงอาการออกมา เค้าแสดงหลายอย่างนะกายกับจิต
อย่างเช่นเรารู้กายเคลื่อนไหว โอ้ กายนี้มันกำลังเคลื่อน กำลังไหวนะ นี่ แค่รู้แค่เนี้ย มันก็ง่าย มันก็สบายๆ
พอรู้กายไปนานๆ เออนี่ ตามันแสดงอะไรมาแปลกๆ แสดงความทุกข์ออกมาแล้ว โอ๊ มันปวดมันเมื่อยนะ มันร้อน มันหิว มันปวดหนัก ปวดเบา เราก็รู้เฉยๆ
แต่ว่าเรื่องของกายเนี่ย เราต้องรู้จักเข้าไปเกี่ยวข้องให้ถูกต้อง กายเป็นทุกข์ เราต้องช่วยแก้ไข แก้ไขให้เป็นปกติ มันหิวก็ไปดื่มน้ำ ไปทานข้าว มันปวดมันเมื่อยก็มีสติเปลี่ยนอิริยาบถซะ ง่ายๆ รู้แล้วไปเกี่ยวข้องให้ถูกต้องด้วยสติ
บางทีมันเกิดความคิดขึ้นมา ไอ้ความคิดนี่ กายมันไม่คิดนะ ไอ้ความคิดนี่มันมาจากจิต เรารู้ว่ามันคิด รู้จิตว่ามันคิด รู้แค่คิด รู้เฉยๆ
เรื่องของจิตเนี่ยไม่ต้องไปเปลี่ยนแปลง แค่รู้เฉยๆ เค้าแสดงความคิด เป็นความสุข ความทุกข์ พอใจ ไม่พอใจ เราไม่ต้องแก้ไข แค่รู้เฉยๆ จิตก็เป็นปกติ เดี๋ยวความคิดก็ดับไป
เมื่อจิตมันสงบ โอ้ เราก็รู้ว่ามันสงบนะ อ๋อ จิตมันสงบ จิตปรุงแต่งฟุ้งซ่าน เราก็ไม่ว่าอะไร ก็รู้ว่ามันฟุ้งซ่าน สบายเลย ง่ายๆ สบายเลย รู้เฉยๆ โอ้ นี่มันสงบ โอ้ นี่มันฟุ้งซ่าน แค่รู้เฉยๆ เท่านั้น จิตมันก็เป็นปกติ
เรารู้อะไรก็ตาม จิตก็จะหลุดพ้นออกมาจากสิ่งนั้น จิตที่รู้อารมณ์อะไรก็ตาม ทุกครั้งที่รู้เนี่ย จิตมันก็หลุดอยู่แล้วในตัวนะ รู้กาย จิตก็ออกมาจากกายแล้ว ไม่เข้าไปติดอยู่ รู้ความทุกข์ จิตก็ไม่ได้เป็นทุกข์ ความทุกข์เป็นสิ่งที่ถูกรู้เท่านั้น รู้ความคิด จิตก็ไม่ได้เป็นผู้คิด เป็นผู้ดูในความคิด ไม่ได้เข้าไปเป็นผู้คิด
จิตสงบหรือไม่สงบ ถ้าเราแค่ “รู้” เฉยๆ เราก็หลุดออกมาจากอารมณ์เหล่านั้น หลุดออกมาจากความฟุ้งซ่าน หลุดออกมาจากความสงบ เป็นเพียงแค่ผู้ดู
อาการทั้งหลายที่เกิดขึ้นเนี่ย เป็นเพียงแค่ละครที่แสดงให้จิตรู้จิตดูเท่านั้น เราลองดูละครแบบไม่ต้องเข้าไปเล่นด้วยสิ แค่ดู แค่รู้เฉยๆ จิตก็เป็นอิสระ อย่างน้อยก็อิสระจากความหลงแล้ว แค่รู้ก็หลุดออกมาจากความหลงแล้ว
ชีวิตของเราเนี่ยมีอยู่แค่เนี้ย คือไม่รู้ก็หลง แต่ถ้าเราหลง จิตก็ไม่รู้สึกตัวแล้ว เกิดขึ้นไม่ได้ความรู้สึกตัว แต่เมื่อเรารู้สึกตัวขึ้นมา ความหลงก็เกิดขึ้นไม่ได้ ใช่มั้ย
วันๆ นึงเนี่ย เราดูสิว่าชีวิตเรานี่อยู่กับความรู้หรือความหลง อยู่กับความรู้สึกตัวหรือความหลงลืมตัว เราสามารถที่จะประเมินผลดูได้
เพราะฉะนั้นการเจริญสติเนี่ย ถ้าเราจะทำแบบง่ายๆ แบบสบายๆ แบบมีความสุข ก็ให้มีสติ รู้กาย รู้จิต รู้เฉยๆ แบบไม่ต้องการอะไร ไม่มีตัวเราในผู้รู้นั้น ไม่มีกิเลสแอบแฝง แค่รู้เฉยๆ จิตก็จะเป็นจิตที่สงบแท้จริง.