PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม
  • ยอดบุญ เหนือทุกข์
ยอดบุญ เหนือทุกข์ รูปภาพ 1
  • Title
    ยอดบุญ เหนือทุกข์
  • เสียง
  • 9023 ยอดบุญ เหนือทุกข์ /aj-kampol/2021-03-04-07-27-24.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันอาทิตย์, 25 มกราคม 2569
ชุด
นักทำใจ
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • ยอดบุญ เหนือทุกข์ (ความยาว 15.01 นาที)

    (14.36) อย่าดูหมิ่นบุญกรรมจำนวนน้อย จักมิต้อยตามต้องสนองหน

    แม้ตุ่มน้ำเปิดหงายรับสายชล ย่อมเต็มล้นด้วยอุทกที่ตกลง

    อันนักปราชญ์สั่งสมบ่มบุญบ่อย ทีละน้อยทำไปมิใหลหลง

    ย่อมเต็มด้วยบุญนั้นเป็นมั่นคง บุญย่อมส่งสบสถานวิมานทอง

     

    (13.50) อย่าดูหมิ่นบาปกรรมจำนวนน้อย / จักมิต้อยตามต้องสนองผล / แม้ตุ่มน้ำเปิดหงายรับสายชล / ย่อมเต็มล้นด้วยอุทกที่ตกลง / อันคนโง่สั่งสมบ่มบาปบ่อย / ทีละน้อยทำไปด้วยใจหลง / ย่อมเต็มด้วยบาปนั้นเป็นมั่นคง / บาปย่อมส่งสู่นรกตกต่ำพลัน

    (พระราชกิตติเวทีรัชตวัณโณ)

    (12.45) ในช่วงเวลาของการเข้าพรรษา การเข้าพรรษาเนี่ยไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระ เกี่ยวกับวัด หรือนักบวชเท่านั้น แต่การเข้าพรรษานี่ความหมายกว้างไกลกว่านั้น ทุกคนต้องเข้าพรรษา คือเข้าสู่ความดี เข้าสู่การทำบุญ เรียกว่า”บุญเข้าพรรษา” เพราะว่าคนเรานี่มีชีวิตยืนยาวได้จนกระทั่งถึงทุกวันนี้นี่ก็เพราะว่าบุญรักษา ถือว่าเป็นโอกาสดีแล้วในการเข้าพรรษาเนี่ย เราก็มาสร้างบุญสร้างกุศลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป แล้วก็ตลอดไป บุญเนี่ย เราทำเอาไว้เถอะ ไม่เสียหลาย มีแต่ได้ มากมาย แต่ละวันเนี่ยเราสามารถสร้างบุญได้ บางทีอาจจะไม่ต้องเสียทรัพย์สินเงินทองเลยก็ได้ เราก็อาจจะได้บุญ อย่างเช่นว่า บุญนี่ เกิดจากการแบ่งปัน หรือการให้ทานนี่ก็เป็นบุญนะ ให้วัตถุทาน เป็นวัตถุทรัพย์สินเงินทอง อันนี้ก็ถือว่าเป็นบุญ ถ้าเราไม่ต้องเสียทรัพย์สินเงินทองเลย ให้อภัยทานนี่ก็เป็นบุญนะ การให้อภัยเนี่ย ไม่ถือโทษโกรธเคือง ให้อภัยเค้า ใจเราก็เป็นบุญ ใจเราก็จะเย็น เพราะการให้อภัยเนี่ย 

    การรักษาศีล อันนี้ก็เป็นบุญ ศีล 5 ศีล 8 เราเป็นฆราวาสญาติโยมหล่ะก็ ศีล 5 ก็ได้ ศีล 8 ก็ได้ ศีล 5 นี่ ระงับเวรภัย ไม่เบียดเบียนคนอื่นให้เดือดร้อน ศีล 8 นี่ก็สูงขึ้นไปอีกหน่อยนึง ไม่เบียดเบียนตัวเองและก็ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ถ้าเรารักษาศีล 8 นะ ก็เลือกเอา ดีทั้งนั้น การรักษาศีลก็ถือว่าเป็นบุญเหมือนกัน 

    การภาวนา สมถะภาวนา วิปัสสนาภาวนาเนี่ย อันนี้ก็เป็นบุญ การอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้มีพระคุณ อ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้มีความรู้ อ่อนน้อมถ่อมตนต่อเพื่อนฝูงของเรา คนเรานี่ไม่ค่อยจะอ่อนน้อมถ่อมตนให้กับใคร ไม่ค่อยยกมือไหว้ใคร การอ่อนน้อมถ่อมตนนี่ถือว่าเป็นละกิเลสตัวสำคัญเลย คือ ตัวมานะทิฏฐิ หยิ่งผยองไม่ยอมใครนี่ ถ้าเรามีการอ่อนน้อมถ่อมตนหล่ะก็ เท่ากับเป็นการลดละกิเลสที่เรียกว่า”มานะทิฎฐิหรือตัวตน” ให้ลดน้อยลงไป ตัวตนเราจะน้อยลงไป เมื่อเรารู้จัก”ไหว้” อ่อนน้อมถ่อมตน การขวนขวายรับใช้ผู้อื่นก็ถือว่าเป็นบุญ บุญเกิดจากการขวนขวายรับใช้ในกิจการของคนอื่น อันเนี้ยสำคัญนะ คือ อาสาสมัครรับใช้โดยที่ไม่ต้องเรียกร้องสิ่งตอบแทน ลูกจ้างรับใช้เจ้านาย ลูกหลานรับใช้พ่อแม่ปู่ย่าตายาย เราเป็นพุทธศาสนิกชนรับใช้พุทธศาสนา ขวนขวายรับใช้โดยที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน ใจเราก็จะเป็นบุญ หรือจะแผ่ความดี อุทิศส่วนกุศล เช่นเราไปทำความดีอะไรมา เราไปทำบุญอะไรมา เราก็เอ้า เอาความดีมาแผ่ซะ เอาบุญกุศลมาแผ่ให้ เราทำบุญกุศล เราได้บุญอยู่แล้ว แต่ถ้าเราเอาบุญนั้นมาแผ่ให้คนอื่นเนี่ย คนอื่นก็ได้บุญไปด้วย เนี่ย บางคนคิดว่า เอ๊ะ เราทำความดีมา ทำบุญกุศลมา เราแผ่ให้คนอื่นนี่ เราก็จะหมดบุญหน่ะสิ เราก็จะหมดความดีสิ ไม่ใช่หรอก ท่านผู้ฟัง ยิ่งเราแผ่ส่วนกุศล อุทิศส่วนกุศล แผ่ความดีให้ผู้อื่นเนี่ยนะ เรายิ่งได้บุญมากยิ่งขึ้น เหมือนอย่างกับเรามีคบเพลิง เราถือคบเพลิงไว้ เราก็เอาคบเพลิงที่มีไฟเนี่ยไปต่อกับคบเพลิงคนอื่นที่ไม่มีไฟ เห็นมั้ย ไฟก็จะมาก โชติช่วงชัชวาลย์ บุญก็เช่นเดียวกัน ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งแผ่ยิ่งได้ ยิ่งอุทิศเราก็ยิ่งได้ อันนี้สำคัญนะ ใครทำความดีเราก็ยกย่องเค้า เราพลอยยินดีกับเค้าซะ อันนี้ก็เป็นบุญนะ บุญเกิดจากการพลอยยินดี เช่นใครเอาบุญมาแผ่เรา เราก็อนุโมทนาบุญ เราไม่ได้ไปทำบุญที่ไหนเลยนะ แต่พอเห็นใครทำบุญ เห็นใครทำความดี เราอนุโมทนา ปรบมือให้ ยกย่องสรรเสริญ มันเป็นการลดละกิเลสตัวที่ว่า”อิจฉาริษยา” คนหลายคนเวลาใครไปทำบุญ ใครไปทำความดีนี่ ทำไม่รู้ไม่ชี้ไม่สนใจนี่ เราอิจฉาริษยาเค้านะ ถ้าเราพลอยยินดี เอาละ ดีแล้ว สนับสนุน อนุโมทนาบุญด้วย อนุโมทนาความดี เห็นเค้ามีความสามารถ ปรบมือให้กับเค้าเนี่ย เราก็พลอยได้บุญไปด้วย เค้าทำความดี เราก็พลอยยินดี เราก็พลอยได้บุญ อันนี้ก็เป็นบุญเหมือนกัน บุญเกิดจากการพลอยยินดีกับเค้าในเวลาเค้าทำความดี 

    บุญเกิดจากการฟังธรรมะ ท่านผู้ฟังนี่กำลังฟังธรรมะ เรื่องที่พูดนี่ก็เป็นธรรมะ ถ้าเราตั้งใจฟังด้วยสติ ด้วยสมาธิ เราก็พลอยได้บุญไปด้วย บุญเกิดจากการฟังธรรม บุญเกิดจากการแสดงธรรมะ พูดธรรมะ สนทนาธรรมกันนี่ก็เป็นบุญ บุญเกิดจากการทำความเห็นให้ถูกต้อง เค้าเรียกอะไร “ทิฏฐุชุกัมม์” ทำความเห็นให้ถูกตรง อันนี้ก็เป็นบุญนะ เห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี่มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันเป็นสิ่งที่บังคับบัญชาไม่ได้ อันนี้ก็ถือว่าเป็นบุญ เห็นว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำความเห็นให้ถูกต้อง เห็นเหตุให้เกิดทุกข์ เห็นความดับทุกข์ เห็นหนทางแห่งความดับทุกข์ อันนี้เป็นบุญที่เกิดจากสัมมาทิฏฐินะ บุญเกิดจากปัญญา เห็นมั้ย สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูกต้อง ข้อนี้สำคัญมาก ทำความเห็นให้ถูกตรงกับความเป็นจริงเนี่ย อันนี้เค้าเรียกว่าเป็น ปัญญาสัมมาทิฏฐิ “ทิฏฐิ”เป็นคำกลางๆนะ แปลว่า “ความเห็น” ถ้ามีสัมมาทิฏฐิหล่ะก็ เรามีความเห็นถูกต้อง อย่างเช่นว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว คุณพ่อคุณแม่มีบุญคุณกับเราจริง เห็นทุกข์ เห็นเหตุให้เกิดทุกข์ เห็นความดับทุกข์ แล้วก็เห็นหนทางแห่งความดับทุกข์ เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ” เนี่ยอันนี้เป็นบุญนะ อีกประเภทนึงก็คือ “มิจฉาทิฏฐิ” คือมีความเห็นไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง เห็นว่าพ่อแม่ไม่มีบุญคุณบ้าง ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป โอ้ อันนี้อันตรายมากนะ มิจฉาทิฏฐิเนี่ย อันตรายมาก ไม่มีอะไรที่จะเลวร้ายเกินไปกว่ามิจฉาทิฏฐิ คือเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม อันนี้มีทางที่จะตกต่ำ เพราะนั้นถ้าเรามีสัมมาทิฏฐิเนี่ย เราจะไม่มีทุกข์ทางด้านจิตใจ เราจะสังเกตว่าเรามักจะโทษสิ่งภายนอก ขาดปัญญา เหตุการณ์ต่างๆ สิ่งแวดล้อมทำให้เราต้องเป็นทุกข์ ทำให้เรามีปัญหา บรรยากาศต่างๆทำให้เรามีปัญหา เหตุการณ์บ้านเมืองมีปัญหา ใจเราจึงมีปัญหาไปด้วย อันนั้นไม่ใช่นะ คนโน้น คนนี้ ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทำให้เรามีปัญหา ไปโทษคนอื่น ถ้าเราไม่เห็นตามความเป็นจริงว่าทุกสิ่งทุกอย่างเนี่ยมันเปลี่ยนแปลง เราไม่สามารถจะควบคุมมันได้ แต่เราลืมดูตัวเรา ลืมดูใจเราที่มีปัญหา เพราะว่าใจเรานี่ขาดสติขาดปัญญา มองปัญหาไม่ถูกตรงกับความเป็นจริง ใจเราจึงมีปัญหา อุปมาเหมือนอย่างกับว่าฤดูกาลเนี้ยเป็นฤดูฝน ก็ย่อมมีฝนตกตามธรรมดา ตกหนัก ตกเบา ตกมาก ตกน้อยเนี่ย เป็นตามธรรมดา เรามักจะโทษว่า เอ้อ ฝนนี่ตกลงมา รั่วรดหลังคาเรา ทำให้บ้านเราเนี่ยเปียก ในบ้านเนี่ยนองไปด้วยน้ำ โทษฝน แต่เราไม่เคยโทษเลยว่าเรานี่มุงหลังคาไม่ดีนะ ทำบ้านไม่ดี ทำให้ฝนสาดเข้ามาในบ้านได้ เห็นมั้ย ฝนตกก็ไปโทษฝน แต่ไม่เคยโทษใจเราเลยว่าเรานี่มุงหลังคาไม่ดี ฉันใดก็ฉันนั้นเนี่ย เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นเนี่ย ที่เข้ามากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เข้ามากระทบแล้วนี่ เราขาดสติ ปล่อยให้กิเลสมันไหลเข้ามาทางตา ทางหู มารั่วรดจิตใจ ให้เป็นทุกข์ เราไม่เคยโทษตัวเราเองว่าเราขาดสติ ขาดปัญญา รู้เท่าทันสิ่งที่มากระทบ ใจเลยต้องเป็นทุกข์ ไม่เคยโทษใจเราเลย คนโน้นทำอย่างนั้น คนนี้พูดอย่างนี้นี่ เราไม่รู้เท่าทันในอาการเหล่านั้นหน่ะ เราเอาทิฏฐิคือความขาดปัญญาของเราเนี่ยไปเปรียบเทียบกับเค้า ขาดสติขาดปัญญา ข้อนี้สำคัญมากนะ การทำความเห็นให้ถูกตรงเนี่ย เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีการภาวนา การภาวนาคือการเจริญสติ ทำให้มีสติไว้ ให้รู้สึกตัวไว้ จะได้รู้เท่าทันกิเลสที่มากระทบทางตา ทางหู ให้กันไว้แค่นั้น ไม่ให้รั่วลงสู่จิตใจของเรา เมื่อมีสติมากๆแล้วเนี่ยมันจะเกิดปัญญานะ รู้เท่าทันสิ่งทั้งหลายทั้งปวงว่า ออนี่ สิ่งที่มากระทบทางตา ทางหูนี่ มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันมีแต่ความเปลี่ยนแปลง เราไม่สามารถจะควบคุมมันได้ เราเพียงแค่รู้มันเฉยๆ อันนี้เป็นการลดละกิเลส เนี่ย ปล่อยวางความยึดมั่นสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ปล่อยวางแล้วก็เหลือแต่หน้าที่ที่เราจะต้องทำไป เราไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกนี้ ก็เพราะเรามีสติมีปัญญา เนี่ย บุญข้อนี้สำคัญมาก สำคัญที่สุดเลย บุญที่เกิดจากการภาวนาเนี่ย ถือว่าเป็นยอดบุญเหนือทุกข์เลยก็ว่าได้ สำคัญมาก บุญอะไรก็ตามเนี่ยเราควรจะสั่งสมเอาไว้ ทำให้มากๆทำให้บ่อยๆ การสั่งสมบุญเนี่ยจะเป็นข้อใดก็ตามเนี่ย จะนำมาซึ่งความสุข โดยเฉพาะบุญที่เกิดจากการภาวนาเนี่ย คือยอดบุญเหนือทุกข์ ชีวิตเราเนี่ยล่วงเลยมาจนกระทั่งถึงวันนี้แล้วนี่ แปลว่าเรานี่โชคดีแล้ว บุญรักษาชีวิตเราเนี่ยจนกระทั่งถึงวันนี้เนี่ยเราก็อย่าประมาท สั่งสมบุญต่อไป บาปอกุศลที่เราเคยทำมาแล้วเนี่ยเราก็อย่าไปนึกถึง แล้วเราก็อย่าทำสิ่งนั้นอีก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนี่ก็อย่าประมาท สั่งสมแต่บุญไว้เสมอๆ วันละเล็กวันละน้อยนี่ คนฉลาดต้องใช้ชีวิตแบบสั่งสมบุญ สั่งสมไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ อีกไม่ช้านี่ ชีวิตเราก็เต็มไปด้วยบุญ นับวันเวลาเนี่ย บุญก็จะมากขึ้นๆ เราก็จะมีความสุข แล้วก็พ้นจากความทุกข์ในที่สุด ขอยกตัวอย่างสุภาษิตที่เป็นคำกลอนที่กล่าวไว้ในตอนต้น

    อันนักปราชญ์สั่งสมบ่มบุญบ่อย ทีละน้อยทำไปมิใหลหลง

    ย่อมเต็มด้วยบุญนั้นเป็นมั่นคง บุญย่อมส่งสบสถานวิมานทอง.

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service