{ampz:shareampz}
แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
หยุดดูตัวเอง (ความยาว 14.14 นาที)
(13.50)
ในการดำเนินชีวิตของเราต้องข่มใจ ไม่กระทำสิ่งใดๆที่รู้สึกด้วยใจจริงว่า “เสื่อม” ต้องฝืน ต้องค้านความคิดและความประพฤติทุกอย่างที่รู้สึกว่าขัดกับธรรมะ เราต้องกล้าและบากบั่นที่จะกระทำสิ่งที่เราทราบว่า “เป็นความดี เป็นความถูกต้อง และเป็นธรรม”
พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
(13.00)
การฟังธรรมเนี่ยถือว่าเป็นประโยชน์มาก ประโยชน์ของการฟังธรรมเนี่ยมีหลายข้อ หลายอย่าง สำหรับวันนี้นี่เราจะชี้ให้เห็นว่าประโยชน์ของการฟังธรรมเนี่ยเป็นการสำรวจตัวเอง เป็นเวลาส่วนตัวจริงๆ มีโอกาสได้อยู่กับตัวเอง ได้ดูตัวเอง
การได้อยู่กับตัวเองหรือดูตัวเองนั้นเท่ากับว่าเราได้ทบทวนชีวิตของเรา สิ่งใดก็ตามที่ควรจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไข ในขณะที่เรากำลังทบทวนตัวเองนั้นเนี่ย เราก็จะรู้จักวิธีการ และเข้าใจตัวเองมากขึ้น
การที่จะมาทบทวนตัวเองหรือดูตัวเองนั้น ไม่ใช่ว่าจะส่งเสริมให้หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง เก็บเอาอดีตมาคิด มาเป็นทุกข์ ไม่ใช่อย่างนั้น การทบทวนสำรวจตัวเองนั้นก็เพื่อว่าเราจะได้เปลี่ยนแปลง พัฒนาในสิ่งที่ไม่ดีให้ดีขึ้น หรือสิ่งที่ดีอยู่แล้วเนี่ยให้มันพัฒนาสูงยิ่งๆขึ้นไป ในการพัฒนาชีวิต พัฒนาจิตใจ
เพราะการที่เรามาทบทวนตัวเอง อยู่กับตัวเองนี่แหละ อย่างน้อยเราก็จะเริ่มเข้าใจชีวิตของเรา หรือสิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัวเราว่าเค้ามีธรรมชาติเป็นอย่างไร
สิ่งที่ผ่านมาเนี่ย จนถึงทุกวันนี้เนี่ย เราสังเกตดูได้เลยว่า มีอะไรบ้างที่มันได้ดังใจปรารถนาเรา สิ่งต่างๆทั้งหลายทั้งปวงรวมทั้งตัวเราด้วย ไม่มีอะไรได้ดั่งใจเราเลย มีแต่ความเปลี่ยนแปลงเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของเค้าทั้งนั้น
อย่างเช่นว่า ความพลัดพราก ความสูญเสีย ความเจ็บไข้ได้ป่วย สามีเรา ภรรยาเรา ลูกหลานของเรา ความสุข ความทุกข์ ดีชั่วถูกผิดอะไรต่างๆเนี่ย เราควบคุมอะไรได้ไม่มาก ควบคุมได้ชั่วคราว เป็นของชั่วคราวสำหรับชีวิตเราทั้งนั้น
แม้ว่าเราจะพยายามแล้ว จะพยายามควบคุม ปรับปรุง ดัดแปลงเพื่อให้ได้อย่างใจเรา มันก็ไม่ได้อย่างที่ใจเราคิดสักที เพราะถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของชั่วคราว ทำให้เราเข้าใจชีวิต เข้าใจโลกของเรามากยิ่งขึ้น
เราจะได้รู้เป้าหมายของการใช้ชีวิต และก็วิธีการต่างๆที่จะดำเนินชีวิตในแต่ละวันเนี่ยให้เป็นทุกข์น้อยที่สุด ถ้าเราไม่เข้าใจเป้าหมายของชีวิต และวิธีการดำเนินชีวิตแล้ว เราจะเป็นทุกข์มาก ความสุขก็จะไม่เกิดขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม เราจะเข้าใจชีวิตเราได้นั้น เราต้องกลับมาดูชีวิตของเรา มาดูตัวเราให้มาก ยิ่งดูสิ่งภายนอกนี่เราก็หลงลืมตัวเรานะ ลืมกาย ลืมใจเรา มันก็ออกนอกตัวไปทุกที สิ่งอยู่ภายนอกนี่ก็บอกแล้วว่าคือนอกๆๆ
ถ้าดูตัวเราเนี่ย จะเข้าสู่ชีวิตจิตใจของเราเลย ถึงจิตถึงใจเราเลย จะเข้าใจชีวิตมากยิ่งขึ้น ดูตัวเราแล้วทุกข์จะน้อยลง ถ้าดูข้างนอกเนี่ย ทุกข์จะมากขึ้น เพิ่มขึ้น ดูตัวเรา ความสุขจะมากขึ้น ถ้าดูข้างนอก ความสุขมันจะน้อยลง
ไม่ได้ปฏิเสธให้ดูข้างนอกนะ เรามองข้างนอก มองได้ แต่ให้น้อยหน่อย แต่มองตัวเราให้มากหน่อย เราจะได้ไม่ไปกระทบกับสิ่งภายนอกมากนัก
การจะดูตัวเราได้นั้น ต้องอาศัยสติ สตินี่เป็นเครื่องมือดูชีวิตจิตใจของเรา ก็คือการเจริญสติ ในแต่ละวัน แต่ละขณะ แต่ละนาที วินาทีนี่นะ
การเจริญสติเราก็พูดมานานหลายครั้ง หลายหน เราต้องเข้าใจเป้าหมายของการเจริญสติและก็วิธีการ อันนี้สำคัญมาก เข้าใจเป้าหมาย จุดมุ่งหมายของการเจริญสติว่าเพื่ออะไร ทำแล้วได้อะไร แล้วก็วิธีการต่างๆ เราจะได้ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เอามาใช้กับชีวิตเราได้
อย่างเช่นว่า จุดมุ่งหมายของการเจริญสตินั้นก็ไม่ใช่เพื่ออภินิหารอะไรหรอก เราเจริญสติก็เพื่อให้มีสติระลึกรู้ลงไปที่กาย ที่ใจของเราในขณะปัจจุบัน รู้ ดู ให้เห็นความจริงว่ากายใจของเราเนี่ยมันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของเราที่แท้จริง
เพื่อว่าจะได้ถอนความเห็นผิด และความเข้าใจผิดว่ากายใจของเราเนี่ยมันสวย มันสุข มันเที่ยงแท้แน่นอน แล้วก็มันเป็นตัวเป็นตนของเราจริงๆ บังคับได้ อะไรอย่างนี้ เนี่ย สิ่งเหล่านี้ที่เราเรียกว่า “วิปลาสธรรม” คือความเห็นผิดจากความจริง
เพราะฉะนั้นเวลาเราเจริญสติแต่ละครั้ง อย่างเช่นว่า เรามารู้กายที่มันกำลังเคลื่อนไหว หรือรู้ลมหายใจที่มันกำลังหายใจเข้า หายใจออก หรือรู้อยู่ในอิริยาบถใดก็ตามของกาย เรารู้ไปเรื่อยๆ เราจะสังเกตเห็นว่า กายนี่มันไม่เที่ยง
บางทีมันเกิดความทุกข์ขึ้นมาจากกาย คนที่มีสติเฝ้าดูกายอยู่เนืองๆเนี่ย สิ่งที่เห็นครั้งแรกคือความทุกข์ ทุกข์กายเนี่ยเค้าจะแสดงตัวออกมาให้เราเห็นชัดเจนเลย ยกมือเคลื่อนไหวไปนานๆ หรือรู้ลมหายใจนานๆ ดูอิริยาบถต่างๆนานๆ จะเห็นว่ากายเนี่ยมันมีทุกข์ มีความเมื่อย ความปวด เป็นอาการต่างๆที่เกิดขึ้นมาจากกาย เป็นทุกขเวทนา
หรือบางทีทุกข์กายยังไม่ทันเกิดขึ้น เห็นจิตมันคิดขึ้นมาแล้ว หรือเมื่อจิตไม่คิด กายไม่ทุกข์ จิตปกติสงบๆอยู่ มันก็จะมีความง่วงเกิดขึ้นมา ง่วงเหงาหาวนอน หรือเกิดการเบื่อ ขี้เกียจ ท้อแท้ ในขณะที่เราเจริญสติ ก็ย่อมมีแสดงออกมาเหมือนกันนะ
เรื่องของจิต ก็มีแต่เรื่องกายและเรื่องของจิตเท่านั้นแหละที่เค้าแสดงอาการเหล่านี้ออกมา จะเป็นอาการที่เป็นทุกข์ทางกาย จะเป็นความคิด หรือความง่วง หรือความเบื่อหน่ายเนี่ย สิ่งเหล่านี้ในภาษาวัดๆเค้าเรียกว่า “สภาวธรรม”
นี่แหละคือ สภาวธรรม บางทีเราสงสัย สภาวธรรมคืออะไร ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากกายจากจิต ทุกเรื่องทุกอารมณ์ ทุกอาการต่างๆเรารวมเรียกว่า “สภาวธรรม”
สภาวธรรมบางอย่างเกิดมาแล้วเราพอใจ สภาวธรรมบางอย่างเกิดมาแล้วบางทีเราไม่พอใจนะ เราอยากนั่งนานๆ มันเมื่อยมันปวด เรามักจะไม่พอใจแล้ว ความไม่พอใจเนี่ยอันนี้คือสภาวธรรม
หรือบางทีเราเจริญสติไปนานๆ จิตมันสงบ อันนี้ก็คือสภาวธรรม แต่มีอีกจิตหนึ่งที่เกิดต่อจากจิตสงบ คือความพอใจในความสงบ อันนี้ก็เป็นสภาวธรรมใหม่ที่เกิดขึ้นมา เห็นมั้ย ไม่ใช่ของแปลกเลย
สภาวธรรมเนี่ยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากทางกายทางจิต บางทีเราไม่พอใจ เวลามันเกิดความทุกข์ ความเบื่อ ความง่วง ความคิดที่เราไม่พอใจ เราผิดแล้ว เราไปขวางโลกของความจริงแล้ว มุ่งที่จะขจัดทำลายให้หมดไปซะ ทำลายความคิดเพื่อให้จิตมันสงบ เราทำแบบนี้เราจะไม่รู้ความจริงของชีวิตเราเลย
นักปฏิบัติธรรมก็คือนักศึกษา ทำหน้าที่ศึกษา สังเกตดูสิ่งที่ปรากฏขึ้นจากทางกายและทางจิต อันนั้นคือความจริงไง เรากำลังดูความจริง แต่อย่าหนีความจริงหรือทำลายความจริงทิ้งซะ กายจิตแสดงอาการอะไรออกมาให้เรารู้ไว้ นั่นแหละคือความจริง อย่าปฏิเสธ
เราจะเกิดปัญญาเพราะสิ่งเหล่านี้นะ เพราะสิ่งที่กายจิตแสดงความจริงออกมา
ในการปฏิบัติเนี่ย ถ้าเราขาดสติไม่รู้เท่าทันในความสงบ หลงติดอยู่ในความสงบ อันนี้เป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง
ถ้าหากว่าจิตมันคิดปรุงแต่ง ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ถ้าเรามีสติรู้เท่าทันว่า อ๋อ จิตมันคิดปรุงแต่ง เพียงแค่รู้เท่านี้ก็เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว
การเจริญสติเนี่ยไม่มีการบังคับ ไม่มีการกดข่มอะไร แค่รู้ตามความจริงที่เค้าแสดงออกมา ไม่ต้องปรุงแต่ง ไม่ต้องดัดแปลง แค่รู้เฉยๆ สงบเราก็รู้ว่ามันสงบ มันฟุ้งซ่านก็รู้ว่าฟุ้งซ่าน ขอแค่รู้เท่านั้นแหละก็เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว
เราจะปฏิบัติธรรมได้ง่ายขึ้นก็ตรงที่เรารู้เท่าทันในอาการต่างๆ เมื่อรู้ เมื่อดูนานๆเนี่ย มันจะเกิดภาวะหนึ่งขึ้นมา เค้าเรียกภาวะผู้ดู
เมื่อมีการดูก็ย่อมมีการเห็นนะ วิปัสสนาเนี่ยต้องดูแล้วเห็น แต่ถ้าเราดูไม่เป็นบางทีดูแล้วไม่เห็น ดูกับเห็นนี่ต่างกันนะ บางที ดูสิๆ บางคนดูแล้วยังไม่เห็น ดูอะไรลงไปในน้ำ ดูน้ำ ไม่เห็นอะไรในน้ำ แต่บางคนดูแล้ว อ๋อ ในน้ำมีปลา
การดูแล้วเห็นเนี่ยคือวิปัสสนา เมื่อดูนานๆ ดูบ่อยๆ เห็นบ่อยๆเนี่ย ก็จะได้การหลุดพ้นทางด้านจิตใจ ตำแหน่งที่ดีที่สุดของผู้ปฏิบัติคือการเป็นผู้ดูนี่แหละ เหนือชั้น เหนือเมฆ เหนือทุกข์ ไม่ต้องเข้าไปเป็นกับสิ่งที่เราดู สบายเลย
ดูของจริงในชีวิต เช่นอะไร เช่นกายเราเนี่ย ดูกายดูใจบ่อยๆเนี่ย เราจะเห็นธรรมนะ การเห็นธรรมเนี่ย ไม่ใช่เห็นสิ่งที่อภินิหารแปลกๆที่นอกเหนือตัวเรา ไม่ใช่เห็นเลข เห็นหวย เห็นผี เห็นเทวดา เห็นนรก สวรรค์ เห็นพระพุทธเจ้า หรือเห็นญาติที่ตายไปแล้วมาขอส่วนบุญ
อันนั้นไม่ใช่วิปัสสนา อันนั้นไม่ใช่การเจริญสติ อันนั้นเป็นเพียงสมาธิที่เกิดภาพนิมิตที่จิตเค้าสร้างขึ้นมา ไม่ใช่ของจริง อาจจะเห็นจริง แต่เรื่องที่เห็นอาจจะไม่จริง
เห็นธรรมคือเห็นกาย เห็นจิตเราแสดงความไม่เที่ยง
เดี๋ยวกายเราก็นั่ง เดี๋ยวกายเราก็นอน เดี๋ยวกายเราก็ยืน เดี๋ยวกายเราก็เดิน
เดี๋ยวก็หายใจเข้า เดี๋ยวก็หายใจออก
เปลี่ยนแปลง บังคับบัญชาไม่ได้
จิตมันคิดยินดี คิดไม่ดี
ประเดี๋ยวก็มีสติ เดี๋ยวก็ขาดสติ
เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์
เปลี่ยนแปลง บังคับบัญชาไม่ได้
จะให้มีแต่สุขอย่างเดียวก็ไม่ได้
จะให้มีแต่บุญกุศลอย่างเดียวในจิตใจคิดดีๆก็ไม่ได้
หรือจะให้แต่มีสติล้วนๆตลอดเวลาก็ยังไม่ได้
ก็แล้วแต่เหตุปัจจัย
อันนี้คือผู้เห็น มีดวงตาเห็นธรรมเนี่ยคือเห็นตรงนี้
เห็นความจริงของกายของจิตที่เค้าแสดงตัวออกมา
เห็นแล้วเป็นยังไง
เห็นแล้วก็ปลอดภัย พ้นภัย
เพราะว่าเป็นภูมิคุ้มกันทางจิตก็ได้
หรือภูมิคุ้มกันชีวิตนั้นคือเห็นธรรมะ
เห็นธรรมะคือเห็นความเป็นธรรมดา