PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม
  • ทำนบหัวใจ
ทำนบหัวใจ รูปภาพ 1
  • Title
    ทำนบหัวใจ
  • เสียง
  • 9021 ทำนบหัวใจ /aj-kampol/2021-03-04-07-26-39.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันอาทิตย์, 25 มกราคม 2569
ชุด
นักทำใจ
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  •  

    ทำนบหัวใจ (ความยาว 15.09 นาที)


    (14.44)
    มารดาก็ทำให้ไม่ได้ บิดาก็ทำให้ไม่ได้ ญาติพี่น้องก็ทำให้ไม่ได้ แต่จิตที่ฝึกฝนไว้ชอบย่อมทำสิ่งนั้นให้ได้ และทำให้ได้อย่างประเสริฐด้วย
    (พุทธวจน)


    (14.00)
    การปฏิบัติธรรมเนี่ยเราต้องทำเอาเอง ใครก็ทำให้เราไม่ได้ คุณพ่อ คุณแม่ ญาติพี่น้อง ก็ทำให้กับเราไม่ได้ แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านก็ทำให้กับเราไม่ได้ ท่านเป็นเพียงแค่ผู้ชี้ทาง บอกหนทางให้ เราเองจะต้องเป็นผู้เดินทาง บุคคลอื่นเนี่ยเป็นเพียงกัลยาณมิตร ให้คำแนะนำ ให้กำลังใจ ให้แง่คิด ส่วนการปฏิบัตินั้นเราต้องทำเอาเอง ใครทำใครได้ ใครดูใครเห็น ใครปฏิบัติใครเป็น

    จะว่าไปแล้วนี่ บางท่านอาจจะสงสัยว่าอันนี้เป็นการเห็นแก่ตัวหรือเปล่า การปฏิบัติธรรม ถ้าเรามีข้อพิสูจน์ ต้องทำตัวเราก่อน ก่อนที่จะช่วยเหลือแบ่งปันผู้อื่นได้ ถ้าเราทำไม่เป็นแล้วนี่ จะบอกให้ผู้อื่นเขาทำเป็นนี่มันก็ยาก ถ้าเราว่ายน้ำไม่เป็น จะไปช่วยคนตกน้ำได้อย่างไร

    เพราะการปฏิบัติธรรมเนี่ยมันไม่ใช่สิ่งภายนอก มันอยู่ภายในจิตใจเรา อยู่ที่กายที่ใจเรานี่เอง ถ้าเราเข้าใจ รู้จักวิธีการปฏิบัติ รู้จักช่วยตัวเราให้รอดแล้วหล่ะก็ วิธีการช่วยเหลือผู้อื่นเนี่ยไม่ยากแล้ว เพราะว่าเราเรียนรู้จากตัวของเรา เราก็จะเข้าใจผู้อื่นแล้วก็แนะนำได้

    อย่างเช่นการปฏิบัติธรรม เราก็เริ่มต้นที่ตัวเราเนี่ยแหละ ที่กาย ที่ใจของเรา ไม่ต้องไปที่ไหน สนามรบ สนามการปฏิบัติธรรมเนี่ย ที่กายที่ใจของเรา ที่รูปนามขันธ์ 5 นี่แหละ ที่เราสมมติว่าเป็นตัวเรา

    อย่างเช่น การเจ็บไข้ได้ป่วย คนทุกคนนี่ย่อมหลีกหนีไม่พ้นเรื่องความป่วยไข้ที่ร่างกาย เป็นโรคอะไรก็ตาม จะรุนแรงร้ายแรงขนาดไหนก็ตาม เราอย่าเพิ่งปฏิเสธในสิ่งที่กำลังมีขึ้นกับตัวเรา

    เราฟังเรื่องการเจริญสติมามากแล้ว วันนี้เราลองมาใช้สติแก้ปัญหาชีวิตเราดูบ้างสิ มีอาวุธแล้วใช้ไม่เป็นเนี่ยเกะกะ เรามีอาวุธคือสติ คือความรู้สึกตัวแล้วเนี่ย เราลองมาใช้กับชีวิตของเราดูสิ

    อย่างเช่นเวลาเรามีทุกขเวทนา เจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาเนี่ย อย่าเพิ่งปฏิเสธ ตั้งสติให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา มันมีขึ้นจริงมั้ย ความเจ็บไข้ได้ป่วย มันป่วยกายหรือป่วยใจ เรามีสติแยกแยะดูสิ

    ถ้าป่วยกายมันเห็นได้ชัดเจนมาก ปวดศีรษะ ปวดท้อง ปวดหลัง ปวดเข่า เป็นโรคร้ายแรง ที่หมอรักษาได้ก็ดี รักษาไม่ได้ก็ตาม ลองรู้ลงไปที่ตัวเราสิ แค่เรามีสติระลึกรู้นี่ จิตมันก็ได้พลังแล้วนะ

    ไอ้ที่ป่วยทั้งกายทั้งใจนี่ จิตมันก็จะหายป่วยได้เหมือนกันนะ การมีสติ อย่างน้อยก็หารความเจ็บทุกขเวทนาร่างกายไปได้ครึ่งหนึ่ง รู้ครึ่งหนึ่ง เจ็บครึ่งหนึ่ง ก็ยังดีนะ ดีกว่าเจ็บทั้งร้อย

    ลองพิจารณาดูสิว่ากายเรานี่มันเจ็บป่วยจริงหรือเปล่า ด้วยอาศัยสติ อาศัยสมาธิ อาศัยปัญญาที่เรามีอยู่เนี่ย ก็ต้องขอบคุณเขานะ ความเจ็บไข้ได้ป่วย อย่างน้อยเราจะได้มีสติรู้ว่า อ๋อ นี่เพราะว่าเราใช้ร่างกายไม่ถูกต้อง มันจึงมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา

    อาจจะทานอาหารไม่ถูกต้อง ทานอาหารที่ไม่มีคุณภาพ โรคร้ายก็เกิดขึ้นในกายเรา หรือเราอาจจะพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำงานมากจนเกินไป ใช้ร่างกายมากจนเกินไปโดยที่ไม่พักผ่อน ร่างกายก็เป็นทุกข์ได้เหมือนกันนะ

    หรือบางทีเราทานอาหารดีแล้ว พักผ่อนก็เพียงพอ บางทีอาจจะเกินประมาณซะด้วยซ้ำไป แล้วทำไมจึงมีโรคภัยไข้เจ็บมารุมเร้าอยู่ที่กายเรา บางทีมันอาจจะเกิดจากว่าเราไม่ได้ออกกำลังกายก็ได้ อาจจะไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวไปมา สุขภาพร่างกายจึงไม่ค่อยดี อ้วนไปบ้าง อ่อนแรงไปบ้าง

    อันนี้เราอาศัยสติพิจารณาสักหน่อยก่อน สาเหตุมันมาอย่างไรเราจึงเป็นอย่างนี้ เราจะได้รู้จักตัวเรา รู้จักแก้ไขที่ตัวเรา อันนี้มันได้ปัญญาแล้วนะ

    บางทีมันต้องใช้ความคิดช่วยแก้ปัญหา ไม่ใช่ว่าเราจะรู้แล้วก็ทิ้ง รู้แล้วก็ปล่อย มันไม่ใช่ปล่อยวางหรอก ปล่อยทิ้ง ถ้ามันอยู่ในวิสัยที่จะแก้ปัญหาได้หล่ะก็ ต้องแก้ปัญหาก่อน รู้แล้วก็แก้ปัญหา ถ้าแก้ไขไม่ได้ ก็เป็นปัญญา ก็รู้จักปล่อยวาง ถ้าแก้ไขได้ก็แก้ไขไป ตามหน้าที่ตามกำลังที่เราจะแก้ไขได้

    เราจะเริ่มเข้าใจเรื่องของกาย ดีแล้วที่เขาให้เราเห็นอาการของเขา เราจะได้แก้ไข ทุกครั้งที่เราแก้ไขกายได้นี่ เราจะสบายใจ เราจะไม่เป็นทุกข์ แถมจะมีความสุขด้วย

    ส่วนเรื่องของจิตใจเนี่ย จิตใจนี่ก็สำคัญ ความเจ็บไข้ได้ป่วยทางใจนี่มันร้ายแรงกว่าเรื่องของร่างกาย ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในทางจิต รุนแรงกว่าทุกข์ที่เกิดจากทางด้านร่างกาย

    ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วย ถ้าเราทำใจได้นี่ ทุกข์แทบจะหมดไปเลย เพราะฉะนั้นจิตจึงสำคัญกว่า ถ้าจิตดีแล้วนี่ เขาจะดูแลกายได้

    ทีนี้ถ้าหากว่าเราเจ็บไข้ทางด้านจิตใจ เรียกว่า “ป่วยใจ” บางทีร่างกายไม่ป่วยหรอก ร่างกายสบายดี แข็งแรง แต่ป่วยใจนี่ รุนแรงมาก ทุกข์ไม่เลิก

    อย่าปล่อยให้จิตใจเราต้องเลื่อนลอยไปตามอารมณ์ที่มันทำให้เราต้องเป็นทุกข์นะ อย่าลืมเรียกสติ ผมมักจะเรียกว่า “พระสติ” เรียกสติกลับคืนมา ให้รู้สึกตัวซะก่อน

    อย่าทิ้ง มัวแต่ก่นทุกข์ ก่นเศร้า จิตใจเลื่อนลอยไป มันช่วยอะไรเราไม่ได้หรอก อาการที่ทุกข์ที่เศร้าแบบนั้นมีแต่ซ้ำเติมให้จิตใจเราเป็นทุกข์มากขึ้นอีก

    ตั้งสติให้ได้ เรานี่เป็นทุกข์อย่างนี้เนอะ มันเริ่มมีสติแล้วนี่ มันจะเริ่มมีความคิดที่ดีๆนะ สตินี่ไม่ใช่ว่ารู้แล้วก็ปล่อยอย่างเดียวนะ ถ้าเป็นสติปัญญาสัมปชัญญะหล่ะก็มันจะมีวิธีการแก้ไขอยู่ในตัว เห็นทุกข์แล้วก็เห็นทางดับทุกข์ในตัวเลย

    เราจะเริ่มเข้าใจ อ๋อ นี่ที่เรามีความทุกข์ใจอย่างนี้นะ เป็นเพราะว่าเรามีตัณหามากนะ มีความยึดมั่นถือมั่นอะไรสักอย่างหนึ่ง ลองสังเกตดูสิ ทุกข์ใจนี่ไม่ได้เกิดจากอะไรหรอก มันเกิดจากความยึดมั่นถือมั่น

    อย่างน้อยก็อยากได้สิ่งนู้นสิ่งนี้ ไม่ได้ดั่งใจหล่ะก็เป็นทุกข์ อยากเป็น อยากเป็นคนดี อยากเป็นคนเก่ง อยากเป็นเหมือนคนนู้นคนนี้นี่ ถ้าไม่ได้อย่างใจอยากหล่ะก็ ใจก็เป็นทุกข์ แล้วจิตก็คิดฟุ้งซ่าน เพราะความอยากของเราเนี่ย มันยึดมั่นถือมั่นในความอยากด้วย

    เรียกว่าใช้สมองเปลือง ใช้ความคิดเปลือง จิตจึงต้องเป็นทุกข์ คนเราเป็นทุกข์เนี่ย นอกจากจะยึดมั่นถือมั่นแล้ว ยังใช้สมองเปลือง คือคิดเยอะ คิดข้ามวันข้ามคืน ทุกข์ใจมารุมเร้า

    เหมือนน้ำที่มันกำลังค่อยๆไหลท่วมมาทีละน้อยๆ มาจากอุตรดิตถ์ มาท่วมสุโขทัย ต่อไปก็ไหลลงมาที่พิจิตร เดี๋ยวก็ถึงนครสวรรค์ ถึงกรุงเทพฯ ออกปากอ่าวทะเลเลย ค่อยๆซึมมาเรื่อยๆ เพราะน้ำนี่มันไหลไม่หยุด ความคิดเราก็เช่นเดียวกัน ถ้าคิดไม่หยุด คิดไม่เลิกหล่ะก็มีโอกาสท่วมทับจิตใจได้นะ

    ไม่เป็นไร เรามีสติเป็นเครื่องป้องกันน้ำไม่ให้ไหลบ่าท่วมทับจิตใจได้ สตินี่แหละกั้นกระแสอารมณ์ที่จะกระทบใจได้

    เรามีสติสักหน่อย อ๋อ นี่เราเป็นทุกข์เพราะยึดมั่นถือมั่นนะ เราต้องรู้จักปล่อยวาง อย่าใช้สมองเปลือง อย่าใช้ความคิดเปลือง ให้รู้เนื้อรู้ตัวเสียบ้าง

    ทุกข์ทางใจเนี่ยแก้ไขด้วยการเจริญสติ ด้วยการปฏิบัติธรรม อยู่กับปัจจุบันเข้าไว้ ถ้าสติไม่มา ก็ตบมือ เรียกสติคืนมา กลับมาอยู่ที่กายเคลื่อนไหว ดูลมหายใจลึกๆ หายใจเข้า หายใจออก เจตนารู้ลงไปที่ลมหายใจสัก 2-3 ครั้งเนี่ย พระสติก็มาช่วยเราแล้ว

    เพราะนั้นถ้าทุกข์กายเราก็แก้ปัญหาไปตามหน้าที่ด้วยสติ ทุกข์ใจ ทุกขเวทนาทางจิตใจ เราก็แก้ปัญหาด้วยสติ เราต้องทำตัวของเราเอง อย่าไปหวังพึ่งคนอื่น โดยเฉพาะคนใกล้ตัว

    ถ้าเราปฏิบัติธรรมได้แล้วเนี่ย แก้ปัญหาตัวเราได้แล้วเนี่ย เราจะไปบอกใครก็ได้ บอกคนใกล้ตัวก็ได้ บอกสามีเรา ภรรยาเรา ลูกเรา หรือคนที่เรารัก เราสามารถแนะนำแล้วก็สอนเขาได้

    แต่อย่างไรก็ตามเนี่ย เราอย่าเพิ่งไปด่วนตัดสินใจว่า เรานี่แก้ไขตัวเราเองไม่ได้ แล้วเราจะแก้ไขคนอื่นได้อย่างไร อันนี้ไม่เป็นไรหรอก เราฝึกตัวเราเองมากๆ ฝึกเจริญสติในปัจจุบันนี่แหละ

    อย่างน้อยเราก็ต้องมีความอดทนกับอารมณ์ ความขยันยังไม่เพียงพอนะ ต้องอดทนด้วย ขยันแล้วก็อดทน มีศรัทธา การปฏิบัติในตัวเราก็จะดีขึ้น ทำตัวอย่างให้เขาดู อยู่ให้เขาเห็น เย็นให้เขาสัมผัส

    บางทีความอดทนนี่ช่วยได้นะ อย่างสมมติว่า เวลาที่เราถูกติฉินนินทา หรือถูกใส่ร้าย การนินทาว่าร้ายหล่ะก็เป็นทุกข์มาก แล้วเขาว่าตรงที่เราเป็นซะด้วย เขาดูเราผิด นินทาเรา ใส่ร้ายเรา อันนี้ไม่เป็นไร เราพิสูจน์เลย

    เราใช้สติอยู่กับปัจจุบันเนี่ย ดูสิว่าสิ่งที่เขาพูดเนี่ยมันจริงมั้ย ถ้าเขานินทาว่ากล่าวเราหรือใส่ร้ายเรา ถ้าไม่จริงนี่เราก็เฉยได้ เป็นปกติได้

    ถ้าเรื่องที่เขาพูดเขานินทานี่มันเป็นจริงหล่ะก็ มีสติ อ๋อ นี่เราเป็นอย่างที่เขาว่าจริงๆนะ ไม่ต้องเป็นทุกข์ เขาพูดจริงแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว ดีแล้ว ขอบคุณเขา เราจะได้ระวังตัวเรา

    การที่เขามานินทาว่าร้ายเราหรือใส่ร้ายเราเนี่ย มันช่วยทำให้เรามีสตินะ สังเกตดูตัวเราเป็นจริงหรือเปล่า ถ้าไม่ได้เป็นจริงดั่งที่เขาว่า เราก็เฉยได้ ถ้าเป็นจริงอย่างที่ว่าก็ขอบคุณเขา เขาพูดถูกต้องแล้ว เราจะเริ่มมารู้จักดูตัวเราแล้ว จะได้แก้ไขตัวเรา

    หรือถ้าหากว่าการที่เขานินทาเรา ว่าร้ายเรา ใส่ร้ายเราเนี่ย ถ้าทำให้เขามีความสุขหล่ะก็ ก็ไม่เป็นไรนะ ก็ถือว่าทำบุญในส่วนนั้นไปเลย ทำให้เขามีความสุข ช่วยเขาในทางอ้อมเลย

    ถ้ามีโอกาสชี้แจงก็ชี้แจงไป ถ้าไม่มีโอกาสก็ อ๋อ ดีแล้วหล่ะ เขาจะได้คลายเครียดเขาซะบ้าง ช่วยใจเราให้มีความสุขได้เหมือนกันนะ

    แล้วที่สำคัญก็คือ สิ่งที่เขาตำหนิติเตียนเราหรือนินทาเราเนี่ย เขามาสอบอารมณ์เรานะว่าจิตใจเรายังจะมั่นคงแค่ไหน หวั่นไหวหรือไม่กับเสียงนินทาที่เป็นเสียงเหมือนลมผ่านหูนี่ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

    เราจะหวั่นไหวกับสิ่งนี้หรือเปล่า ถ้าไม่หวั่นไหวหล่ะก็ สติเราก็ผ่าน ถ้าหวั่นไหวหล่ะก็ เราก็รู้ว่า อ๋อ นี่เราหวั่นไหวนะ เราก็ผ่านอีก ผ่านด้วยสติ เป็นทางผ่าน

    นี่แหละเป็นการวัดจิตใจของเราเลยว่าเรามีสติมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีสติน้อยก็หวั่นไหวบ้าง ถ้าขาดสตินี่หวั่นไหวเต็มร้อยเลย ถ้ามีสติทุกอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เป็นของเกิดๆดับๆ

    เรามีแต่ประโยชน์ส่วนเดียวเลย เราทำเพียงแค่เนี้ย ทำตัวเราให้เป็นปกติ แล้วคนรอบข้างเห็นเราเป็นปกติ เนี่ย เขาจะทึ่งในตัวเรานะ จะเห็นความสำคัญของตัวเรามากขึ้น บางทีเราไม่ต้องพูด ไม่ต้องบอกหรอก เรามีความเป็นปกติให้เขาเห็น

    ปกติกายคือไม่เบียดเบียนใคร ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ดื่มสุรา นี่ปกติของกาย

    ปกติของจิต คือไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ต่างๆ เพราะรู้เท่าทัน มีสติ มีสมาธิ รู้เท่าทันกาย รู้เท่าทันจิต แล้วก็รู้จักปล่อยวาง อันนี้คือเป็นปัญญา

    เราทำเพียงแค่เนี้ย ไม่ต้องบอก ไม่ต้องสอนมาก แล้วคนรอบข้างก็จะเริ่มศรัทธา

    การปฏิบัติธรรมเนี่ยสำคัญที่ตัวปฏิบัติ ไม่สำคัญที่ความรู้ ร้อยรู้ หมื่นรู้ ก็ไม่สู้หนึ่งทำนะ หนึ่ง ท สระอำ ทำ รู้มากแค่ไหนก็ตาม ถ้ายังทำไม่ได้นี่ ถือว่าไม่รู้นะ

    เพราะนั้นการปฏิบัติธรรมต้องทำตัวของเรา ทำให้เป็น ทำให้ชำนาญ แล้วสิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นเครื่องประกาศตัวเราว่า อ๋อ นี่คนทำได้มันก็มี แล้วเราเองก็ทำได้ด้วย.

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service