{ampz:shareampz}
แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
สติลุยโลก
ไม่มีไฟใดเสมอด้วยราคะ
ไม่มีโทษใดเสมอด้วยโทสะ
ไม่มีทุกข์ใดเสมอด้วยเบญจขันธ์
ไม่มีสุขใดเสมอด้วยความสงบ
(พุทธวจน)
เรามาทำชีวิตให้ใหม่
ชีวิตที่ใหม่ ๆ นี่มันก็เป็นชีวิตที่มีความสุข
เราจะสังเกตว่าอะไรก็ตามที่เป็นของใหม่
มันจะดูสวย สด งดงาม ดูแล้วสดชื่น
เราก็เหมือนกัน
เราอยากจะเป็นคนใหม่
อยากจะสดชื่น
อยากจะมีความสุข
เราก็ต้องทำชีวิตให้ใหม่
ให้มันใหม่ทุกวัน
ใหม่อยู่เสมอ ๆ
สดอยู่เสมอ ๆ
ความสดใสเบิกบานนั้น
จะเกิดขึ้นได้
ไม่ใช่จากสิ่งที่เป็นเรื่องเก่า ๆ
เราต้องทำให้เราใหม่เสมอ ๆ
แล้วจะทำอย่างไร?
ชีวิตที่ใหม่นั้น
ต้องเป็นชีวิตที่อยู่กับปัจจุบัน
ความใหม่ของชีวิต
ต้องทำจิตให้อยู่กับปัจจุบัน
คือใหม่แท้ ๆ
ที่ครูบาอาจารย์บางท่านเรียกว่า
“ชีวิตสด ๆ”
เคยได้ยินมั้ย เราไม่ได้คิดเอานะ อันนี้มันมีจริง ความสดความใหม่ของชีวิตเนี่ย มีได้จริงๆ อยู่กับปัจจุบัน นี่เรากำลังฟังธรรมะ กำลังทำอะไรอยู่ก็ตาม นี่แหละคือชีวิตใหม่ เห็นความใหม่ของกายที่มันกำลังเคลื่อนไหวไปมามั้ย ถ้าใครยังไม่เห็นความใหม่ในขณะที่เห็นกายเคลื่อนไหวไปมาเนี่ย อันนี้แสดงว่าเราไม่ได้อยู่กับปัจจุบันแล้ว บางท่านอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ ไม่เห็นมันใหม่อะไรเลย เราก็เหมือนเดิม เพราะคำว่า”เหมือนเดิม”นี่แหละ มันก็เลยไม่ใหม่ ไอ้เหมือนเดิมอ่ะ ลืมไปซะเถอะ เราลองมาดูอยู่กับปัจจุบันสักนิด ทิ้งอดีต แกล้งลืมๆไปซะบ้าง ชีวิตเรานี่ ถ้าเก็บอดีตมาทั้งหมดเนี่ย รกจิตรกใจนะ มันไม่ใช่ของใหม่ ไม่ใช่ปัจจุบัน เราลองดูปัจจุบันนี่ ปัจจุบันนี่มันใหม่เสมอๆนะ มันใหม่กว่ามือถือรุ่นใหม่ หรือรถยนต์รุ่นใหม่อีกนะ มือถือรุ่นใหม่นี่ก็ต้องคิดเอามาแล้วก็ผลิตขึ้นมา เราเห็นในปัจจุบันเนี่ยมันก็ไม่ใหม่แล้ว มันมาจากอดีต แต่ถ้าเราดูที่ตัวเรานี่ จะเห็นความใหม่ที่ตัวเรา ดูเอาเถอะ แม้แต่อารมณ์หรือความคิด สิ่งที่มากระทบทางตา ทางหูเรานี่ มันใหม่ แล้วมันก็ดับไป มันมีขึ้นแล้วมันก็ดับไป หายไปแล้วเสียง แต่พอมีเสียงเกิดขึ้นปั๊บ นี่ไง เสียงใหม่เกิดขึ้นแล้ว แล้วก็ดับไป แม้แต่ความคิดนึกต่างๆ ความคิดนึกเนี่ยมันไม่ได้คิดตลอดทั้งวันหรอกครับ มันคิดแล้วก็มีช่วงที่ขาดหายไป เรื่องราวต่างๆเนี่ยเราไม่ได้คิดเรื่องเดียวในขณะปัจจุบัน บางทีวันนึงคิดหลายเรื่องหลายราว บางทีเรานับไม่ทัน แต่ไม่ต้องไปนับ รู้ว่ามันคิด อ๋อ มันคิดแล้ว มันดับไปก็ปล่อยมันไป ความคิดหรืออารมณ์ต่างๆที่มากระทบทางตา ทางหูนี่ มันก็เกิดๆดับๆ เกิดๆดับๆอยู่อย่างนี้แหละ เราจะเห็นความคิด เห็นธรรมะ หรือรู้แจ้งธรรมะได้ก็เพราะที่อารมณ์ปัจจุบัน ความเป็นปัจจุบันเนี่ย นอกจากจะทำชีวิตให้เราใหม่แล้ว เราจะเห็นอะไรต่างๆที่มันเกิดขึ้นแล้วมันก็ดับไป เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ที่เค้าเรียกว่า”ความไม่เที่ยง” แต่ต้องอาศัยสติ ต้องมีสติอยู่เสมอๆ สติจะเกิดขึ้นได้เสมอๆนั้นเราจะต้องสร้างผลิตขึ้นอยู่เนืองๆให้ต่อเนื่องกันนานๆ นึกขึ้นได้ก็ให้มีสติทันทีเลย สติสามารถพาจิตพาใจเราเนี่ยลุยโลก โลกอะไร โลกธรรม โลกธรรม8 มีลาภ เสื่อมลาภ มียศ เสื่อมยศ มีนินทา มีสรรเสริญ มีสุข มีทุกข์ อันนี้คือ”โลกธรรม” สติจะพาจิตเราเนี่ยลุยโลกธรรม 8 โดยเฉพาะโลกที่ความคิดเนี่ย สำคัญมาก มันคิดไปในทางกามราคะ อันนี้ก็โลก มันคิดไปในทางปฏิฆะ คือความอึดอัดขัดเคือง อันนี้ก็คือโลก ความพยาบาทเบียดเบียนพวกเนี้ยคือโลกทั้งนั้น สติเค้าทำหน้าที่พาจิตพาใจของเราเนี่ยให้ลุยผ่านพ้นไปให้ได้ เมื่อจิตที่มันลุยผ่านพ้นโลกไปแล้วนี่ จิตมันจะสงบนะ มันจะเป็นสุขอยู่ในความสงบนั้น เมื่อมีความสงบ มันก็มีความสุข ความสุขเกิดขึ้นจากจิตที่มันไม่เกาะเกี่ยวผูกพันอยู่กับโลกธรรมทั้ง 8 ความโลภ ความโกรธ ความหลงเนี่ย มันเกิดขึ้นได้ที่คิด เกิดจากความคิดนี่เอง คนเราเนี่ยเป็นทุกข์เพราะความคิด เวลามันเกิดความคิดขึ้นมาเนี่ย เราไม่เข้าใจความคิด ไม่เข้าใจตัวเอง จึงเกิดการยึดมั่นถือมั่นว่า อ๋อ ไอ้ความคิดเนี่ยมันเป็นตัวเป็นตนของเราจริงๆ เรามีความเห็นผิด เราไม่ปล่อยวาง ไม่รู้เฉยๆ พอมันคิดขึ้นมาเนี่ย สังเกตดูนะ ความคิดเนี่ยมันไม่เท่าไหร่นะ แต่เรื่องราวในความคิดนี่มันหลอกให้เราปรุงแต่งไปยาวนานข้ามวันข้ามคืน คิดข้ามวันข้ามคืน โกรธข้ามวันข้ามคืน จนนอนไม่หลับ เมื่อเราปล่อยจิตปล่อยใจให้เกาะเกี่ยวผูกพันกับความคิดนานๆจิตมันก็เหน็ดเหนื่อย กระวนกระวายในสภาพที่เป็นทุกข์ ถ้าเราฝึกเจริญสติอยู่เนืองๆ เราจะเห็นว่าความคิดเนี่ยมันไม่มีตัวไม่มีตน มันมีแต่เป็นเงาๆ เป็นอาการที่มันกรุ่นอยู่ภายในจิตใจ ยามมันคิดขึ้นมานี่ เราลองมีสติรู้เฉยๆแล้วก็ปล่อยวางปล่อยให้ความคิดมันผ่านไป อย่าไปแตะต้อง อย่าไปทำอะไร รู้เฉยๆแล้วก็ปล่อยไป บางทีเราต้องให้สิทธิเสรีภาพของความคิดซะบ้าง ให้เค้าคิดขึ้นมา ถ้าเค้าไม่คิดเนี่ย เราจะไม่รู้จักตัวเราเองเลยนะ แต่เวลามันคิดขึ้นมาเนี่ย เราก็ต้องให้สิทธิเสรีภาพกับสติดูบ้าง ให้สติเนี่ยรู้ทันเข้าไปบ้าง แล้วก็ไม่ต้องเกี่ยวข้องกัน ปล่อยให้เค้าผ่านไป ถ้าเราไปบังคับ ไปยึดติดเนี่ย โอ้โห เราก็ผูกติดไปกับความคิด มันเป็นกรรมของเรานะ เราทำผิด เราปล่อยให้เค้าผ่านไปเฉยๆ ใจเราก็จะสบาย จะสงบ เราจะต้องฝึกบ่อยๆ เราจะๆได้นอนหลับสบายๆ ไม่ถูกความคิดรบกวนหรือครอบงำ โรคจิตโรคประสาททั้งหลายก็มาจากความคิดที่ไม่เลิกแล้วก็ยึดติดในความคิดนี่แหละ หลวงพ่อเทียนท่านได้กล่าวไว้ว่า ถ้าเรามีสติ เฝ้าดูความคิดโดยที่ไม่ทำอะไรความคิด ไม่แทรกแซง ไม่บังคับ แค่รู้เฉยๆ แล้วก็ปล่อยมันผ่านไป จิตจะเป็นอิสระจากความคิด เป็นอิสระจากโรคจิตโรคประสาท อันเนี้ย คือ ตัวปฏิบัติ และท่านยังบอกไว้ว่า ถ้าผู้ใดเห็นความคิด เท่ากับเห็นต้นทางของพระนิพพานแล้ว สำคัญนะ เห็นความคิด แต่ไม่ใช่คิดว่าเราเห็นนะ ความคิดส่วนหนึ่ง ผู้ที่เข้าไปเห็นความคิดส่วนหนึ่ง มันคนละขั้ว คนละด้านกัน อันเนี้ยคือเห็นความคิด เมื่อเห็นบ่อยๆรู้บ่อยๆ เราก็มีโอกาสที่ถึงพระนิพพานได้ เริ่มต้นแค่มีสติเห็นความคิด แล้วเราก็ถึงที่สุดคือถึงพระนิพพาน แต่ก่อนจะเห็นความคิดนั้นนี่ เราอย่าข้ามขั้น เราต้องฝึกตัวสติซะก่อน เรายังไม่มีสติผู้เห็นเลย ต้องสร้างสติผู้เห็นซะก่อน เจริญสติให้มากๆ ดูกายเคลื่อนไหว ถ้าดูกายเคลื่อนไหวชำนาญแล้วก็ดูใจที่มันคิดนึกเป็นขั้นตอน ดูกายดูจิต ดูรูปดูนามเนี่ย อันนี้คือเบื้องต้น แล้วต่อไปสติที่ดูกายดูจิตอยู่เสมอๆเนี่ย จะนำพาจิตใจเราเนี่ยไปสู่พระนิพพานเอง เราต้องขยันนะ เราต้องสร้าง เราต้องทำ เราต้องมีความเพียร มีความอดทน ทนเพื่อใคร ก็เพื่อตัวเรา เพียรเพื่อตัวเรา อดทนเพื่อตัวเรา ดับทุกข์เพื่อตัวเรา เราอย่าคิดว่า ไม่ต้องทำมากก็ได้การเจริญสติ ทำเมื่อไหร่ก็ได้ อย่าไปคิดอย่างนั้น ตราบใดที่เรายังแสวงหาเงินทองมากๆ ถ้าเพื่อใช้จ่ายหล่ะก็ เราต้องแสวงหาสติ เพื่อใช้จ่ายเช่นเดียวกัน ค่าอะไร คิดดูเถอะในแต่ละวันเนี่ย เราทานข้าว 3 มื้อ คิดเป็นเงินเท่าไหร่/ไม่มาก แต่เราทำไมต้องหาเงินมากมายไม่รู้จักจบจักสิ้น แต่ว่าสติเนี่ย เรามองข้ามไป แต่ละวันเนี่ยเรามีความทุกข์มาก มีอารมณ์มาก มีความคิดมากเท่าภูเขา แต่หาสติแค่เนินทรายแค่เนี้ย มันไม่เพียงพอหรอก เมื่อเราต้องการเงินมากๆ เราก็หามาก ขยันหามาก ไม่เป็นไร ถ้าเรายังมีความทุกข์อยู่ ยังมีความคิดมาก งั้นต้องเจริญสติให้มากๆ เพื่อทันกับความคิด พอไปอยู่อีกโลก คือ โลกธรรม แล้วก็โลกของความคิด.