PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม
  • ลาออกจากทุกข์
ลาออกจากทุกข์ รูปภาพ 1
  • Title
    ลาออกจากทุกข์
  • เสียง
  • 9019 ลาออกจากทุกข์ /aj-kampol/2021-03-04-07-26-17.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันอาทิตย์, 25 มกราคม 2569
ชุด
นักทำใจ
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • เรือนที่มุงเรียบร้อย ฝนย่อมไหลย้อยเข้าไม่ได้ ใจที่อบรมเป็นอย่างดี ราคะไม่มีวันเข้าครอบงำ                           พุทธวจน

              ธรรมชาติของชีวิต มีอยู่ธรรมชาติอย่างหนึ่ง ก็คือ พัฒนาได้ ชีวิตเนี่ย นอกจากจะมีธรรมชาติที่สดชื่น แล้วยังก็พัฒนาได้ด้วย  เรามีกายกับจิต การพัฒนาชีวิตก็คือ การพัฒนากาย พัฒนาจิตควบคู่กันไป  เรื่องร่างกายเราก็พัฒนากันอยู่แล้ว  โดยการรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ การออกกำลังกาย การพักผ่อน  การอยู่ในสถานที่อากาศบริสุทธิ์และก็ปลอดโปร่ง  รวมถึงเรื่องการขับถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะเป็นปกติ  อันนี้คือเรื่องของกายง่ายๆ แต่ว่า การพัฒนาด้านจิตใจนั้น  เราต้องรักษาจิตใจให้เป็นปกติ  จิตที่เป็นปกติเป็นจิตที่มีสุขภาพดีที่สุดเลย มีสติควบคุมเรื่องอารมณ์ที่มากระทบทางตา ทางหู เป็นต้น แล้วก็ลงมาสู่ใจเรา ต้องควบคุมอารมณ์ไว้ให้เป็นปกติ เรื่องอารมณ์เนี่ย สำคัญมากนะ ขึ้นอยู่กับวิธีคิดด้วย ถ้าเราคิดดี จิตเราก็มีความสุข ก็พลอยให้ร่างกายมีความสบายไปด้วย แต่ถ้าเราคิดไม่ดี จิตเราก็เสีย จิตเราก็มีความทุกข์ มีความเศร้าหมอง ร่างกายก็พลอยที่จะเป็นทุกข์เศร้าหมองไปด้วย ฉะนั้นจิตเนี่ยสำคัญ จิตเป็นนายกายเป็นเรือนะ สติเป็นหางเสือ ปัญญาเป็นคนพาย ถ้าพาจิตไปดีแล้วล่ะก็ ชีวิตเราก็ดี เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับวิธีคิดเนี่ยสำคัญมาก ดูสิว่าเราใช้วิธีคิดแบบไหน กิเลสคิดหรือสติคิด ถ้ากิเลสคิดล่ะก็ เราคิดไปในทางอยากได้อยากดี อยากมี อยากเป็น ทำให้จิตใจต้องเหน็ดเหนื่อย นี่เรียกว่า จิตมีโลภะ มีความโลภเข้าครอบงำ จิตเหน็ดเหนื่อย หรือบางทีเราคิดไปทางความไม่พอใจ ความหงุดหงิด รำคาญใจ อาฆาตพยาบาท อิจฉาริษยา อันนี้เป็นไฟ โทสะละ ทำให้จิตต้องเร่าร้อน กระวนกระวายใจ จิตไม่ดี เป็นเพราะว่าโมหะคือความหลง ความหลงขาดสติ จึงปล่อยให้ความคิดโลภบ้าง คิดโกรธบ้างเข้ามา ครอบงำ อันนี้คือ คิดด้วยกิเลส ถ้ากิเลสปรุงแต่งจิตละก็  คิดไม่เลิก นอนไม่หลับคิดข้ามวัน ข้ามคืน ทำให้จิตใจนี่หนักอึ้ง ปวดศีรษะ มึนศีรษะ เกิดความเครียดในจิตใจ เป็นทุกข์ เพราะว่ากิเลสคิด แต่ถ้าสติคิดเนี่ย คิดด้วยธรรมะ สติคือธรรมะฝ่ายกุศล ถ้าสติคิดเมื่อไรล่ะก็ มันจะมีความคิดที่เบา มีธรรมะเข้าประกอบ จะไม่ประกอบด้วยการโลภ คือคิดที่จะออกจากความโลภ ออกจากกาม ออกจากความพยาบาท ออกจากความเบียดเบียน ที่เรียกว่าดำริชอบ สัมมาสัมกัปปะคือดำริชอบ ออกจากพยาบาท ออกจากการเบียดเบียน คิดด้วยสติเนี่ย จะไม่เป็นไปเพิ่ความโลภ เพื่อความโกรธ ความหลง จิตใจจะเบาสบาย คิดแล้วเห็นแต่ความไม่เที่ยง เห็นแต่สิ่งที่บังคับบัญชาไม่ได้ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน คิดแล้วมีแต่การปล่อยวาง ปล่อยวาง เหลือแต่หน้าที่ที่ทำไป การคิดด้วยสติจิตจะเบาสบาย จบง่าย คิดไม่ยาว จิตจะไม่เครียด จะถอนความยึดติดยึดมั่นไปได้ จะมีความสุข เพราะฉะนั้นชีวิตเราจะมีความสุข ความทุกข์ ก็ขึ้นอยู่กับวิธีคิดเหมือนกันนะ ถ้ากิเลสคิดล่ะก็ จะพาเราไปทุกข์ ถ้าสติคิดก็พาไปมีความสุข ต้องระวังให้ดี เวลาเกิดความคิดปรุงแต่งจิตขึ้นมาล่ะก็ อย่าลืมตั้งสติรู้ซะก่อน ว่ามันคิดไปในทางไหน ถ้ามันคิดไปในทางที่พาไปหลงลืมสติ หรือพาไปโลภ ไปโกรธ ไปหลง ระวังให้ดีมันจะมีเสน่ห์ มันจะคิดยาวเลย เพราะเราก็เคยคิดมาก่อน ถ้าคิดด้วยกิเลสเนี่ย มันจะยาวแล้วก็จบได้ยาก ต้องระวังให้ดี ถ้าความคิดหรือจิตเราเนี่ยเริ่มลงไปในรอยนี้ละก็ ต้องระวังให้ดี อย่าให้อาหารเค้า รีบมีสติ ดึงจิตดึงใจกลับคืนมา อย่าให้ความคิดมันพาจิตไปเที่ยวไกล กลับคืนมา กลับคืนมาสู่กาย สู่ความรู้สึกตัว ถ้าเราไม่พยายามที่จะฝึกจิตให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวเนี่ย จิตมันจะชินนะ มันจะเคยชินที่จะลงไปอยู่ในกิเลส แล้วทีนี้กลับยาก พยายามดึงกลับรู้สึกตัวไว้ แค่รู้ว่ามันคิดปรุงแต่งไปกับกิเลสล่ะก็ จิตเรากลับคืนมาละ ต้องระวังให้ดี ถ้าคิดด้วยสติเราจะรู้ว่าจิตมันจะเบาสบาย คิดด้วยสติบ่อยๆเนี่ยจิตมันจะจำสติได้ ไม่อยากจะไปกับกิเลส ฉะนั้นชีวิตแต่ละวันเราต้องสังเกตดูนะตั้งแต่เราเกิดมาจนถึงทุกวันนี้เรามีความสุขมากหรือมีความทุกข์มาก ถ้าเรามีความทุกข์มากความสุขน้อยเราขาดทุน ถ้าเรามีความสุขมากทุกข์น้อยเราได้กำไรแล้ว เนี่ยเป็นกำไรชีวิต เพราะฉะนั้นถ้าเราเดินไปในทางที่จิตมีความทุกข์มากเราก็ต้องเปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจซะใหม่ มาถึงวันนี้เราต้องรู้จักเกษียณ เราต้องเกษียณจิตใจซะใหม่ ต้องเกษียณออกจากความทุกข์ซะบ้าง ต้องตั้งปณิธาณใหม่ อธิษฐานใหม่ ว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเราจะไม่ทุกข์อีกแล้ว ลาออกจากความทุกข์ไปเลย เกษียณแบบลาออกจากความทุกข์ไปเลย มาอยู่กับสติ มาอยู่กับการปฏิบัติธรรม มาทำใจให้มีความสุข นับแต่นี้เป็นต้นไปเราจะมีกำไรชีวิต ชีวิตเราจะมีแต่กำไรไม่ขาดทุน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเรายังมีความทุกข์อยู่ก็ไม่เป็นไรเราลองสำรวจดูซิ ว่าเรามีข้อผิดพลาดอะไรในชีวิตหาข้อผิดพลาดแล้วก็แก้ไขซะ อันนี้คือเรื่องความทุกข์ แต่ถ้าอยากให้ชีวิตมีความสุขล่ะก็ต้องปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมนี่ พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ผู้ใดประพฤติธรรมเป็นปกติย่อมมีความสุข เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมเนี่ยไม่ต้องไปหาที่ไหน ไม่ต้องไปรอเวลาไม่ต้องไปรอโอกาส ไม่ต้องรอสถานที่ ทำได้ทันทีเลย เพียงแต่ว่าเรามีสติ รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา ทุกเวลานาที กายมันเคลื่อนไหวทำอะไรก็ให้มีสติรู้ตาม จะนอนจะนั่งจะยืนจะเดิน ก็ให้รู้กายไว้ แล้วเวลาจิตมันคิดให้มีสติรู้ด้วย จิตมันคิดโลภ เราก็รู้ มันคิดโกรธ เราก็รู้ มันเผลอสติเราก็รู้ มันเกิดอะไรขึ้นกับกายกับจิตเรา ให้สติตามรู้อยู่ตลอดเวลา ทำได้แค่นี้ ในแต่ละวันเนี่ย จิตใจเราก็จะ ไม่ร้อนรุ่มกลุ้มอุรา ความวุ่นวายในจิตใจก็จะหายไป ทุกข์ใจ ก็จะไม่ค่อยเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เราต้องดำเนินชีวิตด้วยการมีสติอยู่เนืองๆ ทุกเวลานาทีด้วยความขยันและก็ด้วยความอดทน มีเวลาว่างเราก็นั่งสร้างจังหวะเจริญสติ ดูลมหายใจ เดินจงกรม ในรูปแบบต่างๆ ฝึกให้ชำนาญ แล้วก็นำมาใช้กับชีวิตประจำวัน อย่างรู้สึกตัว เราก็จะสามารถเปลี่ยนชีวิต จากการอยู่ร้อนนอนทุกข์ มาเป็นอยู่เย็นเป็นสุข ด้วยการปฏิบัติธรรม 

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service