PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม
  • ผลอยู่ที่ไม่ทุกข์
ผลอยู่ที่ไม่ทุกข์ รูปภาพ 1
  • Title
    ผลอยู่ที่ไม่ทุกข์
  • เสียง
  • 9018 ผลอยู่ที่ไม่ทุกข์ /aj-kampol/2021-03-04-07-26-00.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันอาทิตย์, 25 มกราคม 2569
ชุด
นักทำใจ
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  •  

    ผลอยู่ที่ไม่ทุกข์

    (ความยาว 16.55 นาที)


    (16.29)
    การจะเป็นคนดีนั้นสามารถทำได้ด้วยการช่วยเหลือผู้อื่น
    และการที่จะประสบความสำเร็จนั้น
    ก็สามารถทำได้ด้วยการหาความรู้ ขยันหมั่นเพียร
    ไม่จำเป็นต้องเบียดเบียนผู้อื่น

    (สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี)


    (15.47)
    การปฏิบัติธรรม ถ้าเราอยากจะให้ได้ผล
    เราต้องมีความตั้งใจ มีความเพียร
    แล้วก็มีความอดทน ไม่ท้อแท้ต่ออุปสรรคทั้งหลาย

    อย่างเช่นว่า บางสิ่งบางอย่างที่เราปฏิบัติ
    หรือได้พบเจอ ได้กระทบทางด้านจิตใจ
    บางทีมันเป็นความไม่พอใจ
    บางทีเราไม่ชอบอารมณ์แบบนี้ ความคิดแบบนี้ การกระทำอย่างนี้
    เราไม่ค่อยชอบ

    เราต้องมีความอดทนกับอารมณ์
    อดทนเอาไว้

    ความอดทนอดกลั้นนี่
    ถือว่าเป็นคุณธรรม
    เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง

    หรือต้องมีความเพียร
    เพียรที่จะอดทน
    เพียรที่จะฝึกฝนจิตใจ

    มีความอดทน มีความเพียร มีกำลังใจ
    เราก็จะประสบผลสำเร็จ

    โดยเฉพาะเรื่องการเจริญสติ
    การเจริญสติเนี่ย ถ้าจะให้ได้ผลไว ๆ อย่างที่เราต้องการ
    จะต้องทำให้ต่อเนื่อง
    ในทุกอิริยาบถ ตลอดทั้งวัน

    คำว่า “ต่อเนื่อง” นี่
    ไม่ใช่ว่าเราจะขาดสติไม่ได้

    บางครั้ง บางช่วง
    ก็อาจจะมีการเผลอไปบ้าง หลงไปบ้าง
    อันนี้ก็ไม่เป็นไร

    ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นธรรมชาติ
    เป็นธรรมดาของสติ ของสังขารทั้งหลาย
    ก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป
    มีความไม่เที่ยง

    สติก็ไม่เที่ยงนะ

    เราจะให้สติเกิดขึ้นทั้งวันทั้งคืน
    ต่อเนื่องกันเป็นเหล็กเส้น
    ถ้าหากว่าหลงไป เผลอไป ขาดสติไป
    เราก็ต้องรู้ตัวด้วยว่า
    เราเผลอไปแล้ว
    หลงไปแล้ว
    ขาดสติไปแล้วช่วงนี้

    แค่เรารู้ว่าเราหลงไป
    หนอ… เราก็ได้สติแล้ว

    มันจะไม่ขาดช่วงไปนาน
    เพราะสตินี่ตามรู้ทันอยู่เสมอ ๆ
    ก็เรียกความรู้สึกตัวกลับคืนมาได้

    มันจะไม่ต่อเนื่องกันเหมือนเหล็กเส้น
    จะเหมือนลูกโซ่
    เกาะกันเป็นเปลาะ ๆ

    รู้บ้าง
    หลงไปบ้าง

    เมื่อหลงเราก็รู้

    มันจะเป็นการต่อเนื่องโดยอัตโนมัติ
    ดีกว่าเราปล่อยหลงไปตั้งนาน
    กว่าจะรู้ก็ตั้งนาน

    อันเนี้ยจิตใจเรา
    อาจจะกิเลสนานนะ

    อย่าหลงนาน
    หลงแล้วก็รู้
    รู้ให้ไว ๆ
    ให้ต่อเนื่อง

    ในทุกอิริยาบถ

    การต่อเนื่องนี่
    ไม่ใช่ว่าทำเฉพาะในรูปแบบ

    การเดินจงกรม
    การดูลมหายใจ
    การยกมือสร้างจังหวะ

    เพียงแค่นี้เท่านั้น

    ไม่ใช่

    เราต้องรู้ให้ต่อเนื่อง
    นอกรูปแบบด้วย

    การใช้ชีวิตของเรา
    การทำหน้าที่ต่าง ๆ

    อิริยาบถใหญ่
    อิริยาบถย่อย

    การดื่มน้ำ
    การทานข้าว
    การแต่งเนื้อแต่งตัว
    การกวาดพื้น
    การทำความสะอาด

    ให้มีสติตามรู้

    เห็นจิตที่มันคิดนึก
    ความสุข
    ความทุกข์
    ชอบใจ
    ไม่ชอบใจ
    สงสัย
    ง่วงนอน

    อาการต่าง ๆ เหล่านี้
    ที่เป็นเรื่องของจิต
    เป็นอาการของจิต

    เราต้องมีสติตามรู้

    จะรู้ต่อเนื่องกาย
    หรือต่อเนื่องจิตก็ได้

    ตามรู้ไปเรื่อย ๆ

    สติจะมีกำลัง
    จะมีพลัง

    เรียกว่า “สติพละ”

    การทำต่อเนื่องนี่
    ถือว่าเป็นประโยชน์มาก

    สติจะมีความเข้มแข็ง
    จะตั้งมั่นอยู่ได้นาน
    จะหลงไม่นาน

    หลงแล้วกลับมารู้
    กลับมารู้
    จะหลงไม่นาน

    ในพระไตรปิฎกบอกว่า
    ถ้าหากว่าเราเจริญสติที่ต่อเนื่อง
    ทำในทุกอิริยาบถตลอดทั้งวันไม่ขาดสาย

    อย่างเร็ว
    ๗ วัน

    อย่างกลาง
    ๗ เดือน

    อย่างช้า
    ๗ ปี

    ผลเกิดขึ้นก็คือ
    จะเป็นพระอรหันต์ในชาตินี้

    ถ้าไม่เป็นพระอรหันต์
    ก็เป็นพระอนาคามี

    นี่ถือว่าเป็นการเจริญสติที่ได้ผลมาก
    คือทำให้ต่อเนื่อง

    ทีนี้เราทำใหม่ ๆ
    ความต่อเนื่องมันอาจจะเป็นไปไม่ได้
    อาจจะหลงไปนาน

    เจริญสติใหม่ ๆ
    อาจจะหลง

    ไอ้ที่เราหลงไปนี่
    ไม่ใช่เราหลงไปจากไหน

    หลงไปจากจิตใจเรา
    คือไปกับความคิด

    หลงไปจากกาย
    หลงไปจากจิต
    หลงไปกับความคิด

    เผลอไป
    หลงไป

    อดีตบ้าง
    อนาคตบ้าง

    คิดปรุงแต่ง
    แล้วก็ขาดสติ

    ปล่อยจิตปล่อยใจ
    ให้ไหลตามความคิด

    ใหม่ ๆ จะเป็นอย่างนี้นะ

    จะมีอุปสรรคมากมาย
    ต้องต่อสู้
    ต้องต่อต้าน

    สารพัดอย่างที่เป็นอุปสรรค
    ของการเจริญสติ

    นี่ถือว่าปฏิบัติย่อหย่อนไปหน่อย

    อาจจะขาดความเพียรบ้าง
    ท้อแท้บ้าง
    จิตตกบ้าง

    พอเราปฏิบัติไปนาน ๆ
    สติมันก็มีการพัฒนาขึ้นเหมือนกันนะ

    ก็พยายามดึงจิตดึงใจ
    เรากลับมาให้อยู่กับปัจจุบันเข้าไว้
    อยู่กับเนื้อกับตัวเข้าไว้

    มารู้กายเข้าไว้
    ดึงจิตกลับมาให้รู้กาย
    รู้สึกตัวเข้าไว้

    ก็ต้องมีการบังคับบ้าง
    มีความตั้งใจบ้าง
    กดข่มบ้าง

    เป็นสมาธิหนักไปหน่อย
    เป็นการเพ่งด้วยเจตนา

    จิตอาจจะเครียดไป
    แต่ก็มีความสงบอยู่นะ

    อาจจะมีความสงบ
    แต่สงบแบบไม่เย็น
    สงบแบบร้อน ๆ
    แข็ง ๆ
    เกร็ง ๆ
    เครียด

    แต่ก็จิตสงบได้เหมือนกัน

    อันนี้จะตึงไปหน่อยนะ
    อาจจะตึง
    อาจจะเป็นทุกข์บ้าง

    จะมีอาการมากมาย
    มึนศีรษะ
    ปวดศีรษะ

    แต่ก็ยังเป็นการปฏิบัติอยู่

    อาจจะตึงไป
    ไม่หย่อนก็ตึง

    ก็ดีนะ
    ใหม่ ๆ ก็ตึง ๆ ไว้ก่อน

    เพราะจิตเรามันก็จะฟุ้ง
    ปรุงแต่งในอารมณ์ต่าง ๆ

    ต่อไปมันจะเข้าใจ
    แล้วก็พบทางสายกลางได้

    อันนี้เป็นการเจริญสติ
    สำคัญมาก

    ทีนี้ว่าเราจะทราบได้ยังไง
    ว่าเราเจริญสติได้ถูกต้องหรือไม่

    มันจะมีการวัดผลง่าย ๆ
    จากการปฏิบัติของเรานี่

    ผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติ
    ก็จะไม่เข้าใจนะ

    แต่ก็พอจะรู้ได้

    จำเอาไว้
    รู้ไว้
    ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม

    จำเอาไว้
    แล้วก็ลองไปฝึกดู

    วิธีเราจะทราบได้ว่า
    เจริญสติได้ถูกต้องหรือไม่

    เราต้องดูเป้าหมายว่า
    “เราเจริญสติเพื่ออะไร”

    เราเจริญสติเพื่อให้มีสติเจริญ
    คือการพัฒนา
    ทำให้มาก ๆ

    สติคือความระลึกได้

    เจริญสติก็เพื่อให้มีสติมาก ๆ
    ไม่ใช่เพื่อความสงบ

    ความสงบเป็นเพียงผล
    จากการเจริญสติ

    เรามีสติก่อน
    แล้วความสงบจะเกิดขึ้น

    เพราะนั้น
    การเจริญสติเนี่ย
    ไม่เน้น
    ไม่มุ่งเอาความสงบ

    มุ่งให้มีความรู้สึกตัว
    ให้มีสติ

    ให้สติเค้าทำหน้าที่ไป
    เดี๋ยวเค้าก็จะสงบไปเอง

    เค้าจะเกิดญาณปัญญาขึ้นมาเอง

    จะสังเกตว่า
    สติเนี่ยจะตื่นรู้
    เย็น
    เป็นหนึ่ง

    นี่ถือว่าเป็นการทำได้ถูกต้องแล้วนะ

    มันจะมีตัวรู้เกิดขึ้นแล้ว

    สติจะตื่นรู้
    มีตัวรู้อยู่ในจิตใจเรา

    อันนี้เป็นภาษาพูดนะ
    อย่าไปคิดว่ามันเป็นตัวเป็นตน

    ไม่ใช่

    เค้าเรียกว่าเป็นภาษาธรรม
    เรียกว่า “ภาวะ”

    สภาวะที่รู้
    เกิดขึ้นในจิตในใจของเรา

    มันเด่น
    ตื่นรู้

    เมื่อมีการรู้
    มีการตื่น

    มันก็ต้องมีการเห็น

    เมื่อสติมันตื่นรู้
    ก็จะเห็น

    เห็นกาย
    เห็นจิตมันชัดเจน

    จะเห็นเป็นรูปเป็นนามด้วย

    กายเคลื่อนไหวอะไรก็สติตามรู้ได้โดยอัตโนมัติ

    กายจะก้าวไปแต่ละก้าวก็รู้สึก
    จะเหลียวซ้ายแลขวาก็รู้สึก
    แม้กระทั่งกะพริบตาก็รู้สึก
    กลืนน้ำลายก็รู้สึก

    สติมันจะคลอเคลีย
    ไปกับกายที่มันเคลื่อนไหว

    การยกมือสร้างจังหวะ
    การก้าวแต่ละก้าว
    ลมหายใจแต่ละครั้ง

    สติตามรู้

    อาการของจิต
    ความคิดนึกต่าง ๆ

    พอคิดปั๊บ
    สติรู้

    อาการต่าง ๆ ของจิต
    สติจะรู้ทันหมดเลย

    อันนี้แสดงว่า
    เป็นผลจากสติมันตื่นรู้

    รู้กาย
    รู้จิต
    รู้รูป
    รู้นาม

    สภาวะเช่นนี้
    จะเป็นปัจจุบันมาก

    ผู้ปฏิบัติจะรู้ว่า
    นี่เป็นปัจจุบัน

    ปัจจุบันที่กายเคลื่อนไหว
    ที่ใจมันคิดมันนึก

    สติต้องรู้ที่ปัจจุบัน
    จึงเป็นสติที่แท้จริง

    บางทีอาจจะเห็นไตรลักษณ์
    เห็นความไม่เที่ยง
    ความเป็นทุกข์
    ความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน

    เห็นกิเลส
    ละกิเลส
    ออกจากกองทุกข์ได้

    อันนี้เป็นลำดับของผล

    อุปนิสัยของผู้ปฏิบัติ
    จะมีความเพียร
    มีความขยัน

    เดินจงกรมได้นาน
    บางท่านเดินได้ทั้งวัน
    ไม่เหน็ดไม่เหนื่อย

    จะไม่ค่อยอยากพูดคุย
    ถือว่าเสียเวลา

    อย่างที่พุทธภาษิตกล่าวไว้ว่า
    “คนมีสติย่อมขยัน”

    กายจะเบา
    จิตจะเบา

    เบาเหมือนขนนกที่ปลิว
    ไร้น้ำหนัก

    กายลหุตา
    จิตตลหุตา

    อาการเบา ๆ
    ผ่อนคลาย

    จิตใจจะเบิกบาน
    สดชื่น

    จะมีความสุขเล็ก ๆ

    ถ้าทำถูกต้อง
    มันจะเบิกบาน

    ถ้าทำแล้วยิ่งเครียด
    ยิ่งแน่น
    ยิ่งอึดอัด
    ยิ่งเป็นทุกข์

    ไม่ใช่ทาง

    การปฏิบัติธรรม
    ไม่ใช่เพื่อให้เป็นทุกข์

    แต่เพื่อความพ้นทุกข์

    ถ้าทำแล้วเป็นทุกข์
    ต้องแก้ไข

    อย่าโทษธรรมะ
    ต้องดูว่าเราทำไม่ถูกต้อง

    ตั้งตัวใหม่
    รู้สึกตัวใหม่

    รู้แบบง่าย ๆ
    สบาย ๆ
    ผ่อนคลาย

    ไม่ต้องการอะไร
    แค่รู้เฉย ๆ

    ไม่บังคับ
    ไม่ห้าม
    ไม่เพ่ง

    รู้แบบธรรมชาติ

    การต่อเนื่อง
    นาน ๆ
    บ่อย ๆ

    ทำให้จิตตื่นรู้

    เกิดเป็น “พุทโธ”
    ผู้รู้
    ผู้ตื่น
    ผู้เบิกบาน

    เพราะนั้น
    ขอให้ปฏิบัติให้ต่อเนื่อง

    เหตุถูกต้อง
    ผลย่อมไม่หายไปไหน

    เพราะผล
    ต้องสมควรกับเหตุ


     

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service