PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม
  • สมอชีวิต
สมอชีวิต รูปภาพ 1
  • Title
    สมอชีวิต
  • เสียง
  • 9016 สมอชีวิต /aj-kampol/2021-03-04-07-04-20.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันอาทิตย์, 25 มกราคม 2569
ชุด
นักทำใจ
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • สมอชีวิต

    ที่ใดมีความทะยานอยาก ที่นั่นมีโศก
    ที่ใดมีความทะยานอยาก ที่นั่นมีภัย
    เมื่อไม่มีความทะยานอยากเสียแล้ว โศกภัยก็ไม่มี
    (พุทธวจน)


    การปฏิบัติธรรมเพื่อการศึกษาชีวิต ศึกษาเรื่องของตัวเราเอง เราจะได้เข้าใจชีวิต รู้จักชีวิตของเราตามที่มันเป็นจริง การศึกษาชีวิตเราก็ต้องอาศัยเครื่องมือ สติสัมปชัญญะนี่แหละเป็นเครื่องมือในการศึกษาชีวิต เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง เราต้องฝึกอุปนิสัยของเรานี่ให้มีสติ หันกลับมาดูตัวเราเอง ต้องสร้างความเคยชินแบบใหม่ คือให้ย้อนมองดูตัวเองมากๆ
    วันแต่ละวันที่ผ่านมา โดยสัญชาตญาณ เราไม่ค่อยมาดูตัวเราเอง เรามักจะดูแต่ผู้อื่น พูดก็พูดแต่เรื่องของผู้อื่น แม้แต่จะคิด เราก็คิดแต่เรื่องผู้อื่นเรื่อยๆ บ่อยๆ ลืมดูจิตดูใจของเราว่ารู้สึกอย่างไร เมื่อกระทบอารมณ์ต่างๆ เราสนใจแต่สิ่งข้างนอก บางทีใจเราก็เป็นทุกข์ มีความโศก มีความเศร้า แต่เราก็ลืมดูใจเรา น่าสงสารนะ ใจเราเนี่ย
    เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าเราดำเนินชีวิตของเราในแต่ละวัน ใช้ชีวิตแบบมีสติ รู้ตัวอยู่เสมอๆ จิตใจเราจะเป็นปกติ จะเบาๆ ว่างๆ เป็นปกติ จะไม่ค่อยเครียด ทุกข์ก็ลดน้อยลงไป
    อันที่จริง เราลองสังเกตดูจิตใจของเราว่ามันมีความทุกข์เพราะอะไร มีความเครียดเพราะอะไร จิตใจเราไม่เป็นปกติเป็นเพราะอะไร มันมีเหตุ โดยเฉพาะความดิ้นรนทะยานอยาก หรือที่เรียกว่าตัณหา ทำให้จิตใจเราผิดปกติไป อยากได้ อยากมี อยากเป็นเหมือนคนอื่นเขา อยากให้บุคคลภายนอกได้อย่างใจเรา อยากจะเปลี่ยนจิตใจเขาให้ได้อย่างใจเรา อันนี้เป็นความดิ้นรนทะยานอยาก
    ทุกข์เกิดขึ้นแล้วในใจเรา แต่เราอาจจะมองไม่เห็น อาจจะเป็นความอยากน้อยๆ เราจะมองไม่เห็น ทุกข์มันก่อตัวแล้วในจิตใจเรา แต่ถ้าเราขาดสติ รู้ไม่ทันในอาการอยากเหล่านั้น ความอยากที่มันดิ้นรนอยู่ในจิตใจ ก็จะเพิ่มมากขึ้นๆ
    เมื่อความอยากเพิ่มปริมาณมากขึ้น ความอยากจะมีกำลังจนกลายเป็นความยึดมั่นถือมั่น ที่ในภาษาธรรมเรียกว่า “อุปาทาน” นั่นเอง ยึดมั่นถือมั่น คราวนี้แหละมันเริ่มร้อน เริ่มแรง เริ่มทุกข์หนักขึ้น เพราะความยึดมั่นถือมั่นจะต้องเอาให้ได้ จะต้องทำให้ได้ จะต้องให้เขาเชื่อเราให้ได้ มันก็รุนแรงมากขึ้นๆ
    ไม่ใช่ความอยากธรรมดาแล้ว เป็นความดิ้นรนที่ยึดมั่นถือมั่น เป็นทั้งตัณหา เป็นทั้งอุปาทาน ใจเราก็ผิดปกติ เครียด เศร้าหมอง นี่มันเป็นทุกข์แล้วในใจเรา
    ชีวิตเราที่มีปัญหา ที่มีความทุกข์ ไม่เกินสองสิ่ง คือ ความอยากและความยึดมั่นถือมั่น สังเกตดูจิตใจเราสิ ถ้าไม่มีความอยาก หรือไม่มีความยึดมั่นถือมั่น ใจเราไม่เป็นทุกข์หรอก
    เราจงมาดูที่เหตุตรงนี้ ตรงที่จิตใจเรา ถ้ารู้จักยอมรับเสียบ้าง ยอมรับเป็นเรื่องธรรมดา ความอยากย่อมเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ถ้าเรามีสติรู้ทันในความอยากเสียก่อน อย่าให้มันก่อตัวรุนแรงจนเป็นความยึดมั่นถือมั่น ความอยากก็จะหมดไปได้
    ความอยากเราห้ามไม่ได้ แต่เราสามารถมีสติรู้เท่าทันมันได้ อาจจะไม่เกิดพร้อมกันระหว่างความอยากกับสติ อาจจะเกิดความอยากก่อน แต่ถ้าเรารู้ทันในตอนนั้น เราก็ทันเหมือนกัน เรียกว่า “ทันควัน” ใจจะเป็นทุกข์น้อย
    เพราะฉะนั้น คนเราเป็นทุกข์เพราะขาดสติ ไม่รู้เท่าทันตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในใจเรา จึงเกิดความยึดมั่นถือมั่น เป็นทุกข์เพราะขาดสติ ปล่อยจิตปล่อยใจให้เลื่อนลอยไปตามความอยาก แล้วมันก็เป็นทุกข์ตามมา
    แต่ไม่เป็นไร ทุกข์มีอยู่ ความดับทุกข์ก็มี เพราะฉะนั้นเราต้องมีเครื่องมือในการศึกษาชีวิต เครื่องมือในการดับทุกข์ ก็คือสติ
    สติ เราอย่าปล่อยให้มันเกิดขึ้นมาเอง บางทีมันไม่ทันกับเหตุการณ์ บางทีมันทุกข์ไปนานแล้วสติจึงจะเกิด เราอย่าไปรออย่างนั้น สติเราต้องรู้จักสร้างขึ้นมา การสร้างไม่ใช่คิดเอา ธรรมะคิดเอาไม่ได้ ต้องมีการปฏิบัติ ต้องฝึกฝนบ่อยๆ หมั่นเจริญสติ ขยันรู้สึกตัวบ่อยๆ
    การขยันรู้ เรียกเป็นภาษาธรรมว่าเป็นการภาวนา เป็นความเพียร เป็นการสร้างความเคยชินแบบใหม่ เมื่อความเคยชินนี้เกิดขึ้น สติก็จะเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ
    สติทำหน้าที่ระลึกรู้ เมื่อมีสติ จิตใจก็ไม่เลื่อนลอย ทำงานก็ไม่เลื่อนลอย ขับรถก็ไม่เลื่อนลอย จิตจะอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับกายที่กำลังเคลื่อนไหว
    กายที่เคลื่อนไหว ถ้ามีสติตามรู้ จะเป็นปัจจุบันที่สุด ต่อไปสติจะรู้พร้อมกับการเคลื่อนไหวทันที
    จิตใจเลื่อนลอยเพราะไม่มีปัจจุบัน สติช่วยให้จิตไม่เลื่อนลอย รู้อยู่กับปัจจุบัน ทั้งกายและใจ
    สติจึงสำคัญมากในชีวิตประจำวัน เมื่อมีอารมณ์มากระทบ ไม่ว่าอารมณ์ดีหรือไม่ดี ถ้ามีสติ ปลอดภัย
    สติรู้เฉยๆ รู้ตัวอยู่เฉยๆ ไม่ขึ้นไม่ลงตามอารมณ์ เปรียบเหมือนเรือที่ทอดสมออยู่กลางแม่น้ำ น้ำขึ้นน้ำลง เรือไม่ไหลไปตามน้ำ เพราะมีสมอผูกไว้
    สมอผูกเรือไม่ให้ไหลฉันใด สติก็เป็นสมอชีวิต ผูกจิตผูกใจไม่ให้ไหลไปตามอารมณ์ฉันนั้น
    ___________
    ถอดคำบรรยายโดย "อัญญา"

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service