PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม
  • ค่าของคน
ค่าของคน รูปภาพ 1
  • Title
    ค่าของคน
  • เสียง
  • 9015 ค่าของคน /aj-kampol/2021-03-04-07-04-12.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม1
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันอาทิตย์, 25 มกราคม 2569
ชุด
นักทำใจ
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • ค่าของคน (ความยาว 15.12 นาที)

    (14.46)
    มนุษย์เรามีความคิดในเชิงลบด้วยกันทุกคน การจะเข้าถึงเนื้อแท้แห่งศาสนาเพื่อการบรรลุธรรมนั้น จะต้องพัฒนาศักยภาพเชิงบวกในตัวเราให้มากด้วยการเจริญสติและน้อมนำการปฏิบัติสู่วิถีการดำเนินชีวิตประจำวัน
    (องค์ทะไลลามะ)

    (14.05)
    การดำเนินชีวิตที่ประเสริฐนี่ คือการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา การจะดำเนินชีวิตด้วยปัญญานั้นก็ต้องอาศัยการปฏิบัติธรรม ถ้าเราสามารถนำเอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้หล่ะก็ ชีวิตเราก็จะประเสริฐ จะเรียกว่าเป็นพระอยู่ในการใช้ชีวิตฆราวาสก็ได้ การดำเนินชีวิตด้วยปัญญานั้น ทุกท่าน ทุกคนสามารถที่จะเลือกนำเอามาใช้กับตัวเราได้ เราไม่ต้องว่า จะต้องบวชซะก่อน จะต้องไปเรียนเสียก่อน ไม่ต้อง

    ในแต่ละวันเนี่ย เราสามารถใช้ชีวิตที่ประเสริฐประกอบด้วยปัญญาได้ด้วยการปฏิบัติธรรม เราจะต้องสร้างขึ้นมา ต้องทำขึ้นเอง การปฏิบัติธรรมเนี่ย เป้าหมายสูงสุดก็คือ ทำให้พ้นทุกข์ จะพ้นทุกข์ได้นั้น ก็ต้องมีปัญญา รู้ตามความเป็นจริงของชีวิต

    ปัญญาจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องอาศัยการเจริญสติ สติจะเกิดขึ้นได้นั้นก็ต้องอาศัยความเพียร ที่จะขยันหมั่นรู้สึกตัวอยู่เสมอๆ สติคือความระลึกได้ เมื่อมีความระลึกได้เมื่อไหร่หล่ะก็ ก็จะประกอบไปด้วยสัมปชัญญะ คือความรู้ตัว

    ทุกครั้งที่เรามีสติ ก็จะมีความระลึกได้และก็มีความรู้ตัวในขณะปัจจุบันนั้น อย่างเช่นเราพลิกมือหงาย เราก็ระลึกได้ แล้วก็มีความรู้ตัวในการหงายมือนั้น หรือพลิกมือคว่ำ เราก็ระลึกได้ และมีความรู้ตัวในขณะนั้นด้วย จะเกิดขึ้นพร้อมๆกันระหว่างสติกับสัมปชัญญะ ความระลึกได้แล้วก็ความรู้ตัว

    การก้าวเดินแต่ละก้าวๆ ก้าวแต่ละครั้ง เราก็มีความระลึกได้ แล้วก็มีความรู้ตัวอยู่ในขณะนั้นด้วย เวลาที่จิตมันคิดขึ้นมา เกิดความคิด ถ้าเรามีสติรู้ทันในความคิดขณะนั้น เท่ากับว่าเราระลึกได้ แล้วก็เรารู้ตัวเสร็จ จบลงที่ความรู้ตัว

    อันนี้คือการใช้ชีวิตด้วยปัญญา ความรู้ตัวเนี่ยก็คือปัญญานี่เอง รู้บาป รู้บุญ รู้คุณ รู้โทษ รู้อะไรประโยชน์ ไม่ใช่ประโยชน์ ทำเหตุตรงนี้แล้วผลจะเป็นอย่างไร เห็นทั้งเหตุ เห็นทั้งผล อันนี้คือตัวปัญญา รู้เท่าทันกาย รู้เท่าทันจิต

    เราสามารถใช้กายใช้จิตเนี่ยไปทำอะไรก็ได้ที่ถูกทำนองคลองธรรม ไม่เบียดเบียนใคร ไม่เบียดเบียนตัวเราให้เดือดร้อน อันนี้เป็นการปฏิบัติธรรมนะ ทำให้เกิดปัญญา จะรู้แจ้งเกี่ยวกับเรื่องตัวเรา

    เมื่อเรามีความรู้สึกตัวบ่อยๆ บ่อยๆเข้าเนี่ย มันจะสร้างความเคยชินแบบใหม่ คือ เคยชินที่จะมีสติในการใช้ชีวิตอยู่เสมอๆ อันนี้เป็นความเคยชินแบบใหม่ และในขณะเดียวกันเนี่ย ก็จะทำลายความเคยชินเก่าๆที่ชอบหลงลืมสติ ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเนี่ย มันก็จะหายไปเองนะ

    ความเคยชินเก่าๆ ขาดสติ เมื่อมีสติมากขึ้นๆ ความหลงลืมสติมันก็จะหายไปเอง สะสมไว้ในแต่ละวันๆ หนึ่งวัน สองวัน สามวัน คิดดูเถอะ กว่าเราจะตายไปจากโลกนี้ สติจะมากน้อยแค่ไหน ก็จะมีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ

    เมื่อสติมาก สติก็จะเปลี่ยนเป็นปัญญา คือเอาปัญญามาใช้ ว่าง่ายๆก็คือ เจริญสติเพื่อให้เกิดปัญญา คือรอบรู้ในเรื่องเกี่ยวกับกายกับจิต เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทั้งหลายทั้งปวง ถ้าเกิดปัญญาหล่ะก็สบายเลย ทุกข์จะไม่เกิดขึ้น

    มันจะเริ่มเห็นแจ้งเกี่ยวกับเรื่องตัวเราเนี่ย ปัญญาทำให้เกิดธัมมวิจย คือเห็นธรรมในตัวเรา รู้ธรรมก็มาจากความรู้ตัวนี่แหละ เมื่อเรามีความรู้ตัวก็รู้ธรรมไปในขณะเดียวกันนี่แหละ จะเกิดธรรมวิจย เห็นรูป เห็นนาม เริ่มไปไกลแล้วนะ เริ่มพัฒนาจิตแล้ว

    จากจิตธรรมดาเนี่ย กลายเป็นจิตที่ฉลาด เห็นรูป เห็นนาม สติเนี่ยทำหน้าที่แยกรูป แยกนาม อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม ก็รู้จัก รู้ เห็น เข้าใจ ที่เค้าเรียกว่ารูปนาม นี่เป็นการละสักกายทิฏฐิเลย คือมีความเห็นว่า รูปนามเนี่ยเป็นตัวเราของเรานะ

    เห็นเป็นรูปเป็นนามหล่ะก็เริ่มได้ทางของการปฏิบัติที่ชัดเจน เห็นรูปเป็นทุกข์ เห็นนามเป็นทุกข์ เห็นความไม่เที่ยงของรูปของนาม เห็นความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของรูปนาม ที่มีอยู่ในตัวเรานี่แหละ

    เห็นรูปเป็นทุกข์ แต่ใจไม่เป็นทุกข์นะ ความเจ็บไข้ได้ป่วย ความร้อน ความหนาว ความหิว ความกระหาย ที่มันเกิดขึ้นที่รูปเราเนี่ย เห็นเป็นเรื่องธรรมดา เป็นธรรมชาติ แต่ใจไม่เป็นทุกข์ มีสติ เห็นแล้วก็ช่วยเหลือแก้ไขรูปที่มันผิดปกติ ให้เข้าสู่ภาวะที่เป็นปกติได้

    เห็นรูปเป็นทุกข์แต่ใจไม่เป็นทุกข์ก็ทำหน้าที่แก้ไขไป คนเรานี่ ถ้าหากว่าไม่ได้ปฏิบัติธรรม ไม่รู้จักธรรมะหล่ะก็ เมื่อเวลารูปเป็นทุกข์ ส่วนร่างกายเป็นทุกข์ ใจก็จะเป็นทุกข์ด้วย

    ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วย เราไม่รู้ว่ารูปมันป่วย จิตใจก็พลอยป่วยไปด้วยเพราะยังยึดมั่นถือมั่นอยู่ ไอ้ที่ใจมันป่วยเพราะว่าขาดสติ ขาดปัญญา ไม่รู้ไม่เห็นตามความเป็นจริงว่ารูปมันไม่ใช่เรา ยังยึดมั่นถือมั่นอยู่

    ที่ใจป่วยมากเพราะว่าการปรุงแต่งในจิตใจ ปรุงแต่งว่าเป็นตัวเราของเรา ร่างกายนี้มันเป็นตัวเราของเราจริงๆ เจ้ารูปธรรมหรือรูปกายนี่หล่ะ มันเป็นตัวเราของเราจริงๆก็เกิดยึดมั่นถือมั่น คิดปรุงแต่ง วิตกกังวล กลัวสิ่งนั้น กลัวสิ่งนี้ กลัวรูปจะไม่หาย กลัวเราจะเป็นทุกข์

    เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในรูปว่าเป็นเรานี่ เพราะการปรุงแต่ง ใจก็เลยเป็นทุกข์ ใจคือส่วนของนาม นามก็เลยพลอยเป็นทุกข์ไปด้วย ซึ่งทั้งรูปทั้งนามนี่มันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนเหมือนกัน

    เป็นตัวเป็นตนก็เพราะว่าความคิดที่ไปยึดมั่นถือมั่น ปรุงแต่งว่าเป็นตัวเราของเรา ใจเราเป็นทุกข์ไปด้วย

    แต่ถ้าเรามีสติรู้เท่าทันในรูป รู้เท่าทันในนามที่กำลังปรุงแต่ง จิตมันก็จะพ้นจากรูปจากนาม เป็นเพียงแค่ผู้ดู ผู้รู้เฉยๆ แล้วก็ช่วยแก้ไขไป ตามสิ่งที่จะแก้ไขได้

    สติเนี่ยเมื่อเกิดปัญญาแล้วก็จะรู้ทันการปรุงแต่งในจิตซึ่งเป็นสิ่งที่ละเอียดมากยิ่งขึ้น จะปรุงไปทางใดก็ตาม สติรู้ทันการปรุงแต่งกับความคิด อันนี้คือสิ่งเดียวกัน เมื่อเกิดความคิดแสดงว่าจิตมันปรุงแต่งแล้ว

    เมื่อมีความรู้สึกตัวบ่อยๆเนี่ย จะเห็นจิตที่มันปรุง มันแต่ง มันสักแต่ว่านามธรรมเท่านั้น เป็นเพียงอาการของจิต ดู รู้ เห็น ก็จะสามารถปล่อยวางได้ ก็จะอยู่เหนือการปรุงแต่ง อาศัยสติเป็นผู้ที่ควบคุมดูแลอยู่ การปรุงแต่งเข้าถึงจิตใจไม่ได้

    จิตมันก็สดใสเบิกบาน บริสุทธิ์ ผ่อนคลายเป็นปรกติ เนี่ยเป็นความสุขสูงสุดเลยหล่ะในทางพุทธศาสนานะ คือความสุขที่จิตไม่ถูกกิเลสปรุงแต่ง รู้สึกอยู่เฉยๆด้วยสติ

    สติสัมปชัญญะรวมเป็นความรู้สึกตัว ความรู้สึกตัวเนี่ยเป็นทั้งมรรคเป็นทั้งผลในเวลาเดียวกัน เพราะว่าทุกครั้งที่เรามีความรู้สึกตัว จิตขณะนั้นจะประกอบด้วยสมาธิ จะประกอบด้วยปัญญา

    คุณสมบัติของความรู้สึกตัวเนี่ยเค้ามีความรู้ มีความตื่น มีความสดใส เบิกบานอยู่ในตัวอยู่แล้ว อันนี้คือผล

    ในขณะเดียวกัน ทุกครั้งที่เรามีความรู้สึกตัวเนี่ย ชีวิตจะอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับปัจจุบันที่เป็นปกติไม่ฟุ้งซ่าน กินอิ่ม นอนหลับ เป็นชีวิตที่มีความสุขแล้วก็ปลอดภัย ได้ที่พึ่ง เห็นคุณค่าของตัวเรา มองชีวิตไปทางที่เป็นบวกมากกว่าไปทางที่เป็นลบ

    คนเรามักจะมองตัวเองไปในทางลบเสมอๆ ไม่มีคุณค่า ไร้สาระ ไม่มีความภูมิอกภูมิใจในตัวเอง ถ้าเราขาดปัญญา ขาดความรู้สึกตัว ไม่มีที่พึ่ง

    ผมเองก็เคยมีปัญหาแบบนั้นเหมือนกัน ตอนที่มีปัญหาชีวิตใหม่ๆ เมื่อร่างกายต้องประสบอุบัติเหตุจนกระทั่งพิการ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องอาศัยผู้อื่นทุกอย่าง มองตัวเองเนี่ยไม่มีคุณค่า เรานี่เกิดมาไร้สาระ ช่วยตัวเองก็ไม่ได้ มองตัวเองไปในเชิงลบ ใจก็เศร้าหมอง ดูยังไงตัวเราก็ไม่มีค่า ไร้ค่า

    แต่พอมาฝึกที่จะช่วยเหลือตัวเอง อาศัยความอดทน อดกลั้น อาศัยความขยัน ความอดทนและความขยันเนี่ยเป็นคุณธรรมนะ ถ้ามีขึ้นในตัวเราเมื่อไหร่หล่ะก็ มันเกิดความภาคภูมิใจในส่วนหนึ่งเห็นคุณค่าของตัวเราได้ ช่วยตัวเองด้วยตัวของเราเอง

    แล้วยิ่งมาปฏิบัติธรรม ใช้ชีวิตด้วยการเจริญสติอยู่เสมอๆเนี่ยยิ่งเห็นคุณค่าในตัวเอง มองตัวเองในทางบวกมากยิ่งขึ้น เกิดความภูมิอกภูมิใจในตัวเรา

    เราเกิดมานี่ไม่ไร้ค่าแล้ว แม้ร่างกายพิการ จิตใจมันก็ดูแล้วไม่ไร้ค่า เพราะนำเอาสภาพที่พิการ ไร้สาระ นำมาปฏิบัติธรรม คือมาทำชีวิตให้เป็นประโยชน์ที่สุด

    และยิ่งเรา คนพิการนี่ สามารถทำประโยชน์ให้คนมีร่างกายปกติ ไม่พิการได้หล่ะก็ ถือว่าประสบผลสำเร็จแล้วในชีวิตนี้ มันเห็นคุณค่าของตัวเองนะ เกิดความภูมิอกภูมิใจ มีความสุข ทุกข์ไม่เกิด เนี่ย มันดีตรงนี้ ปฏิบัติธรรมแล้ว ทุกข์ไม่เกิด

    สติสัมปชัญญะถือว่าเป็นที่พึ่งทางด้านจิตใจ เป็นธรรมมีอุปการะมาก เพราะฉะนั้นพวกเรา เรามาทำตรงนี้ให้มากๆ มาปฏิบัติธรรม มาใช้ชีวิตด้วยการเจริญสติอยู่เสมอๆ เป็นการดำเนินชีวิตที่ประเสริฐมีสาระ

    จะมองชีวิตไปในทางที่เป็นบวกด้วยการเจริญสติเนี่ย อย่าทำแบบรีบร้อน รีบเร่ง หรือลังเลสงสัยอะไรเลย เดินหน้าด้วยความรู้สึกตัวตะพึดตะพือ เวลากายเคลื่อนไหวก็ให้มีสติรู้ เคลื่อนไหวโดยวิธีใดก็ตามให้รู้เท่าทันกาย เวลาจิตมันคิดมันนึกก็ให้มีสติรู้ทันในความคิดนั้น

    ตามรู้กาย ตามรู้จิต ตามรู้ให้ทันในแต่ละวันๆ แต่ถ้ารู้ไม่ทัน ก็ไม่เป็นไรนะ เราก็เริ่มต้นมารู้ตัวใหม่ ให้มันจบด้วยการรู้ตัว แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว รู้ จบแล้ว แล้วก็คอยรู้ใหม่เรื่อยๆ เรื่อยๆ สะสมความรู้สึกตัวไปเรื่อยๆ

    ใหม่ๆนี่เราต้องลงทุนหน่อยนะ ลงทุนที่จะขยันเจริญสติ แต่พอสติมันเกิดขึ้นมากๆแล้วนี่ ความขยันเนี่ยก็จะเกิดขึ้นตามมาเอง

    ทำแบบไม่ต้องหวังผลอะไร ทำเรื่อยๆ สบายๆ ทำง่ายๆ รู้ง่ายๆ รู้แบบสบายๆ ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องเพ่ง รู้สบายๆ ไม่ต้องหวังผลอะไร

    การปฏิบัติธรรมนี่ถ้าไปหวังผลว่าจะได้อะไรนะ เวลาไม่ได้อย่างที่เราหวังหล่ะก็ ใจจะเป็นทุกข์ละ ไม่สนุกแน่

    รู้ได้แค่ไหนเอาแค่นั้น สร้างเหตุให้มากๆ เราสร้างเหตุด้วยการขยันเจริญสติ ผลเนี่ยถ้าเราไม่ต้องการมันก็เกิดขึ้นมาเอง ตามสติ ตามกำลังที่เค้าเรียกว่าอะไร ยถาสติ ยถาพลัง ตามมีตามได้

    ทำเหตุแค่ไหน ได้แค่นั้น สมควรแก่ธรรม ถ้าเราไม่ทำเนี่ย เมื่อไหร่เราจะรู้สักที เราต้องเริ่มทำตั้งแต่บัดนี้

    จะมองชีวิตไปในทางที่เป็นบวก เห็นคุณค่าของการเกิดมา จะมีความสุขในชีวิต ได้ที่พึ่ง นี่แหละคือผลของการเจริญสติตลอดเวลาทุกๆวัน.

     

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service