{ampz:shareampz}
แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
กำลังภายใน
(ความยาว 12.46 นาที)
ทุกชีวิตมีสิทธิในการทำทุกข์ให้สิ้นได้เท่าๆ กัน
(หลวงพ่อชา สุภทฺโท)
ทุกชีวิตมีสิทธิที่จะแสวงหาสิ่งที่พ้นทุกข์ได้เหมือนกันหมด ในบางสถานการณ์ ปัญหาบางอย่างมันก็ช่วยบีบคั้นให้เราต้องดิ้นรน แสวงหาสิ่งที่ดีที่สุด หรือสิ่งที่ดีกว่าในภาวะที่เรากำลังมีกำลังเป็น อาจจะเป็นสถานการณ์รอบตัวเราที่มันเกิดปัญหาที่เราได้ยินได้ฟังอยู่ หรือเหตุการณ์ต่างๆ ปัญหาต่างๆ ที่มันรุมเร้าลงไปที่กายที่ใจของเรา ก็คือ “ความทุกข์”
สิ่งเหล่านี้แหละ ผมว่าเขาเปิดโอกาสนะ เปิดโอกาสให้เราได้ศึกษาตัวเอง ได้เข้าใจตัวเอง เข้าใจชีวิต ถ้าเราไม่มีปัญหาต่างๆ มารุมเร้าเลย ไม่มีโอกาสได้เผชิญหน้ากับความทุกข์แสนสาหัส เราก็จะไม่รู้จักตัวเรา ไม่เข้าใจโลก แล้วก็ชีวิตตามที่มันเป็นจริง
ผมว่าความทุกข์นี่แหละเป็น “มิตรที่ดี” สำหรับเรา เราเองไม่ต้องการความทุกข์ ไม่อยากเป็นทุกข์ อย่างไรก็ตาม ทุกข์นี่แหละเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์กับเรา เพราะบอกอะไรเราได้ตรงไปตรงมา ไม่เหมือนความสุขนะ ความสุขบางทีทำให้เราหลง เพลิดเพลินไป ลืมเนื้อลืมตัวไปกับความสุข และผลออกมา ความสุขอาจจะตลบหลังเราก็ได้ ทำให้เราเป็นทุกข์โดยที่ไม่มีโอกาสได้ตั้งตัวเลย เริ่มต้นนี่ทำให้เราหลงนะ
แต่ความทุกข์นี่ พอเริ่มต้น เราไม่อยากได้แล้ว เริ่มเห็นทุกข์เห็นโทษของความทุกข์ที่เกิดขึ้นที่ตัวเรา พยายามจะถอยห่าง ทุกข์ตอนแรก ต่อไปมันก็จะคลายไปเอง นี่ต้องขอบคุณเขานะ สถานการณ์ต่างๆ บางทีผมคิดว่าความทุกข์นี่มาเตือนเรา เขามาบอกเราว่า “อย่าประมาท” ในการใช้ชีวิต มาเตือนเราว่าเราต้องรีบแก้ปัญหา รีบปฏิบัติธรรมเพื่อจะได้หาที่พึ่งทางด้านจิตใจ
ทุกข์ทำให้เกิด “ศรัทธา” ที่จะมาสนใจศาสนา หันเหชีวิตเข้ามาสนใจธรรมะเพื่อการแก้ปัญหาชีวิต อันนี้แหละคือส่วนหนึ่งของประโยชน์ของความทุกข์
แต่ว่าการเข้ามาเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เราอาจจะฟัง อาจจะถามคำถามมากมาย แล้วก็ใช้ความคิดเข้ามาร่วมด้วย สิ่งนี้ก็ดี ช่วยเราได้ในแง่เป็นแนวทาง เป็นการชี้บอกทาง เราศึกษาได้ ทำความเข้าใจได้ ก็เป็นประโยชน์ แต่สิ่งเหล่านี้ดับทุกข์ให้กับเราไม่ตลอดหรอก ดับทุกข์ได้ชั่วคราว ในแง่ของความคิดนึก ยังดับทุกข์ได้ไม่สิ้นเชิง
หรือเราอาจจะฝึกให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิ สวดมนต์ ทำวัตร หรือฝึกแผ่เมตตา อันนี้ก็เป็นประโยชน์ควรจะทำ แต่ว่าสิ่งเหล่านี้ยังดับทุกข์เราได้ไม่ตลอดนะ ดับทุกข์ได้ชั่วคราว เปรียบเสมือนเป็นยาทา ทำได้ชั่วคราว ยังไม่ตัดรากถอนโคนของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
อันที่จริงแล้ว การให้ทาน การรักษาศีล การทำสมาธิ ทำวัตร สวดมนต์ แผ่เมตตา อันนี้เขามีมาก่อนพุทธศาสนา แต่ว่ายังแก้ปัญหาได้ไม่สิ้นเชิง จึงต้องอาศัยหลักธรรมคำสอนในทางพุทธศาสนา ซึ่งมีมาทีหลัง เพื่อการดับทุกข์โดยสิ้นเชิง
การทำสมาธิทำใจให้สงบ แต่ยังไม่รู้แจ้ง สมาธิเป็นส่วนหนึ่งของการที่จะรู้แจ้งได้ แต่ยังไม่เพียงพอ ทาน ศีล สมาธิ ยังไม่เพียงพอ จะต้องมีการภาวนา เรียกว่า “วิปัสสนาภาวนา” สมาธิภาวนาก็ช่วยได้ แต่ว่ายังไม่เท่ากับวิปัสสนาภาวนา
วิปัสสนาภาวนาทำให้เรารู้แจ้งตามความเป็นจริงของโลกแล้วก็ชีวิต เราจะต้องมาทำในส่วนนี้มากๆ วิปัสสนาทำให้เราเกิดปัญญา ในวิปัสสนานั้นก็มีทั้งศีล มีทั้งสมาธิ มีทั้งปัญญา รวมตัวกันก็ดับทุกข์ได้
เราจะเข้าถึงวิปัสสนาได้นั้น จะต้องเริ่มต้นด้วยการเจริญสติปัฏฐาน 4 อยู่ในตัวเรานี่แหละ คือมีกาย มีเวทนา มีจิต มีธรรม สรุปแล้วคือกายกับจิตในตัวเรา มีสติระลึกรู้ลงไปที่กายที่จิตที่มีในตัวเรา ในปัจจุบันขณะ อาศัยความเพียร เพียรที่จะรู้สึกตัวอยู่ที่ตัวเรา
พอทำไปต่อเนื่องกันนานๆ มันก็เกิดผล เกิดวิปัสสนาญาณ รู้แจ้งในสิ่งต่างๆ เช่น รู้รูป รู้นาม เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของรูปของนาม จนกระทั่งเบื่อหน่ายคลายกำหนัด ถอนความยึดมั่นถือมั่นในรูปในนามตามขันธ์ 5 เสีย เป็นการปล่อยวาง ก็เกิดมรรคผลนิพพานตามลำดับ สิ่งเหล่านี้เริ่มต้นจากการเจริญสตินั่นเอง จึงจะดับทุกข์ได้สิ้นเชิง
แต่ว่าการปฏิบัติมันก็ต้องมีอุปสรรคหลายๆ อย่าง อุปสรรคทางด้านร่างกาย อาจจะเจ็บไข้ได้ป่วย มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ความไม่ปกติของร่างกาย เรียกว่า “ทุกขเวทนา” ผู้ที่ปฏิบัติใหม่ๆ ถือว่าเป็นอุปสรรคมาก ทำให้ท้อแท้หมดกำลังใจที่จะปฏิบัติต่อไป แต่คนที่ปฏิบัติชำนาญแล้ว ทุกข์ทางกายไม่มีปัญหา ถือว่าเป็นอุปกรณ์ช่วยในการปฏิบัติด้วยซ้ำไป ช่วยให้เรารู้ธรรมได้ด้วย ช่วยทำให้เราพ้นทุกข์ได้
ส่วนอุปสรรคทางด้านจิตใจ อันนี้ถือว่าอุปสรรคใหญ่เลย ก็คือตัวกิเลสนั่นเอง ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความคิด ความง่วง ความขี้เกียจ ความท้อแท้ หมดกำลังใจ สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นอุปสรรคทางด้านจิตใจ ทั้งผู้ใหม่ผู้เก่ามีเหมือนๆ กัน หรือผู้เก่าๆ ปฏิบัตินานๆ แล้วอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ผู้ปฏิบัติใหม่เป็นเรื่องใหญ่มาก
โดยเฉพาะความขี้เกียจ ไม่มีใครอยากได้ แต่เขาเป็นเพื่อนที่แสนดีนะ ทำอะไรก็มีแต่ความขี้เกียจขี้คร้านไม่อยากทำอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นเพื่อนที่แสนดี หมายถึงว่าเขาอยู่กับตัวเราตลอด แต่ถ้าเรารู้จักตัวนี้แล้ว เราจะไม่ยึดติดเขา ไม่ทำตามเขาก็ได้ ทำความรู้จักกับเขา อันนี้คือปัญหาทางด้านจิตใจ
แต่อุปสรรคใหญ่ที่สุดของนักปฏิบัติคือความท้อแท้หมดกำลังใจ พอเริ่มปฏิบัติ เจอความทุกข์ทางด้านร่างกาย ก็ท้อแท้แล้ว หมดกำลังใจ เราคงปฏิบัติไม่ได้หรอก เราคงไม่มีบุญวาสนาบารมี มันก็จะมีข้ออ้างของกิเลส ยังไม่ได้อดทนเลย เราคงทำไม่ได้ กิเลสคิดได้ เราก็เชื่อ เราก็ท้อแท้หมดกำลังใจ ก็ขี้เกียจ ก็ไม่ได้ทำต่อไป ก็ไม่ก้าวหน้า
หรืออาจจะเกิดจากความคิดมาก ปฏิบัติไปแล้วคิดมาก ฟุ้งซ่าน ถ้าไม่คิดก็ง่วง ท้อแท้หมดกำลังใจในความคิดในความง่วง จิตไม่สงบเลย ไม่อยากปฏิบัติต่อ การปฏิบัติก็เลยไม่ก้าวหน้า
จึงคิดว่าอุปสรรคใหญ่ของนักปฏิบัติคือความท้อแท้หมดกำลังใจ แล้วก็พาให้ขี้เกียจ ขี้เกียจปฏิบัติธรรม ขี้เกียจทำงาน ขี้เกียจทำทุกอย่าง ระวังให้ดีนะ อย่าขี้เกียจหายใจ
เริ่มต้นจากความขี้เกียจ ที่จริงเราไม่อยากขี้เกียจ แต่กิเลสเขาขี้เกียจ แต่เราขาดสติ ไปเชื่อความขี้เกียจ แล้วก็ทำตามความขี้เกียจ คนที่ขี้เกียจชีวิตจะไม่ก้าวหน้า เพราะไม่ขยัน ขี้เกียจแล้วต้องไม่ขยัน เป็นธรรมที่ตรงข้ามกัน เมื่อขี้เกียจก็ขาดสติ ทำตามกิเลส แล้วก็กลายเป็นปลาที่ลอยตามน้ำไป ไม่ได้ประโยชน์ ไม่ยอมทวนน้ำ
แม้อุปสรรคจะใหญ่แค่ไหน นักปฏิบัติสามารถฝ่าฟันได้ โดยการให้กำลังใจตัวเอง บางทีต้องหากำลังใจจากตัวเอง สร้างศรัทธาให้กับตัวเอง ศรัทธาถือว่าเป็นกำลังใจ และเป็นกำลังภายในของเราด้วย
สร้างศรัทธา สร้างความเชื่อมั่นในตนเอง เราต้องทำได้ เรายังมีกายมีจิต เราต้องทำได้ในการปฏิบัติธรรม สร้างความเชื่อมั่นให้กับตนเอง ปลูกศรัทธา ปลุกตัวเองให้ตื่นตัวในการปฏิบัติธรรม ในการทำหน้าที่ มันจะเป็นกำลังภายใน แล้วเราจะขยันเอง
อุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะปฏิบัติธรรม เราต้องพยายามฝ่าฟันด้วยตัวเราเอง แก้อุปสรรคด้วยตัวเราเอง อย่าหวังพึ่งใคร ในการทำงานทำหน้าที่ต่างๆ ในการปฏิบัติธรรมต้องพึ่งตัวเองก่อน อย่าหวังไปพึ่งใคร ช่วยตัวเองให้มากๆ
ถ้าเราฝ่าฟันอุปสรรคไปได้แล้ว เราจะเริ่มเกิดปัญญา เกิดความรู้ใหม่ๆ เหมือนการขับรถแล้วหลงทาง เราอาจจะเจอทางใหม่ เจอไปทางที่ดีซะด้วย ทำให้เกิดปัญญา เกิดความรู้มากมาย เกิดประสบการณ์จากสิ่งที่ได้ฝ่าฟัน
เราก็จะมีความสุข ความสุขเกิดจากทำสิ่งที่ยากได้สำเร็จ ความสุขเกิดจากการเอาชนะความขี้เกียจ ภูมิใจในความสามารถของเรา ความสุขเกิดจากการเอาชนะความฟุ้งซ่านได้ จิตสงบ เอาชนะความง่วงได้ ก็เป็นความสุข เอาชนะความคิดฟุ้งซ่านวุ่นวายใจได้ก็มีความสุข และเป็นความสุขที่ชอบธรรม เป็นปีติสุข สุขทางธรรม เป็นอาหารใจ ใจก็จะสงบ แล้วก็จะเป็นปกติมากยิ่งขึ้น จะสะดวกสบายในการปฏิบัติธรรม ในการทำหน้าที่ด้วยความภาคภูมิใจ
พอเกิดความสุขในการทำงาน เกิดความขยัน คนที่ไม่มีความสุขกับการทำงานมีแต่ขี้เกียจ แต่ถ้าหาความสุขจากการทำงาน เดี๋ยวจะมีความขยัน
พอเกิดความขยันในการสร้างสติ สติมันก็เกิดขึ้นมากๆ ลงทุนด้วยการขยันเท่านั้นเอง ขยันเจริญสติ ขยันทำหน้าที่ มันก็เกิดสติ พอเกิดสติแล้วมันก็ขยัน มันของคู่กัน สมดังที่พระพุทธองค์ท่านตรัสไว้ว่า “คนมีสติย่อมขยัน”