{ampz:shareampz}
แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
เจริญสติเพื่อทำให้เกิดปัญญา
ผู้ที่เข้าใจตนเองเท่านั้นจึงจะเข้าใจผู้อื่นได้
(ท่านอาจารย์วศิน อินทสระ)
ผู้ที่เข้าใจตนเองเท่านั้นจึงจะเข้าใจผู้อื่นได้ อันนี้เป็นคำพูดของท่านอาจารย์วศิน อินทสระ เป็นคำพูดที่มีความหมายมาก คนเรามักจะไม่ค่อยเข้าใจตนเอง แล้วก็ไม่เข้าใจคนอื่น มักจะเรียกร้องว่าคนอื่นทำไมถึงไม่เข้าใจเรา ทำไมคนนั้นจึงไม่เข้าใจเรา ทำไมคนนี้ถึงไม่เข้าใจเรา แต่เราลืมไปว่าเราเองก็ไม่ได้เข้าใจเขาเหมือนกันนะ อันนี้สำคัญมาก
ถ้าเราจะเข้าใจเขาได้นั้น เราต้องเริ่มต้นจากตัวเราก่อน จิตใจคนเราเนี่ยมันคล้ายๆ กัน เราอยากจะรู้จิตใจเขา เราต้องเริ่มต้นศึกษาจากจิตใจของเรา รู้เรา เราก็จะรู้เขาด้วย เมื่อรู้เขามันก็รู้เรา แล้วที่สำคัญคือที่ตัวรู้
อย่างไรก็ตาม เราจะเข้าใจเขาหรือเข้าใจเราได้นั้น จะต้องอาศัยเครื่องมือสำคัญ นั่นคือ “ตัวสติ” การเจริญสติทำให้เราเข้าใจตัวเราเอง เข้าใจสิ่งแวดล้อม เข้าใจโลก เข้าใจชีวิต เข้าใจสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เพราะการเจริญสตินี่แหละสำคัญมาก
สิ่งที่อยู่รอบตัวเรานี่ จะเห็นว่ามีอะไรหลายๆ อย่างที่มันเกิดขึ้นแบบเราคาดไม่ถึง เป็นภัยต่างๆ ภัยสงคราม ภัยพิบัติที่เกิดจากธรรมชาติ ภัยที่เกิดจากตัวเราเอง ทั้งสุขภาพร่างกาย ความเจ็บไข้ได้ป่วย และเรื่องทางด้านจิตใจ สุขภาพจิต ความวิตกกังวล ความหงุดหงิด ความทุกข์
สิ่งเหล่านี้ไม่มีใครปรารถนาที่จะได้พบ แต่เราจะควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร ถ้ามีเหตุปัจจัยให้เกิด มันก็เกิด และจะดับไปเมื่อหมดเหตุหมดปัจจัยเท่านั้น เหมือนไฟที่ลุกโชนเพราะมีเชื้อ หากเอาเชื้อออก ไฟก็จะดับไป
ภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา มักจะเกิดขึ้นโดยที่เราไม่คาดคิด ไม่เป็นไร เราเตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อนว่าสิ่งเหล่านี้อาจเกิดกับคนรอบตัวหรือใกล้ตัวเราได้ การเตรียมตัวเตรียมพร้อมนั้นต้องอาศัยตัวสติเป็นเครื่องเผชิญหน้า
เมื่อเกิดภัยพิบัติโดยไม่คาดฝัน ถ้าเราขาดสติ ใจเราจะตกตะลึง สับสน ทำอะไรไม่ถูก แก้ปัญหาไม่ได้ แต่ถ้าเรามีสติ สติจะนำเอาปัญญามาใช้แก้ปัญหาได้ทันท่วงที
เมื่อเกิดปัญหา อุปสรรค หรือความทุกข์ สิ่งแรกที่ต้องทำคือตั้งสติให้ได้ เรียก “พระสติ” มาก่อน การเรียกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ก็เพื่อให้เกิดสติ จุดสำคัญคือให้มีสติในขณะนั้น เดี๋ยวนั้น
เมื่อสติตั้งขึ้น ปัญญาจะถูกนำมาใช้ ปัญญานี้มาจากการได้ยิน ได้ฟัง ได้ดู ได้เห็น และประสบการณ์ที่จิตบันทึกไว้ ถ้าขาดสติ เราใช้ปัญญาไม่ได้ แต่ถ้ามีสติ เราจะหยิบใช้ได้ทันท่วงที
เพราะฉะนั้น เราจำเป็นต้องเจริญสติให้มากในแต่ละวัน เจริญให้บ่อย ไม่ต้องรอเวลา ไม่ต้องรอสถานที่ รู้สึกตัวได้ทันทีในชีวิตประจำวัน อยู่บ้าน อยู่วัด อยู่ที่ทำงาน อยู่ที่ไหนก็เจริญสติได้
หากอยู่ห่างไกลครูบาอาจารย์ จำเป็นต้องอาศัยกัลยาณมิตร ผู้มีสัมมาทิฏฐิ เข้าใจธรรมะ มีสติ จิตใจมั่นคง เป็นผู้ชี้แนะได้ โดยเฉพาะเรื่องการดับทุกข์
หากไม่สามารถมีกัลยาณมิตรได้ ก็อาศัยสื่อทางธรรม หนังสือ เทป ซีดี หรือ MP3 เป็นเพื่อนเป็นมิตรได้ เวลาจิตตก ฟุ้งซ่าน หรือสงสัย ก็ฟังธรรม อ่านธรรม
เมื่อเกิดความสงสัยในการปฏิบัติ ให้ตั้งสติเป็นผู้ดู อย่าเข้าไปเป็นกับความสงสัย เป็นเพียงผู้รู้ ผู้เห็น ผู้ทราบ จิตจะแยกออกจากอารมณ์สงสัยได้
สิ่งสำคัญอีกอย่างคือความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ต้องขยันเจริญสติในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เฉพาะในรูปแบบ ทุกอิริยาบถ ทุกหน้าที่ รู้สึกตัวไปด้วย
สิ่งที่ไร้สาระ เป็นส่วนเกินของชีวิต ก็ตัดออกไปบ้าง เพราะนอกจากสติไม่เจริญแล้ว ความหลงยังเจริญด้วย ธรรมใดไม่เกี่ยวกับการดับทุกข์ วางลงบ้าง
รู้ด้วยสติ ปล่อยวางด้วยปัญญา ปล่อยไม่ได้ก็รู้ไว้ก่อน ปล่อยได้ก็ปล่อยไป เราจะเข้าใจตนเอง และเข้าใจผู้อื่นได้จากตรงนี้
สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตคือสติปัญญา ใช้สติปัญญาประกอบชีวิต ปัญหาจะเกิดน้อยลง หากอยากให้ผลไว ตั้งปณิธานว่า สิ่งใดไม่เกี่ยวกับการดับทุกข์ จะสนใจให้น้อยลงหรือไม่สนใจเลย
เราต้องเชื่อมั่นในตนเอง เปิดใจว่าเราทำได้ อย่าปิดประตูตัวเอง ชีวิตล่วงเลยไปเร็ว อายุข้างหน้าสั้น ข้างหลังยาว อย่าประมาท รีบเจริญสติ รีบปฏิบัติธรรม
ผลจะมากหรือน้อยไม่สำคัญ สำคัญที่ได้เริ่มต้นปฏิบัติ นั่นคือการสะสมเหตุปัจจัยไปสู่มรรคผลนิพพาน เพื่อไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอีกต่อไป
ถอดคำบรรยายโดย "อัญญา"