PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม
  • สุดท้ายให้ดูจิต
สุดท้ายให้ดูจิต รูปภาพ 1
  • Title
    สุดท้ายให้ดูจิต
  • เสียง
  • 9011 สุดท้ายให้ดูจิต /aj-kampol/2021-03-04-07-03-29.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันอาทิตย์, 25 มกราคม 2569
ชุด
นักทำใจ
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • สุดท้ายให้ดูจิต (ความยาว 11:06 นาที)

    (10:41) เมื่อไม่มีปัญญาก็ไม่มีความเพ่งพินิจ เมื่อไม่มีความเพ่งพินิจก็ไม่มีปัญญา ผู้ใดมีทั้งความเพ่งพินิจและปัญญา ผู้นันนับว่าอยู่ใกล้นิพพาน

    (พุทธวจน)

     

    (10.01) เรามาพูดมาฟังเรื่องเกี่ยวกับตัวเรากัน เรื่องกายเรื่องใจของเรา เรามาคุยเรื่องตัวเราเนี่ย มันมักจะไม่ค่อยมีปัญหานะ ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม ถ้าหากว่าเราพูดเรื่องคนอื่น คนที่เค้ารับฟังนี่คงไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ทำให้เราเกิดมีศัตรูโดยที่เราไม่คาดคิดก็ว่าได้นะ พูดเรื่องคนอื่น บุคคลที่ 3 อย่างเนี้ย ทำให้จิตเป็นอกุศล คุยเรื่องตัวเราดีกว่า ดับทุกข์ได้ เราไปดูแต่สิ่งภายนอกจนลืมดูใจเรา ใจเราก็จะเป็นทุกข์ เพราะเช่นนั้นการปฏิบัติธรรมหรือการเจริญสติ จะเน้นมากคือเรื่องกายเรื่องจิตที่มีอยู่ในตัวเรานี่แหละ ถือว่าสำคัญนะ เรื่องการเจริญสติ ดูกายดูจิตเนี่ย เพราะว่าชีวิตของเรานี่ มีกาย มีจิต แต่เราก็ไม่เคยได้เป็นเจ้าของกาย เจ้าของจิต ไม่มีสิทธิ ปล่อยให้ความคิด ปล่อยให้กิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความรัก ความกังวล พวกนี้มาครอบงำจิตใจเราหมด มาเป็นเจ้าของกาย เจ้าของใจเรา เราไม่ได้มีสิทธิที่จะมาเป็นเจ้าของกาย เจ้าของใจ เจ้าของรูป เจ้าของนามเราที่แท้จริง แต่ถ้าหากว่าเราเจริญสติเนี่ย ถ้ามีสติควบคุมกาย ควบคุมจิตของเราได้เมื่อไหร่หล่ะก็ เราจะปลอดภัยจากความทุกข์ จิตใจเราจะเป็นอิสระ อิสระจากความคิด อิสระจากอารมณ์ที่มากระทบ ไม่ใช่ว่าจะไม่มีการกระทบ มี มีอยู่ แต่มีแบบเป็นนาย เป็นนายของความคิด เป็นนายของจิต ของใจเรา เพราะว่าเมื่อเรามีสติควบคุมกาย ควบคุมใจเราได้เมื่อไหร่หล่ะก็ กาย วาจาก็จะเป็นปรกติ ปรกติของกายนี่ก็คือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ดื่มสุรา อันนี้คือเป็นปรกติของกาย ปรกติวาจา ก็คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ อันนี้เป็นปรกติของวาจา จะเรียกว่าเป็นศีลก็ได้ ศีลนี่เป็นธรรมที่ควบคุมกาย ควบคุมวาจาให้เป็นปรกติ ปลอดภัยแล้ว ไม่มีเวร ไม่มีภัยต่อใครแล้ว เป็นศีลโดยที่เราไม่ต้องสมาทานเลย เพียงเรามีสติ รู้กาย รู้จิต ของเราเมื่อไหร่หล่ะก็ ศีลก็จะเกิดขึ้นที่กาย ที่จิต ที่วาจาของเรา โดยเฉพาะที่จิตใจ อันนี้ก็สำคัญนะเรื่องจิตใจเนี่ย เพราะเมื่อมีสติแล้ว นอกจากจะควบคุมกาย วาจาให้เป็นปรกติแล้ว ใจเราก็พลอยเป็นปรกติไปด้วย เพราะทุกครั้งที่เรามีสติ มีความรู้สึกตัว จิตเรานี่ก็ต้องมี”สมาธิ”เข้าร่วมด้วย สมาธิ คือ จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งโดยที่ไม่เข้าไปพัวพันกับอารมณ์เหล่านั้น จิตตั้งมั่น ดูอยู่ รู้อยู่ ไม่เข้าไปคลุกเคล้ากับอารมณ์ที่เรากำลังดู เมื่อเรามีสติรู้กาย จิตก็ตั้งมั่นรู้กาย ไม่เข้าไปเป็นกาย ไม่เข้าไปอยู่ในกาย เป็นแค่ผู้ดู ผู้รู้ จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ต่างๆ เช่น ความคิด การปรุงแต่งต่างๆในจิตใจ จิตก็จะมีสมาธิ ไม่ปล่อยให้คลุกเคล้าหรือไปแช่ติดอยู่กับความคิดหรืออารมณ์ต่างๆ เพราะมีสติ มีสมาธิ สงบอยู่ รู้อยู่ เห็นอยู่ แต่ไม่เข้าไปอยู่กับอารมณ์เหล่านั้น เพียงแต่มีสติเท่านั้นเอง เราก็จะมีความสงบของจิต เป็นสมาธิ เนีแหละจิตก็เป็นปรกติ มีสติเท่านั้นเอง สติดูกาย ดูใจ กาย วาจา ใจก็เป็นปรกติ อันนี้เรียกว่าเป็นศีล ศีลอยู่ภายในจิตใจเลยหล่ะ แล้วเวลาเรามีสติ มีสมาธิ ธรรม 2 อย่างเนี่ยเป็นธรรมฝ่ายที่กุศล ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราเกิดปัญญา คือ รอบรู้เท่าทันในกายในจิตของเรานี่ เกิดปัญญา รู้ความจริงของตัวเรา มีประโยชน์ทั้งนั้น ทำให้เราเกิดปัญญารู้เท่าทันว่ากายใจเรานี่ ในภาษาธรรมเค้าเรียกว่า “รูปนาม” เนี่ย จะเห็นรูป เห็นนามนะ การเจริญสติเนี่ยก็เพื่อให้เห็นรูป เห็นนาม นี่คือเห็นความจริงที่เค้าเรียกว่า “ปรมัตถธรรม” เห็นความจริงของตัวเราว่าเป็นเพียงรูปนาม ชีวิตนี้มีแต่รูปนามเท่านั้น สักแต่ว่ารูป สักแต่ว่านาม กายที่เคลื่อนไหวนี่เป็นรูป จิตที่มันรู้สึก ดูอยู่ เห็นอยู่ นี่เป็นนาม หรือความคิดนึกต่างๆนี่ก็เป็นนาม มันไม่มีตัวเรา มันจะถอนสักกายทิฏฐิที่เห็นว่ากายใจนี้เป็นตัวเรา เป็นพียงแค่รูปนาม เท่ากับเราไม่มีตัวไม่มีตนแล้วนะเนี่ย เป็นเพียงรูปนามที่เค้าทำหน้าที่กันอยู่ เมื่อเราเจริญสติแล้วเนี่ย ถ้าเราเห็นรูปนามเท่ากับว่าเราได้หลักของการปฏิบัติแล้ว ถ้าได้หลักนี้มันก็ไม่ล้มมาหล่ะ ใหม่ๆนี่ ถ้าเราปฏิบัติจะล้มลุกคลุกคลาน คิดมั่ง เครียดมั่ง เบื่อมั่ง อะไรมั่งเนี่ยนะ อันเนี้ยเราไม่ได้หลักนะ จะล้มลุกคลุกคลาน แต่พอเราเห็นรูปเห็นนามหล่ะก็ มีที่เกาะแล้ว เราเดินสะพานไปไหนถ้ามีราวจับหล่ะก็มั่นคง เมื่อมีรูปมีนาม เห็นรูปเห็นนามหล่ะก็ การปฏิบัติก็จะได้หลัก เป็นวิปัสสนาแล้ว คือ การดูรูปดูนาม ดูไปเรื่อยๆ เราจะเห็นว่ารูปนามนี้จะแสดงความจริงออกมาให้เราเห็นหลายๆอย่าง เป็นความไม่เที่ยงบ้าง เป็นทุกข์บ้าง บังคับบัญชาไม่ได้บ้าง เราจะเกิดปัญญาที่รูปที่นามในตัวเรานี่แหละ เห็นทุกข์ของรูป เห็นทุกข์ของนาม ทุกข์ของรูปก็คือความเจ็บไข้ได้ป่วย ความปวด ความเมื่อย ความหิว เนี่ยทุกข์ของรูป เราเห็นนะ แต่ไม่ได้เข้าไปเป็นเค้า เราก็แก้ไขไปด้วยสติ แล้วต่อไปเราจะเห็นทุกข์ของนาม ทุกข์ของนามนี่ก็คือความคิด ความคิดทำให้จิตเป็นทุกข์ จิตโดยเป็นปกติเค้าก็เป็นทุกข์อยู่แล้ว แต่พอมันเกิดความคิดปรุงแต่งขึ้นมานี่ จิตก็จะเป็นทุกข์ขึ้น คิดรัก คิดโกรธ คิดกลัว อิจฉาริษยา หวาดระแวง วิตกกังวลต่างๆ อันนี้เป็นภาวะที่ทำให้จิตเป็นทุกข์ทั้งนั้น เนี่ย ทุกข์ของนาม เห็นรูปเห็นนามนะ เราก็ดูรูปดูนามไปเรื่อยๆนี่เราจะเกิดปัญญา สติดูรูปเท่ากับเอาจิตเอานามดูรูป สติดูจิตก็คือสติดูความคิด เอานามดูนาม เรื่องของจิตนี่เป็นเรื่องของนามนะ เราก็จะไปเห็นความคิด ธรรมทั้งหลายนี่เสยรุปลงที่จิต ลงที่ความคิด เราอาจจะมีสติดูรูปไปเรื่อยๆ ดูนามไปเรื่อยๆนี่ แต่สรุปเหลือสั้นๆคือการมีสติดูจิต หรือเอาจิตดูจิต หรือเอานามดูนามเนี่ยเป็นจุดสุดท้ายที่เราจะต้องปฏิบัติกัน เพราะว่าสิ่งทั้งหลายที่มันสร้างปัญหาให้กับเราเนี่ย ก็คือที่จิตใจ คือที่ความคิดนี่ เหตุของความทุกข์ก็มาจากความคิด กิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง อันนี้คือสิ่งที่มากับความคิดทั้งนั้น ถ้าความคิดไม่เกิดขึ้น จิตก็เป็นปรกติ ถึงแม้ว่ามีความคิดเกิดขึ้น ถ้ามีสติรู้ทัน จิตก็เป็นปรกติ ธรรมทั้งหลายจึงสรุปลงที่จิต มีจิตเป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน สำเร็จแล้วที่จิต เพราะนั้นการปฏิบัติธรรมเนี่ย เราจะเริ่มต้นจากการรู้กาย หรือรู้อะไรก็ตาม จะเป็นสมถะหรือวิปัสสนาเนี่ย เราก็สรุปลงที่จิตใจทั้งนั้น มาดูที่จิตใจทั้งนั้น เราจึงจะพ้นทุกข์ได้ เพราะฉะนั้นสรุปแล้วคือ ธรรมะที่แท้จริงนั้นก็คือที่จิตใจ.

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service