PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม
  • สุขอยู่ที่รู้
สุขอยู่ที่รู้ รูปภาพ 1
  • Title
    สุขอยู่ที่รู้
  • เสียง
  • 9010 สุขอยู่ที่รู้ /aj-kampol/2021-03-04-07-03-22.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันอาทิตย์, 25 มกราคม 2569
ชุด
นักทำใจ
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • สุขอยู่ที่รู้ (ความยาว 16.15 นาที)

    (15.50) หากเรามีสติและหมั่นบริหารชีวิตให้ดี ความเจ็บไข้ได้ป่วยหรือแม้แต่โรคร้าย เช่น มะเร็ง ก็สามารถรักษาให้หายได้ ใครที่ขี้หลงขี้ลืม หมั่นเจริญสติแล้ว ความจำจะดีขึ้น

    (ดร.สนอง วรอุไร)

    (15.11) ทุกครั้งที่ผมมาพบกับท่านผู้ฟัง ก็จะนำเอาสิ่งที่เป็นสาระ เป็นประโยชน์ เอามาเผื่อแผ่แบ่งปันในการให้แง่คิด ให้กำลังใจ ให้ที่พึ่ง ซึ่งเราสามารถที่จะนำเอาไปใช้ เอาไปปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวัน เรียกว่าเป็นสิ่งที่มีสาระ เป็นประโยชน์ คือ ฟังแล้วได้แง่คิดแล้วก็ได้วิธีการปฏิบัติ ผลออกมาก็คือความหมดปัญหาทางด้านจิตใจ อย่างเช่นเรื่องการเจริญสติเนี่ย ผมถือว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเลยซึ่งทุกท่านนี่จะต้องพลาดไม่ได้ พลาดอย่างอื่นพลาดได้นะ แต่พลาดเรื่องการมีสติเนี่ย มันเสียหายมาก เพราะว่าประโยชน์ของสติเนี่ยมีมากเหลือเกิน ถ้ามีสติแล้วเนี่ย จิตใจเรานี่ มันจะเกิดปัญญา แก้ปัญหาชีวิตได้ เมื่อแก้ปัญหาชีวิตได้นี่ ชีวิตมันก็หมดปัญหานะ แล้วความสุขทางด้านจิตใจเนี่ยก็จะเกิดขึ้น มันเป็นการทำให้เรามีชีวิตที่ดี มีความสุขมากยิ่งขึ้น ถ้าเราอยากจะมีชีวิตที่ดีมีความสุขหล่ะก็ ต้องมาเจริญสติกัน ผู้ที่เจริญสติอยู่เนืองๆเนี่ย จะสามารถเอาชนะทุกข์ทางด้านร่างกายได้นะ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ บางทีมันหายด้วยการเจริญสติ โรคไมเกรน ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ โรคกระเพาะอาหาร โรคความดัน โรคหัวใจ แม้กระทั่งโรคมะเร็ง สามารถทำให้หายได้เมื่อเราเจริญสติเนี่ย ก็มีตัวอย่างมากมาย อันนี้คือด้านร่างกาย ส่วนด้านจิตใจเนี่ย เรามีสติอยู่เนืองๆนี่ จิตใจเราเนี่ยที่มันฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ มันก็จะสงบลงได้นะ ทำให้จิตสงบได้ ให้จิตเป็นปกติได้ เป็นคนที่ไม่ขี้หลงขี้ลืม สติทำให้เราจำอะไรได้ง่ายๆ จำแม่น ถ้าฝึกสติอยู่เสมอๆหล่ะก็ จิตจะมีสมาธิตั้งมั่น จดจ่ออยู่กับการฟัง เก็บข้อมูลเรื่องราวที่ฟังได้ดี เรียนเก่ง เวลาไปสอบก็ทำคะแนนได้ จำได้ เพราะจิตใจไม่เลื่อนลอย จำแม่น ไม่ขี้หลงขี้ลืม โรคประสาท โรคจิตมันก็ไม่เกิดขึ้น แม้กระทั่งโรคความทุกข์ทางด้านจิตใจ จะไม่มีนะ ความวิตกกังวล หลายอย่าง คุณธรรมทั้งหลายนี่มาจากการเจริญสติทั้งนั้นอ่ะ ถ้าจาระไนผลหล่ะก็มีมากมาย อันนี้ถือว่าเป็นที่พึ่งของเราได้ แต่เรื่องการเจริญสติเนี่ย เราจะอ้อนวอนเอา ขอเอาจากใครนี่ไม่ได้หรอก เราต้องทำด้วยตัวของเราเอง ด้วยฝีไม้ลายมือของเราเอง เพราะมันมีอยู่แล้วในตัวเรา แต่มันยังน้อยหน่อย ยังไม่ค่อยเพียงพอ เราจึงต้องเจริญให้มันมากขึ้นเข้าไว้ ทำให้มากเข้าไว้ คือ การทำความรู้สึกตัวเนี่ย ในแต่ละวันนี่เราทำได้ สติทำให้เราอยู่กับปัจจุบันนะ เราก็ทำไปเรื่อยๆ รู้สึกตัวไปเรื่อยๆ ไม่ต้องกลัวผิด การเจริญสตินี่ไม่มีผิดไม่มีถูกนะ ผิดถูกนี่เป็นเพียงสมมติ แต่ว่าถ้าเรารู้สึกตัวอยู่เสมอๆนี่ มันก็ถูกอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวผิด มันไม่มีหรอกผิด ไม่มีหรอกถูก มีแต่รู้ทันหรือไม่ทันเท่านั้นแหละ สรุปลงที่ “รู้กับหลง” ถ้าเรารู้ไม่ทันหล่ะก็ เราหลง ก็ไม่เห็นมีอะไร เราก็กลับมารู้เท่านั้น มีตัวรู้กับตัวหลงอยู่ในจิตใจของเรานี่ มันครองจิตครองใจของเราอยู่ ดูซิว่าอะไรมันมากกว่ากันแต่ละวัน เราก็ไม่ต้องไปขับไล่ตัวหลงหรอก เราเพียงแต่สร้าง”ตัวรู้”ขึ้นมา โดยการเจริญตัวรู้ด้วยความรู้สึกตัวนี่แหละ มันก็จะทำลายตัวหลงไปเอง เหมือนอย่างกับว่าความสว่างมา ความมืดก็หายไป เพราะนั้นการเจริญสติเนี่ย ต้องทำไปเรื่อยๆ ไม่ต้องกลัวผิด ไม่ต้องไปกังวลถึงตำรา ตำราจะว่าอย่างนั้น จะว่าอย่างนี้ ตำราของใคร ครูบาอาจารย์ไหน โอ๊ย นี้ไม่สำคัญหรอก อย่าไปกังวล ตำราท่านเขียนไว้ถูกแล้ว อันนั้นอยู่ในตัวหนังสือ อยู่ในหนังสือในกระดาษ ไม่ใช่ของจริงนะ ของจริงคือเราต้องทำขึ้นมา คือ เจริญขึ้นมาให้มากๆ จากเนื้อจากตัวของเรานี่แหละ จากกายจากจิตของเรานี่ อย่าไปกังวลเกี่ยวกับตำรา จิตเรามันจะไม่ปกตินะ มันจะฟุ้งซ่าน จะสงสัย ยิ่งอ่านตำรามันยิ่งสงสัยนะ เพราะมันยังไม่ใช่ของจริง ไม่ใช่ปัจจุบัน อย่างถ้าเราระลึกรู้ลงไปที่กายที่มันเคลื่อนๆไหวๆนี่แหละ หรือรู้ลงไปที่จิตที่ใจของเรานี่ ในขณะปัจจุบันนี้ เดี๋ยวนี้ เป็นปกตินี่ ก็ถูกต้องแล้ว รู้กาย รู้จิต อยู่ในปัจจุบัน เป็นปกติธรรมดาเนี่ย มันก็ถูกต้องแล้ว สั้นๆ ไม่ต้องไปอ่านตำรา ลงมือทำเลย อย่างเช่นการมารู้กายเนี่ย ลองเคลื่อนมือเบาๆ ลองพลิกมือเล่นๆ ลองทำดูได้เลย รู้กายที่มันเคลื่อนๆไหวๆ ไหวแล้วก็หยุด เคลื่อนแล้วก็หยุด เมื่อมันเคลื่อนเราก็รู้สึก เวลามันหยุดเราก็รู้สึก มันจะมีอาการหนักๆ ตึงๆ ไหวๆ เนี่ยคือเรื่องของกายนะ เป็นตัวปรมัตถธรรม เรารู้ลงไปที่อาการที่มันเคลื่อน ที่มันหยุดของกาย อันนี้เราก็รู้สึกตัวได้แล้ว นี่คือการรู้กาย รู้กายนี่ไม่ใช่ไปรู้ที่มือ รู้ที่เท้า หรือรู้ที่ชื่อ ไม่ใช่นะ รู้ที่อาการที่มันเคลื่อนๆ หยุดๆ ไหวๆ ตึงๆ แน่นๆ รู้ที่อาการของมัน เห็นมั้ย เนี่ยที่ว่ารู้กาย นอกเหนือสมมตินั่นแหละ เป็น”ตัวปรมัตถธรรม” การรู้กายเนี่ยมีหลายอย่าง ทำให้ชีวิตเราอยู่กับปัจจุบัน เรื่องของกายเนี่ย เราสังเกตดูบ่อยๆ มันจะเป็นปัจจุบันมาก ตามรู้ตามดูกายที่เคลื่อนไหวในอิริยาบถน้อยใหญ่ ชีวิตจะอยู่กับปัจจุบัน พอเคลื่อนปั๊บ รู้ได้ทันทีเลย เราจะเห็นว่าจิตของเรานี่ตั้งมั่นได้มาก จิตที่รู้กายอยู่เนืองๆเนี่ยจิตจะตั้งมั่น สติจะตั้งมั่นได้นาน เมื่อหลุดไปก็กลับมารู้ เผลอไปก็กลับมารู้ มันตั้งมั่นได้นาน จะไม่หลงไปนาน เราจะเห็นทุกข์ได้ง่ายๆ เห็นทุกข์ที่กายเค้าแสดงออกมานี่ง่าย ชัดเจน เราอยากเห็นธรรมนี่ เราก็ต้องเห็นทุกข์ที่กายเรานะ กายแสดงความทุกข์มากมาย ถ้าเฉลยแล้วเราก็จะไม่เข้าใจ เราลองสังเกตดูก่อน เรื่องของกายนี่เป็นเรื่องของทุกข์ ถ้ามีกายก็อย่าหมายว่ามีสุขนะ กายไม่มีสุขหรอก มีแต่ทุกข์ตลอดสาย เกิดๆดับๆ เรื่องของทุกข์ในกาย แต่อย่าเข้าไปเป็นนะ เราเป็นแค่ผู้ดูผู้รู้เค้าเฉยๆ แค่เราตามรู้กายไปนานๆนี่มันจะเห็นรูปเห็นนามนะ อารมณ์รูปนามเนี่ยจะเกิดชัดที่เรามารู้กาย ตามรู้กาย เช่น ที่เรากำลังเคลื่อนไหวเมื่อกี๊เนี่ย เราลองเคลื่อนไหวดู ที่มันกำลังเคลื่อนๆไหวๆอยู่ตรงนี้ อันนี้เป็นรูป พอคิดนึกไปทางนู้นหน่ะ อันนี้เป็นนาม เห็นรูปเห็นนาม จิตที่เป็นผู้รู้นี่ก็เป็นนาม มันอยู่ในตัวเราทั้งนั้น ตัวเราสมมติว่าตัวเรา แต่ถ้าเป็นรูปนามหล่ะก็อันนี้เป็น”ตัวปรมัตถธรรม” เป็นตัวจริงที่ไม่มีชื่อ มีแต่ความรู้สึกเข้าไปสัมผัสแล้วก็สมมติว่าเป็นรูปเป็นนาม เมื่อเราตามรู้กาย รู้รูปไปนานๆนี่ มันจะเกิดการพัฒนาขึ้นนะ นอกจากจะอยู่กับปัจจุบันแล้ว สติตั้งมั่นได้นาน เห็นทุกข์ได้ง่าย แล้วก็เห็นรูปเห็นนามชัดเจน เราก็ยังไปเห็นจิตได้เหมือนกัน มันตามรู้กายไปนานๆเนี่ย เราสามารถเห็นจิตของเราได้ เพราะจิตกับกายเป็นของคู่กัน อาศัยกันเกิดขึ้น กายไม่มีจิตก็ไม่ได้ จิตไม่มีกายก็อยู่ไม่ได้ จิตกับกายต้องอาศัยกัน กายคือรูป จิตคือนาม สองอย่างนี้แยกจากกันไม่ได้ อาศัยอยู่ด้วยกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เมื่อเราตามรู้กายไปนานๆนี่ มันจะเห็นจิต อาจจะไม่ชัดเจนที่จิต แต่เราสามารถไปเห็นความคิดที่มันปรุงแต่งอยู่ในจิตใจ ดูดีๆเถอะ เห็นอาการของจิตคือความคิด เมื่อเห็นความคิดแล้วเนี่ยมันก็ทำให้เราเห็นจิตได้ จิตเป็นผู้ที่ผลิตความคิดขึ้นมา รู้กายเนี่ยจะเห็นจิตได้ เราต้องเห็นในอารมณ์ปัจจุบันนะ เพราะว่าปัจจุบันเนี่ยเรามักจะไม่ค่อยคิดอะไร แต่ถ้าเราเผลอคิดเมื่อไหร่หล่ะก็ จิตใจเราจะเลื่อนลอยไปในอดีต ไปในอนาคต ปรุงแต่ง บางทีก็ปรุงแต่งในเรื่องที่ไร้สาระ ทุกวันนี้ถ้าเราขาดสติ เราจะเห็นว่า จิตเรามักจะชอบคิด โดยเฉพาะเรื่องอดีตเนี่ยชอบคิดมาก อดีตที่ผ่านไปแล้วตั้งแต่เมื่อวาน ตั้งแต่หลายปีไปแล้ว ก็ยังไม่จบไม่สิ้น ทุกข์เมื่อวาน ทุกข์ในอดีต ยังไม่เพียงพอ เรายังเก็บเอามาคิดให้เป็นทุกข์ในปัจจุบันอีก ทั้งๆที่ปัจจุบันนี่มันก็ทุกข์อยู่แล้วนะ สังเกตดูสิ แต่เรายังเอาอดีตของความทุกข์เข้ามาทับถมปัจจุบันให้มันทุกข์มากยิ่งขึ้น ยังไม่เพียงพอนะ บางทีเราไปคิดวิตกกังวลถึงอนาคต เอาทุกข์ในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น เอามาทับถมหนักเข้าไปใหญ่เลย แต่ละวันนี่ถ้าเราขาดสติ ทุกข์ในอดีต ทุกข์ในปัจจุบัน ทุกข์ในอนาคต ท่วมทับจิตใจเรา แย่เลย ลำบากเลยนะ ชีวิตที่เป็นอนาถา ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีสติ ไม่มีปัญญาเป็นที่พึ่ง รักษาจิตใจเราให้เป็นปรกติไม่ได้ ถ้าเราขาดสติ ขาดความรู้สึกตัวเนี่ย เราไปเก็บเอาทุกข์มาทับถมในปัจจุบัน อุปมาเหมือนอย่างกับว่าเดี๋ยวนี้ โอ๋ เรามีขยะมากอยู่แล้วในบ้านเรา ขยะเต็มไปหมดเลย ยังไม่เพียงพอ ยังเอาขยะเมื่อวานเนี่ยมารวมกันอีก ขยะก็กองโตในบ้านเราสิ เพราะฉะนั้นให้มีสติเอาไว้ ขยะเมื่อวาน ก็แยกออกไป ขยะวันนี้ ก็แยกออกไป อย่ามารวมกัน โดยเฉพาะเรื่องของความคิดเนี่ย เมื่อวานก็ผ่านไปแล้ว ก็ปล่อยให้ผ่านไป ถ้าจะคิดก็คิดเอามาเป็นครูสอนจิตสอนใจเรา ให้อยู่กับปัจจุบันเข้าไว้ เรื่องของอนาคตเนี่ยบางทีต้องวางไว้ก่อนนะ เมื่อถึงอนาคตจริงๆนี่เราค่อยแก้ปัญหากัน บางทีต้องวางไว้ก่อนถ้ามันยังแก้ไขไม่ได้ เราสามารถวางแผนได้ การเจริญสติเนี่ยทำให้เรารู้กับปัจจุบัน รู้ความคิด รู้จิต เริ่มจากการรู้กาย รู้กายเคลื่อนไหว แล้วเราสามารถเห็นจิตที่มันคิดได้ เห็นจิตแล้วจะทำยังไง จิตเนี่ยเราต้องปล่อยวางนะ อย่าไปยึดมั่นถือมั่นมัน การดูจิตเนี่ยสำคัญมากในการปฏิบัติ ธรรมทั้งหลายนี่สรุปลงที่จิต เราต้องดูจิตเห็นจิต การดูจิตทำยังไง ก็ดูไปเรื่อยๆ ดูอาการของจิต คือดูความคิด เห็นความคิด รู้อยู่ห่างๆ อย่าดูแบบจ้องหรือเพ่ง เราจะเข้าไปอยู่ในจิตนะ แล้วมันจะเครียด ดูอยู่ห่างๆแบบชำเลืองๆ ดูแบบสังเกต คือ อย่าดูเต็มร้อย เราจะได้ไม่เข้าไปรวมกับความคิด ดูเรื่อยๆ บางทีมันคิด รู้ว่ามันคิด ก็ใช้ได้แล้ว แล้วก็ต้องดูต่อไป บางทีเราต้องการความสงบ พอเจริญสติไปอยากได้ความสงบ พอมันคิดขึ้นมานี่ โห ไม่ชอบใจแล้ว โกรธแล้ว เผลอคิดแต่เรารู้ ไม่เป็นไร ถ้าเผลอโกรธต่อจากความคิด ถ้าเราไม่รู้หล่ะก็ เราพลาดแล้ว เพราะว่าเผลอโกรธนี่ปัจจุบันกว่าเผลอคิด เข้าใจมั้ย ตอนแรกพอมันคิดปั๊บ เนี่ย เราก็รู้ว่ามันคิด เราไม่ชอบใจ เกิดความโกรธขึ้นมา ต้องมีสติรู้ต่อเนื่อง อ๋อ นี่มันโกรธแล้ว อันนี้ เพราะว่าอารมณ์เผลอโกรธเนี่ยปัจจุบันกว่า บางท่านนี่เจริญสติไป เจอความสงบ โอ้ รู้ว่ามันสงบ แต่ว่าจิตปีติยินดีในความสงบรู้ไม่ทัน โอ๋ เราสงบแล้ว เผลอไปเลย สงบรู้ แต่พอเกิดความยินดีไม่รู้ ไม่ได้นะ เราต้องรู้ให้ต่อเนื่อง สงบก็รู้ จิตที่มันยินดีก็รู้ รู้ให้ต่อเนื่องไป แล้วอยู่กับปัจจุบันเรื่อยๆ สำคัญมาก เวลาจิตมันคิดขึ้นมาเนี่ย ดูให้ทันว่าเรามักจะมีทีท่าอะไรจากความคิดนั้น เพราะคนเรานี่เวลาเจอปัญหาปั๊บ จะมุ่งเข้าไปแก้ปัญหาเลย ต้องดูให้ทันไอ้ตัวที่จะเข้าไปแก้ปัญหา อย่างเช่น พอจิตมันคิดไม่สงบปั๊บ เราก็จะไปทำอะไรแล้ว จะไปจัดการ จะไปขับไล่ จะไปเพ่ง จะไปแก้ไข ดูตัวนี้ให้ทัน ตามดูจิต ดูให้ทัน ดูตัวที่จะไปแก้ไข ที่ไปมีทีท่ากับอารมณ์ที่เกิดขึ้น ดูให้ทัน ตรงนั้นหล่ะคือปัจจุบันกว่านะ อันเนี้ยคือการดูจิต ชีวิตเรานี่มีกายกับจิต จะดูอะไรก็ได้ ดูกายก็ได้ ดูจิตก็ได้ อะไรเกิดก่อนก็ให้รู้ก่อน ถ้ากายเกิดก่อนก็รู้กาย สติเกิดที่กาย ก็รู้กาย สติเกิดที่จิตก็รู้จิต สำคัญที่ว่าให้เราขยันรู้เข้าไว้ ขยันรู้หน่ะเป็นการเจริญสตินะ นี่แหละเป็นที่พึ่งที่ระลึกของเราแล้ว ก็คือการหมั่นขยันฝึกสติอยู่เนืองๆ เพื่อรู้เท่าทันกาย รู้เท่าทันจิต ในอารมณ์ปัจจุบัน เพียงแต่เรามีชีวิตอยู่ด้วยการเจริญสติอยู่เนืองๆเนี่ย ก็ทำให้ชีวิตเราเนี่ยดี แล้วก็มีความสุข เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าท่านผู้ฟังอยากจะมีชีวิตที่ดี มีความสุขนั้นไม่ยาก เจริญสติอยู่เนืองๆเถอะ มีความสุข ความทุกข์ก็จะหายไป.

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service