PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม
  • การวางภาระ
การวางภาระ รูปภาพ 1
  • Title
    การวางภาระ
  • เสียง
  • 9009 การวางภาระ /aj-kampol/2021-03-04-07-03-13.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันอาทิตย์, 25 มกราคม 2569
ชุด
นักทำใจ
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  •  

    การวางภาระ 

    บทธรรมคำกลอน — ท่านพุทธทาสภิกขุ

    หน้าที่หนึ่งในฐานะเป็นมนุษย์ ต้องได้สิ่งสูงสุดก่อนเป็นผี
    ตามที่คนควรจะได้อย่างไรดี ไม่เสียทีที่เกิดมาประสาคน

    หน้าที่สองในฐานะเพื่อนมนุษย์ ต้องช่วยกันสูงสุดหยุดฉ้อฉล
    ไม่ช่วงชิงประโยชน์ใครมาใส่ตน มุ่งเอาผลมีเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย

    หน้าที่สามตามฐานะพลโลก ต้องช่วยกันดับโศกแห่งโลกหาย
    ทำโลกนี้ให้น่าอยู่ดูสบาย มีความหมายโลกมนุษย์สุดงามงด

    หน้าที่คนคนหนึ่งมีถึงสาม พยายามทำให้เข้มเต็มกำหนด
    ให้เสร็จสิ้นก่อนตายให้เรืองยศ ได้ปรากฏเป็นมนุษย์ยอดสุขเอย

    (ท่านพุทธทาสภิกขุ)


    (12:44) เนื้อหาอธิบาย

    ได้ฟังบทธรรมคำกลอนของท่านอาจารย์พุทธทาสแล้ว ทำให้เราเกิดการสรุปได้ในชีวิตของเราว่า สิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือ “การทำหน้าที่” ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญมาก

    เมื่อเราเกิดมาแล้วเราต้องทำหน้าที่ ทุกคนต้องมีหน้าที่ ขณะเดียวกันรับภาระนี้เอาไว้ เป็นหน้าที่กับตัวเราเอง แล้วก็หน้าที่กับผู้อื่น

    หน้าที่กับตัวเราเองก็คือ การมาดูแลตัวเราไม่ให้เป็นทุกข์ ให้กายให้จิตของเรานี่เป็นปกติ แล้วก็หน้าที่กับคนอื่นก็คือ ช่วยเหลือคนอื่น ให้เค้ามีความสุข เมตตาสงสารเค้า ให้สังคมนี้อยู่อย่างเป็นสุขสงบเย็น อันนี้คือหน้าที่ของมนุษย์เรา

    รับหน้าที่แล้วก็รับภาระตรงนี้ไปนะ แต่ว่าคนทุกวันนี้นี่รับหน้าที่ รับภาระยังไม่พอนะ ยังต้อง “แบกภาระ” ไว้อีก ทั้งภาระตัวเรา แล้วก็ภาระผู้อื่น มีอาการหนักอึ้งทั้งกายทั้งจิตเลย มีสภาพที่เป็นทุกข์

    ทำหน้าที่ แล้วทำไมต้องเป็นทุกข์ด้วย
    นี่แสดงว่าเราทำหน้าที่ไม่ถูกต้องนะ

    หน้าที่กับตัวเราก็ไม่ถูกต้อง เพราะทำให้เราเป็นทุกข์ หน้าที่กับผู้อื่นก็ไม่ถูกต้อง เพราะทำหน้าที่ของผู้อื่นแล้ว แล้วเรายังเป็นทุกข์ บางทีทำหน้าที่ทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์ก็มีนะ

    การเจริญสติเนี่ยถือว่าเป็นการกระทำทางด้านจิตใจ เป็นความเพียรทางจิต แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านยังทรงตรัสรู้เพราะว่าเพียรทำจิต นิพพานก็เกิดขึ้นได้ที่จิตใจ เป็นเพราะว่าเพียรทางจิต

    แม้ว่าเราอาจจะมีสติลงไปที่กายก่อนแล้วจึงไปเห็นจิต หรือบางท่านอาจจะมีสติรู้จิต ก็ต้องสรุปลงที่การเพียรทางจิตทั้งนั้น

    เช่น การมีสติรู้ลงไปที่กาย การรู้กายเคลื่อนไหวเป็นกุศโลบายเพื่อให้มีสติเกิดขึ้นมาก ๆ บ่อย ๆ โดยการสร้างเหตุสร้างปัจจัยให้มารู้กาย ให้จิตมันเคยชินกับกาย ให้สติมันจำ…จำกาย จำความรู้สึกตัวได้ มันจะเกิดความเคยชิน ให้สติมันตื่น

    การรู้กายมันเป็นกุศโลบายเพื่อให้ไปเห็นจิตใจ กุศโลบายก็คืออุบายที่เป็นกุศล ธรรมะทั้งหลายสรุปลงที่จิตใจ มารู้ที่จิตใจ

    เมื่อเจริญสติรู้กายรู้จิตไปนาน ๆ เนี่ย มันจะนำปัญญามานะ สติจะนำปัญญามาใช้ เห็นกาย เห็นจิต เห็นเป็นรูปเป็นนามแล้ว รู้รูปรู้นาม เห็นธรรมชาติของชีวิตของเรามี 2 อย่าง คือ ส่วนของรูปและส่วนของนาม

    ส่วนของรูปก็คือกายที่เคลื่อนไหว ที่มีอาการตึง ๆ ไหว ๆ เคลื่อนไหวไปมา เดี๋ยวก็เคลื่อน เดี๋ยวก็หยุด อันนี้เป็นเรื่องของกาย เรื่องของรูปเนี่ย ไม่รู้อะไรนะ มีแต่เคลื่อน ๆ ไหว ๆ หมายถึงว่าไม่รับรู้อะไร เนี่ยเป็นเรื่องของกาย ถูกจิตมันใช้ เนี่ยเป็นส่วนของกาย แล้วก็มีทุกข์ให้เราเห็นบ่อย ๆ

    ส่วนเรื่องของนามนี่ก็คือ…นามนี่ทำหน้าที่ “รู้” รู้หลายอย่าง รู้ทางตา รู้ทางหู รู้ว่ากายเคลื่อนไหว และเป็นผู้ใช้กายเคลื่อนไหวด้วยนะ อันนี้ธรรมชาติของนาม นามนี่ขยันรู้ ถ้ามีรู้ก็ต้องมีนามแหละ ตัวเดียวกัน

    สติสัมปชัญญะเนี่ยจะทำหน้าที่แยกรูปแยกนาม เห็นรูปทุกข์ เห็นนามทุกข์

    รูปทุกข์ ก็คือ ความเจ็บป่วยของรูปของกายเนี่ย ความหิว ความร้อน ความหนาว ความปวด ความเมื่อย กายเป็นทุกข์มาก ถ้าเราจะรู้ทุกข์หล่ะก็มารู้กายเนี่ยมันชัดเจนมาก เพราะกายแสดงทุกข์อยู่ตลอดเวลา

    กายกับรูปนี่คืออันเดียวกันนะ แต่ว่ารูปเป็นทุกข์ เราต้องทำหน้าที่แก้ไข ต้องทำหน้าที่กับกายนะ ร่างกายนี่ รูปขันธ์นี่ทิ้งไม่ได้ ต้องทำหน้าที่ดูแลเค้า

    แต่เราไม่ได้ดูแลกายตามธรรมดา เราดูแลกายแล้วเราเป็นทุกข์ด้วย ผู้ดูแลคือนามธรรมเนี่ยเป็นทุกข์ อันนี้เรียกว่านามทุกข์

    เมื่อกายเป็นทุกข์ รูปเป็นทุกข์ อ้อ จิตใจนี้…ส่วนของนามธรรมนี่ก็พลอยเป็นทุกข์ไปด้วย เห็นมั้ย เนี่ย เราทำหน้าที่ของเราไม่ถูกต้องแล้ว

    รูปเป็นทุกข์ ทำไมต้องนามเป็นทุกข์ด้วย
    จิตใจเนี่ยเป็นทุกข์เพราะว่ากิเลส เพราะตัณหา เพราะอุปาทาน ไม่อยากให้ร่างกายนี้มันป่วย ไม่อยากให้มันเจ็บ อยากให้มันหายไว ๆ มีความอยาก มีความหวัง แต่ถ้ามันไม่หายเจ็บหายป่วยหล่ะก็ ก็จะเป็นทุกข์ ผิดหวัง

    เพราะเราขาดสติปัญญา ไปยึดมั่นถือมั่นว่ากายนี้จะต้องให้ได้อย่างใจเรา มีตัวมีตน เอากายเอาจิตไปเป็นตัวเป็นตน มีตัณหา มีอุปาทาน จึงเป็นทุกข์

    อย่างเช่นว่าเวลาร่างกายมันหิว ใจก็โมโห รูปมันหิว รูปเป็นทุกข์ แต่นามนี่คือจิตใจนี่ถูกกิเลสครอบงำ ใจโมโห เค้าเรียก “โมโหหิว” เป็นเพราะขาดสติ ขาดการเจริญสติให้รู้เท่าทันกาย รู้เท่าทันจิต

    หรือบางทีเรามีหน้าที่กับผู้อื่น…เมื่อกี้หน้าที่กับตัวเองนะ หน้าที่ดูแลกายจิตให้เป็นปกติ เป็นทุกข์เพราะว่าเราไปแบกภาระนี้ไว้

    การทำหน้าที่กับผู้อื่นก็เช่นเดียวกัน เช่น เรามีครอบครัว เรามีหน้าที่เป็นสามี เป็นภรรยา เป็นลูก สมมติว่ารับภาระ รับหน้าที่นี้ไว้ แต่บางทีเรารู้สึกว่ามันหนักอึ้ง ทำไมเป็นอย่างงั้น เป็นเพราะว่าเจ้าตัวตัณหา ตัวอุปาทาน

    ตัณหาคือความดิ้นรนทะยานอยากนะ อุปาทานคือความยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวเป็นตน เราก็อยากให้สามีเรา ภรรยาเรา ลูกเราเนี่ยเป็นคนดี ก็ต้องเชื่อฟังเรา ได้อย่างใจเรา ถ้าเค้าไม่ได้อย่างใจเรา โอ้ เป็นทุกข์เลย นี่คือตัณหา แล้วก็อุปาทานยึดมั่นถือมั่นว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี่ต้องได้อย่างใจหมด

    มีตัวมีตนในครอบครัว ในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ในงานที่เราทำ เห็นมั้ย มันก็เกิดความทุกข์ เพราะไปยึดมั่นถือมั่น แปลว่าเราทำหน้าที่ไม่ถูกต้อง ก็เป็นการแบกภาระ ไม่รับภาระธรรมดา แบกภาระทางด้านจิตใจให้หนักอึ้ง

    เราอาจจะเป็นครู คนเป็นครูนี่ก็มีความหวังนะ ทำหน้าที่เป็นครูอย่างเดียวไม่เพียงพอ หวังว่าลูกศิษย์เราจะต้องเชื่อฟังเรา ต้องเป็นคนดี ต้องเป็นคนเก่ง เรียนเก่ง ตั้งความหวังเป็นตัณหาคือความอยากได้ แล้วก็ยึดมั่นถือมั่นในความหวังนั้น จะต้องเป็นไปที่ใจเราหวัง นี่เป็นตัวเป็นตนแล้ว

    เมื่อไม่ได้ดังใจหวังเราก็เป็นทุกข์ แบกภาระหนักอึ้งทางด้านจิตใจ

    หรือว่าอาจจะเป็นหมอ เป็นพยาบาล ทำหน้าที่รักษาคนไข้ ก็ต้องมีความอยากความหวังเป็นธรรมดา อยากให้เค้าหายป่วยหายไข้ เข้าไปมีความยึดมั่นถือมั่นในความอยากนั้นด้วย จะต้องเป็นไปที่เราอยาก จะต้องหายจริง ๆ ไม่หายไม่ได้ เนี่ย เป็นตัวเป็นตนแล้ว

    เห็นมั้ย ความเป็นตัวเป็นตนนี่ต้องบังคับบัญชาได้ ถ้าบังคับบัญชาไม่ได้เนี่ยไม่ถือว่าเป็นตัวเป็นตนนะ แต่เมื่อคนไข้ไม่หายป่วย ไม่หายไข้ ไม่ได้ดั่งใจหวังเนี่ย โห เป็นทุกข์แล้ว เพราะว่าไปยึดมั่นถือมั่นในส่วนนี้

    ทำหน้าที่รับภาระ เราก็ยังมีจิตใจที่หนักอึ้ง เป็นเพราะว่าเราไปยึดมั่นถือมั่น ยึดมั่นถือมั่นว่าต้องได้ดั่งใจเรา ถือว่าเป็นตัวเป็นตนก็ได้ มีตัวเราไปทำหน้าที่ด้วย

    ใครมาว่าเราทำหน้าที่ไม่ดี ทำหน้าที่ไม่ถูกต้อง โอ้เรา…เป็นทุกข์แล้ว เพราะยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวเราไปทำหน้าที่

    ถ้ามีตัวเราเมื่อไหร่ก็ต้องมีทุกข์ทันที เพราะว่ามันไม่ได้ดั่งใจหวังหรอกถ้ามีตัวเราขึ้นมา

    การเจริญสติ การทำความรู้สึกตัวเนี่ย ถ้าเรานำเอามาใช้ในชีวิตประจำวันทุกการกระทำในหน้าที่ของเรานี่ หน้าที่การงาน นานวันเข้าเนี่ย สติมันเจริญขึ้นก็จะเกิดปัญญา รู้ความจริงของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ทั้งตัวเราแล้วก็หน้าที่ แล้วก็ผู้อื่น

    พอรู้ความจริงแล้ว…อ๋อ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี่มันไม่แน่นอนนะ มันมีทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้ มันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของเราที่จะบังคับบัญชา พอรู้ความจริงนี่ มันก็จะปล่อยวาง จะไม่ยึดมั่นถือมั่น

    ทำแต่หน้าที่ แต่ว่าไม่หวังในผลของหน้าที่ที่เราจะต้องได้รับ คือรู้ทัน ทำหน้าที่แล้วรู้จักปล่อยวาง

    การเจริญสติมันช่วยตรงนี้ได้ ช่วยให้วางภาระ เหลือแต่หน้าที่ จิตใจก็จะไม่หนักอึ้ง จะไม่ทุกข์ จะไม่เครียด จะเบาสบาย

    เพราะฉะนั้นชีวิตเรานี่ เราหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกเรื่องหน้าที่ ทุกคนต้องมีหน้าที่ ต้องทำหน้าที่

    อย่างปัจจุบันนี้ก็มีเด็กมา “กวาด (งาน/เวร) ชมรม” กวาดพื้น อันนี้เป็นหน้าที่ของเค้า กวาดพื้นให้สะอาดเนี่ยเป็นหน้าที่ แต่ถ้าเขาหวังว่าเมื่อไหร่มันจะสะอาดสักที ทำไมต้องกวาดทุกวัน มันน่าเบื่อหน่าย เห็นมั้ย ทำหน้าที่ด้วยจิตใจที่มีความหวัง เป็นตัวเป็นตน มีตัวเราเป็นผู้ที่เข้าไปทำหน้าที่

    แต่ถ้ากวาดไปโดยหน้าที่ กวาดให้มันสะอาด กวาดไปเรื่อย ๆ เนี่ย จิตใจก็จะเบาสบายนะ เนี่ยเรียกว่า “ทำงานด้วยจิตว่าง” ที่ท่านอาจารย์พุทธทาสได้กล่าวไว้ ทำงานทุกชนิดด้วยจิตว่าง ใจจะไม่เป็นทุกข์

    เพราะฉะนั้นทุกชีวิตที่เกิดมานี่ ต้องมีหน้าที่ ต้องทำหน้าที่ ต้องรับหน้าที่ รับภาระตัวเราเอง รับหน้าที่ รับภาระกับสังคม กับผู้อื่น ต้องมีหน้าที่ทุกคน แต่ที่เราเป็นทุกข์เพราะว่าเราไปยึดมั่นถือมั่น

    เพราะฉะนั้นเริ่มต้นจากการทำหน้าที่ แล้วขาดสติ ขาดการเจริญสติ เกิดการแบกภาระแบกหน้าที่จนเป็นทุกข์

    แต่ต่อมาเราเริ่มฉลาด ทำหน้าที่ด้วยสติปัญญา ถ้าทำหน้าที่ด้วยสติปัญญาแล้วนี่ จะมีแต่การวางภาระ และจิตใจก็จะเบาสบาย หมดภาระไปเลย

    ทำหน้าที่แล้วก็ใช้สติ ก็จะมีแต่วางภาระ แล้วจิตใจเบาสบาย

    ก็สรุปเป็นสูตรสำเร็จว่า ถ้าเราจะทำหน้าที่แบบไม่เป็นทุกข์หล่ะก็ ต้องทำหน้าที่แบบไม่ต้องหวัง แล้วก็ไม่ต้องเป็นอะไรด้วย

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service