{ampz:shareampz}
แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
พุทธวจน
การประพฤติพรหมจรรย์ในพุทธศาสนามิใช่มีลาภสักการะและความสรรเสริญเป็นอานิสงส์ มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งสินเป็นอานิสงส์ มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งสมาธิเป็นอานิสงส์ มิใช่มีญาณทรรศนะเป็นอานิสงส์ พรหมจรรย์นี้มีความหลุดพ้นแห่งใจอันไม่กลับกำเริบเป็นประโยชน์ เป็นแก่น เป็นที่สุด
(พุทธวจน)
การปฏิบัติธรรม คือ การกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม การใช้ชีวิตนี่ให้เป็นปกติ ธรรมดา ธรรมชาติ ใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่ฝืนกฎธรรมชาติ ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย กินอยู่แบบง่ายๆ เรียบง่ายนะ ไม่ใช่มักง่าย คือ ความเรียบง่ายเนี่ยต้องมีระเบียบอยู่ในความเรียบง่ายนั้น จึงจะเรียกว่าถูกต้อง ดีงาม
อุปนิสัยของผู้ที่ปฏิบัติธรรมเนี่ย คือต้องใจเย็นๆ ไม่ใจร้อน ใครอยู่ใกล้ก็พลอยเย็นอกเย็นใจไปด้วย เหมือนร่มโพธิ์ร่มไทร แต่ว่าถ้าใจร้อนเนี่ย ใครอยู่ใกล้ก็มีแต่ความร้อนอกร้อนใจ ไม่มีความสุข ผู้ปฏิบัติธรรมนี่ก็ต้องใจเย็น ต้องรอได้ คอยได้ เพราะบางครั้งนี่ เราตั้งจิตตั้งใจเอาไว้ หรือวางแผนเอาไว้ว่าจะทำสิ่งนี้ให้สำเร็จ ทำสิ่งนี้ให้ได้ตามที่เราตั้งใจไว้ แต่บางทีมันก็ไม่ได้อย่างที่เราตั้งใจนะ จะมีเหตุการณ์ภายนอกเข้ามาผสม หรือตัวเราเป็นต้น จะต้องรู้จักยืดหยุ่น ผ่อนสั้นผ่อนยาว รอได้ คอยได้ ไม่เป็นไร ไม่ต้องวิตกกังวลนะ เรายังมีโอกาสอยู่ เราค่อยทำต่อไปก็ได้นี่
ผู้ปฏิบัติธรรมต้องไม่เอาเรื่องเอาราว ไม่ถือสาหาความ เกิดอะไรขึ้นก็จะมีแต่ความให้อภัย จะได้ไม่ต่อความยาวสาวความยืด ไม่ต่อเวรต่อกรรม ให้อภัย ทำสิ่งที่มากให้น้อย ทำสิ่งที่ใหญ่ให้เล็ก ทำสิ่งที่ยากให้ง่าย อันนี้คืออุปนิสัยของผู้ปฏิบัติธรรม
ต้องไม่ค่อยยึดมั่นถือมั่นนะ มีแต่ความปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นยึดติดในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง นักปฏิบัติธรรมนี่ต้องไม่เป็นคนเจ้าทุกข์นะ อะไรๆก็จะเป็นทุกข์ไปทั้งหมดเนี่ยก็แย่แล้ว เพราะการปฏิบัติธรรมเนี่ยเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ ต้องไม่เป็นคนเจ้าทุกข์ รู้จักปล่อยวาง ยอมรับความจริง
และที่สำคัญที่สุดก็คือ ต้องมีสติอยู่เสมอๆ ดำเนินชีวิตอย่างมีสติ ในทุกแห่ง ทุกสถานการณ์ ทุกเวลา สตินี่ถือว่าเป็นคุณธรรม เราจะดูได้เลยว่าใครมีคุณธรรมมากน้อยแค่ไหน มีธรรมะมากน้อยแค่ไหน ดูที่สติ เป็นเครื่องวัดได้
สตินี่ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ นักปฏิบัติธรรมเนี่ยจะต้องมีอุปนิสัยไม่เพ่งโทษผู้อื่น ไม่คอยจับตาดูผู้อื่น หรือค้นหาความผิดของผู้อื่น การค้นหาความผิดของผู้อื่นหรือจับตาดูผู้อื่นเนี่ยทำให้เราไม่มีความสุข ถ้าเราอยากจะมีความสุข เราต้องเลิกเพ่งโทษผู้อื่น เลิกจับตาดูผู้อื่น แต่หันมาดูจิตดูใจตัวเรา ดูตัวเราให้มาก ดูจิตดูใจเรา ระวังที่ใจเรา เราจะมีความสุข ความทุกข์ก็ไม่เกิด เพราะใจเราดี อันนี้ถือว่าเป็นประการสำคัญ
อีกอย่างนึงก็คือต้องไม่ยึดมั่นถือมั่นที่จะต้องแยกตัวออกไปจากกลุ่มพวกเสมอๆ อย่าไปยึดมั่นถือมั่นแบบนั้น อย่าทำตนแปลกแยกดูขัดเขิน ชีวิตเราจะไม่ชัดเจน อันนี้ถือว่าสำคัญนะ บางทีเราทำเป็นแปลกแยก เข้ากับกลุ่มเข้ากับพวกไม่ได้เนี่ย ดูขัดๆเขินๆเนี่ย มันก็ไม่ใช่ชีวิตของเรา มันเป็นทิฏฐิมานะ เป็นการสร้างภาพ ผลต่อมาเราก็จะมีความทุกข์ เพราะใจเราไม่เป็นอิสระ ต้องคอยที่จะแปลกแยกเค้า ต่อต้านเค้า อะไรอย่างนี้นะ ใจเราก็จะไม่มีความสุข
การพูดคุยนี่ถือว่าเป็นเรื่องปกตินะ บางครั้งเราต้องพูดต้องคุย ใครมาซักมาถามก็ต้องพูดคุยกับเค้าตามธรรมดา คุยอย่างมีสติ พูดอย่างมีสติ ไม่หลงลืมสติ บางทีนักปฏิบัตินี่ เค้าพูดก็ทำเป็นเฉย วางท่า วางฟอร์ม อันนั้นไม่ใช่นักปฏิบัติ มันผิดธรรมชาติ พูดได้ คุยได้เมื่อมีโอกาส แต่เราทำอย่างมีสติ เมื่อเรามีโอกาสพูด เราก็พูด หมดเรื่องพูดแล้วเราก็หยุด เป็นผู้ฟังเสียบ้าง
นักปฏิบัติธรรมนี่จะไม่ค่อยพูดมาก พูดเมื่อจำเป็น มักจะเป็นผู้ฟัง ฟังอย่างมีสติ ใครพูดผิด เราก็ฟังได้ ใครพูดถูก เราก็ฟังได้ ฟังได้ทั้งหมดเลย ทำอย่างมีสติเนี่ย ทำได้ทั้งหมดเลย
อีกประการนึงก็คือ บางครั้งเนี่ย เราก็ต้องดูจิตดูใจเรา เข้าใจตัวเรา เข้าใจจิตใจเรา ไม่เป็นคนที่หงุดหงิด อึดอัด รำคาญ เสียงดังหน่อยก็รำคาญ คนพลุกพล่านหน่อยก็รู้สึกไม่สบายใจ มักอยากหนีไปเพราะว่ามันเสียงดัง เพราะว่ามีคนมาก อะไรอย่างนี้ หนีไป ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ อันเนี้ยไม่ใช่นักปฏิบัติ
นักปฏิบัติต้องอยู่ได้ในทุกหนทุกแห่ง แม้ว่ามีคนมากมาย พลุกพล่าน มีเสียงดัง ก็ต้องอยู่ได้ ไม่หนีเพราะว่าไม่พอใจ ถ้าจะไปก็ต้องไปด้วยสติที่รู้เท่าทัน เห็นว่าสมควรไปก็ไป เนี่ย ไปด้วยสติ ไปเพราะว่าเห็นสมควร ไม่ใช่ไปเพราะว่าไม่ชอบ อันนี้ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่นักปฏิบัติ
ต้องอย่าลืมหลักธรรมคำสอนในสติปัฏฐาน 4 ท่านกล่าวไว้ว่า มีความเพียร มีสติสัมปชัญญะ ถอนความรู้สึกว่าพอใจหรือไม่พอใจในโลกออกเสียได้ คำว่าในโลกนั้นคือในจิตในใจนั่นเอง ในอารมณ์ต่างๆที่มากระทบ สิ่งที่มากระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เค้าเรียกว่า “อารมณ์” มากระทบกับตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เนี่ย คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ อันนี้เรียกว่า “อารมณ์” อันนี้เรียกว่าโลก
พอมาเกิดการกระทบกับอารมณ์ จิตมักจะปรุงแล้ว ปรุงไปในทางพอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง เราต้องมีสติ รักษาจิตให้เป็นปกติไว้ ไม่ปล่อยจิตปล่อยใจให้หลงไปตามอารมณ์ที่มากระทบ คือ พอใจ ไม่พอใจ หลักสติปัฏฐานมีอยู่ตรงเนี้ย คือ มีสติ มีสัมปชัญญะ มีความเพียรถอนความพอใจ ไม่พอใจ ในโลกออกเสียได้ ตรงนี้แหละ รักษาจิตให้เป็นปกติ
ว่าไปแล้วนี่ การปฏิบัติธรรมหน่ะ โดยเฉพาะเรื่องการเจริญสตินี่ อุปมาคล้ายๆกับการเดินทาง การเดินทางของเรานี่สมมติว่าเราเดินไปในสวน เดินไปเรื่อยๆ การเดินทางเนี่ย เราก็ได้พบได้เห็นสิ่งที่เราชอบใจบ้าง ไม่ชอบใจบ้าง พอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง เป็นอย่างนั้นใช่มั้ย
ถ้าเจอดอกไม้ เราก็พอใจ เจอขี้หมา เราก็ไม่พอใจ เราย่อมได้พบอาการแบบนี้ การปฏิบัติเนี่ยก็เพียงแค่รู้ไว้เฉยๆ เจอขี้หมาก็ไม่ทำลาย เจอดอกไม้ก็ไม่เด็ดดม รู้เฉยๆแล้วก็ผ่านไป เนี่ย ลักษณะแบบเนี้ย เหมือนการเจริญสติ
เวลากระทบอารมณ์เกิดความพอใจไม่พอใจ เราก็แค่รู้ไว้เฉยๆ แล้วก็ปล่อยวางไป จิตจะบริสุทธิ์ เนี่ยที่ว่าถอนความพอใจไม่พอใจในโลกออกเสียได้ ในโลกคือในจิตใจของเรานั่นเอง จิตใจของเราคือโลกนะ โลกคืออารมณ์ที่มากระทบ
เพราะฉะนั้น นักปฏิบัติ เวลากระทบกับอารมณ์ต่างๆ สรุปแล้วก็มีความพอใจกับไม่พอใจ ต้องมีสติ ไม่ต้องหนี ไม่ต้องสู้ แต่ให้รู้เฉยๆ นี่แหละ คือการปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องและก็ดีงาม.