{ampz:shareampz}
แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
เพลง - ตะวันทอแสง กลางคืนแม้ยาวนาน แต่มันจะผ่านไป เมื่อวานฟ้าสดใส วันนี้กลับหมองหม่น ตะวันทอแสงให้เราตื่นจากการหลับใหล ปลุกชีวิตให้เริ่มต้นใหม่ด้วยความหวัง ด้วยพลัง...
การเฝ้าดูความคิดโดยไม่พยายามไปทำหรือจัดการอะไรกับมัน เพียงแต่ดูเฉย ๆ แล้วปล่อยมันไป นี่คือหนทางอิสรภาพจากทุกข์ อิสรภาพจากโรคประสาททั้งปวง
(หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ)
ในหลักสูตรนักธรรมตรี บทแรกที่พวกนักธรรมตรีเขาเรียนกัน อาจจะเป็นพระ เป็นเณร หรือเป็นผู้ที่สนใจ บทแรก ๆ ในนักธรรมตรีเขาก็ได้กล่าวไว้ว่า ธรรมมีอุปการะมากมี 2 ประการ คือ สติ ความระลึกได้ และก็สัมปชัญญะ ความรู้ตัว นี่แหละคือธรรมที่มีอุปการะมาก ซึ่งเขาได้เรียนกัน
แต่ว่าจะมีอุปการะมากกับเราแค่ไหนนั้น เราต้องลองพิสูจน์ดู แค่รู้จำ รู้จัก จากการอ่าน การเรียน การท่องจำเพื่อสอบเอาคะแนน อันนี้ก็ทำได้ แต่ว่าจะมีอุปการะน้อย จนกว่าเราจะเอามาลงมือทำ เอาธรรมะที่ได้ร่ำเรียนมาเนี่ยมาลงมือปฏิบัติ ให้ได้รับผลภายในจิตในใจเรา จึงจะชื่อว่าธรรมะนั้นมีอุปการะต่อเรา
เราเพียงแต่มีสติลงไปที่กายที่ใจเรา พอเราพลิกมือ เราระลึกได้ เราก็มีสติแล้ว ถ้าเรารู้ตัวว่าเรากำลังพลิกมือนี่ เราก็มีสัมปชัญญะ เวลามันเกิดความสุข ความทุกข์ เกิดขึ้นที่กายเราก็ดี ใจเราก็ดี เช่น มันเกิดความทุกข์ขึ้นมา ถ้าเราระลึกได้ เราก็มีสติแล้ว เรามีความรู้ตัวว่าเรากำลังเป็นทุกข์นะ นี่ก็มีสัมปชัญญะ
หรือบางทีมันเกิดความคิดปรุงแต่งไปในอารมณ์ต่าง ๆ ในทางด้านจิตใจ พอจิตมันคิดขึ้นมาเนี่ย เราระลึกได้ เราก็มีสติ แล้วเรารู้ตัวว่าเรากำลังคิด อันนี้คือมีสัมปชัญญะ อยู่ในอารมณ์ปัจจุบันนี่แหละ
หรือบางทีมันเกิดความง่วงขึ้นมาในจิตใจเรา เราระลึกได้ว่ามันง่วง อันนี้เราก็มีสติ เราก็จะมีความรู้ตัวว่าเราง่วงนะ นี่เราก็มีสัมปชัญญะ นี่แหละเป็นการปฏิบัติ
ถ้าเรามีสติ มีความรู้ตัวลงไปที่กายที่ใจ คือ ในกาย ในเวทนา ในจิต หรือในธรรม อันนี้เราก็ได้ปฏิบัติ
หรือบางท่านก็สงสัยว่า อ้าว แล้วเวลาที่เรากำลังดื่มสุราล่ะ เราดื่มสุรานี่เราก็มีสตินะ เรากำลังเล็งปืนไปที่นก ยิงนกนี่ เราก็มีสตินะ ก็ถูกอยู่ แต่ว่าอันนั้นไม่ใช่สตินะ อันนั้นเป็นความหลง คนที่มีสติจะไม่ทำอย่างนั้นเลย
การดื่มสุรา การผิดศีล ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ลักขโมย ในอาการของการผิดศีลนี่ นี่ถือว่าเป็นคนที่ขาดสติ สติเนี่ยต้องเกิดในขณะที่จิตเป็นกุศล สติเป็นธรรมที่เป็นกุศล เป็นธรรมที่มีประโยชน์ เป็นธรรมที่มีอุปการะ เขาจะไม่เกิดในสิ่งที่ผิดศีลผิดธรรม
สติเป็นจิตที่ดี ในภาษาอภิธรรมเขาเรียกว่า “โสมนัสจิต” คือจิตที่ดีงามเท่านั้น ถ้าหากว่าเราทำความผิดเนี่ย ถือว่าไม่ใช่สติ เมื่อเกิดสติแล้วเนี่ยจะมีความรู้ดีรู้ชั่ว รับผิดชอบ อันไหนบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์ ไม่ใช่ประโยชน์ สติจะทำหน้าที่แยกแยะได้
เพราะฉะนั้นสติจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีความรับผิดชอบ เป็นส่วนของปัญญา สติสัมปชัญญะเป็นสิ่งที่คู่กัน ทุกครั้งที่มีสติ มักจะมีสัมปชัญญะเข้าร่วมด้วย เขาจึงเรียกว่า สติสัมปชัญญะ นี่เป็นธรรมะที่เป็นเกลอกัน เกิดพร้อมกัน เกิดร่วมกัน ถ้ามีสติแล้ว จะมีความรู้ตัวตามมา
เพราะนั้นคนดื่มสุรา คนทำความผิดความชั่วเนี่ย ไม่ใช่สติ และเป็นคนที่ขาดสติ แต่ก็คิดเอาว่าเรามีสตินะ เรารู้ตัวนะว่ากำลังทำอะไรอยู่ ถ้าเป็นสติแท้ ๆ แล้วเนี่ย จะไม่ทำอย่างนั้น
มีสติมาก ๆ แล้วเนี่ย ผลมันก็จะตามมาเป็นพรวนเลย อย่างเช่น ในตัวสติ ในความรู้ตัวทั่วพร้อม มันก็จะมีสมาธิร่วมด้วยเสมอ ๆ เช่น เรามีสติรู้ลงไปที่กายที่กำลังเคลื่อนไหว หรือที่ใจที่มันกำลังคิดกำลังนึก เราก็จะมีสมาธิรวมอยู่ด้วย จิตจะรวมลงไปที่อารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ที่กายเคลื่อนไหวหรือที่ใจมันคิดมันนึก ก็จะมีสมาธิร่วมด้วย อาจจะมากหรือน้อยก็แล้วแต่
เมื่อมีสติมีสมาธิ มันก็จะเบิกบาน จิตมันจะเบิกบานในอารมณ์นั้น สังเกตดูได้ ถ้าเราขาดสตินี่ จิตจะไม่เบิกบาน ความเบิกบานของจิตเนี่ยจะมาคู่กับสติเสมอ ๆ มาคู่กับสมาธิเสมอ ๆ
มีสติ มีสมาธิ มีความเบิกบาน แล้วก็จะมีความเพียร อย่างหลักธรรมในพุทธพจน์เขากล่าวไว้ว่า คนมีสติย่อมขยัน จะขยันหมั่นเพียรรู้ตัวให้ต่อเนื่อง จะขยันรู้สึกตัว ทั้งวันก็มีสติได้ ความขยันเนี่ยทำให้มีสติอยู่เสมอ ๆ
ใจเนี่ยจะเป็นกลาง ๆ มันจะมีปีติ มีความเบิกบานใจ มันจะเป็นธัมมวิจย ธัมมวิจยนี่ก็คือ การใคร่ครวญในธรรม การสอดส่องธรรม มันจะเห็นรูปเห็นนามนะ เกิดธัมมวิจยในจิตใจ เห็นความไม่เที่ยง เห็นความเป็นทุกข์ เห็นความไม่ใช่ตัวตน มองอะไรก็เป็นธรรมไปหมด
และต่อมามันก็จะมีความว่าง เบา เป็นปีติ เป็นความอิ่มอกอิ่มใจ เป็นกระบวนธรรมที่ต่อเนื่องกัน ใจก็จะเป็นกลาง ๆ มั่นคง จะไม่ค่อยหวั่นไหวกับอารมณ์อะไรที่มากระทบ
นี่แหละ เริ่มต้นจากการมีสติ มีความรู้สึกตัว มีสติสัมปชัญญะเท่านั้น ก็จะมีทั้งสมาธิ มีทั้งความเพียร มีความอิ่มอกอิ่มใจ มันจะมีแต่ความผ่อนคลาย เป็นปกติ เป็นกลาง ๆ เป็นกระบวนธรรมที่เกื้อหนุนกันเกิดขึ้นมา
โดยเฉพาะสติรู้ทันในความคิด สำคัญมาก หลวงพ่อเทียนท่านกล่าวไว้ว่า ถ้าเรามีสติตามรู้จิต หรือรู้ในความคิด โดยที่จิตใจเราไม่ได้ไปบังคับ ไม่ต้องบังคับให้มันหายไป แค่รู้เฉย ๆ วางใจเป็นกลาง ๆ จิตเราก็จะพ้นจากปัญหาต่าง ๆ พ้นจากโรคประสาท แล้วก็นอนหลับสบาย
เมื่อจิตใจดีแล้วนี่ มันก็มีผล สุขภาพจิตดี แล้วก็มีผลทำให้สุขภาพกายดีด้วย อันนี้เป็นการฝึกจิตล้วน ๆ แต่ก็ส่งผลมาให้ร่างกายเราเนี่ยมีภูมิคุ้มกัน ไม่เครียด ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน โรคภัยต่าง ๆ ก็ไม่เกิดขึ้น
คนที่มีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ ๆ รับรองได้เลยว่าจะไม่เป็นโรคประสาท เพราะว่าสติสัมปชัญญะเนี่ยเป็นธรรมที่มีอุปการะควบคุมจิตใจให้เป็นปกติอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้นธรรมมีอุปการะมาก คือ สติ ความระลึกได้ สัมปชัญญะ ความรู้ตัวเนี่ย ซึ่งในนักธรรมตรีนี่เป็นหลักสูตรที่เขาศึกษาเล่าเรียนกัน ถ้าหากว่าเราถือว่าธรรมเนี่ยมีอุปการะกับเรามากนั้น ต้องได้รับผลจากการปฏิบัติซะก่อน จึงถือว่าเป็นอุปการะกับตัวเรา
เราจะเรียนนักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก แต่ว่าไม่ได้ลงมือปฏิบัติ ยังมีความทุกข์อยู่นี่ อันนี้ถือว่าสติสัมปชัญญะยังไม่อุปการะเรา
เราไม่ต้องเรียนก็ได้ เพียงแต่เราลงมือปฏิบัติ เจริญสติลงไปที่กายที่ใจเราเลย ไม่ต้องจบนักธรรมเอก แต่เราก็จะจบนักทำใจได้
นักทำใจนี่สำคัญนะ นักทำใจไม่ให้เป็นทุกข์เนี่ย ไม่ต้องจบนักธรรมเอกก็ได้ แต่ถ้าจบนักธรรมเอกแล้วทำใจได้ ไม่เป็นทุกข์ได้ก็ดี
แต่ว่าถ้าเราไม่มีโอกาสที่จะเรียนถึงนักธรรมเอก แต่เราปฏิบัติจนจบนักทำใจไม่ให้เป็นทุกข์ล่ะก็ ใช้ได้แล้ว ได้รับสิ่งที่เป็นอุปการะมาก คือ สติสัมปชัญญะภายในจิตใจเราแล้ว