PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม
  • บัณฑิตย่อมฝึกตน
บัณฑิตย่อมฝึกตน รูปภาพ 1
  • Title
    บัณฑิตย่อมฝึกตน
  • เสียง
  • 9005 บัณฑิตย่อมฝึกตน /aj-kampol/2021-03-04-06-39-18.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
อาจารย์กำพล ทองบุญนุ่ม
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันอาทิตย์, 25 มกราคม 2569
ชุด
พึ่งธรรม นำทาง
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • บัณฑิตย่อมฝึกตน

    บัณฑิตย่อมฝึกตน
    (พุทธวจน)

    เคยมีโอกาสได้ไปชมการแสดงเสือ เขาจับเสือมา เอามาฝึก แล้วก็เอาออกมาแสดงให้กับประชาชนทั้งหลายได้ชมกัน ก็ประทับใจนะ เห็นเขาสามารถฝึกเสือแล้วก็เอามาแสดงได้ ซึ่งเสือแต่ละตัวนี่มันก็ไม่ใช่ตัวเล็กๆ ตัวใหญ่ แล้วก็ไม่ได้แสดงตัวเดียวด้วย แสดงเป็นสิบๆ ตัวเลย เอามาแสดงพร้อมๆ กัน

    พูดถึงเรื่องเสือแล้ว เราได้ยินได้ฟังแล้วรู้สึกก็ขนหัวลุกเหมือนกันนะ เพราะเสือเป็นสัตว์ที่มีธรรมชาติที่ดุร้ายมาก มันไม่เชื่องได้ง่ายๆ หรอก ถ้าเราไม่มีวิธีการฝึกเขา เราไม่รู้ทันเขา เขาอาจจะมาทำร้ายเราก็ได้

    แล้วเสือแต่ละตัวไม่ใช่ตัวเล็กๆ ใหญ่กว่าคน 2 เท่าอย่างนั้น พออ้าปาก มันสามารถงับศีรษะคนนี่ได้ทั้งศีรษะเลยนะ แต่ว่าเขาไม่ได้เอามาแสดงพร้อมๆ กัน หมายถึงว่าทั้งๆ 10 ตัว ไม่ได้เอามาแสดงพร้อมๆ กัน แต่ว่าเขาจะเอาออกมาพร้อมๆ กันเป็น 10 ตัว แต่เขาจัดระบบให้เสือนั่งให้เรียบร้อย นั่งให้เรียบร้อย จับเสือนั่งให้เรียบร้อยนี่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายๆ แล้วนะ

    ให้เรียบร้อย นั่งให้เรียบร้อย แล้วก็แสดงทีละตัวๆ ตามลำดับ ก็ชอบวิธีการฝึกเสือ สอนเสือให้มันเชื่อง ให้มันเชื่อฟัง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก

    และผมสังเกตดู ผมก็ไม่ได้ชื่นชมกับเสือหรอกนะ ไม่ได้ชื่นชมกับเสือที่มันว่าง่ายสอนง่าย ไม่ได้ชื่นชมกับเสือ แต่ชื่นชมผู้ที่ฝึก ผู้ฝึกเสือน่าจะเป็นคนที่มีความสามารถมาก สามารถที่จะเข้าใจเสือแล้วก็ตีสนิทกับเสือได้ โดยที่ไม่กลัวเลย

    แต่ในขณะเดียวกัน ก็สังเกตเขา เขาก็ไม่ประมาทนะ เขาต้องมีอุปกรณ์เอาไว้คอยระแวดระวัง แล้วก็ต้องมีผู้ช่วย เพราะว่าถ้าเขาเผลอ หันหลังให้เสือ มันก็ไม่ค่อยปลอดภัยเหมือนกัน

    เขาจะสังเกตดูสีหน้าท่าทาง สังเกตดูเสือว่าตัวนี้มันอารมณ์แบบนี้ มันพร้อมที่จะเอามาแสดงได้ไหม หรือเสือที่สงบนิ่งนี่ก็ยังไม่ไว้ใจนะ บางทีอาจจะเป็นเสือที่เป็นอะไรนะ น้ำนิ่งไหลลึกก็ได้ ก็ชอบใจ เขามีความสามารถมาก

    เลิกแล้วก็เลยได้ไปถามเขา หลังจากที่เขาแสดงเสร็จแล้วนะ ก็ถามเขาว่าเทคนิคของการฝึกเสือ เราจะมีเทคนิคอย่างไรบ้าง เขาก็ตอบแบบสบายๆ เลย หมายถึงว่าชำนาญเสียแล้ว ก็บอกว่า อันดับแรกเราต้องรู้จักธรรมชาติของเสือ ต้องเข้าใจธรรมชาติของเสือ อันนี้ข้อหนึ่ง อีกข้อหนึ่ง เขาบอกว่าเราต้องมีความคุ้นเคยกับเสือ รู้จักธรรมชาติของเขาอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ต้องทำความคุ้นเคย อันนี้ 2 ข้อที่เขาบอกมา

    เราก็เข้าใจ อ๋อ การฝึกเสือมันก็เหมือนๆ กับการฝึกจิตของเรา บางทีจิตเรานี่มันร้ายยิ่งกว่าเสือด้วยนะ การฝึกเสือเหมือนการฝึกจิต การฝึกจิตเราก็ต้องรู้จักธรรมชาติของจิตเรา ทำความรู้จักแล้วก็ต้องแสดงความคุ้นเคยกับจิตเราด้วย ต้องคุ้นเคย รู้จักอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ต้องคุ้นเคย

    ธรรมชาติของจิตเป็นอย่างไร เราเปรียบเทียบกันนะ เขาฝึกเสือ เราฝึกจิต ธรรมชาติของจิตเป็นอย่างไร เราต้องอาศัยหลักธรรมะแหละตรงนี้ ตอนแรกเราไม่รู้จัก เราไม่เคยคุ้นเคยกับจิต เราต้องศึกษาธรรมะ จากการอ่าน การได้ยินได้ฟัง การสนทนากับท่านผู้รู้

    พระพุทธองค์ท่านตรัสไว้ว่า ธรรมชาติของจิตมันดิ้นรน กวัดแกว่ง ห้ามยาก รักษายาก แล้วก็มักจะตกไปในอารมณ์ที่ใคร่ อันนี้คือธรรมชาติของเขา เราสังเกตดูจิตเราก็รู้นี่ จิตที่มันดิ้นรนกวัดแกว่ง คือมันไม่นิ่ง อาการไม่นิ่งของจิตคือมันจะรู้เรื่อยๆ เดี๋ยวรู้ทางตา เดี๋ยวรู้ทางหู เดี๋ยวรู้ทางจมูก เดี๋ยวรู้ทางลิ้น รู้ทางกาย รู้ทางจิตใจที่มันคิดนึก

    จิตนี่มันไม่นิ่งนะ มันขยันรู้ แล้วมันก็ขยันคิดด้วย ที่มันคิดคืออาการกวัดแกว่ง ดิ้นรน ไม่นิ่ง จะให้จิตมันสงบ มันเป็นไปได้ยากมาก ยิ่งบังคับให้มันสงบ มันก็ไม่สงบหรอก มันยิ่งดิ้นรน มันยิ่งกวัดแกว่ง ธรรมชาติของจิตเป็นอย่างนั้น ชอบคิด ชอบรู้ ธรรมดานะ เราอย่าไปโมโหว่า ทำไมเราเป็นคนอย่างนั้น ทำไมเราเป็นคนอย่างนี้ ไม่ใช่หรอก มันเป็นเรื่องของจิต เขาทำของเขาเอง

    เราศึกษาธรรมชาติของจิต อ๋อ เป็นอย่างนี้เอง แล้วสังเกตดูจิตดิ้นรนไปทางไหน ก็ดิ้นรนกวัดแกว่งไปทางที่รักที่ใคร่ ชอบสิ่งที่สวยๆ งามๆ ที่ปรากฏทางตา ชอบเสียงไพเราะที่มาทางหู ชอบกลิ่นหอมๆ ไม่มีใครชอบดมกลิ่นเหม็นหรอก ชอบดมกลิ่นหอมๆ ชอบรับประทานอาหารที่มีรสชาติอร่อย ถูกปาก ถูกใจ ชอบการสัมผัสที่นิ่มนวล เสียวซ่าน อันนี้คือธรรมชาติของจิต ชอบไปอย่างนี้ ชอบคิดไปในสิ่งที่ทำให้จิตมันตื่นเต้น ถูกอกถูกใจ เรียกว่าเร้าใจ ชอบสิ่งที่เร้าใจ คือธรรมชาติของจิต เขาดิ้นรนกวัดแกว่งไปทางอารมณ์ที่ใคร่ชอบ เขาเป็นอย่างนั้น

    ทีนี้เรารู้จักธรรมชาติของจิตแล้วว่า ดิ้นรนกวัดแกว่ง ห้ามยาก รักษายาก ชอบตกไปในอารมณ์ที่ใคร่เนืองๆ เสมอๆ เราก็มาดูวิธีการฝึกจิตอีกแบบหนึ่ง คล้ายว่าเราต้องคุ้นเคยกับจิตของเรา เพียงแค่เข้าใจธรรมชาติยังไม่เพียงพอ มันแค่รู้จำ รู้จัก แต่ยังไม่รู้แจ้ง จึงจำเป็นต้องมาทำความคุ้นเคยกับจิตของเรา ตรงนี้แหละที่ว่ายาก

    เราไม่เคยมาคุ้นเคยกับจิตของเราเลย เราชอบคุ้นเคยกับสิ่งภายนอกนอกตัวเรา การแสดงความคุ้นเคยกับจิตของเราก็คือกลับมาดูตัวเรา ย้อนกลับมาดูตัวเรา ดูจิตดูใจของเราว่าใจของเราเป็นอย่างไร

    การย้อนกลับมาดูใจเรา จะเรียกว่าเป็นการเจริญสติก็ได้ เป็นการปฏิบัติธรรมก็ได้ การปฏิบัติธรรม คือ “ปฏิ” คือ กลับมา กลับมาดูตัวเรา ดูกาย ดูใจ เรียกว่ากลับมาดูตัวเรา มาแสดงความคุ้นเคยกับตัวเรา คุ้นเคยกับชีวิตจิตใจของเรา ก็ด้วยการเจริญสตินี่แหละ

    สังเกตดูสิว่าจิตเราเป็นอย่างไร สังเกตนะ ไม่ใช่ว่าไปทำอะไรกับจิตเรา สังเกตดู บางทีจิตเราก็เกิดความรัก เราก็มีสติรู้ว่าจิตนี่มันเกิดอารมณ์รักแล้ว มีอารมณ์รัก ชอบใจมากระทบ มีสติรู้ทัน มันพอใจแล้วนะ มันเกิดความรักแล้วนะ

    เดี๋ยวจิตเราก็เกิดความโกรธ ไม่พอใจ กลุ้มอกกลุ้มใจ เราก็รู้ว่า จิตเรามันไม่สบายใจแล้วนะ มันหงุดหงิด มันกลุ้มแล้ว มันทุกข์แล้ว

    บางทีจิตเราก็เกิดอาการที่มันมีความกลัว กลัวผี กลัวสัตว์เลื้อยคลาน กลัวทุพภิกขภัย กลัวภัยพิบัติ หรือบางทีไม่รู้ว่ากลัวอะไร หาสาเหตุไม่ได้ว่ากลัวอะไร แต่มันก็กลัวแล้วกัน การสังเกตดูจิตไม่ต้องไปหาเหตุหาผล ไม่ต้องไปเอาถูกเอาผิดกับมัน ให้รู้ไปตรงๆ ว่า อ๋อ นี่มันกลัว จิตมันกลัว ไม่ใช่เรากลัว

    บางทีจิตมันก็สงบ มันสงบได้เหมือนกันจิต บางทีมันก็นิ่ง มันไม่อยากคิด ไม่อยากปรุงแต่งอะไร มันอยากจะอยู่เงียบๆ อยากจะสงบๆ ดูให้ดีนะ บางทีเราเห็นคนนั่งนิ่งสงบๆ เราก็ว่า คนนี้ผิดปกติแล้ว มันนิ่งมันสงบเกินไป มันไม่รื่นเริง ที่จริงบางทีจิตเขาต้องการความสงบเงียบ เราก็มีสติรู้ อ๋อ จิตมันสงบ

    เมื่อจิตมันไม่สงบ มันดิ้นรนไป ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ เราก็มีสติรู้ อ๋อ จิตมันคิดแล้ว มันดิ้นรนแล้ว มันฟุ้งซ่านแล้ว ให้รู้เท่าทันมัน

    บางทีจิตมันก็มีเมตตา อยากจะช่วยคนนั้นคนนี้ อยากให้เขามีความสุข อยากช่วยเหลือเขา บางทีจิตเขาก็มีคุณธรรมเหมือนกัน บางทีจิตก็มีปีติ บางทีช่วยเหลือเขาได้แล้ว ทำงานที่เป็นส่วนรวมช่วยผู้อื่น ให้คำแนะนำผู้อื่น ทำอะไรให้กับผู้อื่นก็ชอบอกชอบใจ บางทีจิตเราก็มีความสุข มีปีติ นี่มันเป็นอาการของจิตทั้งนั้น มันไม่ใช่ของเรา

    เราก็สังเกตดูไปด้วยจิตที่เป็นปกติ รู้เฉยๆ นี่เขาเรียกว่าเรากำลังทำความคุ้นเคยกับจิต ทำความคุ้นเคยไม่ใช่ไปบังคับหรือไปกดข่ม ไปห้าม อันนี้ไม่คุ้นเคยแล้ว อันนี้มันเหยียบย่ำ คุ้นเคยมันต้องรับรู้ รับทราบ เข้าใจในอาการของเขา ไม่ไปทำร้าย ไม่ไปทำลาย ไม่ไปเปลี่ยนแปลงชีวิตเขา ไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงเรื่องของจิต แต่รู้เท่าทัน จิตเป็นอย่างนี้ แสดงความคุ้นเคย

    ความคุ้นเคยทำให้เราเข้าใจ อย่างที่พระพุทธองค์บอกว่า ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง (วิสฺสาสะ ปรมาญาสะ — ค้นใน Google จะเป็นคำว่า วิสฺสาสา ปรมา ญาติ) ความคุ้นเคยเป็นญาติอย่างยิ่ง เราคุ้นเคยกับจิตของเรา เราก็จะเกิดอาการเชื่อง เมื่อเชื่องต่อกันแล้วเราไม่ต้องไปบังคับอะไร เมื่อเราเข้าใจกันแล้ว บางทีไม่ต้องไปพูดมาก เข้าใจเรื่องของจิต สติมันก็มากขึ้นๆ มากขึ้นเราก็เกิดความรู้ความเข้าใจ เกิดสติ เกิดปัญญา เข้าใจเรื่องของจิตเป็นอย่างนี้ เราก็จะไม่ไปยึดมั่นถือมั่นให้มันเป็นทุกข์ ให้ใจเราต้องเป็นทุกข์

    จิตมันเปลี่ยนแปลง มันไม่แน่ไม่นอน ไม่คงที่ จิตบังคับบัญชาไม่ได้ มันนึกอยากจะคิดมันก็คิด มันอยากจะหยุดมันก็หยุด บังคับให้หยุดมันก็ไม่หยุด บางทีมันก็รู้ บางทีมันก็ลืม บางทีมันก็ไม่รู้ นี่เรื่องของจิตทั้งนั้น

    เมื่อเราคุ้นเคยบ่อยๆ เราก็จะเข้าใจจิตไปเอง

    ก็มีนะ มีญาติธรรมมาถามปัญหา แต่ก่อนเขาไม่เคยเจริญสติเลย ไม่รู้จักคำว่าสติ เขาเป็นคนที่โกรธยากมาก อารมณ์กระทบอะไรเขาไม่ค่อยโกรธ แต่ว่าเวลาเขาโกรธก็หายยากเหมือนกัน โกรธหนักแน่น หายยาก อันนั้นก่อนการปฏิบัติ

    แต่พอมาเจริญสติ มันเปลี่ยนไป มันโกรธไวขึ้น และในขณะเดียวกันก็หายไวเหมือนกัน แปลกไหม ก็เลยอธิบายว่า ไม่เป็นไรหรอก มันเป็นธรรมดา แต่ก่อนที่เราไม่มีสติ เวลามันเกิดความโกรธ เราไม่รู้ว่าโกรธ ไม่รู้มันเริ่มต้นโกรธตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่มีสติ รู้ไม่ทันในอารมณ์ที่มันโกรธ แต่พอเราโกรธไปนานๆ มันกรุ่น มันเก็บกดนานๆ มันออกมาทางกาย ทางวาจาแล้ว มีผลออกมาแล้ว พอออกมาทางกาย ทางวาจา จึงรู้ว่า เราโกรธแล้ว แต่ที่จริงเราโกรธมาก่อนแล้ว โกรธในใจ เป็นไฟสุมขอนมาตั้งนานแล้ว แต่ไม่เห็นตอนนั้น มาเห็นตอนที่มันออกผล ออกมาทางกายทางวาจา มีปัญหาเสียแล้ว

    ทีนี้ที่ว่าหายยากคือมันฝังแน่นไปในจิต เป็นรอยขีดในหินแล้ว มันลบเลือนได้ยาก เพราะขาดสติ เมื่อเริ่มโกรธก็ไม่รู้ เข้าไปอยู่ ไปเป็น จนกระทั่งเกิดปัญหา

    แต่พอเราเปลี่ยนมาเจริญสติ สติธรรมชาติของเขาไวต่ออารมณ์ พอจิตมันหงุดหงิดปั๊บ รู้ทันเลย พอจิตมันพลิกไปสู่ความไม่พอใจปั๊บ รู้ทันเลย มันไวต่ออารมณ์ที่กระทบเข้ามาถึงจิตเลย ไว แบบนี้เขาเรียกว่า ไม่ใช่เราโกรธไว เราเห็นความโกรธได้ไวต่างหาก

    ธรรมชาติของจิต “ไวแต่ไม่ไหวตาม” ไวแต่ไม่ไหวตาม พอไม่ไหวตามในอารมณ์โกรธ ความโกรธก็ดับไปได้ไว เพราะจิตไม่ไหวตาม แค่ไวแล้วรู้เฉยๆ ไม่ไหวตาม รู้เฉยๆ แล้วก็ปล่อยมันผ่านไป จึงเรียกว่า รู้ไว โกรธไว แต่ก็หายไวเหมือนกัน อันนี้เป็นการทำความคุ้นเคยให้กับจิต

    เพราะฉะนั้น ที่จริงแล้วจะไม่เรียกว่าการฝึกจิตก็ได้ ในภาษาพูดคือการฝึกจิต แต่ที่แท้จริงคือการรู้เท่าทันจิต รู้เท่าทันนิสัยใจคอของจิต จะเรียกว่าฝึกก็ฝึกได้ คือฝึกนิสัยของเรา แต่ไม่ได้ไปฝึกจิต แค่รู้เท่าทัน

    พอรู้เท่าทันแล้ว เมื่อจิตมันไม่ดี เมื่อเรารู้เท่าทันในความไม่ดีของจิตแล้ว มันก็จะเปลี่ยนไปเอง มันก็จะเปลี่ยนนิสัย รู้ว่า มันทุกข์นะ ก็รู้จักที่จะไม่ยึดมั่นถือมั่น จะปล่อยวางไปเอง

    ก่อนจะกลับจากดูการแสดงเสือ ก็ได้พูดคุยถามผู้ที่ฝึกเสือว่า ระหว่างฝึกเสือกับฝึกตัวเรา อย่างไหนมันยากกว่ากัน เขาก็มองหน้า แล้วพูดตรงๆ ว่าฝึกตัวเรานี่ยากมาก เราจะเห็นว่าฝึกคนอื่นมันฝึกง่าย แต่ฝึกตัวเองนี่ยากมาก

    เราต้องเข้าใจในส่วนนี้ พระพุทธองค์ท่านตรัสไว้ว่า บัณฑิตย่อมฝึกตน ถึงยากก็ต้องฝึกนะ การฝึกตนนั่นคืออะไร ก็คือการฝึกกาย ฝึกวาจา ฝึกใจให้เป็นปกติก็ชื่อว่าเป็นการฝึกตน


logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service