{ampz:shareampz}
แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ชีวิตกับความตาย (ความยาว 17.12 นาที)
(16.47) ความเอ๋ยความตาย สิ้นชื่อหายเพราะไม่มีความดีเหลือ
คือตายเน่าตายหนอนเป็นบ่อนเบือ น่าเหม็นเบื่อตายเช่นนี้ดีอะไร
ถ้าตัวตายไว้ลายให้โลกเห็น ก็เหมือนเป็นอยู่คู่หล้าอย่าสงสัย
ตายแต่เปลือกเยื่อในอยู่คู่โลกไป เป็นประโยชน์แก่ใครๆไม่สิ้นเอย
(ท่านพุทธทาสภิกขุ)
(15.46) อยากจะขอถือโอกาสพูดคุยแบ่งปันในเรื่องที่เกี่ยวกับ”ความตาย”สักหน่อยนะคะ อาจารย์คะ ด้วยว่ารอบๆตัวเราเนี่ยรู้สึกเหมือนจะมีแต่เรื่องความตาย แล้วก็เรื่องการพลัดพรากจากกันไป สองวันที่ผ่านมา เมื่อวันเสาร์แล้วก็วันอาทิตย์ พวกเราชาวชมรมเพื่อนคุณธรรมก็ได้มีโอกาสไปร่วมงานสวดพระอภิธรรมศพเพื่อนของเรา 2 คนที่จากไป ท่านแรกก็คือ นายแพทย์สงวน นิตยารัมพงษ์ อีกท่านนึงก็คือ คุณนุชนา รัตนปราณี ตั้งศพสวดพระอภิธรรมอยู่ที่วัดเดียวกัน ก็เป็นเรื่องที่บังเอิญมากอ่ะค่ะ ที่เราได้ข่าวจากญาติของเพื่อนของเราที่จากไปในวันเดียวกัน เป็นวัดเดียวกันอีกด้วยนะคะ ก็เป็นเรื่องดีสำหรับพวกเรามากคือไปทีเดียวเนี่ยก็ได้ทำงาน 2 งานพร้อมกันเลย แต่สิ่งที่อยากจะแบ่งปันกับเพื่อนของเราเกี่ยวเนื่องกับเพื่อนที่จากไป 2 ท่านนี้นะคะ ก็คือว่า 2 ท่านเนี้ยจากไปด้วยวัยที่น่าเสียดายมาก อย่างนายแพทย์สงวนเนี่ย อายุแค่เพียง 54 กำลังทำอะไรต่ออะไรได้ประโยชน์อย่างมากมายทีเดียว ส่วนคุณนุชนาเพื่อนของเราก็อายุยิ่งน้อยกว่าค่ะ แค่เพียง 42 เท่านั้นเอง หลายคนก็รู้สึกว่าเป็นวัยที่ยังไม่ควรแก่การจากไปเท่าไหร่ ก็อยากจะถือโอกาสเปิดประเด็นตรงนี้เพื่อความไม่ประมาทในวัยของชีวิตนะคะ ว่าเวลาชีวิตของเราเนี่ยใช่ว่าจะเนิ่นนานดั่งที่เราคาดหวังไว้เสมอไปไม่ ตรงนี้อาจารย์มีความเห็นเป็นประการใดคะ
ครับ ชีวิตและความตายเนี่ยเป็นของคู่กัน จะเรียกว่ามันอยู่ด้วยกันก็ได้ เพราะว่าทุกครั้งที่พอชีวิตเกิดขึ้นเนี่ย เราจะมองไม่เห็นความตายหรอก / ค่ะ
ในขณะเดียวกันเนี่ย ความตายก็ซ่อนอยู่ในความหมดชีวิตตรงนั้นแหละ ถือว่าอาจจะเป็นเรื่องเดียวกันก็ได้ ถ้าไม่มีชีวิตเนี่ยก็จะไม่มีความตาย ก็ไม่ใช่อยู่รอบๆตัวเรานะ อยู่ในตัวเรานั่นแหละ / ค่ะ
ถ้าเราเดินไปไหน จะทำอะไร นั่นหล่ะ คือชีวิตและก็ความตาย ทีนี้ว่าเรามักจะคิดว่า เอ่อ เนี่ย เรายังอายุน้อยอยู่ เราจะต้องตายอายุประมาณร้อยปี ก็ตั้งเป็นเกณฑ์เอาไว้ว่าร้อยปีเราถึงจะตาย แต่ตอนนี้เรายังไม่ตายหรอก แต่เราลืมไปว่าขณะที่เราหายใจเข้า ในช่วงที่หยุด ยังไม่มีการหายใจออก ช่วงหยุดจังหวะนั้นอ่ะ เหมือนเราไม่มีชีวิตอยู่แล้ว ตรงนั้นอ่ะ / ค่ะ
อันนี้แค่ลมหายใจนะ แล้วไหนเรื่องจิตใจเราหล่ะ จิตใจเรานี่ ถ้าเราขาดสติช่วงแว่บเดียวเนี่ยมันก็เหมือนเราไม่มีชีวิต เมื่อเราขาดสติ เราก็ไม่มีความรู้ตัวว่ามันมีตัวเราอยู่ เมื่อมีสติ มันก็มีตัวเราขึ้นมา เนี่ย เท่ากับเรามีชีวิตขึ้นมาเป็นขณะๆ เรามักจะมองว่า นู่นแหละ อายุ 80 90 100 นั่นหล่ะ ถึงคราวที่จะต้องตาย แต่เราก็ไม่ได้เห็นอย่างนั้นเสมอไปหรอก คนรอบๆตัวเราเนี่ยตายแม้กระทั่งยังอยู่ในท้องก็มี ยังไม่ทันได้เกิดมาเลย เมื่อเกิดมาแล้ว แค่หนึ่งเดือน บางทีก็ตาย ตายในวัยทารก ในวัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน วัยชรา มันมีโอกาสที่จะตายได้ทุกวันแหละ ทุกวัยเลยด้วยซ้ำไป มันจึงเป็นอุทาหรณ์สอนใจเราว่าเราไม่ควรประมาท ที่ศาลาวัด 11 ศาลา เต็มทุกศาลาเลย ต้องเผาวันละ 3 ศพ แล้วผู้ที่ตายเนี่ยมีทุกวัย เพราะนั้นเราจึงไม่ควรประมาท แม้ว่าเรายังมีอายุน้อยอยู่ เรายังมีความสุขอยู่ เรายังไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ เรายังไม่ตาย เรายังจะต้องใช้ชีวิตได้อีกนาน อันนี้เราอยู่บนความประมาท เมื่อมีความประมาทแล้วเราก็จะไม่ระลึกถึงตัวเอง ไม่ระลึกถึงความตาย มัวแต่ไปมุ่งทำแต่สิ่งภายนอก ลืมจัดการกับสิ่งภายในตัวเรา ในกาย ในใจ หรือหน้าที่การงานของเราเนี่ย อันนี้ ถือว่าเป็นความประมาทในชีวิต จะให้ดีหล่ะก็ ถ้าเราศึกษาธรรมะเกี่ยวกับเรื่องชีวิตเนี่ย เราจะเข้าใจเรื่องความตายได้ดีมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการเจริญสติ หันมาดูตัวเราเองมากๆ เราจะรู้ว่าเรานี่พร้อมที่จะตายได้เสมอๆ ทุกขณะ ทุกเวลานาที ก็ได้ไปเห็นคนที่ตายไปอายุน้อยกว่า คนที่ไปเผาไปสวดศพอายุมากกว่า บางทีคุณพ่อคุณแม่ต้องไปเผาศพลูกอย่างนี้ ดูแล้วมันน่าอนาถ ก็ยังมีคนบอกว่า อ่ะ คนหัวหงอกไปเผาศพคนหัวดำ ก็ดูแล้ว เออ มันเป็นคติสอนใจนะ / ค่ะ
บางคนจึงบอกว่า หลวงพ่อปัญญานันทะ ท่านใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท ท่านมีอายุจนกระทั่ง 90 กว่า งานท่านก็ทำมาก แต่ก็อายุยืนยาว เพราะท่านไม่ประมาท / ค่ะ
อยู่ในศีลในธรรมอยู่เสมอๆ แต่ผู้ที่เราไปงานนี่ คนแรกอายุ 54 หมอสงวน คุณนุชนา อายุ 42 รวมกันยังไม่เท่ากับหลวงพ่อปัญญาเลย / รู้สึกจะเท่าพอดีค่ะ
อายุเท่ากันพอดีเลย / 54+42 ได้ 96 พอดีเลยค่ะ
เนี่ย สองคนใช่มั้ย เพราะนั้นเนี่ยมันไม่แน่นอนจริงนะ / ค่ะ
11 ศาลานี่เต็มหมดเลย เนี่ยเป็นเรื่องของชีวิตและก็ความตาย / ค่ะ ก็อยากจะฝากเพื่อนของเราเอาไว้อ่ะนะคะว่าอย่าได้ประมาทในเรื่องของวัย แล้วก็วันเวลาของชีวิต หากมีอะไรที่อยากจะทำในทางที่ดี ที่ชอบ ประกอบด้วยกุศล ก็รีบๆทำเถอะค่ะ จะได้ไม่เสียดายทีหลังนะคะ เพราะว่าเวลาของชีวิตเนี่ย เราคงไม่รู้ได้ว่าวันสุดท้าย นาทีสุดท้ายของเราเนี่ยจะเป็นเมื่อไหร่ อยากจะน้อมเอาความตาย การพลัดพรากจากไปของเพื่อนของเราที่จากไปในวัยที่หลายต่อหลายคนยังเสียดายมากๆเนี่ยนะคะ ให้เป็นข้อคิดเตือนจิตสะกิดใจสักนิดนึงว่า เราเองเนี่ยก็อาจจะไม่ได้มีเวลามากมายนักที่จะใช้เวลาอยู่บนโลกใบนี้ อะไรที่อยากทำ รีบๆทำเถอะค่ะ โดยเฉพาะเรื่องดีๆ
คนเราส่วนมากก็ยังประมาท เพราะว่ากลัวอยู่ / ค่ะ
ยังกลัวความตาย กลัวความเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่อยากพูดถึง ไม่อยากนึกถึง และไม่อยากไปเห็นด้วย / เนี่ยแหละค่ะ
อันนี้ ตรงนี้ / หลายคนยังเป็นตรงนี้อยู่
มันจะกลายเป็นการตัดโอกาสของตัวเองไปเลย เรากลัวความเจ็บไข้ได้ป่วยเนี่ย แล้วเราไม่เจ็บป่วยเหรอ / ค่ะ
เรากลัวความตายแล้วเราไม่ตายหรือ / ค่ะ
ทำไมเราจึงไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง / ค่ะ
ซึ่งสิ่งนั้นเนี่ยมันต้องเกิดขึ้นกับเราอยู่แล้ว เราพยายามไม่ไปเยี่ยม ไม่ไปหา ไม่ไปพูดถึงเนี่ย เราเองจะเสียประโยชน์ ถ้าหากว่าเรากลัวความเจ็บไข้ได้ป่วย เราลองไปเยี่ยมคนเจ็บไข้ได้ป่วยบ่อยๆสิ / ค่ะ
มันจะเกิดความเคยชิน และจะเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ เรากลัวความตาย เราก็เข้าไปใกล้ความตายบ่อยๆ หมายถึงว่า ไปสวดศพ ไปทำบุญ ไปเผา มันได้เผชิญหน้ากับความตายซึ่งไม่ใช่เกิดขึ้นกับเรา เกิดขึ้นกับคนอื่น เราจะเกิดความเคยชิน เราจะหนีความเจ็บไข้ได้ป่วย หนีความตายไปไหน เรากลัวความตาย ความกลัวอยู่ที่จิตใจเรา เราทำไมไม่กล้าเผชิญหน้า แล้วก็ศึกษาให้รู้ความจริงว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยเนี่ยมันคืออะไร ความตายมันคืออะไร มันเกิดขึ้นที่ไหน แล้วใครเล่าที่ป่วย ใครเล่าที่ตาย เราจะเข้าใจแล้วตานี้ เราจะไม่กลัวความเจ็บป่วย เราจะไม่กลัวความตาย เราจะกล้าเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่าเนี้ย แบบด้วยความมั่นใจ เหมือนอย่างกับที่ท่าน ว. ท่านพูดว่าสบตากับความตายเนี่ยนะ / ค่ะ
มันเหมือนอย่างกับเราไปดูเสืออยู่ในกรงเนี่ย เสือถูกขังในกรง เรากลัว เราไม่กล้าเข้าใกล้ แต่เมื่อเราดูเสือนานๆ มองเสือนานๆ เราก็กล้าที่จะเข้าไปใกล้กรงเค้าใช่ไหม มันเกิดความเคยชิน เพราะว่าเราจะเข้าใจในส่วนนั้น เพราะนั้นในวัยขณะนี้ ปัจจุบันนี้ เราต้องมีการเตรียมตัวเสียแต่เนิ่นๆ เตรียมตัวหมายถึงว่า ไม่ประมาท ตอนเนี้ยเรายังมีความพร้อมอยู่ เรายังมีทุกข์ไม่มาก สุขภาพก็ยังพอใช้ได้ อายุยังไม่มาก ยังไม่ตายเนี่ยหล่ะ เราควรจะเตรียมเสียแต่เนิ่นๆ ละความชั่วทั้งหลาย ลด ละ เลิกอบายมุขเนี่ย บุหรี่ สุรา การพนัน การเที่ยวเตร่ การใช้ชีวิตที่เบียดเบียนคนอื่นและก็เบียดเบียนตัวเองเนี่ย ละสิ่งนี้ไปซะ หันมาทำความดี ทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม ทำประโยชน์ให้กับสังคม ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นบ้าง ถ้าเราทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมได้ หรือผู้อื่นได้เนี่ย เราจะมีคุณค่าในชีวิต มีคุณค่าในตัวเอง เห็นคุณค่าของตัวเราเอง มันจะมีความสุข ฝึกที่จะเป็นผู้ให้ซะบ้าง / ค่ะ
เป็นผู้ให้แล้วใจเราจะมีความสุข ให้ทาน ให้โอกาสคนอื่น หรือฝึกเป็นคนที่มีศีล ศีล 5 เป็นนิจ สิ่งเหล่าเนี้ย มันช่วยเป็นฐานจิตฐานใจเราเนี่ยให้เกิดสมาธิ เกิดสติได้ง่าย พอสุดท้ายเรื่องการเจริญสติในชีวิตประจำวันเนี่ย ทิ้งไม่ได้เลย / ค่ะ
สิ่งเนี้ยเป็นที่พึ่งในยามที่เราใช้ชีวิต ถ้ามีสติอยู่ การใช้ชีวิตก็จะไม่ค่อยผิดพลาด แม้จะพลาด สติก็จะเตือน พลาดแล้วก็สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที การทำงานอย่างมีสติมันก็เพลิดเพลิน สนุกสนาน อยู่กับปัจจุบันกับการมีสติมันก็ไม่เหงานะ / ค่ะ
ใช้ชีวิตไม่เหงา จนกระทั่งเวลาเราเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นสิ่งที่เราจะต้องเผชิญหน้า คนที่เวลาร่างกายป่วยไข้แล้วใจเป็นทุกข์เนี่ย เพราะขาดสติคอยรักษาจิตใจให้เป็นปรกติ จิตใจเลยเกิดการยึดมั่นถือมั่นว่าไอ้เนี่ย ความป่วยไข้เนี่ยเป็นเรา โรคภัยไข้เจ็บที่เกิดทางกายมันเป็นเรา เพราะขาดสติคอยรู้สึกตัวเอาไว้ โรคภัยไข้เจ็บของกายจึงดูดจิตใจเข้าไปหมดเลย ถ้ามีสติเนี่ย มันจะเป็นแค่ผู้รู้นะ ผู้เห็นในความป่วยไข้ ไม่ได้เข้าไปเป็น จนกระทั่งถึงวาระสุดท้าย ถ้าเรามีสติอยู่เนี่ย สติเนี่ยจะช่วยจิตช่วยใจเราเนี่ยไม่ให้เป็นทุกข์กับความตายของร่างกาย และก็ไม่ให้จิตใจเราเนี่ยวุ่นวายไปกับสิ่งทั้งหลายทั้งปวง สติเมื่อมีในระยะสุดท้ายเนี่ยในช่วงแค่ 5 นาที 10 นาที ทำให้เกิดปัญญา / ค่ะ
มันจะเริ่มมีการปล่อยวาง เนี่ย ปล่อยวาง เพราะนั้นสิ่งเหล่านี้จึงไม่ควรประมาท เมื่อไม่ประมาทแล้วเราก็ลองฝึกสิ ฝึกปล่อยวางดูบ้าง ฝึกปล่อยวางหน้าที่การงาน ปล่อยวางครอบครัว ปล่อยวางทรัพย์สมบัติ ปล่อยวางเรื่องสิ่งที่มันค้างคาใจ เรามีเรื่องอะไรกับใคร ไม่พอใจใคร ไม่ถูกใจใคร เราฝึกปล่อยวางดู ฝึกปล่อยไว้ก่อน อย่าไปฝึกตอนที่ใกล้จะตาย บางทีมันไม่ค่อยมีกำลัง / ปล่อยไม่ไหว
ตรงนั้น ปล่อยความยึดมั่นถือมั่นที่ว่ากายใจเนี่ยเป็นตัวเรา ของเรา ลองแกล้งๆ ลองฝึกๆดูเนี่ย ลองไปฝึกดู แต่เราก็ไม่ได้ไปทิ้งอ่ะนะ เราก็ยังมีหน้าที่ ต้องทำตามหน้าที่ก่อน ทำหน้าที่ข้างนอกให้ดีที่สุด แต่ฝึกใจให้รู้จักปล่อยวาง / ค่ะ
เพราะสุดท้ายนี่ เราก็เอาอะไรไปไม่ได้เลย นอกจากบุญกุศลที่เป็นคุณงามความดี มันก็จะติดตัวเราไป อันนี้เป็นด้านนามธรรม แต่ถ้าจิตที่หลุดพ้นแล้ว เห็นแจ้งแล้วเนี่ย ทุกอย่างเนี่ย แม้กระทั่งบุญกุศลก็ไม่เอาไปนะ / ค่ะ
ปล่อยวางเลย ไม่มีใครนิพพาน ไม่มีใครป่วย ไม่มีใครเจ็บ ไม่มีใครตาย มีแต่ความตาย ที่ไม่มีคนตาย / ที่จริงแล้วในการไปงานศพแต่ละครั้งนี่นะคะ คนที่ได้ประโยชน์เนี่ยก็คือคนที่ไปในงานนะคะ
ครับ / คนตายเนี่ยเค้าก็แค่ทำหน้าที่ตาย หลังจากที่ทำหน้าที่ป่วยมาจนหมดเวลา
เนี่ย ปริศนาธรรมเนี่ย / แต่คนที่ได้ประโยชน์เนี่ยคือคนไปในงานจริงๆค่ะ
ปริศนาธรรมเนี่ย เค้าจัดงานศพเพื่ออะไร ประเพณีธรรมเนียมไทยเรา เค้าจัดงานศพก็เพื่อให้คนเป็นเนี่ยรู้จักเข้าใจ คนตายเนี่ยไม่ยากหรอก เผาไปเดี๋ยวเดียวก็เหลือแต่กองกระดูกเท่านั้นเอง ง่ายนิดเดียว / ตั้งไว้เป็นประธาน
โบราณเค้าทำเอาไว้เพื่อให้คนที่อยู่เนี่ยได้เรียนรู้แล้วเข้าใจชีวิต จะได้ไม่ต้องเป็นทุกข์ เมื่อเวลามีความตายหรือมีความพลัดพรากเกิดขึ้นกับเรา มีประโยชน์ทั้งนั้น ถ้าเรารู้จักที่ว่าทำความเข้าใจในส่วนนี้ ไปงานศพทั้งที เพิ่มชีวีให้มีสติปัญญาซะบ้าง เนี่ย เราจะได้ประโยชน์ / ค่ะ ก็รู้สึกว่าไปงานศพ 2 งานที่กล่าวมาแล้วเนี่ย ได้ความรู้เพิ่มพูนขึ้นชัดเจนกว่าการไปงานศพที่วัดอื่นนะคะ เพราะวัดชลประทานฯเนี่ยก็เป็นวัดที่ค่อนข้างจะเน้นให้ประโยชน์ของผู้ที่มาร่วมงานในด้านของการใช้ชีวิตค่อนข้างจะมาก แล้วก็เน้นการแสดงความหมายของการแสดงธรรมในงานศพค่อนข้างชัดเจน เรียกได้ว่าผู้ที่ไปร่วมฟังสวดพระอภิธรรมเนี่ย ไม่ต้องฟังสวดนาน แต่ได้ฟังบรรยายธรรมหรือได้ฟังเทศน์ที่เป็นข้อคิดในการใช้ชีวิตที่ดี เป็นประโยชน์กว่าการไปร่วมฟังสวดศพที่วัดอื่นๆมากๆเลยทีเดียวหล่ะค่ะ
ไม่มีดื่มสุรา ไม่มีเลี้ยงอาหาร / ค่ะ
ไม่มีจัดงานมหรสพ สวดจบเดียวแล้วก็ปิดศาลา / ค่ะ
ไม่ต้องเฝ้าศพ / ค่ะ ดีมากๆเลยนะคะ ค่ะ นอกจากเราจะพูดคุยกันเรื่องของเพื่อนของเราที่จากไปแล้วเนี่ยก็มีอีกเรื่องนึงที่ต้องบอกนะคะ เพื่อนของเราทั้งสองรายเนี่ยจากไปด้วยโรคเดียวกันนะคะ อาจารย์
ครับ / มะเร็ง แล้วก็สิ่งหนึ่งซึ่งเหมือนกันอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ทั้งสองท่านเนี่ยมีจิตเป็นกุศลก่อนที่จะจากโลกใบนี้ไป สนใจธรรมะ ไม่ว่าจะเข้าถึง เข้าใจได้มากน้อยแค่ไหน แต่ก็ถือว่าจิตน้อมมาทางกุศล
ครับ มีศรัทธา / ทั้งคู่เลยนะคะ
ครับ / นะคะ ซึ่งเป็นเรื่องน่าอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่งที่ในวันสุดท้าย ในนาทีสุดท้ายเนี่ยยังมีพระธรรมนำทางอยู่ในจิตใจ