PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • อุบาสิกา คุณรัญจวน อินทรกำแหง
  • รักผู้อื่น
รักผู้อื่น รูปภาพ 1
  • Title
    รักผู้อื่น
  • เสียง
  • 12469 รักผู้อื่น /upasakas-ranjuan/2023-12-14-02-15-24.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
อุบาสิกา คุณรัญจวน อินทรกำแหง
ชุด
URI 017
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • ธรรมจาริณีผู้เจริญ 

    สำหรับในวันนี้มีความเห็นใจว่าธรรมจาริณีทุกรูปมีความเหน็ดเหนื่อยมากตั้งแต่เช้ามืดจนกระทั่งเดี๋ยวนี้เห็นจะมีน้อยรูปเต็มทีที่ได้มีโอกาสพักผ่อน ส่วนมากพอเสร็จจากกิจวัตรก็ต้องไปทำกิจธุระอย่างอื่นเพราะฉะนั้นก็จะพยายามพูดให้สั้นจะไม่ให้ยาวเหมือนในวันก่อนเพื่อว่าจะได้ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยในการฟังจนถึงกับง่วงเหงาหาวนอนอันเป็นการเสียสมณสารูปของผู้เป็นธรรมจาริณี หัวข้อเรื่องที่จะพูดในวันนี้ตั้งชื่อว่า “รักผู้อื่น”  

    “รักผู้อื่น” เป็นหัวข้อเรื่องที่ฟังดูเป็นคำธรรมดาแต่เมื่อถึงเวลาที่เราจะประพฤติปฏิบัติทำไม่ง่ายเลยทำยากจริงๆที่ว่าทำยากเพราะจะมองเห็นได้ชัดว่าปัญหาของสังคมที่มีอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่อย่างอื่นปัญหาเกิดขึ้นเพราะทุกคนหรือส่วนใหญ่ของคนเราไม่สามารถจะรักผู้อื่นได้ หรืออีกนัยหนึ่งรักผู้อื่นไม่เป็น รักไม่ได้..แล้วก็รักไม่เป็นด้วยทำไมถึงได้รักผู้อื่นไม่ได้หรือทำไมถึงได้รักผู้อื่นไม่เป็น ถ้าจะลองคิดดูก็จะมองเห็นความรู้สึกอะไรอย่างหนึ่งที่อยู่ลึกๆ ในใจของคน จนกระทั่งคนส่วนมากไม่กล้าจะรับกับตัวเองเพราะความรู้สึกลึกๆ ที่แฝงอยู่ในใจนี่แหละที่ทำให้เราไม่สามารถจะรักผู้อื่นได้ ตัวอย่างก็เช่นถ้ากลัวว่าเขาจะดีกว่าเราบ้าง กลัวว่าเขาจะเก่งกว่าบ้าง กลัวว่าเขาจะสวยกว่าบ้างกลัวว่าเขาจะเรียนเก่งกว่าบ้าง กลัวว่าเขาจะมีคนรักคนชอบมากกว่าบ้าง กลัวว่าเขาจะก้าวหน้าเร็วกว่าบ้าง กลัวว่าเขาจะใหญ่โตกว่าบ้าง กลัวว่าเขาจะรวยกว่าบ้างเป็นต้น ซึ่งถ้าดูให้ชัดจากตัวอย่างที่ยกมาก็จะเห็นว่าทำไมล่ะถึงได้มีคำว่า..เขา..ขึ้นหน้าทำไมถึงมีคำว่า..เขา..ขึ้นหน้า ก็เพราะเหตุว่ามี..เรา..อยู่ข้างใน มี..เรา..อยู่ข้างในจึงเป็นเหตุให้มีคำว่า..เขา..อยู่ข้างหน้าอยู่ข้างนอก อันที่จริงนั้นเจ้าประคุณท่านอาจารย์แห่งสวนโมกข์ท่านก็บอกว่า

    อันที่จริงตัวเรามิได้มี  แต่พอโง่มันก็มีขึ้นจนได้

    พอหายโง่ตัวเราก็หายไป  หมดตัวเราเสียได้เป็นเรื่องดี

    ต้องการฟังอีกครั้งไหมคะ... 

    อันที่จริงตัวเรามิได้มี  แต่พอโง่มันก็มีขึ้นจนได้

    พอหายโง่ตัวเราก็หายไป  หมดตัวเราเสียได้เป็นเรื่องดี

    ที่ท่านบอกว่าอย่างนี้ บอกว่าความจริงนั้นตัวเรามิได้มี แต่ความโง่ต่างหากที่ทำให้เกิดความยึดถือว่าตัวเรานั้นมี ความจริงตัวเรานั้นมิได้มี 

    จะเห็นได้ว่าตัวเรามิได้มีนี่จะดูที่ตรงไหนก็ดูที่เวลาที่จิตใจเกิดความเมตตาเกิดความปรานีคือมีศานติไมตรีอยู่ในใจเมื่อไหร่ ตัวเราจะหดหายไป มองไม่ค่อยเห็น แต่เมื่อใดที่ความเมตตาปรานีจางหายไป ตัวเราก็หนาขึ้นมา จริงหรือไม่จริงก็ลองนึกดู มีอีกบทหนึ่งท่านบอกว่า สหายเอ๋ย..ชื่อว่า..สหายเอ๋ย 

    สหายเอ๋ยตัวเรามิได้มี     แต่พอเผลอตัวเรามีขึ้นมาได้

    พอหายเผลอตัวเราก็หายไป     หมดตัวเราเสียได้เป็นเรื่องดี

    สหายเอ๋ยจงถอนซึ่งตัวเรา       และถอนทั้งตัวเขาอย่างเต็มที่

    ให้มีแต่ปัญญาและปรานี         อย่าให้มีเราเขาเบาเหลือเอย

    ต้องการฟังซ้ำใช่ไหมคะ ชื่อ..สหายเอ๋ย..นะคะอันนี้ ..สหายเอ๋ยตัวเรามิได้มี.. “ตัวเรา” ควรจะขีดเส้นใต้หรืออยู่ในเครื่องหมายคำพูด เพื่อจะได้เด่นชัดให้เห็นว่ามีความสำคัญ

    สหายเอ๋ยตัวเรามิได้มี     แต่พอเผลอตัวเรามีขึ้นมาได้

    พอหายเผลอตัวเราก็หายไป     หมดตัวเราเสียได้เป็นเรื่องดี

    สหายเอ๋ยจงถอนซึ่งตัวเรา       และถอนทั้งตัวเขาอย่างเต็มที่

    ให้มีแต่ปัญญาและปรานี         อย่าให้มีเราเขาเบาเหลือเอย

    ลองสังเกตคำที่ท่านว่านะคะ ท่านบอกว่า..ถ้าไม่มีเราไม่มีเขามันรู้สึกเบาเหลือเกิน เบาอะไร..ก็คือเบาสบายอยู่ในใจ ความเบาสบายนั้นอยู่ในจิต ไม่มีอะไรหนักอึ้ง ธรรมจาริณีคงจะได้เคยสังเกตว่า ถ้าเราจะต้องตักน้ำหรือหิ้วน้ำถังใหญ่สักถังหนึ่ง กับการที่มีความรู้สึกอึดอัดขัดแค้นอยู่ในใจ ด้วยความรู้สึกว่า..เขาทำไมจึงเก่งกว่าเรานะ ความรู้สึกที่ว่าเขาทำไมจึงเก่งกว่าเรานะ ทั้งๆ ที่ไม่มีตัวตนมองไม่เห็น ไม่ต้องหิ้วไม่ต้องหาบไม่ต้องหามแต่มันเป็นความหนักแล้วก็เหนื่อยอยู่ในใจอยู่ในหัวอกนั่นนะมากเสียยิ่งกว่าที่จะต้องหิ้วน้ำถังใหญ่ๆเสียอีก ฉะนั้นท่านจึงบอกว่าการมีเรามีเขานี่มันหนักแต่ถ้าไม่มีเมื่อไหร่มันจะเบา จะไม่มีได้อย่างไรก็ต้องมีทั้งปัญญามีทั้งปรานี ปัญญานั้นคืออย่างไรคือปัญญาที่จะมองให้เห็นว่าความเป็นจริงตัวเราก็ไม่มีตัวเราอยู่ที่ไหน ถ้าหากว่าธรรมจาริณีนึกถึงบทสวดมนต์ที่พิจารณาสังขารที่สวดเมื่อเช้านี้ได้ ก็คงจะนึกได้ว่าตัวเราอยู่ที่ไหนถ้าหากว่าผู้ใดยังนึกไม่ออกก็ขอให้ไปเปิดบทพิจารณาสังขารที่สวดอีกครั้งหนึ่ง ที่ในหนังสือสวดมนต์ ดูเหมือนจะอยู่ที่หน้า ๓๔ ใช่ไหมคะไปเปิดดูบทพิจารณาสังขารที่หน้า ๓๔ ในหนังสือสวดมนต์ หลังจากที่เสร็จจากการฟังนี้แล้วนะคะ แล้วก็ลองอ่านดูช้าๆ มองให้เห็นสิว่าตัวเรานี่อยู่ที่ไหน อันนี้ไม่ได้พูดให้ธรรมจาริณีมีความรู้สึกขึ้นมาอย่างชัดเจนในขณะนี้ เพราะมันอาจจะเป็นเวลาที่เร็วเกินไปที่เราจะพูดเรื่องเช่นนี้ แล้วก็นอกจากนั้นอาจจะเป็นเวลาที่ธรรมจาริณียังไม่พร้อมที่จะฟังในเรื่องนี้ แต่ก็ขอแนะ..แนะเพื่อให้เกิดปัญญาอันเป็นความสว่างที่จะมองเห็นว่า..ตัวเราอยู่ที่ไหน 

    ถ้าจะยกตัวอย่างให้ง่ายนิดเดียว ถึงแม้จะไม่เหมาะกับบรรยากาศในตอนนี้ก็ตาม ไม่ทราบว่า ผู้ที่นั่ง ธรรมจาริณีที่นั่งอยู่ที่นี่ทุกรูปนะคะ ใครได้เคยไปในงานศพบ้าง ใครเคยไปงานเผาศพบ้าง หลายรูปเคยไป ใครเคยไปในงานเก็บอัฐิหรือที่เรียกว่าเก็บกระดูก หลังจากที่มีการเผาศพเสร็จแล้วบ้าง ใครเคยดูบ้าง มีใครเคยเห็นไหมคะ มีเห็นเพียงไม่กี่รูปที่ได้เคยเห็นการเก็บอัฐิ อัฐิก็คือเก็บกระดูกที่เป็นประเพณีของไทยเรา พอเผาศพเสร็จแล้วจะเป็นการเผาด้วยฟืนที่เป็นท่อนๆ หรือจะเป็นการเผาด้วยเครื่อง คือด้วยเตาเครื่องที่ใส่เข้าไปแล้วก็ใช้เครื่องไฟฟ้าก็ตาม แต่อย่างไรก็จะต้องมีกระดูกเหลือมา ถ้าหากว่าเผาด้วยท่อนฟืน ท่อนไม้ กระดูกนั้นก็จะเหลือเป็นท่อนค่อนข้างใหญ่ คือจะไม่ละเอียด ถ้าใครที่เคยไปดูเวลาที่เผานี่เนื้อหนังที่งามๆ ที่สวยๆ ที่เรารักนักรักหนาของเรานี่ หรือของผู้ที่เรารักนี่ จะค่อยๆมีเสียงดังฉ่าๆๆ และพร้อมกับเสียงที่ดังฉ่าๆๆ นั่นนะ น้ำเหลืองจะค่อยๆไหลออกมา เหมือนกับที่เราดูเขาย่างเนื้อวัว หรือว่าย่างเนื้อหมู หรือว่าย่างไก่บนเตาไฟ ที่เราเห็นนะว่า แหม.. มันส่งกลิ่นหอมเอร็ดอร่อย น้ำลายไหล แต่เมื่อไปดูการเผา การย่าง เลือดเนื้อรูปร่างของเรา ที่มองดูว่าสวยว่างาม ว่ารักใคร่นี่ไม่มีใครเกิดความหิวกระหายในขณะนั้นเลย ล้วนแล้วแต่อยากถอยไกลพร้อมๆกับจะนึกว่าอ้อ..นี่นะหรือคือเนื้อคือหนัง ที่เราชอบรับทานที่เราเห็นว่าสวยงามที่เราอยากจะได้ไว้เป็นของเรา หลังจากนั้นจากกลิ่นฉ่าๆ พร้อมกับน้ำเหลืองไหลรินๆออกมาแล้วไม่ช้าร่างนั้นก็จะค่อยเปลี่ยนจากสีเหลืองสีขาวนี่เป็นสีน้ำตาลค่อยๆเกรียมค่อยๆไหม้ แล้วก็จะปะทุคอที่เคยตั้งอยู่บนบ่า แขนที่เคยอยู่ที่หัวไหล่ ขาที่เคยอยู่ที่สะโพก จะค่อยๆหลุดหักออกจากกัน

    ถ้าเป็นการเผาที่มีคนเผาที่เขาเผาด้วยท่อนฟืนนี่เขาก็จะต้องใช้ไม้หรือบางทีก็ใช้เหล็กเพื่อที่จะเขี่ยให้ท่อนต่างๆ ของร่างกายที่ประกอบเป็นร่างของมนุษย์ที่เราเรียกว่าตัวเราที่มองดูสวยงามนี่ให้ค่อยๆ หลุดออกจากกันแล้วก็ให้รวมกันเป็นกองมองดูเหมือนกับกองขยะอย่างไรก็อย่างนั้นแต่ไม่ใช่กองขยะใบไม้ในตอนนี้เป็นกองที่ค่อนข้างจะเหมือนกับท่อนไม้ท่อนฟืนที่เข้ามารวมกันเพื่ออะไร..เพื่อที่จะให้ไฟนั้นนะลามเลียแล้วก็ไหม้ได้โดยง่าย ในไม่ช้ากองอันนั้นก็จะกลายเป็นกองกระดูกดำเหมือนตอตะโก แล้วเขาก็จะทิ้งเอาไว้จนกระทั่งจะเหลือน้อยลงๆ คือหมายความว่าไหม้ค่อยๆ มากเข้าๆๆ ก็จะทิ้งเอาไว้จนเย็น คือให้ความร้อนที่จับที่กองนั้นนี่ค่อยๆ เย็นพอเย็นแล้วโดยมากก็จะเป็นเวลารุ่งเช้าพวกญาติพี่น้องก็จะพากันไปเก็บกองกระดูกอันนั้นแหละซึ่งสมมุติว่าเป็นกองกระดูกของผู้ที่รักเป็นอย่างยิ่ง อาจจะเป็นของคุณพ่อคุณแม่ของคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายหรือของญาติพี่น้องคนใดคนหนึ่งหรือของเพื่อนที่รักหรือเป็นของตัวเราเอง ถ้าเรายังจะจำได้ว่าอ้อ..นี่คือตัวที่เรารักนะนี่มันเหลือเป็นแต่เพียงกอง..กองนิดเดียวในบทพิจารณาสังขารนั่นนะบอกว่า เหมือนกับท่อนไม้ท่อนฟืน พอหมดความรู้สึกแล้วก็กลิ้งอยู่เหมือนกับท่อนไม้ท่อนฟืน ทอดอยู่ พอเขาจับเข้าคือจะจับให้พลิกซ้ายก็ตะแคงอยู่ทางซ้าย จับให้พลิกขวาก็ตะแคงอยู่ทางขวา ไม่มีปัญญาที่จะลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้น หรือว่าส่งเสียงร้องด้วยความโกรธ ไม่พอใจว่ามาจับชั้นทิ้งทึ้งไปทำไม ร่างที่เราเรียกว่าตัวเรานี่ไม่มีโอกาสเลยที่จะทำอย่างนั้น เหลือเพียงกองแค่นั้น ถ้าหากว่าส่งเข้าเผาในเตา เตาที่เรียกว่าเป็นเมรุ จะยิ่งเห็นได้ง่ายใหญ่ทีเดียว พอไปหยิบออกมา..คือหมายความว่าพอตอนเช้าที่มีผู้ไปเก็บกระดูก พอเก็บกระดูกออกมากระดูกเหล่านั้นจะไม่เป็นท่อนที่จะมองเห็นว่าตรงนี้เป็นคอ เป็นขา เป็นไหล่ แต่มันจะเป็นเหมือนกับเปลือกหอย คือเศษเปลือกหอยที่แตกๆ ลิๆ แล้วก็จะมีความกว้างก็ประมาณสักเท่าหัวแม่มือ 

    แล้วผู้ที่เขามีหน้าที่เก็บกระดูกออกมาจากเตานี่เขาก็จะหยิบกระดูกนั้นมาวางใส่ผ้า จะมีผ้าขาวนี่ปู พร้อมกับเอาเรียง เอากระดูกนั้นนะจับเรียง สมมุติว่าตรงนี้เป็นศีรษะ..คือเป็นรูปศีรษะ ตรงนี้เป็นรูปคอ ต่อไปตรงนี้เป็นไหล่ ต่อไปตรงนี้เป็นแขน ต่อไปตรงนี้เป็นลำตัว ต่อไปตรงนี้เป็นขา แล้วก็สมมุติว่านี่แหละคือร่างกระดูกของผู้ที่สมมุติว่าเป็นผู้ที่เป็นที่รักซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นตัวเราและอาจจะเป็นตัวเขาที่เราชิงชังนักก็ได้ ฉะนั้นพอไปดูอย่างนี้เราจะมองเห็นทีเดียวว่าตัวเราตัวเขานี่อยู่ที่ตรงไหน เวลานี้ธรรมจาริณีผู้กำลังจะเจริญ จะยังมองไม่เห็นก็ได้จากที่ลองบรรยายให้ฟังอาจจะยังมองไม่เห็น แต่ลองไปอ่านบทพิจารณาสังขารนี่อย่างช้าๆแล้วก็ลองใคร่ครวญตาม ก็จะเกิดปัญญาขึ้นรางๆว่าที่ว่าเป็นตัวเราที่ว่าเป็นตัวเขามันอยู่ที่ไหนกันนะ พอรู้สึกได้อย่างนี้ความปรานีความเห็นใจจะเกิดขึ้นว่าอ้อ..เรานี่ช่างหลงไปได้หลงไปได้ว่านี่คือตัวเราและนั่นคือตัวเขาจนกระทั่งให้ความรักกันไม่ได้ ให้ความรักกันไม่เป็นแท้ที่จริงแล้วเราหลงทั้งนั้น หรือคิดอีกทีหนึ่งเวลาที่อยู่ด้วยกันอย่างนี้รักกันไม่ได้ มีความโกรธ มีความเกลียด มีความอิจฉาริษยา มีความไม่พึงพอใจ พอถึงเวลาที่เก็บ..สิ้นชีวิตไป น้ำตาไหล เสียดาย อาลัย แหม..ไม่น่าเลยนะ ไม่ควรจะอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าเธอยังอยู่ ฉันจะไม่เป็นอย่างนั้นเลย สายเสียแล้ว สายจริงๆ แก้ไขไม่ได้ ก็ทำไมละ..ในขณะที่ยังอยู่ด้วยกันนะ ยังพูดด้วยกันได้ ยังเล่นด้วยกันได้ ยังอะไรๆ ด้วยกันได้ แล้วทำไม ถึงไม่เมตตา ไม่ปรานี ไม่รักกันเสียแต่ในตอนนั้นปล่อยให้มันสายไปเสียทำไม 

    ฉะนั้น คำที่เจ้าพระคุณท่านอาจารย์ท่านถึงบอกว่า อันที่จริงตัวเราไม่ได้มี แต่พอโง่มันก็มีขึ้นจนได้ ความโง่ของเราที่ยึดเอาไว้ว่านี่แหละคือตัวเรา..ที่จะไม่มีวันแปรผัน จึงทำให้เกิดความรู้สึกไปเช่นนั้น แล้วก็มาหวนอาลัยมาหวนเสียใจเมื่อมันสายเสียแล้ว ธรรมจาริณีผู้เจริญผู้กำลังจะฉลาดผู้กำลังจะมีปัญญา ย่อมจะต้องพยายามมองให้เห็นความจริงอันนี้ทีละน้อยๆ ไม่มีใครจะเห็นได้ทันท่วงที หรือว่าเห็นรวดเดียวแต่เราจะพยายามเห็นทีละน้อยๆ เพื่อที่จะเกิดความไม่ประมาทเกิดความปรานีที่จะสามารถรักกันได้นะคะ ทีนี้ดูซ้ำต่อไปอีกหน่อยหนึ่งว่า ขอโทษนะคะ..อยากจะบอกหนูธรรมจาริณีรูปนั้นนะหนูถอยอีกก็ได้เลื่อนไปที่ร่มๆ จะได้ไม่ต้องนั่งกลางแดดนะคะนี่ที่ร่มถอยไปอีกได้ไม่ต้องเผชิญกับแดดโดยตรง ดูต่อไปนะคะฟังต่อไปที่เรารักผู้อื่นไม่ได้เรากลัวว่าจะอย่างนั้นอย่างนี้นี่เราลองนึกต่อไปอีกสิว่าอ้อ..มันเพราะอะไร เพราะเรากลัวจะได้ไม่พอใช่ไหม กลัวเรานี่จะได้ไม่พอใช่ไหม ไม่พอนี่ยังไม่พอ คือหมายความว่าคำว่าได้ไม่พอนี่ยังไม่สาแก่ใจ ถ้าให้พูดถึงใจแล้วละก็..กลัวจะได้ไม่หมด ไม่ยอมแบ่งเลย จะเอาทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นของเราคนเดียวใช่ไหม จะเอาคนเดียวใช่ไหม จะไม่ยอมเสียเลยใช่ไหม จะไม่ยอมให้เลยใช่ไหม ทีนี้พอหันมาดู ก็จะมองเห็นว่าตัวเราตัวเขานี่ทำให้เกิดความรักกันไม่ได้ มันอยู่ที่ตรงไหน ก็เพราะเหตุว่ามันอยากแต่จะเอา อยากแต่จะได้ แต่ไม่ยอมให้ไม่ยอมเสีย

    ที่พระอาจารย์ท่านหนึ่ง จำไม่ได้ว่าท่านองค์ใด แต่ได้ยินท่านพูดว่า นี่แหละเราติดอยู่กับของคู่ ของคู่นี่เองที่ทำให้เราไม่สามารถจะรักผู้อื่นได้อย่างเต็มอกเต็มใจ ของคู่คืออะไรก็คือความที่จะเอาความที่จะได้ แต่ไม่ยอมเสีย เมื่อมีได้ต้องมีเสียเป็นของคู่กัน เพราะฉะนั้นก็ให้ลองนึกดูว่าความรักผู้อื่นไม่ได้เพราะจะเอาอย่างเดียว..แต่ไม่ยอมให้เลยใช่ไหมชีวิตของมนุษย์จะสมดุลถ้ามีทั้งการให้และการรับ ความสมดุลจะเกิดขึ้นเพราะการให้และการรับ ความสมดุลจะดูจากอะไรก็ดูจากตาชั่ง ตาชั่งที่มีเครื่องถ่วงอยู่สองข้างแล้วก็มีที่วัดน้ำหนักอยู่ตรงกลาง ธรรมจาริณีคงจะนึกออกนะคะ ที่มีที่ชั่งน้ำหนักอยู่ตรงกลาง แล้วก็ที่รับน้ำหนักเพื่อจะชั่งให้เกิดความสมดุลนี่ จะอยู่ที่สองข้าง ถ้าหากว่าเราจะใส่ของลงไปที่ตาชั่งทางด้านซ้ายแต่ด้านเดียว ด้านซ้ายนั้นก็จะต้องตกลงกับพื้น ส่วนด้านขวานี้ก็จะลอยขึ้น ความสมดุลเกิดขึ้นไม่ได้ ชีวิตของมนุษย์เราจะมีความผาสุกทั่วหน้ากัน ด้วยความสมดุลที่จะเกิดขึ้น คือมีทั้งการให้และการรับ หรือนึกถึงตัวของเราเองก็ได้ วันหนึ่งๆ มีแต่การฉันนะคะ วันหนึ่งๆ มีแต่การฉัน ฉันๆ เข้า ขอโทษนะคะ พูดง่ายๆ คือ ฉันเข้าท้อง ฉันเข้าปาก ฉันเข้าไปทุกวันๆๆ แต่ไม่มีการปล่อยออก..อยู่ได้ไหม อยู่ไม่ได้ ท้องขึ้นท้องพองท้องอืดท้องแน่น เกิดเป็นทุกข์ เพราะการได้มากเกินไป การเอามากเกินไป นี่ไม่ต้องไปดูจากที่อื่น พิสูจน์ได้ที่ตัวของเราเอง ถ้าจะพูดอย่างคนธรรมดากินๆๆๆ แต่ไม่มีการถ่าย ก็เรียกว่าเป็นตาชูชก ตายอยู่ด้วยการกินไม่มีอะไรอย่างอื่นเกิดขึ้น 

    ถ้าจะมีแต่เอาอย่างเดียวผลก็ต้องเกิดขึ้นอย่างนี้แหละแต่ถ้าหากว่ามีการถ่ายออกก็มีการสมดุลมีความสมดุลเกิดขึ้นในร่างกาย ฉะนั้นถ้าเราเห็นตัวอย่างจากตัวของเราเองเช่นนี้แล้วแล้วเราจะมองออกมาข้างนอกถึงว่าชีวิตของสังคมจะสมดุลกันได้ก็ด้วยการให้และการรับที่สม่ำเสมอกันมีความถ่วงดุลที่พอสมควรกัน ฉะนั้นเมื่อเห็นว่าผู้ใดขาดมีมากว่าก็หยิบยื่นให้นี่ความสม่ำเสมอเกิดขึ้นในทางวัตถุและในขณะเดียวกันสิ่งที่มีคุณค่ามากยิ่งขึ้นกว่านั้นคือศานติไมตรีเกิดขึ้นมาทันทีในขณะนั้น ขณะที่มีการให้และการรับเกิดขึ้น ศานติไมตรีเกิดขึ้น สันติสุขเกิดขึ้นระหว่างผู้ให้และผู้รับ เมื่อมีผู้ให้มากเข้าๆ สันติสุขนั้นก็มีเกิดขึ้นในบ้านในสังคมและก็ในโลก อย่างที่ธรรมจาริณีก็ได้ยิน เอ่อ..พูดกันจนหนาหูเหลือเกินว่าความผาสุกเกิดขึ้นไม่ได้ในสังคมทุกวันนี้เพราะอะไร เพราะมันมีแต่การแก่งแย่ง การแก่งแย่ง การชิงดี การที่จะเอา แต่ไม่มีใครหยิบยื่นให้ใคร หยิบยื่นให้กันไม่ได้ แต่จะเอาท่าเดียว แล้วเราก็เห็นแล้วว่าใครที่จะเอาๆๆ นั้น ผลที่สุดจะลงท้ายด้วยความพินาศอันเป็นของเขา แล้วก็เพื่อนฝูงพี่น้องพากันมาโศกหวนไห้อาลัยถึง อาดูรต่างๆนานาก็สายเสียแล้วอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นความรักของผู้ที่เกิดขึ้นไม่ได้ด้วยเหตุนี้..เพราะจะเอา แต่ความรักจะเกิดขึ้นได้ถ้ารู้จักให้ แล้วก็จะนำความผาสุกอย่างสูงสุดมาสู่ใจผู้ให้ การให้เท่านั้นเป็นความสุขเป็นความอิ่มเอิบ แต่การเอาเป็นความทุกข์อย่างยิ่ง คนที่ไม่กล้าให้ไม่กล้ารักคนอื่นเพราะอะไร เพราะกลัวความรักจะหมดใช่ไหม ใช่ไหมคะ กลัวความรักจะหมดใช่หรือเปล่า ใช่ไหม ใช่ ความรักมันอยู่ที่ไหนคะ คนที่กลัวความรักจะหมดนะ..ความรักอยู่ที่ไหน บอกได้ไหมคะ มองเห็นไหม ความรักอยู่ที่ไหน ไม่เห็น ที่เขาเรียกว่าบ่อน้ำรักนะอยู่ที่ไหน ทราบไหมคะ ไม่ใช่เหมือนกับบ่อน้ำรักหรือว่าธารน้ำรักในนิทานเรื่องหนึ่งของเช็คสเปียร์ ไม่ทราบว่าธรรมจาริณีที่นั่งอยู่ที่นี้ใครเคยได้ยินชื่อเช็คสเปียร์บ้างเคยได้ยินไหม อ่า..เคย เช็คสเปียร์เป็นใคร เป็นนักเขียนผู้มีชื่อหรือเรียกว่ากวีผู้มีชื่อของอังกฤษ ก็สิ้นชีวิตไปนานแล้วแล้วก็ได้เขียนเรื่องอะไรต่ออะไรไว้น่าฟังมากล่ะแต่ว่าที่จะพูดถึง..ธารน้ำรัก-ธารน้ำเกลียด..นี่เขาก็พูดถึงว่า..เล่าอย่างสรุปรวบรัดเพียงพอได้ความ

    ... ก็พูดถึงผู้หญิงกับผู้ชายคู่หนึ่ง ตอนแรกผู้หญิงหลงรักผู้ชายหญิงสองชายหนึ่งนะคะ หลงรักเหลือเกินหลงรักผู้ชายคนหนึ่ง แต่ชายคนนั้นหารักผู้หญิงนั้นไม่กลับไปรักอีกคนหนึ่ง แล้วก็ติดตามระเหระหนกันเข้าไปในป่าแห่งหนึ่งในป่านั้นนี่ก็มีลำธารเขาเรียกว่าธารน้ำรัก-ธารน้ำเกลียดคือถ้าใครไปดื่มน้ำในลำธารที่เป็นธารน้ำรัก พอหันมาเห็นใครเป็นคนแรกจะรักคนนั้นจนเป็นบ้าเป็นหลังต้องใช้คำว่าอย่างนั้นรักสุดหัวใจยังไม่พอต้องบอกรักเป็นบ้าเป็นหลัง นายคนนี้..นายตัวพระเอกนี่พอไปกินน้ำในธารน้ำรักเข้าก็หันมาเห็น..ผู้หญิงคนแรกที่เขาพบคือผู้หญิงที่เขาไม่รักเลย ก็เกิดรักเป็นบ้าเป็นหลังข้างผู้หญิงคนนั้นไปดื่มในทานน้ำเกลียดหันมาเห็นเข้าเกลียดเป็นบ้าเป็นหลังอีกเหมือนกัน นี่ไม่ต้องไปฟังตอนจบว่าเป็นอย่างไรเป็นตัวอย่างให้ฟัง สมมุติกันเอาไว้..ที่เขาสมมุติกันเอาไว้นะเป็นของสมมตินะ..มันเปลี่ยนแปลงได้ ทำให้คนเรานี่หลอกกันได้ เปลี่ยนใจคนง่ายๆโดยไม่มีเหตุไม่มีผลแต่บ่อน้ำรักที่อยู่ในหัวใจของคนเราอยู่ในหัวใจอยู่ในใจของเรานี่ ทุกๆ คน ทุกๆ รูป ที่นั่งอยู่ในที่นี้ มีบ่อน้ำรักอยู่ในหัวใจแล้วทั้งนั้น แล้วก็บ่อน้ำรักนี่เป็นบ่อน้ำวิเศษ เรียกว่าวิเศษมหัศจรรย์ มีอิทธิฤทธิ์อย่างยิ่ง แตกต่างจากบ่อน้ำที่เราขุดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำบาดาล หรือแม้แต่น้ำในมหาสมุทร น้ำในทะเลกว้างใหญ่ ก็สู้บ่อน้ำรักในหัวใจของมนุษย์ไม่ได้ วิเศษแตกต่างกันตรงไหนใครจะบอกได้ ใครจะบอกได้ว่าบ่อน้ำรักในหัวใจของมนุษย์นี่วิเศษกว่ามหัศจรรย์กว่าทะเลกว้าง มหาสมุทรใหญ่ในโลกนี้ใครจะบอกได้ บอกไม่ได้ ถ้าบอกไม่ได้ก็จะแนะให้ ก็ไปทดลองดูอีกเหมือนกัน ความมหัศจรรย์ของบ่อน้ำรักในหัวใจของเรานี่นะคะ อยู่ตรงที่จะตักเท่าไหร่ จะตวงเท่าไหร่ จะวิดเท่าไหร่ ไม่มีวันหมด 

    ทั้งๆ ที่มองดูแล้ว เหมือนกับบ่อนี่มันกระจิริดนิดเดียวเพราะมันอยู่ในหัวใจของเรา ก็จะตักจะตวงเท่าไหร่ไม่มีหมด..เชื่อไหม ไม่เชื่อ ทำไมถึงไม่เชื่อ เพราะยังไม่ได้ลองตักลองตวงใช่ไหมคะ ถ้าลองตักลองตวงคือตวงเอาน้ำรักในหัวใจของเรานี่แบ่งให้แก่ผู้อื่น ลองแบ่งดูเถอะแบ่งให้คนหนึ่งแล้วก็ลองจับดู..ยังเหลือไหมแบ่งตักต่ออีกคนที่สอง..ยังเหลือไหม ต่อไปอีกสามสี่ห้าหกเจ็ดสิบร้อยพันหมื่นแสนล้านตักไปเถอะ รับรองตักให้โลกทั้งโลกนี้ก็ยังไม่หมด และพระผู้ได้ทรงแสดงให้เห็นแล้วเป็นตัวอย่างว่าบ่อน้ำรักในพระทัยของพระองค์นั้นไม่มีวันหมดสิ้นนั่นก็คือท่านผู้ใด?ถูกแล้ว..คือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นแล้วว่าบ่อน้ำรักในหัวใจของมนุษย์นี่มันลึกสุดที่จะประมาณได้ มันลึกอย่างชนิดที่ว่าจะตักจะตวงจะวิดเท่าไหร่ไม่มีวันหมดไม่มีวันสิ้น เพราะฉะนั้นเมื่อรู้ความจริงเช่นนี้แล้วก็จงอย่าขี้เหนียวเลยจงอย่าขี้เหนียวจงอย่าเหนียวแน่นกับน้ำรักที่มีอยู่ในหัวใจของเราซึ่งจะตักตวงให้แก่ผู้อื่นเท่าไรๆ ก็สามารถจะตักตวงได้ไม่ต้องห่วงว่าจะหมด แล้วก็อย่างที่พูดเมื่อกี้นี้ว่า การให้กับการรับมันเป็นของคู่กันตามธรรมชาติเพราะฉะนั้นเมื่อมีการตักตวงน้ำรักให้เช่นนี้คิดหรือว่าในโลกมนุษย์เรานี่จะไม่มีใครที่มีหัวใจตรงกันเช่นนี้บ้างคือมีบ่อน้ำรักในหัวใจของเขาพร้อมที่จะตักหยิบยื่นแลกเปลี่ยนกัน รับรองว่าธรรมชาติไม่เคยลำเอียงธรรมชาติมีความยุติธรรมเสมอ เพราะฉะนั้นเมื่อมีการให้จะต้องมีการรับอย่ากลัวว่าบ่อน้ำรักนั้นนะจะหมดจะสิ้น 

    เพราะบ่อน้ำใจไม่เคยเต็มที่เขาบอกว่าถมไม่เต็มนั่นนะเขาพูดผิดคือถมไม่เต็มอย่างมิจฉาทิฐิแล้วก็ถมเท่าไหร่ก็ไม่เต็มเพราะมันจะถมด้วยความเอาแต่ถ้าหากว่าสำหรับสัมมาทิฐิก็ถมไม่เต็มเหมือนกันคือว่าตักตวงแจกเท่าไหร่ก็ไม่มีเหือดแห้งยังจะมีไหลรินออกมาเพื่อที่จะให้บริจาคแจกได้ตลอดไป ทีนี้ถ้าหากว่าบ่อน้ำใจนี่มันเกิดแห้งแล้งขึ้นมา จะขุดอย่างไรที่จะให้ยิ่งลึกยิ่งกว้างเสียยิ่งกว่าบ่อน้ำบาดาลเราจะมีวิธีขุดอย่างไรนะคะก็จะลองขอแนะนำธรรมจาริณีผู้เจริญให้ลองคิดดู คือลองดูสิว่า จะลองไปขุดบ่อน้ำรักของเราเอง จะขุดได้ไหม อันแรกก็ลองถามตัวเองว่า ที่ไม่รักนี่..เพราะเกลียดใช่ไหม เพราะกลัวใช่ไหม เกลียดที่ไม่ถูกนิสัย กลัวอะไรต่ออะไรต่างๆ ที่เราพูดกันมาในตอนต้น หรือมิฉะนั้นก็กลัวตัวเองจะจน ไม่จน..รับรองว่าไม่จน เพราะว่าบ่อน้ำรักบ่อน้ำใจของแต่ละคนมีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแลกเปลี่ยนกันได้ไม่มีวันจน ที่กลัวนี่ก็กลัวว่าตัวเราจะไม่ดีเท่า หรือว่ากลัวว่าตัวเราจะดีไม่พอ นี่ก็แก้ด้วยการไปอ่านบทพิจารณาสังขาร แล้วก็ลองดูเรื่อยๆ ว่าตัวเราตัวเขาอยู่ที่ไหน อีกอย่างหนึ่งวิธีที่จะแก้อีกอย่างหนึ่ง เมื่อถามตัวเองว่าเพราะเกลียด เพราะกลัว แล้วก็ได้วิธีแก้ไปบ้างแล้ว ตามที่พูดมาในตอนต้น ก็ลองแก้ด้วยอีกอันหนึ่งก็คือ จงทำงานในหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ที่ว่าทำงานในหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด นั่นก็คือลองนึกดูว่า เกิดมาเป็นคนนี่มีหน้าที่อะไรบ้าง ตั้งแต่ยังเล็กๆอยู่ หน้าที่เป็นลูกของพ่อแม่ หน้าที่ของลูกที่ดีจะต้องเป็นผู้ที่ให้อะไรแก่คุณพ่อคุณแม่บ้าง อันนี้ไม่ต้องจาระไน ไม่ต้องบอก ทราบกันดีอยู่แล้ว ก็จงทำหน้าที่ของลูกให้สมบูรณ์ ให้เต็มตามสติปัญญา เต็มตามกำลังของตน 

    พอไปโรงเรียนก็ทำหน้าที่เป็นลูกศิษย์ของครูอาจารย์ หน้าที่ของลูกศิษย์ที่ดี ที่จะพึงมีต่อครูอาจารย์ คือทำอย่างไรบ้าง ตั้งใจเรียนหนังสือให้ดี อยู่ในโอวาท ตอบแทนครูอาจารย์ โรงเรียน วิทยาลัย เท่าที่จะสามารถทำได้ ทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด มีเพื่อน..มีเพื่อนจะทำหน้าที่ต่อเพื่อนอย่างไร ก็จงถามตัวเองว่า เราละอยากจะให้เพื่อนทำหน้าที่ของเพื่อนต่อเราอย่างไรบ้าง อันนี้แหละจะได้คำตอบอย่างสมบูรณ์ทีเดียว เมื่อเราอยากจะให้เพื่อนทำหน้าที่ของเพื่อนต่อเราอย่างไร นั่นแหละก็คือหน้าที่ของเราด้วยเช่นเดียวกัน ที่จะต้องทำหน้าที่เช่นนั้นให้แก่เพื่อน อยากจะให้เพื่อนทำหน้าที่อย่างไรให้กับเรา จงทำหน้าที่อย่างนั้นให้กับเพื่อน แล้วเราก็จะได้น้ำรักจากเพื่อนเช่นเดียวกับน้ำรักที่เรามีให้แก่เพื่อน เจ้าพระคุณท่านอาจารย์แห่งสวนโมกข์ท่านบอกเอาไว้ว่า อันการงานคือค่าของมนุษย์ ของมีเกียรติสูงสุดอย่าสงสัย ลองคิดดูนะคะ อันการงานคือค่าของมนุษย์ ของมีเกียรติสูงสุดอย่าสงสัย อันการงานคือค่าของมนุษย์ ของมีเกียรติสูงสุดอย่าสงสัย เพราะฉะนั้นใครที่สงสัยว่า การทำงานนี่เป็นค่าของมนุษย์หรือค่าของมนุษย์ไม่ใช่อยู่ที่มีเงินเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้าน มีเกียรติยศที่คนนับหน้าถือตาค่าของมนุษย์ไม่อยู่ที่นั่นหรอกหรือ มันอยู่ที่สมมุติว่าเป็นเท่านั้นเองแต่ความเป็นจริงถ้าเราจะไปดูให้ดีๆก็จะเห็นว่าผู้ที่รับการยกย่องนับถืออย่างไม่เสื่อมคลาย นั่นคือผู้ที่ทำการงานจนปรากฏผลงานของเขาว่าเป็นผลงานเพื่อผู้อื่นด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่นผู้ทำการงานเช่นนี้แหละเป็นผู้ที่มีค่าอย่างยิ่งเป็นผู้ที่มีเกียรติอย่างสูงสุด เพราะเป็นค่าที่ประมาณไม่ได้เป็นเกียรติที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย จะจริงหรือไม่ก็ขอให้ไปคิดดูยิ่งกว่านั้นในฐานะที่เป็นธรรมจาริณีเข้ามาอยู่ในเพศที่เรียกว่าประพฤติพรหมจรรย์ท่านก็ยังบอกว่าตัวการงานนี่แหละคือตัวการประพฤติธรรม ตัวการงานคือตัวการประพฤติธรรมในขณะที่ทำการงานไปอย่างถูกต้องด้วยจิตใจอันเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่นด้วยความรักปรารถนาดีต่อผู้อื่นนั่นแหละคือการประพฤติธรรมที่ถูกต้อง เป็นธรรมเป็นธรรมะอยู่ในตัวของมันเองอยู่ในตัวของการทำงานด้วยความถูกต้อง 

    เหมือนอย่างธรรมจาริณีเข้ามาอยู่ที่ศานติไมตรีเมื่อได้รับฟังคำสั่งสอนอบรมจากพระอาจารย์แล้วได้รับที่อยู่ที่ฉันพอสุขสบายตามสมควรแก่อัตภาพของผู้ที่อยู่ในเพศนี้แล้วเราก็ทำการงานตอบแทนด้วยการรักษาความสะอาดด้วยการปัดกวาดบริเวณวัดด้วยการดูแลว่าอะไรที่จะทำให้สถานที่แห่งศานติไมตรีนี้เป็นที่ที่เป็นร่มเงาคือร่มเย็นเป็นสุขเป็นร่มเงาแก่คนอื่นๆที่จะเข้ามายิ่งๆขึ้นก็ลงมือทำโดยไม่ต้องมีผู้ใดบอกไม่ต้องมีผู้ใดเตือนแต่ทำด้วยมองเห็นแล้วว่าการงานนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องเป็นสิ่งอันควรทำนี่แหละเรียกว่าตัวการงานนั้นคือตัวการประพฤติธรรมอยู่ในตัวแล้ว ทีนี้ข้อที่สามคือการแก้ไข หรือการขุดบ่อน้ำรักอันที่สาม ก็ให้ลองดูว่าเหตุหนึ่งที่ทำให้รักกันไม่ได้ก็ด้วยความรู้สึกว่าแหม..นั่นก็ไม่ดีนี่ก็ไม่ดีคำว่าที่ไม่ดีนี่คือไม่ดีของเขาแหม..ตรงนั้นก็ทำไม่ดีตรงนี้ก็ทำไม่ดีไม่ถูกใจเลยถ้าหากว่าดีอย่างนั้นนะฉันจะรักให้มากทีเดียวเจ้าพระคุณท่านอาจารย์ท่านก็บอกว่ามองแต่แง่ดีเถิด อันนี้ชื่อว่ามองแต่แง่ดีเถิด ท่านบอกว่า ... ถ้าหากว่าใครต้องการจะจดนะคะก็ฟังไปจดไป 

    เขามีส่วนเลวบ้างชั่งหัวเขา จงเลือกเอาส่วนที่ดีเขามีอยู่

    เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย

    จะหาคนมีดีโดยส่วนเดียว อย่ามัวเที่ยวค้นหาสหายเอ๋ย

    เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเปล่าเลย ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง 

    จะบอกอีกทีนะคะเพื่อที่ต้องการจด …

    เขามีส่วนเลวบ้างชั่งหัวเขา จงเลือกเอาส่วนที่ดีเขามีอยู่ 

    เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย 

    จะหาคนมีดีโดยส่วนเดียว อย่ามัวเที่ยวค้นหาสหายเอ๋ย

    เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเปล่าเลย ฝึกให้เคยมองแต่ดีมีคุณจริง 

    ฟังแล้วรู้สึกจริงไหมคะ จริงไหม จริงเพราะว่าบอกได้ไหมว่าใครที่เป็นผู้ดีพร้อมคือดีหมดทุกอย่างไม่มีอะไรที่ไม่ดีเลยสักอย่าง ยกเว้นพระพุทธองค์ บอกได้ไหมคะ หรือตัวเราละรับรองตัวเองได้ไหมว่าฉันนี่แหละธรรมจาริณีผู้ดีพร้อมครบบริบูรณ์ หาที่ติมิได้ บอกได้ไหมคะรับรองตัวเองได้ไหมคะไม่ได้เลยนี่เป็นของธรรมดาโลก ไม่มีอะไรดี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไม่มีอะไรชั่ว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เพียงแต่ว่าใครมีความดีมากกว่าความชั่วเราก็เรียกคนนั้นว่า..คนดีใครที่บกพร่องมากกว่าความดีเราก็ว่าคนนั้น..ต้องแก้ไขอีกยังจะต้องแก้ไขอีกเพื่อให้ดีขึ้นอีกเพราะฉะนั้นวิธีอันหนึ่งที่จะทำให้เราคลายความเกลียดแล้วก็อบรมฟูมฟักความรักให้เกิดขึ้นก็จะมองแต่แง่ดี ที่เลวนะปล่อยเขาไปเถอะ แล้วเขาก็คงจะรู้ตัวสักวันหนึ่งแล้วก็ค่อยๆ ดีขึ้นมาเอง นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นคำสอนหรือเป็นโอวาทของพระพุทธองค์ ที่แตกต่างจากในศาสนาอื่นก็ว่าได้ก็คือว่าพระพุทธองค์ทรงสอนให้มนุษย์เราจงรู้จักดูตัวเอง ดูที่ไหนดูที่จิตของตัวเราเองจงเพ่งดูที่จิตของตัวเราเอง หรือถ้าใครอยากจะเป็นคนช่างเพ่งโทษคือเพ่งหาโทษหาความไม่ดีหาความผิดข้อบกพร่องก็จงเพ่งโทษของตัวเอง ทำไมทำไมพระพุทธองค์จึงทรงสอนให้ดูตัวเอง ไม่ใช่ดูผู้อื่นดูจิตของเราเองเพราะอะไร เพราะเหตุว่าถ้าผู้ใดมีปัญญามีปัญญาที่จะดูตัวเอง ก็จะมองเห็นละว่า..มีอะไรละที่ควรจะแก้ไขในจิตของตัวเราเองนี่มีอะไรที่ยังบกพร่องที่เราควรจะแก้ไข แล้วก็แก้ไขให้ดีขึ้นถ้าทุกคนต่างมองดูแต่ตัวของตัวเองแทนที่จะมองดูคนอื่นคิดว่าปัญหาจะเกิดขึ้นไหมคะ คิดไหม ปัญหาจะเกิดขึ้นไหมถ้าดูแต่ตัวของเราเอง ทุกคนต่างดูแต่ตัวของตนจะเกิดไหมคะ ไม่เกิด ต้องทะเลาะวิวาทกันไหม ไม่ต้องทะเลาะวิวาทกัน จะมีแต่ความสุขสงบ จริงหรือไม่ 

    เพราะทุกคนต่างก็จะพยายามที่จะแก้ไขสิ่งใดที่เป็นข้อบกพร่องในตัวของตนเองนี่ให้ดีขึ้นๆ เคยเป็นคนหยาบก็จะเป็นคนละเอียด เคยเป็นคนกระด้างก็จะเป็นคนอ่อนโยน เคยเป็นคนอ่อนแอก็จะเป็นคนเข้มแข็ง แล้วก็อะไรอื่นๆ อีกตั้งเยอะแยะทีเดียว เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นคำสอนอันวิเศษมากของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ใดคือทุกรูปที่ได้เข้ามาแล้ว ในเพศของธรรมจาริณีควรจะนำพระพุทธโอวาทอันนี้มาสอนใจ ให้ประพฤติปฏิบัติให้ได้ นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพราะเมื่อได้ดูว่ามีอะไรเป็นข้อบกพร่อง แก้ไข ก็จะมีแต่ความสะอาด จะมีแต่ความสว่าง จะมีแต่ความสงบ อย่างที่เราได้พูดถึงกันเมื่อวันก่อนนี้ เกิดขึ้นในจิต แล้วก็จะเป็นจิตที่มีแต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในใจ เพราะสิ่งนี้คือความสะอาด สว่าง สงบ คือหัวใจของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ใช่ไหมคะ นี่คือความที่วิเศษของคำสอนของพระพุทธองค์ เป็นคำสอนที่ส่งเสริมให้เกิดสันติสุขในบ้าน ในสังคม แล้วก็ในโลก หรือเกิดสันติสุขขึ้นทุกหย่อมหญ้า ทุกเมล็ดทรายก็ว่าได้ ถ้าหากว่าจะนำมาประพฤติปฏิบัติตาม เจ้าพระคุณท่านอาจารย์ท่านก็ยังบอกให้สติไว้อีกว่า ที่จะหาคนดี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นะ อย่าไปมองหาเลย เหมือนกับมองหาอะไรคะ หนวดเต่า ใครเคยเห็นหนวดเต่าบ้าง ใครเคยเห็นเต่ามีหนวด ที่บ้านใครมีถ้ามีก็นำมารับรองว่าจะเป็นเต่าที่ได้มีโอกาสพิเศษคือเขาจะนำไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์สัตว์เพื่อไว้อวดให้ทั้งโลกได้มาดูว่านี่คือเต่าประหลาดเต่าวิเศษมหัศจรรย์มีหนวดด้วย 

    เพราะฉะนั้นเมื่อเราจะหาหนวดเต่าก็ไม่มีหาเต่ามีหนวดไม่พบแล้วทำไมละเราถึงจะมาเที่ยวควานหาคนที่ดี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไม่มีที่ติเลยเพราะมันหาไม่ได้ อาจจะหาได้ถ้า..ถ้าอะไรคะ ถ้า..ถ้าเราหมั่นดูแต่ตัวเราเองดูแต่จิตของตัวเราเองดูแต่ใจของตัวเราเองดูอะไรคะ ดูอะไร ดูว่าตอนนี้ยังยังอะไรคะ ยังอะไร ยังมี แหม..ต้องต่อให้ด้วยเชียวนะ ยังมี มีอะไรคะ มีอะไรนะที่มันยังบกพร่องอยู่อีกนิดๆ หน่อยๆเขาก็ว่าเราดีแล้วละ แต่เราอยากจะให้ดีขึ้นอีกหน่อย เป็นธรรมจาริณีที่ดีแล้ว แต่อยากจะดีอีก เป็นธรรมจาริณีที่บริสุทธิ์ สะอาด สว่าง สงบ เวลานี้อาจจะสะอาด แต่ไม่ทราบว่าจะสะอาดที่ขาวจริงๆ สักแค่ไหน สว่างบ้างแล้วล่ะ ถ้าไม่สว่างก็คงไม่อยู่ในเพศธรรมจาริณี แต่ไม่รู้ว่าจะสว่างเรืองรองโอภาสสักเพียงใด สงบบ้างแล้วล่ะ เพราะว่าดูนั่งกันสงบงบเงียบเรียบร้อยดี แต่ไม่รู้ว่าในจิตนี่จะตูมตามสักแค่ไหนขณะที่กำลังนั่งอาจจะนึกว่าแหม..เมื่อไหร่จะหยุดพูดเมื่อไหร่จะหยุดพูด อย่างนี้ก็ได้ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นการที่เราจะมองดูข้อบกพร่องนี่ ก็คือดูแล้วก็เพื่อจะแก้ไข เมื่อทุกคนดูเพื่อจะแก้ไข มีแต่สันติสุข บ่อน้ำรักอันนั้นก็จะยิ่งเต็มขึ้นๆ เป็นบ่อน้ำรักที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ ฉะนั้นจงหัดมองแต่แง่ดีเถิด แล้วจะมีแต่ความสุขความสงบในใจ พร้อมๆ กับจะเป็นธรรมจาริณีที่งดงาม น่ารัก แจ่มใส บริสุทธิ์สะอาดยิ่งขึ้น 

    นอกจากนี้ ข้อที่สี่ที่ว่าเราจะขุดบ่อน้ำรักกันอย่างไรนะคะ ก็ด้วยการให้ทาน ด้วยการให้ทานคือการบำเพ็ญทาน เอ่อ..ธรรมจาริณีคงจะบอกว่า อุ๊ย..ทานนี่นะ เคยทำมามากแล้วไม่ต้องบอกให้ฟังหรอก เชื่อ เชื่อว่าทุกรูปที่นั่งอยู่ในที่นี้เคยทำทานมาแล้ว แต่ทานที่จะพูดถึงนี้นะคะ ไม่ทราบว่าได้เคยทำกันบ้างหรือเปล่า แล้วก็ทำกันมากน้อยแค่ไหน ทานที่ได้ทำกันมาคือได้บริจาคกันมานั้นก็เชื่อว่าเป็นทานที่เป็นวัตถุเช่น ให้สตางค์บ้าง ให้เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มบ้างให้ของกินของใช้บ้างหรือว่าที่บ้านฉันนี่มีต้นไม้สวยๆอยากได้ไหมละ..แบ่งเอาไปอะไรเหล่านี้พูดง่ายๆสรุปก็คือว่าเป็นวัตถุทานที่เคยให้กันมา ทีนี้ทานที่ไม่ใช่วัตถุที่เป็นในทางนามธรรมใครได้ให้แล้วบ้าง ใครได้บำเพ็ญทานในทางนามธรรมแล้วบ้างคะ นามธรรมเช่นอะไร ให้เวลาแก่ผู้อื่น เวลามองเห็นไหมคะ มองเห็น-ไม่เห็น ถ้าหากว่ามองเห็นนาฬิกานั่นเป็นเครื่องสมมุติแล้วก็กำหนดมาเท่านั้นเองนะคะมองไม่เห็น..เวลานี้ก็มองไม่เห็น แต่ถ้าหากว่าเราให้เวลาแก่เพื่อนให้เวลาแก่คุณพ่อคุณแม่ที่บ้านให้เวลาแก่คุณครูอาจารย์ ให้เวลาแก่สังคมคือให้เวลาที่จะทำงานอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมบ้างนี่เรียกว่าเป็นการให้ที่เป็นนามธรรม หรือการให้คำปลอบประโลมแก่เพื่อนแก่ผู้ที่มีความทุกข์ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นนี่ในจิตของผู้ให้อาจจะกำลังมีความทุกข์อยู่ในใจแล้วก็ได้แต่เมื่อเห็นผู้ใดมีทุกข์ก็ยอมที่จะลืมความทุกข์ของตนไปชั่วคราวแล้วก็ให้คำปลอบประโลมใจเพื่อให้ผู้ที่มีทุกข์นั้นได้คลายทุกข์ นี่แหละผลสนองทันตา พอให้ก็ได้รับกลับมาทันทีทีเดียว คือได้รับกลับมาทันทีอย่างไร ทราบไหมคะ ถ้าความสบายใจ เก่งมาก ที่ตอบได้นั่นนะแสดงว่าคงจะเคยบำเพ็ญอยู่เสมอ 

    เพราะว่าในขณะที่เรานึกถึงทุกข์ของผู้อื่น ทุกข์ในใจของเราก็เป็นไงคะ ค่อยๆ ละลายหายไปด้วย อย่างน้อยที่สุดก็ชั่วระยะเวลาที่เรากำลังนึกถึงหรือบำเพ็ญตนเป็นผู้ปลอบประโลมใจให้แก่ผู้อื่น ก็ค่อยๆ หายไปด้วย และถ้าหมั่นทำบ่อยๆ ทุกข์ในใจนี่จะมีโอกาสเกิดขึ้นไหมคะ ไม่มี ก็มีแต่ความสุขๆๆ อยู่เรื่อย เพราะอะไร เพราะเหตุว่าเรานึกถึงแต่ความทุกข์ของผู้อื่น นี่ลองเป็นวิธีฝึกอีกอย่างหนึ่ง เป็นการให้ทานอย่างหนึ่ง ซึ่งต้องลงทุนไหมคะ ไม่ต้อง คนที่โอดครวญว่า โอ๊ย..หนูไม่มีสตางค์ ทำได้ไหมคะ ได้ เพราะมันไม่ต้องใช้เงินเลยสักสตางค์เดียว ใช้แต่อะไรคะใช้แต่น้ำรัก ตักน้ำรักออกมาจากบ่อในหัวใจของเราเท่านั้นเองไม่ต้องใช้เงินเลยสักสตางค์เดียวเพราะฉะนั้นทุกคนเป็นเศรษฐีเท่ากันจริงไหม ทุกคนที่มีบ่อน้ำรักอยู่ในหัวใจนี่เป็นเศรษฐีเท่ากันนี่เป็นสิทธิอันเท่าเทียมกันของผู้ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ทุกคน ยกเว้นแต่ว่าใครไม่ฉลาดไม่มีปัญญา ก็แน่ล่ะคนนั้นก็จะกลายเป็นคนจน ไม่สามารถจะเป็นเศรษฐีเพราะไม่มีบ่อน้ำรักอยู่ในหัวใจแต่อันที่จริงแล้วมันเป็นสิทธิของมนุษย์ทุกคนที่จะมีได้เหมือนๆ กันนะคะ การให้ทานที่เป็นนามธรรมก็อย่างเช่นการที่เราพูดมาแล้วนี่นะคะให้เวลาให้คำปลอบประโลมให้คำแนะนำ ให้ความรักแล้วก็ให้อย่างสูงสุดก็คือ..ให้อภัยที่บอกอภัยทานเป็นทานอันสูงสุด อภัยทานนี่เป็นทานอันสูงสุดในทางพุทธศาสนาก็ทรงยกย่องไว้..พระพุทธองค์ทรงยกย่องไว้ว่า..อภัยทานเป็นทานอันสูงสุด ทำไมถึงสูงสุด เพราะทำได้ยาก ทำได้ยากอย่างยิ่ง อย่างที่วันก่อนได้พูดเอาไว้นิดหนึ่งว่า ให้เงินให้ทองให้สิ่งของให้วัตถุนี่ ให้กันไม่ยาก แต่การที่จะยอมให้อภัยแก่ผู้ที่ได้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่เป็นที่ถูกอกถูกใจ..แสนยาก ยิ่งคนที่รักมากยิ่งให้อภัยไม่ได้ เขาว่าอย่างนั้นจริงไหม ยิ่งรักมากยิ่งให้อภัยไม่ได้ เพราะว่ารักมากต้องเอาโทษมากๆ นี่ถูกต้องไหมคะ ถูกต้องไหม รักมากก็เอาโทษมากๆ ถูกต้องหรือเปล่าคะ ลองคิดดูสิ ถูกต้องไหม ใครที่ตอบว่าถูกต้อง ลองคิดอีกทีสิ รักมากจึงเอาโทษมาก ถูกต้องไหม คำว่าเอาโทษมากๆ คือไม่ยอมให้อภัย เพราะว่ารักมาก ถูกต้องไหม 

    ในขณะที่เราไม่ยอมให้อภัยนี่..จิตเราเป็นอย่างไร ไม่สบายใจ จิตเราที่ไม่ยอมให้อภัยก็เป็นจิตที่ขุ่นหมอง เศร้าหมอง ขัดเคือง ขุ่นแค้น ขมขื่น เกลือกกลิ้งอยู่กับความรู้สึกอันนี้ตลอดเวลา ไม่ยอมให้อภัยเพราะว่ารักมาก นี่ก็คือการทำโทษ เราบอกว่านี่ต้องทำโทษให้สาสม แท้ที่จริงทำโทษใคร ทำโทษตัวเอง สมน้ำหน้า ถ้าหน้ามีให้สมนะ ก็ต้องบอกว่าสมน้ำหน้า สมน้ำหน้าใคร สมน้ำหน้าตัวเอง เพราะฉะนั้นลองจำเอาไว้นะคะว่า เมื่อเวลานึกโกรธใครที่มีเพื่อนรักมากๆ รักกันเหลือเกิน เรียนกันมาตั้งแต่ยังอยู่ประถมด้วยกัน ตั้งแต่ยังเด็กๆ แหม..ฉันรักเธอ เธอก็รักฉัน เธอไม่ควรมาทำอย่างนี้เลย ทำไมถึงไม่นึกถึงที่เราเคยรักกันมาแต่เล็กแต่น้อย ทำได้นะ ทำได้ โกรธมาก เพราะฉะนั้นก็ลองนึกว่า ถ้าเรายิ่งโกรธเขา ไม่ยอมยกโทษ ไม่ยอมให้อภัย ทั้งๆ ที่เพื่อนก็รู้สึกตัว มางอนง้อ มาขอโทษ ไม่ยอมให้ สะบัดเนื้อสะบัดตัว เพื่อนมาทางซ้ายไปทางขวา เพื่อนมาทางเหนือไปทางใต้ ขณะที่เดินไปนั่นแหละใจก็ปุดๆๆ ด้วยความทุกข์ เพราะฉะนั้นก็คิดดูเถอะว่าลงโทษใคร ถ้าให้อภัยเสียเท่านั้น ก้อนอะไรที่มันอยู่ในหัวอกนะ เหมือนกับเขาพระสุเมรุทั้งลูกมาอยู่ในหัวอกนี่ แหม..จะถอนผลุดหายไปทันที มีจิตใจสูง เป็นผู้ที่มีจิตใจอันสะอาด สว่าง สงบเท่านั้น ถ้าหากว่าไม่สัมผัส เป็นจิตใจที่ไม่เคยสัมผัสกับความสะอาด ความสว่าง ความสงบเสียเลย ยากที่จะทำได้ เพราะฉะนั้นจึงหวังว่าธรรมจาริณีทุกรูปที่ได้เข้ามาอยู่เพศนี้แล้วจะได้พยายามฝึกฝนใจอบรมใจตนเองให้เป็นผู้ที่ได้สัมผัสกับความสะอาด ความสว่าง ความสงบจนได้ เราได้อธิบายกันแล้วว่าความสะอาด ความสว่าง ความสงบคืออะไร จะไม่พูดซ้ำให้ไปเปิดดู ถ้าใครจำไม่ได้นะคะ ถ้าเราได้สัมผัสกับความสะอาด ความสว่าง ความสงบ จิตใจที่ค่อนข้างจะบึกบึน ต้องใช้คำว่าบึกบึน อยู่กับความผูกโกรธไม่ยอมให้อภัย จะได้ค่อยๆอ่อนโยนลงๆ มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น พร้อมๆกับน้ำรักในบ่อน้ำรักก็จะเต็มตื้นขึ้นมา แล้วก็จนถึงที่สุดยินดีให้อภัย ตอนนี้ก็จะเป็นผู้ที่มีความสะอาด สว่าง สงบในจิตเกิดขึ้นได้โดยแท้ 

    ข้อที่ห้านะคะ ก็อยากจะให้นึกถึงบทสวดมนต์ที่ธรรมจาริณีได้สวดอยู่ ซึ่งคือในบทโอวาทปาฏิโมกข์มีบอกอยู่ว่า มีอยู่หลายข้อนะคะ แต่จะไม่พูดทั้งหมดค่ะ จะพูดในบางข้อที่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน มีอยู่ตอนหนึ่งที่บอกว่า ผู้กำจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย แล้วก็อีกอันหนึ่งก็บอกว่า ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย สองข้อนี่คือคำแปลคำบาลีสองข้อนี่ ที่บอกว่าผู้กำจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย ผู้ทำสัตว์อื่นให้ลำบากอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย ลองคิดดูไหมคะการที่จะบอกว่า ทำสัตว์อื่นให้ลำบาก หรือว่าคิดกำจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่อยากจะให้นึกถึงแต่เพียงว่า การไปทุบตี การไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เช่น ฆ่าปลา ฆ่านก ฆ่าหมู ฆ่าไก่ หรือว่าไปทำร้ายใครๆ ไม่ควรจะเป็นแต่เพียงเท่านั้น เพราะอันนี้นี่เป็นสิ่งที่มองเห็นกันง่าย และบางทีก็ยังมีตัวบทกฎหมายที่จะคอยลงโทษอยู่ แต่การที่ทำสัตว์อื่นให้ลำบาก แล้วก็ตัวบทกฎหมายไม่สามารถจะเอื้อมไปถึง นั่นก็คือการทำสัตว์อื่น หรือการเบียดเบียนสัตว์อื่นให้ลำบาก ด้วยอะไร ในทางไหนคะ ในทางไหนที่ตัวบทกฎหมายเอื้อมไปไม่ถึง ในทางไหน ทางใจ ใช่แล้ว ทางใจ ที่เบียดเบียนผู้อื่น..อยู่ในทางใจ พยายามที่จะกีดกันขัดขวาง อาฆาตพยาบาท ไม่ยอมอภัย ไม่ยอมรับได้ นั่นแหละเป็นการที่จะทำให้สัตว์อื่นลำบากอยู่ พร้อมๆ กับที่ทำให้ตัวเองลำบากด้วย ใจที่เป็นเช่นนี้ คือใจใดที่มีลักษณะเช่นนี้ ใจเช่นนั้นหาใช่ใจของบรรพชิตหรือใจของสมณะไม่ สมณะคือผู้สงบ ในขณะนี้ธรรมจาริณีทุกคนทุกรูปอยู่ในฐานะของผู้ที่เป็นบรรพชิต เป็นสมณะ เพราะฉะนั้นก็จงคิดดูว่า สมควรไหมที่ใจจะปล่อยให้ใจ เป็นใจที่เบียดเบียนผู้อื่นอยู่ ถ้าหากว่ายังมีอยู่บ้าง แม้เพียงเล็กน้อยก็จงรีบชำระเสีย 

    นอกจากนั้น ในโอวาทปาฏิโมกข์ที่สำคัญ ที่เป็นข้อต้นสำคัญ ๓ ข้อ ที่บอกว่าการไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ การไม่ทำบาปทั้งปวง ก็อย่างที่เราพูดกันว่า ศาสนาพุทธสอนว่า ไม่ให้ทำชั่ว การทำกุศลให้ถึงพร้อม ก็สอนให้ทำดี ซึ่งอันนี้สองข้อนี้เข้าใจกันเป็นส่วนมาก แล้วก็ได้พยายามที่จะปฏิบัติกันอยู่แล้วนะคะ ทีนี้ข้อที่สามที่บอกว่า การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ เข้าใจว่าอย่างไร การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ จิตที่ขาวรอบจะเป็นจิตที่มีลักษณะอย่างไร บริสุทธิ์สะอาดด้วยการซักฟอกด้วยสบู่ซักฟอกที่ประกาศโฆษณาต่างๆใช่ไหมไม่ใช่ต้องซักฟอกด้วยอะไร ซักฟอกด้วยอะไร ซักฟอกด้วย..ธรรมะธรรมะข้อไหนที่จะต้องฟูมฟักให้เกิดขึ้น ปัญญาๆ ปัญญาในทางธรรมที่จะมองให้เห็นให้ขาวรอบจิตธรรมดานั้นนะขาวอยู่แล้วในตอนแรกเริ่มแล้วก็มาค่อยมัวสลัวลงด้วยความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเราตัวฉันต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้คือต้องเอาแล้วก็มัวสลัวลงเรื่อยๆเพราะฉะนั้นความขาวมันก็หมดไปก็ต้องชำระให้มันขาวเหมือนเดิมชำระจิตของตนให้ขาวรอบ ให้ขาวจากอะไรก็อยากจะขอบอกง่ายๆว่าให้ขาวออกเสียจากความดำมืดของความยึดมั่นถือมั่นในตัวเราในความเป็นตัวเรา ชำระให้ขาวออกเสียจากความดำมืดของความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเราเป็นตัวเขา เว้นเสียให้ได้เมื่อใดที่มีความรู้สึกว่าตัวฉันจะต้องเอารีบแก้ไขด้วยการที่จะขุดบ่อน้ำรักให้ลึกเข้าให้จงได้ เพื่อที่จะให้น้ำรักเต็มตื้นขึ้นมาความเป็นตัวเราจะหายไปความขาวสะอาดบริสุทธิ์จะค่อยๆเพิ่มขึ้นคือเพิ่มทวีอัตราขึ้น ถ้าหากว่าทำบ่อยๆวันหนึ่งความขาวรอบย่อมจะเกิดขึ้นคือขาวหมดจดไม่ว่าจะมองจากทิศทางใด 

    แล้วความรักผู้อื่นก็ย่อมจะเกิดขึ้นเป็นความรักที่เป็นอัปปมัญญา ซึ่งธรรมจาริณีทุกรูปก็คงจะได้ยินพระอาจารย์ท่านพูดแล้วเวลาที่ท่านนำสวดบทสัพเพสัตตา ที่บอกว่าให้นั่งสงบแล้วก็ทำใจแผ่เมตตาให้เป็นเมตตาที่เป็นอัปปมัญญา เป็นอัปปมัญญาก็คือหมายความว่าไม่มีขอบเขตไม่เจาะจงว่าความเมตตาความรักที่จะให้นี้เฉพาะแก่ผู้หนึ่งผู้ใดเท่านั้นแต่ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ตัวตนบุคคลเราเขาที่ไหนไม่ว่าจะอยู่โลกไหนทั้งนั้น พร้อมที่จะให้ความเมตตานั้นอย่างไม่มีขอบเขตเท่ากับว่าเมื่อมองไปเห็นที่ใดมีความทุกข์ มองไปเห็นคนใดมีความทุกข์พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือไม่จำเป็นว่าผู้นั้นจะต้องเป็นญาติพี่น้องอันสนิทเป็นเพื่อนที่รักเป็นคุณพ่อคุณแม่เป็นบุคคลที่ใกล้ชิดเช่นนี้ไม่เป็นอัปปมัญญาเพราะยังเหมือนกับเลือกที่รักมักที่ชัง แต่ถ้าหากว่าเป็นโดยทั่วไปได้แล้วละก็จะเป็นความรักที่เป็นอัปปมัญญา ซึ่งอันนี้ผู้ที่มีจิตใจสูงมีบ่อน้ำรักที่เปี่ยมเต็มขอบอยู่เสมอจะสามารถทำได้ โดยสามารถแผ่เมตตาให้แก่เพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตายทั้งหลายอย่างที่เป็นอัปปมัญญานี่แหละความรักผู้อื่นที่จะเกิดขึ้นเป็นความรักผู้อื่นที่จะช่วยทำให้โลกเป็นสุขสังคมเป็นสุขแล้วก็ตัวเราก็เป็นสุขด้วย ฉะนั้นจึงอยากจะขอจบเรื่องรักผู้อื่นแต่เพียงเท่านี้โดยขอย้ำให้เห็นว่าเป็นคุณธรรมอันประเสริฐ เป็นคุณธรรมที่จะยังโลกให้เป็นสุขสมกับพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธองค์ที่ทรงปรารถนาจะให้โลกมนุษย์นี้อยู่ด้วยกันด้วยความผาสุกโดยมีความรู้สึกว่าไม่มีเราไม่มีเขา มีแต่ความรักที่จะหยิบยื่นให้ซึ่งกันและกัน แล้วโลกนี้ก็จะเป็นโลกพระศรีอารย์ เหมือนอย่างที่ท่านเจ้าพระคุณท่านอาจารย์แห่งสวนโมกข์ท่านบอกว่า โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก ไม่ต้องไปคอยจนว่าเมื่อไหร่ๆ อีกกี่สิบปีอีกกี่ร้อยปีถึงจะมาถึง 

    แท้ที่จริงอยู่ในกำมือของธรรมจาริณีทุกรูปว่า จะสร้างโลกนี้สังคมนี้บ้านของเรานี้ ให้เป็นโลกพระศรีอารย์ขึ้นมาหรือไม่ อยู่ในกำมือของเรา ไม่ได้อยู่ในกำมือของผู้อื่น เช่นเดียวกับการประพฤติธรรม ผู้ใดประพฤติผู้ใดปฏิบัติผู้นั้นได้ ผู้ใดไม่ประพฤติไม่ปฏิบัติ แม้จะเรียนรู้แม้จะฟังมาเพียงใด ธรรมะก็หาเกิดขึ้นหรือแผ้วพานในจิตของผู้นั้นไม่ เพราะฉะนั้นความรักผู้อื่นจะเกิดขึ้นก็ด้วยเราขุดบ่อน้ำรักขึ้นในจิตของเราเอง และขอจงมีความเชื่อมั่นในความมหัศจรรย์ของบ่อน้ำรักนี้ว่า ไม่มีวันที่จะเหือดแห้ง แม้จะตักตวงสักเพียงใดก็จะยิ่งเพิ่มพูน ในที่สุดนี้ขอให้ธรรมจาริณีผู้เจริญทุกรูป มีจิตปรารถนาสิ่งใดอันเป็นกุศล ก็ขอให้สามารถทำตามความปรารถนานั้นได้โดยง่าย และสัมฤทธิ์ผลในความปรารถนานั้นจงทุกประการ.

     

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service