PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • อุบาสิกา คุณรัญจวน อินทรกำแหง
  • การบอกบริสุทธิ์
การบอกบริสุทธิ์ รูปภาพ 1
  • Title
    การบอกบริสุทธิ์
  • เสียง
  • 12456 การบอกบริสุทธิ์ /upasakas-ranjuan/2023-12-04-08-52-56.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
อุบาสิกา คุณรัญจวน อินทรกำแหง
ชุด
โครงการฝึกอบรมตนเพื่อความมีชีวิตพรหมจรรย์ที่หมดจดงดงาม 11.1
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • ธรรมสวัสดีค่ะ ... วันนี้เราจะได้พูดกันถึงเรื่องของการบอกบริสุทธิ์ ชื่อนี้อาจจะทำให้เกิดความสงสัยนะคะว่า การบอกบริสุทธิ์หมายความว่าอย่างไร ก็หมายถึงว่าในขณะที่ผู้เข้าฝึกการอบรมหรือผู้ปฏิบัติธรรมโดยทั่วไปก็ตาม เมื่อได้ตั้งหน้าหันเข้ามาหาการปฏิบัติธรรมแล้ว ก็มีความตั้งใจ มีความพากเพียร มีความมุ่งมั่น แต่กระนั้นก็ดีด้วยเหตุที่ว่าเป็นผู้ฝึกปฏิบัติใหม่ จึงอาจจะมีเวลาที่เพลี่ยงพล้ำเสียทีแก่กิเลส ตัณหา อุปาทาน โดยไม่ได้ตั้งใจ หรือบางทีก็อาจจะไปล่วงละเมิดหรือเบียดเบียนอะไรต่างๆ โดยไม่ได้ตั้งใจอีกเหมือนกัน หรือบางทีตั้งใจก็มีนะคะ เพราะฉะนั้นอันนี้ค่ะ จึงควรที่จะได้มีการสำรวจตรวจทานในเรื่องของการประพฤติปฏิบัติของตนเอง ทั้งภายนอกและภายใน เพื่อประโยชน์อะไร ก็เพื่อประโยชน์จะได้มีความอิ่มใจ พอใจ แล้วก็ชื่นใจที่สามารถจะบอกกับตัวเองได้ว่า ในการมีชีวิตประพฤติพรหมจรรย์นี้ สามารถที่จะประพฤติปฏิบัติได้อย่างไม่มีอะไรด่างพร้อย เพราะฉะนั้นเมื่อลองสำรวจเมื่อไหร่ก็มีความชื่นใจเมื่อนั้น  แต่ถ้าไม่สำรวจเลยไม่มองดูเลย ก็อาจจะมีสิ่งเศร้าหมองสกปรกเข้ามารบกวนโดยไม่รู้ตัว เหมือนหนึ่งกระจกประตูบ้านหรือกระจกหน้าต่างก็ตามนะคะ ถ้าหากได้มีการปัดฝุ่นแล้วก็เช็ดอยู่เสมอให้สะอาด กระจกนั้นก็จะใสอยู่ตลอดเวลา  ไม่มีไฝฝ้าหรือว่าขี้ฝุ่นละออง หรือว่าสิ่งสกปรกเข้ามาติด ทำให้กระจกนั้นมองดูนอกจากจะไม่สวยงามแล้ว ก็ยังจะไม่สามารถมองทะลุให้เห็นสิ่งที่อยู่ภายนอกได้ชัดเจนด้วย  เช่นเดียวกันกับการฝึกประพฤติปฏิบัติธรรมหรือการมีชีวิตพรหมจรรย์  สิ่งที่จะต้องระมัดระวังที่สุดก็คือเรื่องของใจ จะต้องพยายามที่จะรักษาใจนี้ให้อยู่ในแนวทางแห่งการประพฤติปฏิบัติธรรม หรือการมีชีวิตพรหมจรรย์ให้ต่อเนื่องโดยตลอด

    ฉะนั้น จึงต้องมีการสำรวจตรวจทานอยู่เสมอ แล้วก็เลยใช้หัวข้อในเรื่องนี้ว่า..การบอกบริสุทธิ์ ฟังดูก็จะมีอะไรที่คล้ายๆ กับที่พระภิกษุสงฆ์ ที่ท่านจะมีการปลงอาบัติก่อนที่จะถึงวันพระใหญ่นะคะ ท่านก็จะมีการปลงอาบัติกัน แล้วก็ในการปลงอาบัตินั้นก็คือ เมื่อท่านได้พบแล้วว่าในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีสิ่งใดบ้างที่ได้ปฏิบัติล่วงละเมิดธรรมวินัย ในเรื่องของศีล เรื่องของธรรม เรื่องของวินัย มีสิ่งใดบ้าง เพื่อที่จะให้มีความบริสุทธิ์หมดจดก่อนที่จะเข้าไปทำปาฏิโมกข์ ท่านก็จะได้มีการเหมือนกับที่เราเรียกว่าสารภาพบาปก็ได้ ในสิ่งที่ได้ทำมาอย่างเพลี่ยงพล้ำเสียทีกับกิเลสนี่นะคะ ต่อเพื่อนพระภิกษุสงฆ์ด้วยกัน แสดงว่าเป็นผู้มีความกล้าหาญ แล้วก็ซื่อตรง แล้วก็มีใจสะอาด ที่ตั้งใจที่จะขัดเกลาสิ่งที่มารบกวนจิตใจให้เศร้าหมองขุ่นมัว เพราะฉะนั้นเมื่อได้มีการปลงอาบัติกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว พอเข้าไปนั่งร่วมในการสวดทำปาฏิโมกข์ จิตใจก็จะมีความสบาย ไม่มีความรู้สึกอะไรติดขัดอยู่ในใจ  ฉะนั้นการบอกบริสุทธิ์คืออะไร พูดง่ายๆ ก็คือ การบอกความบริสุทธิ์แห่งศีล ในผู้ที่เข้าโครงการฝึกอบรมตน เพื่อความมีชีวิตพรหมจรรย์ที่หมดจดงดงามนี้ ก็สมาทานศีล ๘ ใช่ไหมคะ เราจะต้องสมาทานศีล ๘ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย เพราะฉะนั้นอันแรกก็เหมือนกับว่าเป็นการบอกความบริสุทธิ์แห่งศีล ศีลที่ได้สมาทานไว้ทั้ง ๘ ข้อนั้น เมื่อสำรวจตรวจทานดูแล้ว แต่ละวันๆๆ มีความรู้สึกสบายใจ แล้วก็ปลอดโปร่งใจได้ไหมที่จะบอกกับตัวเองว่า เราสามารถจะสมาทานศีลได้อย่างไม่ด่างพร้อยเลย ตั้งแต่ศีลข้อที่ ๑ จนถึงข้อที่ ๘

    แต่ถ้าหากว่าเมื่อสำรวจตรวจทานแล้ว ก็ปรากฏว่ามีข้อหนึ่งข้อใดที่ด่างพร้อยไป ถ้าจะยกตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่นอย่างข้อที่ ๔ นี่นะคะ ข้อของมุสาวาทาเวรมณี ข้อนี้เป็นข้อที่อาจจะเหมือนเส้นผมบังภูเขา แก่ผู้ปฏิบัติธรรมหรือแก่ผู้ที่สมาทานศีลได้ง่ายที่สุด เพราะว่ามักจะไปเข้าใจว่าข้อที่ ๔ นี่ ก็คือไม่พูดปด ไม่พูดอะไรที่เป็นเท็จไม่เป็นความจริง แต่ความเป็นจริงข้อที่ ๔ มิได้มีความหมายแต่เพียงเท่านั้น มีความหมายกว้างคลุมไปถึงการไม่พูดส่อเสียด การไม่พูดเพ้อเจ้อ การไม่พูดเบียดเบียนให้ผู้อื่นเขาต้องเจ็บช้ำน้ำใจ การไม่กล่าวผรุสวาจาคือคำหยาบต่างๆ ฉะนั้นกินความกว้างมาก แม้บางคนจะพูดจาไพเราะอยู่เสมอ ไม่พูดคำหยาบ แต่กระนั้นก็ยังชอบที่จะพูดตลกขบขันเฮฮา เพื่อให้เพื่อนหัวเราะ แล้วก็เมื่อต้องการจะทำให้เพื่อนหัวเราะ บางทีก็อาจจะต้องแต่งเติมอะไรต่ออะไรต่างๆ ขึ้นไป เพื่อให้เกิดมุขที่จะทำให้เพื่อนอดขบขันสนุกสนานกันไม่ได้ นี่แหละค่ะเข้าในข้อที่ว่าเพ้อเจ้อ ฟุ้งซ่าน ก็โดยไม่ได้เจตนา แต่ขาดการสำรวมอินทรีย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือการสำรวมวาจา ฉะนั้นศีลข้อที่ ๔ นี้แทนที่จะสะอาดหมดจดก็กลายเป็นมีความด่างพร้อยแล้วใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นการบอกความบริสุทธิ์แห่งศีล ก็จะต้องมีความเข้าใจในเรื่องของศีลอย่างละเอียดถี่ถ้วน เข้าใจในที่นี้คือเข้าใจความหมายของศีลแต่ละข้ออย่างที่ได้เคยพูดมาแล้ว และเมื่อสำรวจตรวจทานอย่างละเอียดรอบคอบถี่ถ้วนทุกๆ ข้อ ไม่ใช่มองอย่างหยาบๆ

    เพราะข้อที่ ๑ นี่ก็ไม่ได้มีการที่จะไปประทุษร้ายชีวิตร่างกายใคร..เอาล่ะใช้ได้ แต่ถ้าสมมุติว่าวันหนึ่งนี่ มีสุนัขเลี้ยงที่รักอยู่ใกล้ๆ โดยเกิดความน่าเอ็นดูมากแม้หางเขามันก็ปุกปุย มือเขามันก็อ้วนๆ ปุกปุย ไหนลองเหยียบดูซิจะเป็นยังไง เอาเท้าไปเหยียบเท้าของเจ้าสุนัขนั้นมันก็ร้องเอ๋งๆๆ ก็แสดงว่ามันก็เจ็บใช่ไหมคะ นี่ก็เรียกว่าประทุษร้ายแล้ว โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะฉะนั้นเรื่องของศีลนี้เป็นเรื่องความละเอียดมาก ละเอียดแล้วก็ต้องรอบคอบ ต้องพร้อมอยู่ด้วยสติทุกขณะ ฉะนั้นการบอกบริสุทธิ์ก็คือเริ่มจากการบอกความบริสุทธิ์แห่งศีล ความบริสุทธิ์แห่งการประพฤติปฏิบัติตามแนวทางแห่งชีวิตพรหมจรรย์..ที่ได้ทราบแล้วว่าชีวิตพรหมจรรย์คืออะไร จะต้องประพฤติปฏิบัติอย่างไร อย่างที่เคยได้พูดกันมาแล้วหลายครั้ง ฉะนั้นเมื่อลองแจกแจงรายละเอียดของการประพฤติปฏิบัติตามแนวทางแห่งชีวิตพรหมจรรย์ ก็อาจจะแจกรายละเอียดได้ว่า เช่นการสามารถรักษากิจวัตรของผู้ประพฤติพรหมจรรย์ไว้ได้ครบถ้วนตามกติกา คือตามระเบียบที่กำหนดวางไว้ ก็ทราบแล้วนะคะ เช่นอย่างง่ายๆ เริ่มตื่นตั้งแต่เช้าตามเสียงระฆัง..ก็คือตั้งแต่ตอนตี ๔ เช้ามืด แล้วก็ฝึกการเริ่มตื่นขึ้นเมื่อลืมตาพร้อมด้วยสติ จิตใจนั้นพอลืมตาขึ้นพร้อมด้วยสติไม่งัวเงียไม่พรวดพราด แต่ทว่าจะลืมตาตื่นพร้อมด้วยสติอยู่กับลมหายใจเข้าออก อย่างที่เรียกว่าจนคล่องจนชำนาญ ไม่มีอะไรติดขัด แล้วก็รู้สึกว่าจิตนั้นสบายขึ้นโปร่งขึ้น สติก็แจ่มแจ้งชัดเจน เป็นการตื่นทั้งกายและทั้งใจ

    จากนั้นก็ปฏิบัติกิจวัตรตามที่กำหนดไว้ ทำความสะอาดตัวเอง เดินด้วยความว่องไวกระฉับกระเฉงสดชื่นทั้งกายใจ ตรงไปยังที่ศาลาอเนกประสงค์ หรือว่าศาลาอำนวยการของเรา เพื่อการทำวัตรสวดมนต์ในตอนเช้า แล้วก็นั่งสมาธิ การบริหารกาย แล้วก็ต่อไปตามกิจวัตรที่ได้กำหนดเอาไว้อย่างถูกต้อง อย่างครบถ้วน แล้วก็พร้อมอยู่ด้วยสติ สมาธิ ปัญญา กำกับใจอยู่เสมอ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ พร้อมด้วยสติสัมปชัญญะ มีความสุข มีความเบิกบานในการที่ฝึกนั้นได้อย่างเต็มตัว เพราะฉะนั้นอันนี้ค่ะก็เรียกว่า เป็นการสามารถรักษากิจวัตรของผู้ประพฤติพรหมจรรย์ไว้ได้ครบถ้วน จนกระทั่งถึงกิจวัตรในตอนกลางคืน ซึ่งเราจะเลิกตามทางการภายในเวลาประมาณ ๓ ทุ่ม แต่จริงๆ แล้วก็อาจจะต่อไปจนกระทั่งถึง ๔ ทุ่มในตอนค่ำในตอนกลางคืน แล้วก็ตามแนวทางที่กำหนด แนวทางที่กำหนดก็คือจะต้องเป็นผู้รักษาความสงบด้วยการอยู่เงียบตลอดเวลา อยู่เงียบได้ไหมตลอดรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หรือว่ามีบางจังหวะบางโอกาสที่แอบซุบซิบพูดคุยกับเพื่อนผู้ร่วมปฏิบัติ เพราะคิดว่าจะไม่มีผู้ใดเห็น เคยทำอย่างนั้นบ้างไหม แล้วก็มีการสำรวมอินทรีย์ คือการรักษาอินทรีย์สังวร ก็หมายถึงว่าสำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่างที่เคยพูด ไม่สอดส่ายไปดูโน่น เงี่ยหูฟังเรื่องนี้ หรือว่าพอได้กลิ่นก็ทำจมูกบานเข้าบานออก..นี่มันกลิ่นอะไรนะ มันเหม็นหรือมันหอม แล้วก็ติดตามคิดต่อไป ซึ่งพาเอาความคิดปรุงแต่งที่เรียกว่าสังขารเข้ามาสอดแทรก โดยตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง นอกจากนั้นประตูใจก็พร้อมที่จะเปิดรับผัสสะที่ผ่านมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย อย่างชนิดที่ไม่เคยปิดประตูใจเลย แล้วจิตใจนี้ก็ตุ๊มๆ ต้อมๆ เรียกว่าโยนขึ้นโยนลงซัดส่ายซ้ายขวาไปมา

    เช่นนี้ก็มิใช่การสำรวมอินทรีย์ตามแนวทางที่กำหนดไว้ ซึ่งผู้ปฏิบัติสมควรจะมี สามารถอยู่กับลมหายใจได้ตลอดเวลาหรือเปล่า เพราะถ้าสามารถอยู่กับลมหายใจ กำหนดรู้ลมหายใจที่ผ่านเข้าออกทุกขณะเมื่อสัมผัสที่จมูก ถ้าทำได้อย่างนี้นะคะ นั่นก็เท่ากับว่าสามารถที่จะควบคุมสติให้อยู่กับใจได้  ก็เรียกว่าเป็นการสามารถรักษากิจวัตรของผู้ประพฤติพรหมจรรย์ไว้ได้ครบถ้วน ตามกติกาตามแนวทางที่กำหนด นอกจากนี้ก็สำรวจต่อไปว่าสามารถที่จะรักษาจิตใจให้อยู่เหนืออำนาจของกิเลส ตัณหา อุปาทาน เสมอหรือเปล่า อำนาจของกิเลส ตัณหา อุปาทาน..เดี๋ยวนึกโลภ นึกโกรธ นึกหลง บ้างหรือเปล่าในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเป็นโลภอาหาร หรือว่าโลภการนอน หรือว่าโลภการพักผ่อน หรือว่าโลภอะไรอย่างอื่นๆ ก็แล้วแต่นะคะ โลภคำชมเชยคำยกย่องจากเพื่อนอะไรทำนองนี้ เพราะว่าที่จะไปโลภวัตถุสิ่งของอื่นๆ นอกไปจากนี้ก็ยาก เพราะว่าอยู่ในที่จำกัด ไม่มีการติดต่อกับทางภายนอก แล้วตัณหาความอยากละเข้ามารบกวนจิตใจบ่อยๆ ไหม ทั้งๆ ที่ภายนอกก็ดูสงบดี แต่ภายในนั้นปรากฏความอยาก อยากโน่นอยากนี่อยู่ตลอดเวลา อุปาทานความยึดมั่นที่เคยมีอยู่ผุดโผล่มารบกวนบ่อยๆ ไหม ถ้าไม่มีเลย ปลอดโปร่งตลอดเวลา ก็เป็นความบริสุทธิ์แห่งการปฏิบัติตามแนวทางแห่งชีวิตพรหมจรรย์ได้ แต่ถ้ามีมารบกวนอยู่ก็ต้องตรวจสอบหาเหตุผล หาวิธีการที่จะแก้ไขปรับปรุง

    นอกจากนี้ ก็สำรวจดูอีกว่าสามารถควบคุมสติให้กำกับใจ ไม่ให้เพลี่ยงพล้ำเสียทีต่อกิเลสตัณหาอุปาทานที่เข้ามารบกวนบ้างหรือเปล่า แล้วก็การฝึกจับความรู้สึกเป็นตัวตนให้ทันท่วงทีที่เกิดขึ้น สามารถทำได้มากน้อยเพียงใด สังเกตได้อย่างไร ถ้าสามารถที่จะควบคุมความรู้สึกที่เกิดขึ้นเป็นตัวตนได้มาก ก็บอกได้ว่าความผ่อนคลายทางความทุกข์ก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การผ่อนคลายทางความทุกข์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จิตใจก็มีความสบายเบิกบาน นี่ก็อธิบายถึงว่าการบอกบริสุทธิ์นั้นนะจะต้องบอกในเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งก็ต้องมาจากการสำรวจตรวจทานในเรื่องอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นผู้ประพฤติชีวิตพรหมจรรย์ทุกๆ ท่านจึงจำเป็นที่จะต้องฝึกให้มีการสำรวจตรวจทานตนเองอยู่ทุกขณะของลมหายใจเข้าออก ยิ่งสามารถทำได้ทุกขณะมากมายเพียงใด ความที่จะมีความบริสุทธิ์ไม่ด่างพร้อย แล้วก็ทำให้จิตใจชุ่มชื่นเบิกบานอยู่ตลอดเวลาก็จะบังเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อจะบอกบริสุทธิ์ ก็อยากจะขอเสนอแนะว่า โปรดระลึกเอาไว้ในใจว่าการบอกบริสุทธิ์นี้เป็นการบอกกล่าวอย่างซื่อๆ ตรงไปตรงมา ในฐานะที่เป็นผู้ประพฤติธรรม ไม่ต้องใช้ศิลปะอะไรมากมาย ที่จะมาตกแต่งหรือว่าดัดแปลงถ้อยคำพูด เพื่อให้ฟังดูไพเราะเป็นที่ประทับใจ แล้วก็ให้เกิดความรู้สึกว่าทำได้อะไรทำนองนั้นนี่นะคะ ไม่จำเป็น ขอให้เป็นการพูดออกมาจากใจ แล้วก็พูดอย่างซื่อๆ ตรงไปตรงมาตามความเป็นจริงที่ปรากฏ คือตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้ามองดูแล้วเผอิญมันเกลี้ยงเกลา รอบสัปดาห์นี้ไม่มีอะไรที่จะพูดที่จะบอก ก็ไม่มีอะไรที่จะพูดที่จะบอก..ก็บอก คือบอกว่าไม่มีอะไร แต่ไม่ต้องไปคิดปรุงแต่งสร้างสรรค์เพื่อจะหาเรื่องมาพูดนะคะ

    เพราะถ้าคิดจะหาเรื่องมาพูดแล้ว ก็เป็นการไม่ใช่พูดตรงไปตรงมาอย่างการบอกบริสุทธิ์ ก็จะไม่ตรงตามความมุ่งหมาย เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการเตือนตนเอง คือเตือนใจของตนเองนี่นะคะ..ให้รู้เท่าทันความบกพร่อง หรือความด่างพร้อยที่เกิดขึ้น เพื่อกระตุ้นเตือนใจให้เร่งรีบแก้ไขปรับปรุงส่วนที่ผิดพลาดบกพร่อง ให้เข้าสู่หนทางที่ถูกต้องโดยเร็ว นี่ก็เป็นจุดประสงค์ของการบอกบริสุทธิ์เพื่อเตือนตนเอง รู้ความบกพร่องที่เกิดขึ้นโดยเร็ว แล้วก็กระตุ้นเตือนให้เร่งรีบแก้ไขปรับปรุงส่วนที่ผิดพลาด แล้วก็พาใจของตนเองให้รีบเข้าสู่หนทางของการปฏิบัติที่ถูกต้องนั้น เพื่อให้บังเกิดความเจริญงอกงามในการประพฤติชีวิตพรหมจรรย์ให้ยิ่งขึ้นๆ แล้วก็ให้เป็นไปด้วยความเบาสบาย เพราะฉะนั้นก็อยากจะเสนอเพื่อเป็นข้อควรระลึก และก็ควรระมัดระวัง ในขณะที่จะบอกบริสุทธิ์หรือเมื่อคิดว่าจะบอกบริสุทธิ์ ก็ระวัง..เสนอว่าให้ระวังสิ่งเหล่านี้สักหน่อยนะคะ อันแรกก็คือระวังความคิด คือความคิดของตนเองของผู้บอกบริสุทธิ์นะคะ ระวังความคิดที่อยากจะพูดให้เพื่อนๆ หัวเราะในขณะที่บอกบริสุทธิ์ จะคิดใช้คำพูดอย่างไรนะจึงจะชักชวนให้เพื่อนหัวเราะ ให้มีอาการตลกขบขันแล้วก็สนุก แล้วก็จะได้รับคำชมว่า เออ..พูดเก่ง พูดดีพูดให้เพื่อนเพลิดเพลินสนุกสนาน ก็อยากจะขอบอกว่าการพูดให้เพื่อนตลกหัวเราะนั้น ไม่มีความจำเป็นเลย แล้วก็ไม่ใช่สิ่งที่สมควรทำด้วย เพราะนี่เป็นชีวิตของผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เป็นชีวิตที่ต้องมีความสงบเสงี่ยม เยือกเย็น ผ่องใส สำรวมอยู่ตลอดเวลา การที่จะพูดให้ตลกสนุกสนานเฮฮานั้นก็เคยทำกันมามากแล้ว เมื่อยังมีชีวิตอยู่ในโลก

    เพราะฉะนั้น เมื่อมาเป็นผู้มีชีวิตประพฤติพรหมจรรย์ จะต้องไม่ทำซ้ำในสิ่งที่เคยทำ เพราะการทำซ้ำในสิ่งที่พูดตลกขบขันนั้น ก็ทราบดีอยู่เองว่าสอดแทรกความคิดปรุงแต่งเข้าไป นั้นอย่างหนึ่ง ทำให้จิตนี้อดที่จะกระเจิดกระเจิงไปไม่ได้ แล้วก็จะต้องคิดอะไรต่ออะไรต่างๆ ที่ไม่จำเป็นแก่การคิด หรือบางทีก็เป็นการคิดฟุ้งซ่าน แล้วก็ไม่อยู่บนพื้นฐานของความจริง เมื่อไม่อยู่บนพื้นฐานของความจริง ก็จะพาสิ่งที่ผิดพลาดตามมา นั่นคือความด่างพร้อยในศีลใช่ไหมคะ และในขณะนั้นจิตนั้นก็เรียกว่ากระเจิดกระเจิงออกนอกทางของพระธรรม ออกนอกทางแห่งธรรมแล้ว ฉะนั้นระวังความคิดที่เมื่อคิดว่าเอาละวันนี้เราจะบอกบริสุทธิ์ จะพูดให้สนุกเลย ให้เพื่อนหัวเราะสนุกสนาน โปรดจำว่าสิ่งนี้ไม่จำเป็น อย่าพูดเสียเวลา แล้วก็ไม่ใช่ธรรมะนะคะ นอกจากนี้ก็ระวังความคิดที่อยากจะพูดเพื่อแสดงความฉลาด ว่าชั้นฉลาดในการศึกษาธรรม ในความเข้าใจธรรม ก็เข้าใจได้เร็ว อาจจะเข้าใจได้มากกว่าคนอื่น แล้วก็มีความฉลาดในการประพฤติปฏิบัติด้วย แล้วก็ฉลาดพูดด้วย ถ้าหากว่าอยากจะพูดเพื่อแสดงความฉลาด ย้อนนึกทีเดียวว่า..นี่กำลังแสดงว่าใครฉลาดใช่ไหมละ ถ้าอยากจะพูดแสดงว่าใครฉลาด นั่นแสดงถึงความรู้สึกมีตัวมีตนแล้ว คือมีฉันฉลาด ฉันพูดได้ฉลาดกว่าคนอื่น คนอื่นก็อาจจะพูดได้ไม่คมคายเท่า อะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องคิดว่าจะต้องพูดเพื่อแสดงความฉลาด พูดอย่างซื่อๆ ตรงไปตรงมาตามที่เป็นจริง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตต่อตนเองและต่อพระธรรม เท่านี้เป็นการเพียงพอแล้วนะคะ ไม่ต้องคิดพูดอย่างฉลาด

    แต่แน่นอนล่ะ ก็ต้องใช้สติปัญญาที่จะสำรวจตรวจทานตนเอง แล้วก็ใช้สติปัญญาที่จะใคร่ครวญคิดว่าจะพูดอย่างไร ถึงจะได้ถ้อยกระทงความชัดเจน แล้วก็ตรงจุดตามที่ปรากฏตามความเป็นจริง นอกจากนี้ก็ระวังความคิดที่จะพูดเพื่อแสดงว่าฉันทำได้ ฉันทำได้ก็เพื่อเป็นการอวดว่าเมื่อศึกษาธรรม ทำความเข้าใจธรรมแล้ว ฉันทำได้ ฉันพูดได้ดีกว่าคนอื่น แล้วก็ฉันทำได้คือประพฤติปฏิบัติได้มากกว่าคนอื่น เช่น นั่งสมาธิได้นานกว่า แล้วก็เป็นสมาธิได้ลึกกว่า ซึ่งจะจริงหรือไม่อันนี้ก็ไม่ทราบ เพราะว่าผู้ที่รู้ควรจะเป็นผู้ประพฤติปฏิบัติเอง คนอื่นคงจะไม่รู้เท่า แต่ในขณะที่มีความคิดที่จะแสดงว่าฉันทำได้ เช่น ฉันนั่งสมาธิได้นานกว่า ฉันเข้าใจธรรมะได้ลึกซึ้งกว่า นี่ก็อีกเหมือนกันแสดงถึงความรู้สึกเป็นตัวเป็นตนปรากฏขึ้นมาแล้ว อยากจะอวด ฉะนั้นที่อยากจะบอกว่าทำได้นี่ ทำได้แต่ไม่ใช่ทำสิ่งที่เป็นธรรมะได้ให้ปรากฏแก่ใจ เป็นการทำได้ตามกิเลสแล้ว..ใช่ไหมคะ เพราะมีความรู้สึกอยากจะอวด อยากจะอวดนี่คืออะไร อวดความเก่ง อวดความพิเศษ อวดความสามารถ อวดศักยภาพของตนเอง นี่ก็เป็นการแสดงถึงความรู้สึกเป็นตัวตน เป็นการที่จะยึดมั่นถือมั่น แสดงความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตนแล้ว แล้วก็ก่อให้เกิดความเป็นภพ คือความเป็นตัวฉันที่ทำได้ปรากฏขึ้นมาแล้ว มันเดินไปตามสายของปฏิจจสมุปบาทแล้ว แล้วก็เกิดชาติคือ..ชา-ติ..ความรู้สึกเป็นตัวตนขึ้นมาทีเดียว

    เพราะฉะนั้น ในขณะนั้นทุกข์ก็เกิด ทำไมถึงว่าทุกข์เกิด เพราะจิตไม่ปกติมันมีความตื่นเต้น โลดโผนหรือความลิงโลดอยู่ในใจ ที่มีแต่ความกระหายอยากจะอวด ขอจงได้ระมัดระวังนะคะ ระมัดระวังความคิดอย่าให้แสดงว่าฉันทำได้ นอกจากนี้อีกอย่างหนึ่ง ก็อยากจะขอฝากไว้ว่า ระวังความคิดที่ว่าจะต้องแจกแจงรายละเอียดที่ไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้ฟัง คือบางท่านก็ติดนิสัยที่ต้องมีตัวอย่างมาประกอบมากทีเดียวในการพูด บางเรื่องอาจจะต้องการตัวอย่าง แต่บางเรื่องอาจจะไม่ต้องการตัวอย่าง เพราะฉะนั้นถ้าเพียงแต่จะบอกว่าได้ทำอะไรบ้าง หรือว่าได้มีอะไรที่ด่างพร้อยบ้าง ความบริสุทธิ์ไม่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มันด่างพร้อยตรงนั้นๆ ก็ชี้แสดงมา หรืออาจจะบอกให้ชัดว่า พอความด่างพร้อยหรือความรู้สึกผิดปกติเกิดขึ้น สามารถดับได้ทันทีด้วยอะไร คือด้วยธรรมะข้อใดที่เอามาฝึกปฏิบัติที่ใจ..อย่างนี้ก็บอก แต่ตัวอย่างในรายละเอียดต่างๆ ที่บางทีผู้พูดเองนี่สะสมเก็บเอาไว้ในสัญญา แล้วก็มีความรู้สึกอยากจะเล่า อยากจะบอกให้เพื่อนๆ ฟังเพื่อให้เป็นความรู้ แต่ก็ไม่ใช่รู้ที่จำเป็นนะคะ หรือเพื่อขอความเห็นใจ หรือเพื่อแสดงว่าที่มีรายละเอียดอย่างนี้ๆ แสดงถึงลักษณะนิสัยว่า เป็นผู้มีความใจดีเป็นผู้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ล้วนแล้วแต่เป็นการแสดงถึงอะไร ก็แสดงถึงความรู้สึกเป็นตัวเป็นตนอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงขอเสนอไว้นะคะว่า โปรดระวังความคิดที่อยากจะแจกแจงรายละเอียดต่างๆ ด้วย เพราะเหตุว่านอกจากว่าจะเป็นการแสดงถึงความต้องการ ความปรารถนาที่จะแสดงตัวตนให้มากแล้ว ยังเป็นการทำให้เสียเวลาแก่ที่ประชุมอีกด้วย

    เรากำหนดเวลาที่จะพูดการบอกบริสุทธิ์กันคนหนึ่งๆ ก็ประมาณ ๓ - ๕ นาที เพราะฉะนั้นถ้าจะแจกแจงรายละเอียดมากเป็นรายละเอียดที่ไม่จำเป็น แต่เป็นเพราะใจที่อยากเล่า ๕ นาทีก็ไม่พอ ต่อไปถึง ๑๐ นาที บางที ๑๒ นาที มากเกินความจำเป็น แล้วก็ทำให้เพื่อนๆ ต้องจำต้องฟัง แล้วก็เสียเวลาโดยใช่เหตุ ก็เสนอไว้เพื่อเป็นแนวทางในการระวังความคิดนะคะ..เมื่อจะบอกบริสุทธิ์ นอกจากนี้ ก็อยากจะขอให้ระวังอีกอย่างหนึ่ง คือระวังความเอ็นดูตัวเอง อันนี้เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์นะคะ ถ้าหากว่ามีอะไรผิดพลาดเกิดขึ้น ก็มักจะมองเห็นเป็นความผิดพลาดของคนนั้นคนนี้ แต่เมื่อเป็นความผิดพลาดของตนเองเกิดขึ้นอย่างชนิดชัดเจนทนโท่ ก็อุตส่าห์ที่จะหาข้อยกเว้น เรียกว่าเพื่อให้อภัยแก่ตนเอง หรือขอความเห็นใจ นี่เป็นเพราะว่าความเห็นแก่ตัวของตัวเองนั่นเอง ก็เลยเกิดมีความเอ็นดูตัวเอง ถ้าทำผิดพลาดก็ขอความเห็นใจ ให้อภัย ถ้าทำอะไรที่รู้สึกว่า แหม..มันดี มันใช้ได้ มันเก่ง ก็อยากจะอวด อวดความเก่ง อวดความสามารถ อวดความอะไรที่เป็นพิเศษๆ ของตัวเอง ซึ่งไม่เป็นสิ่งจำเป็นที่จะพูดในการบอกบริสุทธิ์ เป็นการเสียเวลา เพราะต้องการแสดงความเป็นตัวเป็นตนให้มากยิ่งขึ้น ขอได้โปรดระมัดระวังนะคะ ความเอ็นดูตัวเอง อย่านำมาใช้ในขณะบอกบริสุทธิ์ ขอให้เป็นการบอกอย่างชนิดลืมตัวเองได้จะดีที่สุดเลย คือไม่มีตัวเองปรากฏในขณะที่บอก มีแต่ความจริงที่จะพูดให้ฟัง

    นี่แหละจึงจะอยู่ในแนวทางของธรรม นอกจากนี้ก็คือความเห็นใจตัวเอง ความเห็นใจในตัวเองในความผิดพลาด หรือในความไม่สามารถที่จะทำได้ หรือเห็นใจในความที่เผอิญมีเหตุปัจจัยทำให้การที่จะกระทำให้อยู่ในแนวทางแห่งการประพฤติธรรม หรือตามกติกาที่กำหนดไว้นั้น มันจำเป็นต้องมีการผ่อนผันเพราะมันมีความจำเป็นอย่างนี้ๆ เกิดขึ้น นี่ก็เรียกว่าด้วยความเห็นใจตนเอง ก็เพราะมีความเป็นตัวเป็นตนปรากฏขึ้นอีกนั่นเอง หรือบางทีก็ในขณะที่บอกบริสุทธิ์แทนที่จะบอกอย่างตรงไปตรงมา กลับพูดเป็นเชิงน้อยใจตัวเอง น้อยใจตัวเองที่ไม่เก่ง ไม่ฉลาด ไม่หลักแหลม แล้วก็ประพฤติปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิภาวนาก็ไม่ได้เหมือนผู้อื่นเขา จะใคร่ครวญธรรมก็เข้าไม่ถึงธรรมะ นี่ก็เรียกว่าแสดงความน้อยใจตัวเอง แสดงความอาภัพอัตภาพของตัวเอง ไม่จำเป็นอีกเหมือนกันค่ะ ถ้าพูดอย่างนี้ก็เหมือนกับว่ามีตัวของตัวเองนั้น เป็นศูนย์กลางของความสนใจในการดำรงชีวิตอยู่ในวันหนึ่งๆ มองดูแต่ตัวเองเรื่องของตัวเอง ทีนี้ก็อาจจะมีคำถามว่า ก็บอกว่าให้ตรวจสอบทานตัวเอง แล้วทำไมถึงจะบอกว่าไม่ให้มีตัวเองเป็นศูนย์กลาง ก็ขอชี้แจงนะคะว่า การตรวจสอบทานตัวเองโดยไม่ต้องมีตัวเองเป็นศูนย์กลาง นั่นก็คือสอบทานแต่การประพฤติปฏิบัติ หรือการกระทำ การกระทำที่ได้ทำไปตามเหตุปัจจัย อันจะเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยในทางบวกก็ตาม หรือในทางลบก็ตาม แต่ไม่ใช่เพราะดูที่ใจที่ยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวของตัวเองว่า ทำไมจึงไม่เป็นอย่างนั้น ทำไมจึงไม่เป็นอย่างนี้ ทำไมจึงไม่เก่งอย่างเขา ทำไมจึงอาภัพอย่างนี้ เสียงก็ไม่ดี สวดมนต์ก็ไม่ไพเราะ เข้ากับเพื่อนไม่ได้

    นี่เป็นการปรุงแต่งแล้วทั้งนั้น แล้วก็เอามาน้อยใจ บั่นทอนกำลังใจของตนเองในการปฏิบัติ ก็ทำให้การปฏิบัตินั้นค่อนข้างจะเป็นไปด้วยความทุกข์ มีความทุกข์เจือปนอยู่เรื่อย บางทีจนกระทั่งถึงกับอยากร้องไห้ เรามาฝึกปฏิบัติธรรม เรามาสมาทานศีล เรามาฝึกปฏิบัติสมาธิภาวนา เรามาศึกษาเรื่องของกฎของธรรมชาติ เพื่อประโยชน์อะไร ก็เพื่อล้วนแล้วจะให้เป็นเครื่องมือในการดับทุกข์ใช่ไหมคะ ผ่อนคลายความทุกข์ให้ทุกข์น้อยลงๆ ถ้าหากผู้ใดมาเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางเสียแล้ว แล้วก็เฝ้าแต่คิดถึงตัวเอง น้อยใจตัวเอง ทำไมไม่ได้อย่างนั้น ทำไมจึงมาเป็นอย่างนี้ ก็ออกนอกทางของการปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้นก็จงระมัดระวังนะคะ ระวังความคิดที่จะยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง หรือระวังความคิดที่จะเอาใจตัวเองเป็นที่ตั้ง การบอกบริสุทธิ์มันควรจะทำอย่างนี้ ไม่ใช่มากำหนดว่าต้องทำอย่างนั้นๆ เรียกว่าเอาใจตัวเองเป็นที่ตั้ง ในเรื่องของการประพฤติปฏิบัติ หรือการดำเนินตามกิจวัตรก็ตาม เอาความเห็นทิฏฐิของตนเอง ทัศนคติของตนเองออกมาตั้งอยู่ตรงกลาง ถ้าเป็นอย่างนั้น มันก็จะไม่เป็นการบอกบริสุทธิ์ที่เป็นธรรมะ แต่จะเป็นการบอกบริสุทธิ์ที่เอนเอียงไปค่อนข้างเข้าข้างตัวเอง เมื่อใดที่มีความรู้สึกเป็นตัวเป็นตนเกิดขึ้น เมื่อนั้นโปรดจำไว้นะคะว่าออกนอกทางธรรม ทำไมถึงออกนอกทางธรรม ก็เพราะจิตใจนี้มันเต็มไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น ถือมั่นในใคร ก็ยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวเอง

    พอยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวเองเท่านั้นแหละ ความเป็นกลางหายไปแล้ว การติดในสิ่งคู่เกิดขึ้นแล้ว จิตก็จะถูกกระแทกซ้ายกระแทกขวาไปมาเรื่อยๆ นอกจากนี้ที่ขอเสนอว่าควรระวังอีกก็คือ ระวังการปรากฏของอัสมิมานะ นี่ก็การบอกบริสุทธิ์ที่ตรวจสอบทานตนเอง เพื่อจะดูข้อบกพร่องผิดพลาด ก็เพื่อที่จะให้สามารถรักษาความบริสุทธิ์สะอาดนั้นไว้ให้ยิ่งขึ้นๆ สิ่งหนึ่งที่จะดึงใจให้ออกมาจากเสียความบริสุทธิ์สะอาดของการประพฤติปฏิบัติก็คือ การปรากฏของอัสมิมานะ สิ่งที่เรียกว่าอัสมิมานะก็คือหมายความถึงความรู้สึกถือตัวถือตน ถือตัวถือตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ เช่นเป็นนักศึกษา เป็นแพทย์ เป็นครูบาอาจารย์ เป็นกสิกร หรือว่าเป็นทนายความ หรือว่าเป็นผู้อำนวยการ หรือว่าเป็นคนสวย เป็นคนเก่ง เป็นคนดี นี่คืออัสมิมานะถือตนถือตัวว่าเป็นนั่นเป็นนี่ เมื่อใดที่เกิดความถือตัวว่าเป็นนั่นเป็นนี่ขึ้นมาแล้ว จะนำอีกสิ่งหนึ่งเข้าตามมาทันที นั่นคือความรู้สึกเปรียบเทียบ เปรียบเทียบในความถือตนถือตัว เช่นสมมุติว่าถือตนถือตัวว่าเป็นคนเก่ง ฉลาด เรียนรู้ได้เร็ว ทำอะไรก็ล้วนแล้วแต่มีประสิทธิภาพ ได้ผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ เป็นที่ยกย่องนับถือของคนทั่วไป ก็จะมีการเปรียบเทียบใช่ไหมคะ มีความรู้สึกเปรียบเทียบ เมื่อจะมองใครๆ ที่อยู่ล้อมรอบตัว จะรู้จักคุ้นเคยหรือไม่ก็ตาม มักจะมองดูด้วยการเปรียบเทียบ อ้อ..สู้เราไม่ได้ ก็คือเราเก่งกว่าเขา ดีกว่าเขา หรืออย่างมากก็แค่เสมอเรา เท่าๆ เรา ไม่ดีไปกว่าเราได้ แต่ก็มีบางครั้งเหมือนกันที่เผอิญไปพบคนที่เขาเก่งจริงๆ เขาเก่งเอามาก เขาฝึกปรืออบรมมีประสบการณ์ในชีวิตของเขามากกว่า ในใจก็หดหู่เหี่ยวแห้งด้วย เพราะจะต้องยอมรับว่ารับในใจนะคะ แม้ข้างนอกจะไม่ยอมรับแต่ในใจก็ต้องยอมรับว่า เออ..เราสู้เขาไม่ได้ เราดีเท่าเขาไม่ได้ เราด้อยกว่าเขา

    เพราะฉะนั้น ถ้าอัสมิมานะเกิดขึ้นจะต้องมีการเปรียบเทียบ ๓ อย่างนะคะ เปรียบเทียบ ๓ อย่างเสมอ หนึ่งดีกว่าเขา สองเสมอเขา สามด้อยกว่าเขาหรือเลวกว่าเขา ถ้าหากว่ามีการเปรียบเทียบอย่างนี้เกิดขึ้น มันยิ่งทำอะไรละคะ มันก็ยิ่งส่งเสริมความรู้สึกเป็นตัวเป็นตนยิ่งขึ้นใช่ไหมคะ จะเป็นตัวตนที่เก่งกว่าเขา ก็เป็นตัวตนใหญ่ เต็มไปด้วยอหังการมมังการ กร่าง วิเศษ ไปที่ไหนก็วางโต บางทีก็ถึงกับอวดดียกตนข่มท่าน มองใครๆ ก็สู้เราไม่ได้ ถ้าหากว่าเป็นการเสมอเขา ตอนนี้ก็จะมีความรู้สึกว่าไม่กร่างเท่า แต่ในขณะเดียวกันในจิตใจนี้มันก็กระวนกระวาย เพราะเราเคยดีกว่าเขานี่ แล้วนี่จะมาเสมอเขาได้อย่างไร มันจะมีความรู้สึกดิ้นรน ดิ้นรน กระวนกระวาย ทุรนทุรายเกิดขึ้น เพราะอยากจะดีกว่าเขา แค่เสมอเขาก็ไม่พอใจ ยอมรับไม่ได้ หรือถ้าหากว่าด้อยกว่าเขา เรียกว่าเลวกว่าเขา สู้เขาไม่ได้ ด้อยกว่าเขา ดีน้อยกว่าเขา ตอนนี้ก็ทำให้เกิดความเศร้าสลดเสียใจ ท้อแท้ใจ หรือว่าช้ำใจ ทำไมนะเคยเก่งเคยทำอะไรก็ดีเสมอ แล้วนี่ทำไมถึงไม่เท่าเขา หรือบางทีไม่เคยเก่งนะคะในความรู้สึกตัวนี่ พอรู้ความมาเติบโตมาไม่ว่าจะทำอะไรมักจะอยู่หลังเขาเรื่อย แล้วก็มักจะถูกการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำอะไรไม่รอบคอบ ไม่ได้ผล แล้วก็ไม่น่าเชื่อถือ ก็จะเกิดเป็นความรู้สึกด้อยอย่างที่ท่านบอกปมด้อยขึ้นในใจ เป็นปมด้อย เป็นคนด้อย ก็จะมองดูคนอื่นดีกว่า เก่งกว่า หรือจะหาคนที่เสมอตนเองก็ยาก จิตใจก็ไม่สบายอีกเช่นเดียวกันใช่ไหมคะ

    เพราะฉะนั้น จะเป็นคนด้อยก็มีตัวมีตนคือมีตัวตนผู้ด้อย ถ้าหากว่าเป็นคนเด่นก็มีตนผู้เด่นอีกใช่ไหมคะ หรือถ้าเสมอเขาก็มีตัวมีตนผู้เสมอเขา เพราะฉะนั้นอัสมิมานะจึงเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งเลย เพราะจะเป็นการส่งเสริมความรู้สึกเป็นตัวเป็นตนให้ยิ่งขึ้น การมาฝึกประพฤติปฏิบัติธรรม หรือมีชีวิตความเป็นพรหมจรรย์นั้น ก็เพื่อที่จะมาดูว่าความทุกข์มีลักษณะอาการอย่างไร เหตุแห่งทุกข์คืออะไร เหตุแห่งทุกข์ที่เป็นรากเหง้าที่สุดก็คือ ความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นในตัวตนหรือเป็นตัวเป็นตน เพราะฉะนั้นเมื่อไม่สามารถที่จะกำจัดอัสมิมานะ ความรู้สึกถือตัวถือตนเป็นนั่นเป็นนี่ออกไปเสียได้ ตรงกันข้ามแทนที่จะมาลดละผ่อนคลายความทุกข์ กลับเป็นการส่งเสริมความรู้สึกเป็นตัวเป็นตนให้ยิ่งขึ้นๆๆ การประพฤติปฏิบัติธรรมก็ไม่ได้ผล เพราะแทนที่จะมีความเย็นกลับปรากฏความร้อนขึ้นในใจตลอดเวลา ฉะนั้นข้อนี้ระมัดระวังมากๆ เลยทีเดียวนะคะ ดูให้มากๆ ว่าวันนี้อัสมิมานะความรู้สึกถือตัวถือตนเป็นนั่นเป็นนี่เกิดขึ้นสักกี่ครั้ง เป็นบวกหรือเป็นลบ ไม่ว่าบวกหรือว่าลบใช้ไม่ได้ทั้งนั้น เพราะเป็นการส่งเสริมให้เกิดความมีตัวตนให้ยิ่งขึ้นๆ นอกจากนี้ก็ต้องระมัดระวังความคิด หรือระวังการแทรกแซงของกิเลส ตัณหา อุปาทาน ที่จะดึงจิตให้ออกนอกทางแห่งสัมมา ทั้งๆ ที่ก็พยายามนะคะ แต่ก็อย่าลืมว่าความคุ้นเคยหรือความเคยชินที่ตามใจกิเลส ตัณหา อุปาทานมาแต่เล็กแต่น้อยจนบัดนี้ ๓๐ ปีบ้าง ๔๐ ปีบ้าง ๕๐ ปีบ้าง มันก็เหนียวแน่นอยู่ในใจ มันจะถือโอกาสสอดแทรก โผล่พรวดเข้ามาทุกครั้งที่ประตูใจเปิด

    ฉะนั้น แม้จะพยายามประพฤติปฏิบัติในเรื่องของจิตภาวนามากเพียงใด แต่ก็มีโอกาสที่จะเผลอได้ จึงต้องพยายามควบคุมสติให้มีสัมปชัญญะอยู่ทุกขณะ เริ่มต้นจากการอยู่กับลมหายใจ รู้ลมหายใจทุกขณะนะคะ เพื่อให้ทันท่วงทีต่อการแทรกแซงของกิเลส ตัณหา อุปาทาน สลัดมันออกไปให้หลุด แล้วก็หันกลับมาอยู่ในทางธรรม นอกจากนี้ก็จำเป็นที่จะต้องหมั่นตรวจสอบอนุสัย อนุสัยก็คือความเคยชินที่ได้ประพฤติปฏิบัติมา จนกระทั่งมันติดอยู่ใน..ท่านใช้คำว่า ในสันดาน นอนเนื่องอยู่ในสันดาน คำว่าสันดานนี่ไม่ใช่คำหยาบ อย่างที่เขาด่ากันว่า..ขอประทานโทษว่า ..ไอ้สันดาน หรือว่าแกนี่สันดานชั่วอะไรนี่ นั่นเป็นคำด่าด้วยความโกรธหรือว่าด้วยความไม่ปรารถนาดี แต่คำว่าสันดานโดยทั่วไปก็หมายถึงสิ่งที่นอนเนื่อง ที่นอนเนื่องมีอยู่ในเนื้อในน้ำตามธรรมชาติ เช่น รักดี..สันดานเป็นคนรักดี ทำอะไรผิดพลาดไปจากหนทางแห่งความดีไม่ได้ แต่ทีนี้สันดานในที่นี้ที่พูดถึงอนุสัย ก็ยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากว่าเป็นคนขี้โกรธพอมีอะไรไม่ถูกใจเท่านั้นนะคะ วาจาออกไปก่อนแล้ว สีหน้าผิดแปลกทันที อาการกิริยากระบึงกระบอน กระแทกกระทั้น แล้วก็พอเกิดขึ้นครั้งแรกก็ยังไม่ทันทำอาจจะมีชักสีหน้า แต่พอจากชักสีหน้า พอเกิดซ้ำวาจาพรั่งพรูตามมา ไม่ไพเราะเลยไม่น่าฟังเลย กิริยาท่าทางมองดูก็ไม่น่าดู มีอาการกระแทกกระทั้น ประชดประชัน ทำเสียงดัง เดินกระทืบเท้าอะไรอย่างนี้เป็นต้น แล้วก็ทำอย่างนี้ไม่มีใครไปตำหนิติเตียนหรือว่าว่ากล่าวให้รู้สึกตัว ก็เลยทำจนกระทั่งติดไปๆ เป็นปีๆ พออะไรเกิดขึ้นอาการดังกล่าวแล้วทั้งสีหน้าวาจาท่าทางออกมาทันที ในใจมันก็ร้อน แล้วก็เมื่ออยู่แต่ลำพังหรืออยู่ที่บ้านกับคุณพ่อคุณแม่ ที่รักทะนุถนอมตามใจก็ไม่รู้สึกน่าเกลียด คือไม่มีใครเห็นเป็นความน่าเกลียด เพราะความรักความเอ็นดู

    แต่พอออกไปอยู่กับผู้อื่นในสังคมในชุมชนอื่น คนอื่นเขาก็ยากที่จะรักเอ็นดูเหมือนคุณพ่อคุณแม่ที่เคยถนอมกล่อมเกลี้ยงมา เขาก็ย่อมจะมีการบอกกล่าว หรือบางทีก็มีการต่อต้าน หรือตอบโต้ออกมาบ้าง แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้ แล้วก็มีแต่ความทุกข์ ทำไมเราจึงทุกข์ ทำไมเราจึงไม่สบาย นี่เพราะสิ่งที่เราสะสมเอาไว้มันเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ฉะนั้นก็จะต้องแก้ไขทีเดียวว่า เออ..สิ่งที่เราเคยชินที่เราทำมาไว้ ติดตัวมาเป็นเวลานาน หรือพูดง่ายๆ ก็เช่นเวลาถึงเวลารับประทานอาหาร เราเคยเลือกกินแต่อาหารที่เราชอบ แล้วก็ไม่มีใครว่าเพราะจานที่ชอบมันอยู่ตรงหน้านี่ เราจะต้องตักก่อนแล้วก็ตักมาก ไม่มีใครว่า บัดนี้เรามาอยู่ร่วมกับผู้อื่นเป็นจำนวนมากแล้ว ยังทำอย่างนั้นอยู่อีกหรือเปล่า ถ้าทำทั้งๆ ที่ไม่เจตนานี่มันเป็นอนุสัยที่เคยชิน ก็ไม่น่าดูไม่งามใช่ไหมคะ นี่ค่ะ..ดู คอยสำรวจ เพราะว่าเรามาฝึกการปฏิบัติธรรม ก็เพื่อชำระล้างอนุสัยที่จะทำให้ไม่ดีไม่งามนี่ให้หมดไป ถ้าสามารถจะทำได้ ก็ต้องตรวจสอบอยู่เสมอ หรือนิวรณ์ที่มาถ่วงดึงจิตให้เกิดความเศร้าหมอง ขุ่นมัว ล่าช้าในการปฏิบัติ เพราะมันเป็นอุปสรรคไม่ให้ทำความดีเลย ประเดี๋ยวก็มีกามฉันทะ ติดใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ประเดี๋ยวก็พยาบาทขัดเคือง ประเดี๋ยวก็วนเวียน เป็นโมหะ ถีนมิทธะ ง่วงงุน หดเหี่ยว หรือ อุทธัจจกุกกุจจะ..ฟุ้งซ่าน หรือวิจิกิจฉา..ลังเลสงสัย ไม่แน่ใจ อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ

    นี่ก็เป็นอุปสรรคแล้วที่ทำให้เสียเวลาในการปฏิบัติ แทนที่จิตจะอยู่กับการปฏิบัติสมาธิภาวนา กลับต้องเสียเวลาไปกับสิ่งเหล่านี้ ฉะนั้นหมั่นตรวจสอบ ถ้าตรวจสอบอยู่ได้เรื่อยๆ การบอกบริสุทธิ์นี้ก็จะสามารถทำได้โดยง่ายยิ่งขึ้น แล้วก็จะเพลิดเพลินชื่นใจในการปฏิบัติยิ่งขึ้น เพราะไม่มีอะไรมาดึงจิตออกนอกทาง ฉะนั้นการบอกบริสุทธิ์จึงจัดได้ว่าเป็นการชำระใจให้บังเกิดความสะอาดหมดจดอยู่เสมอ เป็นกำลังใจในการปฏิบัติให้เข้มแข็ง หนักแน่น แน่วแน่ ยิ่งขึ้นทุกขณะ และเราจะบอกบริสุทธิ์กันในคืนวันโกนนะคะ คือในวัน ๗ ค่ำหรือ ๑๔ ค่ำ หลังจากทำวัตรแล้วก่อนที่จะถึงวันพระ หรือวันอุโบสถต่อไปในวันรุ่งขึ้น เพื่อให้การปฏิบัติในวันรุ่งขึ้นที่เรานิยมมาเป็นวันพระนั้น เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ สะอาด และก็เยือกเย็น ผ่องใสยิ่งขึ้น แต่อันที่จริงแล้วควรจะสามารถบอกบริสุทธิ์แก่ใจของตนเองทุกวัน เพื่อจะได้มีความสุขสบาย ชื่นใจทุกๆ วัน และการปฏิบัติธรรมการมีชีวิตประพฤติพรหมจรรย์ ก็จะเป็นไปด้วยความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นทุกขณะ ธรรมสวัสดีค่ะ.

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service