PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • อุบาสิกา คุณรัญจวน อินทรกำแหง
  • ธรรมะภาคปฏิบัติ (ตอน2)
ธรรมะภาคปฏิบัติ (ตอน2) รูปภาพ 1
  • Title
    ธรรมะภาคปฏิบัติ (ตอน2)
  • เสียง
  • 12475 ธรรมะภาคปฏิบัติ (ตอน2) /upasakas-ranjuan/2-62.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
อุบาสิกา คุณรัญจวน อินทรกำแหง
ชุด
URI 035
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • ใช่ไหมคะ..การเป็นคนแปลกหน้า..ก็บางทีถ้าร้ายแรงมากถึงกับกลายเป็นศัตรูต่อกัน เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ถูกใจก็จะบอกว่านี่มัน..อธรรม แต่คนที่เห็นแล้วว่ามันเป็นธรรมดาอย่างนั้นเอง อ้อ..มันก็เป็นธรรมดาอย่างนั้นเอง ทุกอย่างเป็นธรรม เสมอเหมือนกันหมด ที่ดิฉันยกตัวอย่างเมื่อกี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า ดีก็ตามชั่วก็ตาม มันก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะมันเปลี่ยนแปลงได้ คนที่รักใคร่กันจนร่วมชีวิตกัน แล้วก็เปลี่ยนเป็นโกรธเกลียดจนแยกทางไม่มองหน้ากัน..ก็ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมดาอย่างนั้นเอง ท่านจึงบอกว่า..ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนแล้วแต่อยู่ในคำว่า..ธรรม (ธ ธง - ร หัน - ม ม้า คือ..ธรรมะ..ทั้งสิ้น) แม้แต่คำว่า..อธรรม ก็อยู่ในคำว่า..ธรรม เพราะแท้ที่จริงแล้ว ดี-ชั่วหามีจริงไม่ มันเป็นเพียงสิ่งซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปตามธรรมชาติเช่นนั้นเอง เพราะฉะนั้นธรรมะจึงคือธรรมชาติ ธรรมชาติที่เกิดขึ้น ที่มีอยู่ ที่เป็นไป รวมทั้งแก่เจ็บตาย ต้นหมากรากไม้ ผู้คน รัก ชั่ว ดี ทุกข์ สุข ดังที่ว่าแล้วทั้งหมดเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นธรรมชาติ และมนุษย์นี้ก็เป็นหนึ่งอยู่ในธรรมชาติ และในธรรมชาตินี้ก็มีกฎของธรรมชาติ แสดงตัวอยู่ในตัวของมันเอง กฎของธรรมชาติที่ดิฉันได้พูดมาแล้วก็คือ กฎของอนิจจัง ที่ได้กล่าวมาแล้ว นี่เป็นกฎของธรรมชาติที่มองเห็นชัดแล้ว ก็มีอยู่ตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่อุบัติขึ้น ก็มีอนิจจังอยู่แล้ว แต่เมื่อพระองค์ท่านได้อุบัติขึ้นแล้ว ก็ทรงกล่าวต่อไปให้สิ้นสุดว่า เมื่อมีอนิจจัง แล้วมันแสดงทุกขัง ทุกขังคือสภาวะของความทนอยู่ไม่ได้

    เหมือนอย่างใบไม้นี่นะคะ ที่หล่นลงมาจากต้นนี่ก็แสดงทุกขัง ความทนอยู่ไม่ได้ตามเหตุปัจจัย เพราะมันแก่ เพราะว่ามีลมพัดแรง หรือเพราะว่าเจ้ากระรอกมันกัดมันทำให้ตกลงมา ทั้งที่ใบยังเขียวอยู่ นี่ก็แสดงสภาวะของอนิจจัง พร้อมๆ กับแสดงสภาวะของกฎอิทัปปัจจยตาที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัยนี้อย่างหนึ่ง นี่คือทุกขัง จากทุกขังดูไปนานๆ ก็จะมองเห็นว่า ผลที่สุดแล้วมันเป็นอนัตตา อนัตตาคือความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ที่จะยึดว่านั่นคือใบไม้ นี่คือตัวฉัน นั่นคือไก่ นี่คือแมว นั่นคือกาย นี่คือต้นไม้ ทั้งที่จริงแล้วมันล้วนแล้วแต่เป็นไปตามสมมุติทั้งนั้น..ใช่ไหมคะ อย่างนี้..รูปร่างอย่างนี้เรียกว่าผู้ชาย ก็สมมุติกัน สมมุติเรียกกัน อย่างนี้..อย่างนี้เรียกว่าผู้หญิง ก็สมมุติเรียกกัน ทีนี้จะเรียกแต่เพียงผู้ชายเรียกแต่เพียงผู้หญิงไม่พอต้องมีชื่อ ต้องมีชื่อใส่ต่อไปอีก..จันทร์พร เกษม เป็นต้น เพื่ออะไร..เพื่อบอกผู้ชาย อ้าว.. ผู้ชายมานี่หน่อย ผู้ชายก็นั่งอยู่ตั้งหลายคนไม่รู้ผู้ชายไหนจะมา ถ้าบอกว่าเกษมมานี่หน่อย ก็จะรู้ผู้ชายที่ชื่อว่าเกษมก็จะมา ฉะนั้นชื่อต่างๆ ที่มีอยู่ล้วนแล้วแต่มนุษย์เราตั้งขึ้น เพื่ออะไร เพื่อความสะดวกในการสื่อสาร ในการทำความเข้าใจ ในการพูดจากัน เพราะถ้าไม่มีชื่อเรียกก็จะทำให้เกิดความสับสน เราจึงเรียกกันเสียว่านี่นาฬิกา นี่ไมโครโฟน นี่แก้วน้ำ นี่แว่นตา กลักแว่นตา อย่างนี้เป็นต้น เพื่อความเข้าใจในการสื่อสาร แต่เพราะมนุษย์ไม่ได้ศึกษาในสิ่งที่เรียกว่าธรรมะด้านใน ที่เป็นเรื่องของด้านใน ไม่ได้ศึกษาในเรื่องของ วิชชา (ช ช้าง สองตัว) จึงทึกทักเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่ไปเกี่ยวข้องหรือที่เรียกเป็นจริงเป็นจังไปหมดเลย

    เป็นตัวฉัน เป็นของฉันไปหมดเลย ไม่ยอมรับ เพราะฉะนั้นต้นเหตุแห่งความขัดแย้ง ต้นเหตุแห่งความแบ่งแยก กลมเกลียวเป็นหนึ่งเป็นอันเดียวกันไม่ได้ก็เกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ เพราะมนุษย์ไม่เคยรู้ว่าทุกอย่างนั้นมันเป็นไปตามสมมุติ ที่พูดกันที่รู้กันนี่มันเป็นไปตามสมมุติ แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างนั้น นี่ไม่มีเวลาจะพูดรายละเอียด แต่เชื่อว่าท่านคงจะได้ฟังในชั่วโมงอื่น ดิฉันเพียงแต่พูดให้รู้ว่ามันคืออย่างนี้ นี่เป็นทฤษฎี เป็นปริยัติ ทฤษฎี เท่านั้นเอง เพราะเวลาจำกัด ฉะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงแสดงกฎธรรมชาติที่ชื่อว่ากฎไตรลักษณ์ ลักษณ์ก็คือลักษณะ ลักษณะอันเป็นธรรมดา ๓ ประการคือ อนิจจัง..ไม่เที่ยง เกิดดับ เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ตามที่พูดมาแล้วนะคะ อันที่สองก็คือ ทุกขัง ความทนอยู่ไม่ได้ เพราะมันเปลี่ยนแปลงมันก็ทนอยู่ไม่ได้ อย่างร่างกายของเรานี่ รูปร่างกายที่มองเห็นอยู่นี่ มันทนอยู่ไม่ได้ ทนเป็นเด็กอยู่ไม่ได้ ทนเป็นสาวอยู่ไม่ได้ ทนเป็นหนุ่มอยู่ไม่ได้ ทนเป็นผู้ใหญ่อยู่ไม่ได้ แล้วมันก็ทนแก่อยู่นานไม่ได้ ผลที่สุดมันก็หยุดหายใจ เพราะฉะนั้นนี่มันเป็นสภาวะของธรรมชาติ มันทุกขัง มันทนอยู่ไม่ได้ ต้นหมากรากไม้นี่ก็เหมือนกัน ก้อนหินนี่ก็เหมือนกัน ลองย้อนนึกถึงเจ้าก้อนหินที่ท่านทั้งหลายมองเห็นอยู่นี่นะคะ เมื่อใหม่ๆ ที่ถูกพามาตั้งอยู่ที่นี่ ท่านนึกไหมคะว่ามันจะเขียวคร่ำ แล้วก็จะมองดูสกปรก แล้วก็จะมองดูมีรอยบิ่น ริ้วรอย ท่านนึกไหมว่าจะเป็นอย่างนี้ตอนที่มันถูกพามาใหม่ๆ ทีแรก

    ก็คงไม่เป็นอย่างนี้ใช่ไหมคะ คงใหม่ คงขาวสะอาด คงสวยงามกว่านี้ แต่เพราะเวลาผ่านไปตามเหตุตามปัจจัย โดนแดดโดนฝน โดนความสกปรกของผู้คนที่เอามาป้าย มันก็เปลี่ยนแปลงไป แต่นี่แหละมันแสดงถึงสภาวะของทุกขัง เช่นเดียวกับร่างกายของเรานี้ ถ้าเราจะศึกษาไตรลักษณ์ ไม่ต้องไปหาแบบฝึกหัดที่ไหน เอาตัวเรานี่แหละเป็นแบบฝึกหัดของการศึกษา ทุกวันตอนเช้าที่ส่องกระจก หรือว่าส่องนานๆ ตอนก่อนนอน ในขณะที่ส่องกระจกอย่าส่องเอาแต่เพียงว่า ยังสาวอยู่ ยังสวยอยู่ ยังใช้ได้ อย่าเอาเพียงแค่นั้น ดูให้ทะลุลึกออกไปมากกว่านั้น ว่าเออ..มันมีความเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นบ้าง เห็นความเปลี่ยนแปลงของสีหน้า เห็นความเปลี่ยนแปลงของแววตา เห็นความเปลี่ยนแปลงของผิวพรรณ มองเห็นบ้างไหม ดูอันนี้ถ้าเราศึกษาอันนี้อยู่เสมอ จะทำให้เราเป็นผู้ทันสมัยอยู่เสมออย่างยิ่ง ก็จะทันต่อกฎของธรรมชาติ และอันนี้แหละคือสิ่งที่จะเตือนใจมนุษย์ทุกคน ให้เป็นผู้ไม่ประมาท ไม่ประมาทต่อความแก่ ไม่ประมาทต่อความตาย ไม่ประมาทต่อความเจ็บ เพราะรู้ว่าเป็นสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกขณะเมื่อใดก็ได้ ฉะนั้นท่านก็พูดถึงกฎของไตรลักษณ์ ที่แสดงถึงลักษณะอันเป็นธรรมดา ๓ ประการ ซึ่งจะเป็นไปตามกฎอิทัปปัจจยตา คือกฎแห่งเหตุและผลนะคะ ทีนี้กฎธรรมชาติกฎที่สอง ที่เป็นกฎสำคัญมาก แล้วก็อยู่ในชีวิตของคนเราทุกคน นั่นก็คือกฎอิทัปปัจจยตา

    บางท่านอาจจะคุ้นเคยแล้วกับคำนี้ บางท่านอาจจะยังเป็นของใหม่ ก็ขออนุญาตบอกตัวสะกดนิดหนึ่งนะคะ .. อ อ่าง - สระ อิ - ท ทหาร – ไม้หันอากาศ - ป ปลา แล้วก็ ป ปลา – ไม้หันอากาศ - จ จาน แล้วก็ จ จาน อีกตัวหนึ่ง ย ยักษ์ - ต เต่า  -สระ อา .. อิทัปปัจจยตา อิทัปปัจจยตา ถ้าจะเรียกสั้นๆ เพื่อจำง่ายก็คือ กฎอิทัปฯ กฎอิทัปฯ พูด..อิทัปฯ เข้ามาละมันง่าย มันกฎอะไร ดิฉันก็จะพูดง่ายๆ ก็คือกฎแห่งเหตุและผล เหตุอย่างใดผลอย่างนั้น ผลอย่างใดย่อมมาจากเหตุอย่างนั้น ไม่มาอื่นเลย ซึ่งอันที่จริงแล้วกฎอิทัปปัจจยตา ก็เป็นกฎที่มีอยู่ในชีวิตมนุษย์อยู่เสมอเหมือนกัน ที่จริงเราเห็นอยู่ทุกวัน แต่ดิฉันจะยกตัวอย่างให้เห็นชัด นี่ก็จากหนังสือพิมพ์ที่อ่านเมื่อปลายปีที่แล้วนะคะ ซึ่งทุกท่านคงจะได้ผ่านข่าวนี้มาแล้ว แล้วเมืองไทยก็มีเยอะ แต่อันนี้หนังสือพิมพ์เขาเสนอให้เห็นกฎอิทัปปัจจยตาชัดเลย คนเสนอก็คงไม่รู้หรอกว่านี่คือ กฎอิทัปปัจจยตา แต่นี่แหละค่ะเป็นตัวอย่างที่แสดงว่า ที่จริงแล้วล่ะก็กฎอิทัปปัจจยตาอยู่ในชีวิตของเราทุกคนทุกขณะ ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ แต่มันแสดงตัวของมันอยู่ตลอดเวลา นี่เขาพูดถึงเมื่อพฤศจิกาปีที่แล้วนะคะ ที่พูดถึงอียิปต์ไฟไหม้ น้ำท่วม ฟ้าผ่า กลืนกว่า ๒๐๐ ชีวิต ในพริบตาที่เป็นข่าวพาดหัวใหญ่ แล้วก็พาดหัวเล็ก ซึ่งแสดงถึงอิทัปฯ ชัดเจน เขาบอกว่าอียิปต์เกิดอาเพศครั้งใหญ่ ทั้งไฟไหม้น้ำท่วมฟ้าผ่าในห้วงเวลาเดียวกัน เหตุการณ์เกิดขึ้นเหมือนลูกโซ่ นี่แหละคือแสดงอิทัปปัจจยตา มันต่อเนื่องกัน เหตุนี้ให้ผลอย่างนี้ ผลนี้เป็นเหตุแล้วก็ให้ผลอย่างนั้น และผลนี้ก็เป็นเหตุแล้วก็ให้เกิดผลอย่างนี้อีก มันต่อกันเหมือนลูกโซ่

    เหตุแรกก็คือ กระแสน้ำไหลพัดรางรถไฟพัง..นี่เป็นเหตุแรก ที่จริงมีเหตุก่อนนี้อีกนะคะ ที่ทำไมจู่ๆ มันถึงจะมีกระแสน้ำ เพราะว่ามันเกิดน้ำท่วม เป็นเหตุแล้วก็เป็นผลให้น้ำนี่พัดรางรถไฟพัง แล้วก็รางรถไฟพัง ก็กลายไปเป็นเหตุ ทำให้รถไฟบรรทุกถังน้ำมันตกราง ที่เป็นผลแล้วก็กลายเป็นเหตุ แล้วก็ผลนี้ก็กลายเป็นเหตุอีกว่า น้ำมันไหลรวมกับสายน้ำ น้ำมันกับสายน้ำมาไหลรวมกันเข้า แล้วก็ไปปะทะกับสายไฟ นี่ก็เป็นเหตุแล้วก็เป็นผล จึงเกิดประกายเพลิง นี่ก็เป็นผลต่อมา พอเกิดประกายเพลิงเป็นผล แล้วมันก็เป็นเหตุให้ไฟลุกท่วมบ้านเรือนในชุมชนขนาดใหญ่ ไปลุกท่วมบ้านเรือนในชุมชนขนาดใหญ่เป็นผล แล้วก็กลายเป็นเหตุให้เกิดการตายกันเสียหลายร้อยคน นี่คือกฎอิทัปปัจจยตา นี่ก็เป็นข่าวที่เขาบอกว่ามีในดูรังก้าของอียิปต์ ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ทางตอนใต้ของไคโรลงไปนะคะ นี่คือลักษณะของกฎอิทัปปัจจยตา ซึ่งจะเกิดขึ้นเหมือนลูกโซ่ เกิดน้ำท่วม ทำไมน้ำถึงท่วม หาเหตุต่อไปก็จะพบ เหมือนอย่างของเมืองไทยเรานี่แหละ เราก็จะรู้ว่าเวลานี้ทำไมน้ำท่วมมาก ทำไมน้ำแห้ง ทำไมอากาศร้อน ทำไมต้นไม้เหี่ยวแห้ง พืชพันธุ์ธัญญาหารค่อยๆ ลดลง ก็เพราะการตัดป่าไม้ การทำลายต้นน้ำลำธาร นี่คือต้นเหตุ แล้วก็ย้อนไปอีก ทำไมถึงต้องตัดป่าไม้ มีเงินก็มากมายแล้วทำไมถึงต้องมาตัดป่าไม้ เพราะอะไร ไม่ค่อยยอมคิดกัน ไม่ค่อยยอมคิดไปถึงเหตุผลอันนี้

    ก็เพราะความอยาก ความโลภ ความจะเอาแต่ได้ ความเห็นแก่ตัว ตามสัญชาตญาณดิบของคนใช่ไหมคะ แต่ไม่ค่อยค้น มนุษย์เราไม่ค่อยยอมค้นไปหาต้นเหตุนี้ เพราะการจะแก้ต้นเหตุนี้มันแก้ยาก แก้สัญชาตญาณดิบให้เป็นสัญชาตญาณที่พัฒนาแล้วไม่ใช่ง่ายเลย ให้เป็นสัญชาตญาณที่เห็นแก่ผู้อื่นมากกว่าเห็นแก่ตัวเองมันยากมาก ฉันไม่ค่อยชอบที่จะแก้ขึ้นไป เพราะวิธีแก้ต้องอาศัยวิชชา (ช ช้าง สองตัว) อย่างเดียวเท่านั้น ฉะนั้นนี่ก็บอกว่าน้ำท่วมอย่างเมืองไทยนี่เราก็มองเห็นอยู่แล้ว ในขณะนี้ทำไมปีนี้มันร้อนเหลือเกิน ร้อนทั่วทุกหนทุกแห่ง ทุกภาค ร้อนมากๆ ขึ้นกว่าธรรมดา ก็เพราะการทำลายธรรมชาติ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ความอกตัญญูต่อธรรมชาติของคนในสังคมทุกวันนี้ที่มีมากขึ้น อกตัญญูต่อธรรมชาติ มนุษย์ได้รับความเย็น ได้รับความสบาย ได้รับพืชพันธุ์ธัญญาหาร ได้รับความบริสุทธิ์สะอาด ซึ่งธรรมชาติให้มา แต่คนกำลังทำลายสิ่งที่ธรรมชาติให้คุณค่ามหาศาล แล้วก็พยายามวิ่งกันไปหาสีเขียว ไปสร้างอีสานเขียว ไปทำความเขียวที่อื่น ที่ไหนที่มันเขียวอยู่แล้วกลับทำให้มันแล้ง ตัดให้มันหายไป แต่กลับที่จะวิ่งไปหาสีเขียว แล้วต่อไปคิดหรือว่าเราจะวิ่งไปหาที่ไหนได้อีก ไปทำลายมันเสียหมด มันก็หมดไปๆๆ  แล้วผู้ที่ได้รับผลคือใคร ก็คือคนที่อยู่ในโลกในสังคมทุกวันนี้ ก็จะสุกกันจริงๆ ตอนนี้สุก ก ไก่ ทั้งข้างนอกข้างใน ฉะนั้นอันนี้ไม่ได้คิดกันเลย เพราะอะไรก็เพราะละเลยต่อการศึกษาวิชชา (ช ช้าง สองตัว) มองข้ามไปว่าเรื่องของวิชชาไม่สำคัญ

    จึงไม่เห็นถึงกฎอิทัปปัจจยตา ซึ่งเป็นกฎที่ท่านเรียกว่าครอบคลุมจักรวาล ครอบคลุมชีวิตมนุษย์ทุกคน ที่เราดำเนินอยู่เป็นไปอยู่ภายใต้กฎแห่งเหตุและผล และกฎแห่งเหตุและผลนี้ดูไปให้ซ้ำ ดูให้ซ้ำแล้วก็ให้ลึกไปอีกว่า ใครเป็นคนทำ ใครเป็นคนสร้าง นี่คือคำตอบ คำตอบที่ถ้าเรามองเห็นแล้วเราจะเกิดความรู้สึกว่า อ้อ..กฎแห่งกรรม มันไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย มันอยู่ตรงนี้เองใช่ไหมคะ กรรมคืออะไร กรรมคือการกระทำ นี่ที่เขาบอกว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเหตุและผล เป็นศาสนาที่ใช้ปัญญา พุทธะคือปัญญา มาจากคำว่าโพธิ ต้นโพธิ์คือต้นไม้แห่งปัญญา เพราะมีท่านผู้ประเสริฐท่านหนึ่งไปนั่งที่ใต้ต้นไม้ต้นนั้นแล้วก็ทรงใคร่ครวญธรรมตลอดคืน หลังจากที่ได้ทรงใคร่ครวญมาแล้ว ๖ พรรษา คือ ๖ ปี และในคืนสุดท้ายที่ตัดสินเด็ดขาด ทรงใคร่ครวญตลอดคืนจนบรรลุซึ่งธรรมอันวิเศษนั้น แล้วก็ด้วยพระโพธิญาณของพระองค์เอง และต้นไม้ต้นนั้นก็ได้ชื่อว่าต้นโพธิ์ คือเป็นต้นไม้แห่งปัญญา เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา ที่จะต้องใช้เหตุใช้ผล ฉะนั้นเรื่องของกรรมในทางพระพุทธศาสนา คือเรื่องของการกระทำ ไม่ใช่เรื่องของการเสกเป่า ไม่ใช่เรื่องของพระพรหมที่อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ที่จะดลบันดาลลิขิตให้ชีวิตเป็นอย่างโน้นอย่างนี้..เปล่าเลย แต่มนุษย์ที่อ่อนแอ หรือมนุษย์ที่เห็นแก่ตัว มนุษย์ที่ขี้เกียจจะช่วยตัวเอง อยากให้ใครเป่าพรวด แล้วก็บันดาลให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ก็จะไปปะเอา ปะเอาที่พระพรหม ปะเอาที่ดินฟ้าอากาศ ปะเอาที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่แท้ที่จริงแล้วเรื่องของกรรมคือเรื่องของการกระทำ และกฎอิทัปปัจจยตาคือกฎที่แสดงให้เห็นถึงเรื่องของการกระทำ ถ้าการกระทำนั้นประกอบเหตุให้ถูกต้อง ผลย่อมถูกต้อง เหตุอย่างใด ผลอย่างนั้น ผลอย่างใด ย่อมมาจากเหตุอย่างนั้น

    เพราะฉะนั้น ท่านผู้ที่ยังทำงานอยู่นี่นะคะ วิธีที่จะผ่อนคลายความรู้สึกในใจเมื่อเกิดความขัดข้อง อึดอัด ขัดใจ หงุดหงิด ไม่สบายใจ มีปัญหาในการทำงาน อยากจะขออนุญาตเสนอแนะว่า เพราะผลเป็นอย่างนั้นสิ่งแรกที่ควรทำ หยุดทันที หยุดคิด หยุดโกรธ หยุดไม่พอใจ ยืดตัวตรง หายใจยาวลึกๆ ยืดตัวตรง หายใจยาวลึกๆ ครั้งเดียวไม่พอ หายใจยาวลึกๆ ทำไม ขับไล่ ขับไล่อารมณ์ ขับไล่ความรู้สึกที่ไม่ถูกใจ ไม่ชอบใจ ขัดใจ แล้วก็พร้อมที่จะมีปฏิกิริยาออกไป ไล่มันออกไปเสียก่อน เพราะสิ่งนั้นมันร้อน มันร้อนเพราะปฏิกิริยาเหล่านั้นออกไป วาจามันก็จะต้องตามออกไป และวาจานั้นแน่นอนที่สุดมันย่อมจะไม่น่าฟัง ไม่น่ารัก เพราะฉะนั้นขับไล่มันออกไป พอขับไล่มันออกไปแล้ว ดูผล ผลมันเป็นอย่างนี้เพราะเหตุอะไร สาวไปถึงเหตุๆ ทีละขั้นๆๆ ช้าๆ ในขณะที่เราสาวไปถึงเหตุทีละขั้นช้าๆ จิตเป็นสมาธิแล้ว จิตเป็นสมาธิ จิตนิ่งอยู่ที่เหตุ โดยขณะที่สาวไปช้าๆ นี้ไม่เอาใจของเราเข้าไปเป็นที่ตั้ง มันนี่ฉันนะๆๆ ไอ้ตัวฉันนี่แหละตัดมันไปเสียให้ไกลๆ ตัวฉันนี่แหละคือตัวต้นเหตุของปัญหาทั้งปวง ในขณะที่สาวเหตุ เอาแต่เหตุเอาแต่เรื่องราว เอาแต่การกระทำที่เกี่ยวข้อง สาวไปทีละเหตุๆๆ  พอถึงสุดท้ายก็สรุปบอกตัวเองว่า เอ..มันก็ถูกต้องนี่นะ คือการทำนี่ก็ได้ทำอย่างถูกต้อง ใช้ความรู้ ใช้สติปัญญา ใช้ความรอบคอบถี่ถ้วน แล้วก็ทำตามกำหนดหลักเกณฑ์ที่ได้ตกลงกันแล้วทุกอย่าง เอ..แล้วผลทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ ก็อย่าลืมว่าถ้าหากว่าเหตุของการกระทำนั้นตัวเราเป็นผู้กระทำเองแต่เพียงคนเดียว เป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงคนเดียว เราก็จะพูดได้เต็มปากว่า เออ..นี่มันถูกต้อง มันต้องเป็นแบบนี้ เพราะเราทำอย่างถูกต้อง ทำอย่างลืมตาลืมใจ อย่างเต็มที่แล้ว ถูกต้อง แต่ในการกระทำนี้ ในวงของการทำงาน ในวงของสังคม มันไม่ได้มีตัวฉันเป็นตัวตั้งแต่เพียงคนเดียว มันมีตัวแปรอีกตั้งหลายๆ อย่างใช่ไหมคะ ผู้ร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา งบประมาณ อุปกรณ์เครื่องมือ เวลาตามที่กำหนด มันสามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ตามกฎของอนิจจังซึ่งมันไม่เที่ยง

    กำหนดวางหลักเกณฑ์หลักการเอาไว้เรียบร้อยแล้ว จะต้องเป็นไปอย่างนี้ แต่มันยังมีตัวแปรอีกตั้งหลายๆ อย่าง เพราะฉะนั้นเมื่อเรามีตัวแปรเกิดขึ้น อ้อ..ตรงนี้เอง แก้ได้ไหมเดี๋ยวนี้ ถามตัวเอง เราจะแก้ได้ไหมเดี๋ยวนี้ อา..เดี๋ยวนี้ มองดูรอบด้านแล้ว ศึกษารอบด้าน เดี๋ยวนี้ยังไม่อำนวย ยังไม่อำนวยที่จะให้แก้ได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ควรทำก็คือ หยุดไว้ก่อน รอไว้ก่อน เย็นไว้ก่อน หลายท่านก็อาจจะเถียงในใจ ยอมอย่างไรล่ะ งบประมาณก็ต้องให้หมดสิ ก็ต้องใช้ให้หมด จะมัวนั่งเย็นอยู่ได้อย่างไร ก็ถามซ้ำไปอีกว่า แล้วร้อนละมันได้ประโยชน์อะไรไหม ร้อนละได้ประโยชน์อะไรไหม มันก็ไม่ได้ มันยิ่งร้อนสมองก็ตัน สมองที่เคยฉลาดๆ แหลมๆ มันทื่อมันทู่ขึ้นมาทันทีเลย เพราะมันตันด้วยความโกรธ เพราะฉะนั้นเย็นไว้ก่อน แล้วก็ดูเหตุปัจจัย อาศัยเหตุปัจจัยใหม่ แล้วก็คอยหาเหตุผล คิดแก้ไขด้วยสติและปัญญา เพราะฉะนั้นกฎอิทัปปัจจยตา คือกฎแห่งกรรม กฎแห่งการกระทำที่จะเป็นไปตามเหตุตามผล จะเป็นกฎที่คอยเตือนสติมนุษย์ทุกคน ให้รู้ว่าเรื่องมันเป็นอย่างนี้ อย่าเพิ่งเดือดร้อน อย่าเพิ่งเสียใจ อย่าเพิ่งสิ้นหวัง ยังมีหนทางที่จะแก้ไขได้ เพียงแต่รอเวลาให้มันเหมาะสม และในขณะเดียวกันให้จิตมันเงียบ เย็น โปร่งใส มีสติปัญญา ที่จะนำเอาความรู้ความชำนาญประสบการณ์มาคิดแก้ไขได้เสมอ แต่ถ้าหากว่าจิตร้อน ดัง วุ่น มองอะไรไม่เห็นเลย เห็นแต่เฉพาะตรงหน้า.... แต่มันก็ไม่เกิดผลอะไรนอกจากมือหักเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นกฎอิทัปปัจจยตา คือกฎแห่งเหตุและผล และมันจะเป็นตัวแปรกันได้ตลอดเวลา นี่เป็นกฎธรรมชาตินะคะที่มีอยู่ ที่ดิฉันยกตัวอย่างอียิปต์นี่ ก็เป็นแต่เพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง ที่จะบอกให้เห็นชัดถึงลักษณะของกฎอิทัปปัจจยตา แต่แท้ที่จริงแล้วล่ะก็กฎอิทัปปัจจยตาเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เกิดขึ้นในสังคม เกิดขึ้นในโลกอยู่ทุกขณะ

    จึงขออนุญาตเชิญชวนทุกท่าน ได้โปรดศึกษากฎอิทัปปัจจยตาให้ชัดเจน แล้วท่านจะรู้ว่าธรรมะที่บอกว่า คือทุกสิ่ง ธรรมะคือธรรมชาตินั้นจริงไหม แล้วที่บอกว่า ธรรมะนี้มีกฎของธรรมชาติแสดงอยู่ในตัวของมันเองจริงไหม จะจริงหรือไม่จริง ก็ลองโปรดใช้เวลาที่ท่านอยู่ที่นี่เงียบๆ นั่งเงียบๆ ที่มุมไม้ต้นใดต้นหนึ่ง แล้วก็ลองใคร่ครวญดูในชีวิตของเราที่ผ่านมา ชีวิตที่ผ่านมาตามลำดับนี่ ดำเนินไปตามกฎอิทัปปัจจยตาหรือเปล่า นี่เป็นวิธีที่จะศึกษาธรรมะภาคปฏิบัตินะคะ ก็ศึกษาได้ดีเมื่อเป็นผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ในชีวิตมามาก นี่เป็นกำไร แม้จะไม่เคยเข้ามาในทางธรรมะเลยก็ตาม แต่เป็นกำไร กำไรเพราะอะไร เพราะในประสบการณ์ของชีวิตที่ผ่านมานี้ เราได้ผ่านเรื่องของกฎธรรมชาติที่พูดถึงกฎไตรลักษณ์ก็ดี หรือกฎอิทัปปัจจยตาก็ดีมาตลอดเวลา เพียงแต่เราไม่ยอมสัมผัสมัน คราวนี้ถ้าเรายอมสัมผัสมัน จะเป็นการเรียน ศึกษาธรรมะที่จะเพิ่มพูนวิชชา (ช ช้าง สองตัว) ให้เกิดขึ้นในจิตใจได้โดยทางลัดนะ โดยทางลัด เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นเรื่องของ..ธรรมะคืออะไร ทีนี้ธรรมะเพื่ออะไร เราจะรู้ธรรมะเพื่ออะไร รู้ไปทำไม รู้แล้วได้ประโยชน์อะไร จะมาทำเป็นเงินเป็นทองก็ไม่ได้ ไปซื้อไปขายก็ไม่ได้ แต่ที่จริงเดี๋ยวนี้เขาก็มีการเอาธรรมะไปขายกันเหมือนกัน แต่ที่จริงแล้วละก็ธรรมะประเสริฐกว่านั้น ไปซื้อไปขายไม่ได้ ทำเป็นเงินเป็นทองไม่ได้ แต่สามารถจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้ชีวิตคนแต่ละคนไปหาเงินหาทองให้มากขึ้นได้อย่างเป็นสุขและก็เย็นสบาย ไปหาชื่อเสียงเกียรติยศ ตำแหน่งการงานได้อย่างสมปรารถนา อย่างเย็น อย่างเป็นสุข อย่างสบาย แล้วก็ความสุขที่แสวงหามาตลอดเวลานั้น ก็จะหาได้หาได้ที่ตรงนี้ คุ้มค่าแก่การมีชีวิตอยู่

    ฉะนั้น ธรรมะทำไมหรือเพื่ออะไร ก็อยากจะขอพูดว่า ข้อแรกเพื่อหยุดความดิ้นรน การศึกษาธรรมะเพื่อหยุดความดิ้นรน ที่นั่งอยู่ที่นี่เวลานี้ก็มองดูนั่งสงบกันดีอยู่ แต่ก็ไม่ทราบว่าข้างในมีความดิ้นรนอยู่บ้างรึเปล่า ต่อไป..ย้อนไปชีวิตที่ผ่านมา ดิ้นรนไหม ดิ้นรนด้วยความคิด ด้วยความรู้สึก ด้วยอารมณ์ ด้วยความอยากจะเอา อยากจะไม่เอา ด้วยความเกลียด ด้วยความโกรธ ด้วยความรัก ด้วยความชัง ดิ้นรนด้วยความเจ็บปวดขมขื่น ดิ้นรนด้วยความทะยานอยาก ชีวิตนี้ไม่เคยหยุดนิ่งเลย ทั้งๆ ที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้..จริงไหม ทำไมดิฉันจะถามถึงถามว่าจริงไหมๆ เพราะเรื่องของธรรมะเป็นเรื่องของความจริง ไม่ใช่เรื่องของการที่จะมาหลอกกัน ถ้าดิฉันจะพูดให้หลอกๆ พูดให้หวานๆ แล้วก็บอกว่าถ้าทำอย่างนี้จะได้อย่างนี้ๆ พูดได้ แต่อย่างนั้นดิฉันถือว่าเป็นการพูดของศัตรู ไม่ใช่การพูดของมิตร ก็เพราะว่าศัตรูจะพูดอะไรหวานๆ ให้เป็นที่พอใจ ยกยอปอปั้น ประจบสอพลอ เพื่อประโยชน์อะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เรื่องของการพูดธรรมะไม่ใช่เพื่อสิ่งนั้น และดิฉันก็ไม่ได้หวังประโยชน์อะไรจากท่านทั้งหลายเลยสักนิดเดียว มีหน้าที่เพื่อจะพูดก็พูดเพื่อความตรงไปตรงมา เพื่อความเป็นจริงในสิ่งที่เราควรจะรู้ เพราะว่าดิฉันเองดิฉันก็รู้สึกบุญคุณในธรรมะ ทำไมถึงว่าดิฉันรู้สึกบุญคุณในธรรมะ ก็เพราะว่าดิฉันเองก็เคยมีชีวิตเหมือนอย่างท่านทั้งหลาย ท่านคงทราบดิฉันเป็นคนเคยทำงานมา อยู่ในทางโลกมามากมานาน มีตำแหน่งการงานที่เรียกว่าเป็นความสุขความสำเร็จพอสมควร

    แล้วก็ไม่เคยรู้ว่าตลอดเวลาแห่งความสุขความสำเร็จที่เราคิดว่าเรามีนั้น เราดิ้นรนตลอดเวลา เราเหน็ดเหนื่อยตลอดเวลา เราไม่เคยรู้ จนกระทั่งมีโอกาสมาสัมผัสกับธรรมะ โดยที่ต้องบอกว่ายังโชคดีที่มันไม่ตายเร็ว ถ้าตายเร็วอายุสั้นกว่านี้ก็ตายเปล่า เรียกว่าตายร้อน ตายร้อนๆ ตายสุก ก ไก่ ไปอย่างนั้น นี่เผอิญได้มาสัมผัสกับธรรมะจึงรู้ว่า อ้อ..ชีวิตที่ผ่านมานี้เรามัวแต่เล่นกับเรื่องของวิชา (ช ช้าง ตัวเดียว) เราไม่เคยใส่ใจเรื่องของวิชชา (ช ช้าง สองตัว) ไม่เคยใส่ใจกับเรื่องของข้างใน ทั้งๆ ที่ร้อนนี่มันร้อนที่ข้างใน มันไม่ใช่ร้อนที่ข้างนอก ข้างนอกเราใช้ Air Condition เราอาบน้ำ เราพัด ใช้พัดลมได้ แต่เราร้อนที่ข้างใน แต่เราไม่เคยนึกเลยว่าเราร้อนที่ข้างในนี่คือการดิ้นรน เรามองเห็นแต่การดิ้นรนข้างนอก ต้องวิ่งไปที่โน่นวิ่งไปที่นี่ในทางกาย วิ่งไปที่โน่นที่นี่ในทางกายยังมีโอกาสหยุดพักใช่ไหมคะ เหนื่อยก็นั่งพักเสียบ้าง นอนเสียบ้าง ขึ้นรถเสียบ้าง ทำอะไรต่ออะไรเพื่อเป็นการผ่อนคลาย แต่ข้างในที่มันวิ่งตลอดเวลามันดิ้นรนตลอดเวลา เราไม่เคยให้หยุดพักเลย เจ้าประคุณท่านอาจารย์ท่านเคยเล่านิทานนาทีเดียว ซึ่งดิฉันชอบมาก ฟังท่านแล้วก็จดจำเอาไว้ ท่านพูดถึงคนๆ หนึ่งขี่ม้า แล้วก็ม้านั่นก็พาควบตะบึงไปอย่างเร็วเชียว ก็ผ่านคนที่เขายืนเขานั่งอยู่นี่ก็ถามว่าจะไปไหน..จะไปไหนโว้ย! คนบนหลังม้าก็ตอบ..ไม่รู้โว้ย! แล้วแต่ม้าโว้ย! นิทานเรื่องนี้จบแล้วไม่ถึงนาทีด้วยซ้ำไป แล้วได้ข้อคิดอะไรบ้าง ก็ลองนึกดูนิดเดียวว่า นิทานเรื่องนี้ก็มีตัวละครคือคนที่อยู่ข้างทาง ก็คือคนที่เขามองเห็น เราก็เป็นคนอยู่ข้างทาง

    แต่เราเคยนึกบ้างไหมว่า เราเองก็คือคนที่อยู่บนหลังม้า และเราเองก็คือม้าด้วยเหมือนกัน เคยนึกบ้างไหมคะ มองเห็นบ้างไหมว่ามันสัมพันธ์กันอย่างไร คนขี่ม้า ม้าก็วิ่งควบไป คนอยู่บนหลังม้าก็อยู่บนหลังม้า ห้อตะบึงไปกับม้า แล้วเขาก็ถามจะไปไหนโว้ย ไม่รู้โว้ย แล้วแต่ม้าโว้ย ตกลงคนกับม้าอะไรเป็นใหญ่ ม้าเป็นใหญ่ใช่ไหมคะ จากนิทานนี่ม้าเป็นใหญ่ แล้วม้ามันก็ห้อตะบึงพาคนไป คนจะไปไหนไม่รู้ มันแล้วแต่ม้าโว้ย เพราะฉะนั้นไอ้ม้านี่ ถ้าจะไปถามมัน..จะไปไหน มันก็กำลังห้อควบตะบึง มันก็จะพาไปล่ะ ถ้าพบป่าไผ่มันก็วิ่งทะลุป่าไผ่ พบเหวมันก็ข้ามเหว ถ้าโชคดีเป็นม้าเก่งก็ข้ามเหวได้ ถ้าโชคไม่ดีมันก็ลงพาคนนั้นลงเหวเลย หรือว่าถึงภูเขามันก็ขึ้นภูเขา ถึงทะเลมันก็ลงทะเล ถึงงูถึงตะเข้มันก็ผ่านไปหมดทุกอย่าง เพราะเจ้าม้าตัวนั้นมันห้อตะบึง ห้อตะบึงอย่างไม่เคยหยุดเลย ไม่เคยหยุดคิด ไม่เคยหยุดนึก ไม่เคยหยุดสำรวจทุกทางของตัวเอง ไม่เคยหยุดสำรวจทุกทางของชีวิตที่กำลังเดิน นี่เดินไปไหน เดินทำไม หนทางที่เดินนั้นราบเรียบหรือว่าขวากหนามหรืออย่างไรไม่เคยเลย แล้วก็เจ้าคนบนหลังม้าก็ยังฝากชีวิตทั้งชีวิตเอาไว้กับม้าที่มันตะลุยไปโดยมันไม่เคยรู้อะไรเลย ฉะนั้นม้านี่คืออะไร ชีวิตประกอบด้วยอะไรดังที่เราพูดแล้ว ชีวิตประกอบด้วยกาย-ใจ อะไรคือสิ่งนำชีวิต..ใจนำชีวิต ทีนี้คนกับม้าอะไรคือใจ ในที่นี้ม้านั่นแหละคือใจ แต่เป็นอวิชชา ไม่ใช่ใจที่เต็มไปด้วยวิชชา วิชชาคือ ช ช้าง สองตัวที่ดิฉันพูดแล้ว

    วิชชาก็คือความรู้ แสงสว่าง ปัญญา มีความรู้คือความรู้ที่ถูกต้องในเรื่องของธรรมะที่เป็นแก่นสาร ตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นคำสอนที่ตรง ที่ลัด ตัดเข้าสู่หัวใจของคำสอน ฉะนั้นมีความรู้ ศึกษาจนเข้าใจ จนฝึกปฏิบัติก็จะเกิดแสงสว่าง มีแสงสว่างที่มันจะขับไล่ความมืด อวิชชานั่นคือความมืด เติมตัว อ อ่าง เข้าไปหน้าวิชชา (ช ช้าง สองตัว) อวิชชาก็คือความมืด ความมืดของใจที่ไม่เคยศึกษาถึงสัจธรรมของชีวิต สิ่งที่เป็นสัจธรรมก็คือสิ่งที่เป็นกฎธรรมชาติ ไม่เคยมองดูว่าชีวิตนี้มันอยู่กับเรื่องของอนิจจังนะ ทุกขังนะ อนัตตานะ ไม่สนใจ เห็นอะไรเอาจริงเอาจังไปหมด ถูกใจก็จริง ไม่ถูกใจก็จริง คือถูกใจจริงก็จะเอาๆๆ ไม่ถูกใจก็จริง ไปๆๆ ไม่มองเห็นว่าแท้จริงแล้วมันอนิจจัง สับเปลี่ยนกัน เดี๋ยวเกิดเดี๋ยวดับๆ มันไม่เคยยืนยงคงที่อยู่อย่างนั้นเลย ไม่ยอมศึกษาๆ ว่าชีวิตนี้มันเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยแห่งการกระทำ กระทำถูกต้องผลก็ถูกต้องคือเย็นสบาย ไม่เป็นทุกข์ ถ้ากระทำไม่ถูกต้อง ไม่ถูกต้องคืออย่างไร กระทำตามใจด้วยความเห็นแก่ตัว ตามอำนาจของกิเลส ความโลภ โกรธหลง ตามตัณหา ความอยาก ตามอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่น เอาให้ได้อย่างใจๆ นี่การกระทำที่ไม่ถูกต้องผลมันก็ต้องไม่ถูกต้อง คือเป็นทุกข์แน่นอน เพราะถ้าจะเอาให้ได้อย่างใจ ถึงได้มาก็ยังไม่พอใจ เคยไหมคะ แหม..มันน่าจะมากกว่านี้ เคยพูดบ้างไหมคะ จะเป็นการทำงานหรือว่าจะเป็นการได้ตำแหน่ง ได้เงินเดือน หรือว่าได้ทรัพย์สินอะไรมาก็ตาม หลายคนทำแล้วก็ได้ เรียกว่าได้ตามเป้าที่ต้องการ แต่พอถึงเวลาได้ก็ แหม..มันควรจะได้มากกว่านี้ อุทานมาด้วยความโลภ ก็เพราะมีความอยาก แล้วก็ไม่พอใจในตัวเองตงิดๆ หรือไม่พอใจในโชคชะตาว่ามันควรจะได้มากกว่านี้

    เพราะฉะนั้น การกระทำที่ไม่ถูกต้องก็คือทำตามใจของตัวเอง ตามตัณหา ตามกิเลส ความโลภโกรธหลง ตามอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่น ผลก็ย่อมไม่ถูกต้องคือความเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าศึกษาถึงกฎของธรรมชาติ ให้เห็นว่าชีวิตนี้อยู่กับกฎอิทัปปัจจยตา คือกฎแห่งเหตุและผลที่ขึ้นอยู่กับการกระทำของเราเอง และจุดนี้มันเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดดับๆ ตามกฎอนิจจังตลอดเวลา ถ้าเห็นอย่างนี้อวิชชาคือความมืดค่อยๆ หมดไป ปัญญาที่เป็นวิสุทธิ์ คือปัญญาข้างใน ก็จะเกิดขึ้น แจ่มแจ้ง สว่างไสว ชัดเจนยิ่งขึ้น เจ้าม้าตัวนั้นมันก็จะไม่พาตะบึงไป แต่จะค่อยๆ ลดจากการควบตะบึง เป็นวิ่งช้าๆ จากวิ่งช้าๆ ก็เป็นเดิน จะมีโอกาสได้ชมนกชมไม้ข้างทาง ได้มีความสุข มีความเพลิดเพลินกับบรรยากาศในป่าสวยงาม จรุงใจ เพราะเหตุว่าใจนั้นได้รับการศึกษาอบรม ก็เกิดความสามารถที่จะควบคุมชีวิตให้ดำเนินไปได้อย่างถูกต้อง และคนที่อยู่บนหลังม้าก็จะไม่ตอบว่า ไม่รู้โว้ย..แล้วแต่ม้าโว้ย แต่จะตอบได้ว่า ฉันรู้ว่าฉันกำลังจะไปไหนๆ ไปอย่างตาสว่าง ใจสว่าง เพราะว่าตาเนื้อนี้ไม่ช่วยให้สว่างสักเท่าใด ใจนี่สิจะช่วยทำให้ตาเนื้อนี้มองทะลุไปถึงสิ่งอันเป็นความจริงได้ เพราะฉะนั้นธรรมะทำไมข้อแรกก็คือ เพื่อหยุดความดิ้นรน การดิ้นรนด้วยความคิด ความรู้สึก อารมณ์ต่างๆ นี้ เป็นอุปสรรคต่อสุขภาพทั้งทางกายและทางใจ โรคนอนไม่หลับนี่นะคะไม่ต้องไปหาสาเหตุหรอกค่ะ เพราะจิตมันดิ้นรน เรื่องเดียวเท่านั้น แล้วก็ไปหาจิตแพทย์เพื่อให้จิตแพทย์ช่วยวิเคราะห์รักษาสิ หรือไปหาหมอบางทีหมอเขาก็ไม่ได้ให้ยาอะไร เขาอาจจะเปลี่ยนสีบ่อยๆ คนไข้ก็นึกว่านี่เขาเปลี่ยนยาใหม่ถูกกับเรา แท้จริงแล้วก็คือTranquilizers ยากล่อมประสาท แล้วก็เชื่อไหมคะว่า แม้แต่จิตแพทย์เองก็ต้องมาศึกษาธรรมะ เพื่ออะไร จิตแพทย์ที่ช่วยรักษาผู้อื่นในทางใจ ที่จริงไม่ใช่เรื่องของทางใจ เป็นเรื่องของทางประสาท

    และจิตแพทย์เองก็ไม่รู้ว่าชีวิตที่สำคัญแล้วคือที่ใจ จิตแพทย์บางคนนะคะ ก็จะต้องมาศึกษาในทางนี้เช่นเดียวกัน และดิฉันก็ได้พบไม่น้อยเลยที่มาคุยกันมาพูดกัน แล้วก็จะยอมรับว่าถ้าผสมผสานความรู้ในทางวิชชา คือ ช ช้าง สองตัว เข้ากับวิชาแพทย์ที่เขาได้เรียนรู้แล้วนั้น ผู้นั้นจะสามารถช่วยเพื่อนมนุษย์ ช่วยคนไข้ของเขาได้อย่างเกิดประโยชน์มหาศาลเลย อย่างเรื่องของปฏิจจสมุปบาทที่เป็นธรรมะขั้นสูงสุดที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ในคืนแห่งการตรัสรู้นั้น นี่แหละแสดงถึงเรื่องของกฎอิทัปปัจจยตาตามเหตุตามผล แสดงลักษณะของความเปลี่ยนแปลงของจิตที่ไม่ได้รับการฝึกฝนอบรม และเมื่อได้รับการฝึกฝนอบรมแล้วจะเกิดเป็นผลอย่างไร..อย่างน่าฟังมาก แล้วก็จะไปช่วยได้ในเรื่องของวิชาการแพทย์เป็นอย่างดี ไม่เฉพาะแต่วิชาการแพทย์นะคะ ทุกอย่างในชีวิต แต่ถ้าพูดถึงในเรื่องของจิตเวชแล้วล่ะก็ จะช่วยได้อย่างสอดคล้องกันชัดเจนทีเดียว ทีนี้ข้อที่สองก็คือ เพื่อหยุดการเบียดเบียน การเบียดเบียนในที่นี้เรามักจะนึกถึงว่าเป็นการถูกคนอื่นเบียดเบียน แต่สิ่งที่เรามองข้ามนั้นก็คือ การที่มนุษย์เราเบียดเบียนตัวเองอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากว่าได้ศึกษาธรรมะ แล้วก็ฝึกฝนอบรมปฏิบัติธรรมด้วยวิธีง่ายๆ อย่างที่ดิฉันยกตัวอย่างนิดหนึ่งเมื่อสักครู่นี้มาแล้วล่ะก็ นั่นแหละเป็นการหยุดการเบียดเบียนตัวเอง การเบียดเบียนที่ว่าคนอื่นก็เบียดเบียนฉัน ก็คือก็ทำให้ฉันไม่สบาย ก็ทำให้ฉันติดขัด ก็ทำให้ฉันเสียผลประโยชน์ นี่ถ้าคนอื่นก็เบียดเบียน ทีนี้ย้อนกลับมาดูตัวเราเอง เราเบียดเบียนตัวเราเองบ้างไหม

    ที่เราไม่ยอมหยุดการดิ้นรนของความคิด ไม่ยอมหยุดการดิ้นรนของอารมณ์ ของความรู้สึก ของความอยาก ที่จะเอาให้ได้อย่างใจ นี่เราเบียดเบียนตัวเราเองรึเปล่า ทำไมเราไม่หยุดเองล่ะ คนอื่นเขาหยุดให้ก็ไม่ได้ใช่ไหมคะ ต่อไปหาท่านผู้ศักดิ์สิทธิ์องค์ไหนให้จับมือเอาไว้หน่อย ช่วยหยุดฉันหน่อยๆ อย่าให้ฉันคิดเรื่องนี้เลย คิดทีไรเจ็บทุกที ท่านก็หยุดไม่ได้ นอกจากเราหยุดเอง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าศึกษาธรรมะ ฝึกปฏิบัติจนเกิดผลขึ้นในใจ นี่แหละจะเป็นการหยุดการเบียดเบียนตนเองได้อย่างดีที่สุด แล้วก็เมื่อหยุดการเบียดเบียนตนเองได้ ต่อไปนี้จะมีใครเล่ามาเบียดเบียนเราได้ เคยนึกไหมคะ ต่อไปนี้จะมีใครเล่าจะมาเบียดเบียนเราได้ ไม่มีอีกแล้ว ถ้าเราหยุดการเบียดเบียนตัวเองได้ นี่คือผู้ชนะ จะยืนอยู่ยอดเขา หรือจะเรียกว่ายอดโลก อยู่ที่ไหน ยืนได้ ยืนได้อยู่ด้วยความมั่นคง ด้วยสติ เพราะระลึกรู้ทันว่า อ้อ..การคิดอย่างนี้มันทำให้ใจเป็นทุกข์ มันเบียดเบียนตัวเองนะ หยุดทัน..ใช้ลมหายใจมาเป็นด่านหน้า แก้ไขเอาไว้ก่อน เสร็จแล้วก็ดูต่อไปสิว่า อ้อ..นี่ไม่ใช่อะไรอื่น มันเป็นธรรมดาอย่างนั้นเอง หยุดมันๆ หรือจะอุทานว่า อ้อ..มันอิทัปฯ นั่นเอง ง่ายนิดเดียว พออะไรเกิดขึ้น อ้อ..อิทัปฯ หัดอุทานเสียแต่เดี๋ยวนี้ก็ได้ อิทัปฯ นั่นเอง พออิทัปฯ ถึงไม่เข้าใจอิทัปฯ ก็ไม่เป็นไร ค่อยๆ นึกไป อ้อ..มันตามเหตุตามผล เหตุอย่างใดมันก็ผลอย่างนั้น เหมือนอย่างเพลงของ ดอริส เดย์ .. whatever will be will be อะไรมันจะเป็นก็ต้องเป็นอย่างนั้น แต่เป็นอย่างนั้นของเพลงนั้น ยังไม่ได้ใช้ปัญญาสักเท่าไหร่

    ทีนี้พอเราเป็นผู้มีสติปัญญา เราก็ใช้ปัญญาเพิ่มเข้าไป ด้วยการนึกถึงกฎของธรรมชาติ เพราะฉะนั้น whatever will be will be ก็จะเป็น will be based on ธรรมะ อยู่บนพื้นฐานของธรรมะได้ตลอดเวลา ทีนี้จิตก็จะหยุดการเบียดเบียน ข้อที่สามก็คือ จะทำให้ชีวิตนี้มีความอิสระอย่างแท้จริง พ้นจากการถูกกัด เจ้าพระคุณท่านอาจารย์สวนโมกข์ฯ ท่านชอบพูดเตือนสติคนทั้งหลายว่า อย่าให้ชีวิตมันกัดๆ พอเข้าใจไหมคะ ว่าชีวิตกัดนี่คืออะไร อย่าให้ชีวิตมันกัด ท่านผู้ใดไม่เคยถูกชีวิตกัดเลยบ้าง อาจจะยังนึกไม่ค่อยออกว่าชีวิตกัดนี่เป็นอย่างไร เพราะถ้าพูดถึงกัด มันต้องนึกถึงลักษณะอาการของการใช้ปากกัด จะเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทไหนก็ตาม ก็คือการใช้ปากกัดแล้วก็งับเอาไว้ เช่น หมากัด แมวกัด งูกัด แต่กัดอันนี้ไม่ต้องใช้ปากใช้ฟันอะไรเลย แต่มันกัดอยู่ตลอดเวลา กัดอยู่ที่ข้างใน ก็คือกัดด้วยการดิ้นรน ด้วยการเบียดเบียนตัวเอง ดังที่พูดมาแล้ว หรือจะกล่าวโดยสรุป สิ่งที่มันกัดชีวิตอยู่ทุกขณะก็คือสิ่งที่คนทั่วไปเกลียดมาก เป็นคำที่คนทั่วไปเกลียดมาก ไม่อยากพบเลย ก็คือคำว่าความทุกข์ใช่ไหมคะ ทุกวันนี้พยายามหลีกเลี่ยงหนีทุกข์ อยากจะพบสุข แต่ยิ่งหลีกเลี่ยงหนีทุกข์ อยากจะพบสุขเพียงใด จะไม่ได้พบ ถ้าหนีความทุกข์จะไม่มีวันได้พบความสุข เชื่อไหมคะ ถ้าหนีความทุกข์จะไม่มีวันได้พบความสุข จะพบแต่สุก ก ไก่ นั่นแหละ สุข ข ไข่ จะไม่มีวันได้พบ ยังไม่เชื่อก็คิดดูนะคะ วันนี้ดิฉันฝากอะไรไว้ให้คิดหลายอย่างนะคะ ถ้าเริ่มคิดเสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ไป ในขณะที่ใช้ก้อนหินดินทราย ป่าไม้ บรรยากาศสวนโมกข์ อาจจะคิดได้ทะลุปรุโปร่งมากกว่าไปคิดในรถหรือที่ทำงาน

    ลองคิดดู..ถ้าหากว่าวิ่งหนีความทุกข์จะไม่มีวันได้พบความสุข เพราะว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ตรัสไว้ในอริยสัจสี่ ที่ท่านได้เรียนมาแล้วในโรงเรียน อริยสัจสี่คือความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการที่มนุษย์คนใดได้เรียนรู้แล้วเอามาฝึกฝนอบรมปฏิบัติ จนกระทั่งชัดเจนในจิต คนนั้นจะมีชีวิตอยู่อย่างปราศจากข้าศึก ท่านบอกว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างปราศจากข้าศึก อะไรล่ะคือข้าศึกของมนุษย์ ความทุกข์นี่เองคือข้าศึกของมนุษย์ เพราะฉะนั้นมนุษย์จึงพากันวิ่งหนี เพราะมนุษย์ไม่ยอมศึกษาในเรื่องของความทุกข์ ก็เลยไม่รู้ว่า ลักษณะอาการของความทุกข์นั้นมันคืออะไร เพราะฉะนั้นในอริยสัจสี่ที่กล่าวถึงความจริงอันประเสริฐสี่ประการ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้นำเรื่องของความทุกข์มาเป็นข้อแรกใช่ไหมคะ ทุกขสัจ คือต้องรู้จักลักษณะอาการของความทุกข์ให้ละเอียดให้ชัดเจน ถ้าไม่รู้จักลักษณะอาการของความทุกข์อย่างละเอียดชัดเจนแล้ว เราจะไม่รู้ว่าเรานี้อยู่กับความทุกข์ เช่นเราไม่รู้เลยว่าการคิดๆๆ อยู่ตลอดเวลา อย่างไม่เป็นเรื่องราวแก่นสารนี้ นี่คือการทำให้จิตนั้นผิดไปจากความเป็นปกติ มันต้องดิ้นรน มันต้องแส่ส่าย ซัดส่าย โยกคลอนอยู่ตลอดเวลา จิตกระเพื่อม จิตเหนื่อย จิตไม่ได้พัก จิตไม่ได้นิ่ง นี่คืออาการของความทุกข์ นี่จึงเรียกว่ามันกัดอยู่ตลอดเวลา ชีวิตนี้เป็นชีวิตที่ถูกกัด ก็คือถูกกัดด้วยความทุกข์ เพราะมนุษย์ไม่ศึกษาความทุกข์ พยายามจะวิ่งหนีความทุกข์

    เหมือนอย่างท่านพูดว่า เหมือนอย่างคนเราทั่วๆ ไปนะคะ วิ่งหนีคางคก โดยเฉพาะผู้หญิงวิ่งหนีคางคก ก็ไม่ทราบว่ามีท่านผู้ใดรักคางคก อยากเลี้ยงคางคกเป็นสัตว์เลี้ยง ส่วนมากก็มักจะเกลียด เพราะว่าไม่ชอบความขรุขระของผิวหนังมัน แต่ท่านก็พูดเป็นนัยเอาไว้ว่า อย่าไปเกลียดมันเลยคางคกนี่ ศึกษามันดีๆ นะ มันมีเพชรอยู่ที่หัวคางคก คางคกนี่มันมีเพชรอยู่ที่หัว แต่ก็หวังว่าคงไม่มีท่านผู้ใดไปคิดตีหัวคางคก เพื่อแคะเอาเพชรจากหัวมัน ก็นี่เป็นคำอุปมาอุปไมยที่บอกว่า คางคกก็เปรียบได้เหมือนกับความทุกข์ พอเราศึกษาลงไปในความทุกข์ เราจะพบความสุขอยู่ในนั้นเอง แล้วเมื่อเราศึกษาเรื่องลักษณะอาการของความทุกข์ว่า ความหงุดหงิดอึดอัดขัดใจ กินข้าวไม่อร่อย นอนไม่สบาย หรือว่าดูหนังไม่สนุก ธรรมดาๆ ทุกวันๆ นี่คืออาการของความทุกข์ เพราะมันทำให้หงุดหงิด ทำให้รำคาญ แล้วเราก็บอก เอ้ย..มันเท่านั้นเอง ใครๆ เขาก็เป็นกัน แต่แล้วเราก็สะสมไว้มากๆ ทีละน้อยๆๆ ทีแรกก็ไม่เป็นไรๆๆ พอบ่อยเข้าทนไม่ได้แล้ว ก็เอะอะตึงตังขึ้นมา ถึงขั้นอาละวาด นี่คือลักษณะอาการที่สะสมเรื่องของความทุกข์ไว้ ตั้งแต่น้อยๆ จนกระทั่งมันแผ่ดีกรีมากขึ้นไป เพราะฉะนั้นท่านจึงบอกว่า ต้องรู้จักเรื่องของความทุกข์ แล้วเราจะพบความสุขอยู่ในนั้นเอง เมื่อใดที่รู้ความจริงอย่างนี้ ศึกษาอย่างนี้ชีวิตจะเป็นอิสระ ก็จะพ้นจากการถูกกัด ก็รู้แล้วว่าเกิดมาทำไม ชีวิตที่เราเกิดมานี่เกิดมาทำไม เรารู้แล้ว เกิดมาทำไมคะ ถ้าดิฉันส่งกระดาษแจกไปเดี๋ยวนี้ เขียนหน่อยสิเกิดมาทำไม..ว่าอย่างไร คงได้อ่านอะไรสนุกๆ เยอะเลย

    เกิดมาทำไม ก็คือเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ของมนุษย์ผู้มีใจสูง ผู้มีใจประเสริฐ มนุษย์มาจากคำว่า มน (มะ-นะ) : ใจ บวกกับ อุสฺสย ที่แปลว่าประเสริฐ ฉะนั้นมนุษย์ก็คือผู้มีใจประเสริฐ ผู้มีใจสูงกว่าคน คนเขาก็พูดล้อกันว่า คนคอหยักๆ สักแต่ว่าเป็นคน แสดงว่ามันไม่มีความหมายสักเท่าใด ที่เกิดมามีรูปร่างหน้าตาอย่างนี้ มีชีวิต มีลมหายใจ มีงานมีการ สักเท่านี้ไม่มีความหมายสักเท่าไหร่ แต่จะต้องพัฒนาจากความเป็นคน สู่ความเป็นมนุษย์ขึ้นมาเมื่อไหร่ นั่นแหละจึงจะมีชีวิตที่พ้นจากการถูกกัด เรารู้ว่าเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ ทำหน้าที่อย่างมนุษย์ผู้มีใจสูง เพราะสรุปแล้วความหมายของคำว่า ธรรมะ ก็คือหน้าที่ ธรรมะคืออะไร ธรรมะก็คือหน้าที่ ถ้าอยากจะรู้ธรรมะ ทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอยู่ ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ของความเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นพี่น้อง เพื่อนฝูง จนตำแหน่งการงานที่ทำอยู่ เป็นหัวหน้า เป็นลูกน้อง เป็นผู้อำนวยการ หรือเป็นนักอะไรต่ออะไร ก็ทำหน้าที่อันนั้นให้ถูกต้อง ด้วยการไม่เอาเปรียบ ด้วยการไม่เห็นแก่ตัว เพื่อประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น นี่คือหน้าที่ของมนุษย์ ถ้าทำได้อย่างนี้แล้ว..เป็นสุข ฉะนั้นธรรมะคือหน้าที่ ธรรมะเพื่ออะไร ก็เพื่อหยุดการดิ้นรน เพื่อหยุดการเบียดเบียน เพื่อให้ชีวิตมีอิสระ พ้นจากการถูกกัด เพราะรู้แล้วว่าเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ แล้วเราก็ไม่หวัง ไม่หวังมันก็ไม่ทุกข์ ทุกข์เพราะหวังใช่ไหมคะ มากบ้างน้อยบ้าง ทุกข์เพราะหวัง แม้แต่มาสวนโมกข์..ถ้าท่านผู้ใดตั้งความหวังมา..ทุกข์แล้ว เพราะมันไม่ได้เป็นไปอย่างหวัง นั่งก็ไม่สบาย นอนก็ไม่สบาย รับประทานก็ไม่ค่อยจะอร่อย เพราะไม่ได้อย่างใจ เพราะฉะนั้นทุกข์เพราะหวัง พอไม่หวัง..ทำหน้าที่ เราก็จะมีแต่ความอยู่เย็นและเป็นสุข เวลาหมดเสียแล้ว ดิฉันยังไม่มีเวลาจะพูดว่า..ธรรมะอย่างไร แต่ก็หวังว่าท่านคงจะได้รับความรู้จากท่านพระอาจารย์ที่ท่านจะได้พูดต่อไป แต่ดิฉันก็ได้พูดตามหัวข้อที่พูด คิดว่าหมด มีคำถามไหมคะ ถ้ามีก็เชิญได้ค่ะ ก็หวังว่าทุกท่านจะมีชีวิตที่อยู่เย็นและเป็นสุขอย่างแท้จริงนะคะ ขอขอบพระคุณที่ได้กรุณานั่งฟังด้วยความอดทน.

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service