{ampz:shareampz}
แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ก็เพื่อประโยชน์และความสุขอันจะนำความสุขสงบเย็นมาสู่เพื่อนมนุษย์ ทั้งคนไทยและทั้งชาวต่างประเทศ ถ้าท่านผู้ใดคุ้นกับท่านอาจารย์ จะสังเกตว่าท่านจะขึ้นต้นด้วยคำว่า..ขอบพระคุณ ขอบพระคุณที่มาใช้สถานที่นี้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งถ้าพูดตามธรรมดาท่านก็ไม่จำเป็นต้องขอบพระคุณใช่ไหมคะ แต่ท่านขอบคุณนี่..ขอบคุณด้วยความจริงใจ ที่เมื่อสร้างขึ้นด้วยความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ เพื่อให้ได้พบความสงบเย็น แล้วก็ยังมีเพื่อนมนุษย์ของเราก็รู้จักคุณค่าของสถานที่เช่นนี้ แล้วก็มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชีวิตตนเอง เพื่ออะไร..เพื่อจะได้กลับไปอยู่อย่างสบายอย่างสงบ อย่างเย็นในครอบครัว แล้วก็ให้ผู้ที่อยู่ร่วมกันในครอบครัวเย็นด้วย ที่ทำงานเย็นด้วย เพื่อนฝูงเย็นด้วย และสังคมก็จะค่อยๆ เย็น ต่อไปเปิดหนังสือพิมพ์อ่านก็จะได้มีเรื่องที่หัวเราะกันได้มากกว่าจะรู้สึกไปทางตรงกันข้าม อย่างที่เป็นขณะนี้ มีคำถามอะไรอีกไหมคะ..เชิญค่ะ
จะสอบถามว่าถ้าจะสอนเด็กที่ไม่รู้จักตัวเอง กลัว โวยวาย เราจะมีวิธีแก้อย่างไรบ้างครับ
ถ้าจะแก้นะคะ..แก้ได้ แต่ก็บอกล่วงหน้าเสียก่อนว่า..ยาก ทำไมถึงยาก เพราะไม่ค่อยอยากแก้กัน เพราะอะไรละคะ ก็คือว่าถ้าเราจะลองดูนี่นะคะ ถ้าต้องเริ่มต้นด้วยคุณพ่อคุณแม่ หรือผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์ และผู้ที่เป็นผู้ปกครองเสียก่อน ต้องยอมรับในความจริงข้อนี้..คือความจริงที่ว่า ถ้าหากว่าเราแนะนำให้เด็กๆ รู้จักว่า..นี่ก็ของฉัน นั่นก็ของฉัน ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นตัวฉันขึ้นมา นอกจากนั้นยังส่งเสริมตัณหาคือความอยาก ความโลภ ที่จะเอาเป็นของตัวโดยอัตโนมัติ โดยไม่ได้เจตนา พ่อแม่ทุกคนอยากจะสั่งสอนลูก อบรมลูกให้เติบโตเป็นคนดีมีคุณธรรม แต่ก็ได้สอนอบรมกันไปอย่างนี้ เพราะฉะนั้นในทางตรงกันข้าม ถ้าเราจะแนะนำเด็ก ต้องให้รู้จักทำหน้าที่ ทำหน้าที่ของลูกเป็นอย่างไร แทนที่จะบอกว่านี่ของหนูนะ นั่นของหนูนะ นี่นะหนูเติบโตมาอย่างนี้ อาจจะบอกถึงความลำบากอะไรเล็กๆ น้อยๆ ของพ่อแม่ ของผู้ใหญ่ ของผู้ที่ได้ช่วยเหลือที่มีบุญคุณไปเรื่อยๆ ความมีบุญคุณ กตัญญู ไปกระทั่งถึงธรรมชาติ ไปทีละขั้นๆๆ นะคะ แล้วก็จะมีหน้าที่อะไร จะมีหน้าที่ที่ควรจะต้องทำอย่างไรบ้าง เห็นไหมทำไมตรงนั้นคนนั้นก็จึงอยู่กันเป็นสุข ทำไมกลุ่มนี้จึงอยู่กันเป็นสุข มีอะไรที่เป็นปัจจัยของความสุขเข้ามา เพราะความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเห็นอกเห็นใจกัน ความช่วยเหลือกัน ความให้อภัยกันใช่ไหม
คือนี่เรากล่าวโดยสรุปนะคะ ให้การสอนเป็นอย่างนี้จะเป็นอย่างไร แทนที่จะไปบอกว่านั่นนะของหนู นี่ของหนู เด็กจะค่อยๆ สำนึกว่าการจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้นี่ ไม่ใช่เป็นการมีชีวิตอยู่อย่างจะเอา..ไม่ใช่จะเอาอย่างเดียว..แต่ต้องรู้จักให้ และการให้ทำอย่างไรถึงจะไม่เป็นทุกข์ สอนให้ตรงกันข้ามกับทางโลกสักนิดหนึ่งว่า โลกเขาสอนว่าชีวิตต้องมีความหวัง ต้องอยู่อย่างหวัง ชีวิตจึงจะมีความหมาย ตอนนี้เราก็ให้เขาคิดเอง ถ้าเขาทุกข์ขึ้นมา ทำไมถึงทุกข์ เพราะอะไร เพราะ..อ้อ..หนูอยากได้..แล้วหนูไม่ได้อย่างที่หนูหวัง แล้วเห็นไหมคะว่าอะไรทำให้เป็นทุกข์ ความหวังนี่เอง แล้วก็ลองยกตัวอย่างในบางครั้งที่เขาทำอะไรแล้วเป็นสุข ทำไมถึงสุข เพราะไม่หวังใช่ไหม เพราะฉะนั้นการทำอย่างไหนละที่จะนำความสุขมาสู่ใจ ถ้าสอนให้ตั้งแต่เด็กๆ ให้เขาคุ้นเคยกับการให้ กับการรู้จักทำหน้าที่ ให้รู้ว่ามีชีวิตอยู่นั้น คุณค่าของชีวิต คุณค่าของคน อยู่ที่การทำงาน และเป็นการทำงานเพื่อประโยชน์สุขแก่ตัวเองและแก่ผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์สุขที่จะเอาเป็นของตัวเองแต่ฝ่ายเดียว ถ้าเราเปลี่ยน Concept คือเปลี่ยนทัศนคติของเด็ก เปลี่ยนทัศนคติในการอบรมเด็ก ก็เท่ากับเปลี่ยนค่านิยมจากมิจฉาทิฏฐิให้เป็นสัมมาทิฏฐิทีละน้อย แต่ยากนะคะ เหมือนกับเราปลูกต้นไม้ เราก็ต้องอดทนใจเย็นรอคอยความเจริญเติบโตของมัน เพราะฉะนั้นการศึกษาจึงสำคัญทั้งการศึกษาที่บ้านและการศึกษาที่โรงเรียน เราต้องการพ่อแม่ที่รู้หน้าที่ของพ่อแม่ ต้องการครูบาอาจารย์ที่รู้หน้าที่ของครูบาอาจารย์ แล้วก็ต้องการผู้บริหารการศึกษาที่รู้ว่าการศึกษาคืออะไร ไม่ใช่สักแต่ว่าใครก็มาทำหน้าที่การศึกษา
มีคำถามไหมคะ เชิญค่ะ ….. ถ้าหากว่าพอเป็นลูกของเราเองเราสอนยาก เพราะอะไรล่ะคะ ลองนึกดูสิคะ เพราะความรักใช่ไหมคะ ความรักของใคร..ความรักลูก ลูกของใคร..ลูกของฉัน เป็นลูกของฉันจึงสอนยาก เพราะว่าความรักทำให้เกิดความลังเล จะสอนหนักไปก็กลัวลูกจะทนไม่ได้ จะสอนเบาไปเราก็รู้อยู่ในใจว่านี่จะไม่ได้ผล ก็เลยเกิดความอิหลักอิเหลื่อ ท่านจึงสอนว่า..ผู้ที่เป็นพ่อแม่ต้องพยายามฝึกใจ ให้ใจนี้มีความมั่นคงด้วยธรรม จนกระทั่งใจนั้นสามารถอยู่ตรงกลางได้ แล้วก็รู้ว่าหน้าที่ของพ่อแม่คืออะไร หน้าที่ของพ่อแม่คือให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูก แล้วก็เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนมีความประสงค์เช่นนี้อยู่ในใจ ต้องการให้สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตแก่ลูก สิ่งนั้นก็คือสิ่งที่เรียกว่า..ความสุข แต่ทีนี้เราจะให้อะไรถึงจะเป็นสิ่งที่เป็นความสุข นี่เราพูดกันถึงเรื่องการปฏิบัติตามธรรม..จิตภาวนานะคะ ถ้าพ่อแม่แน่ใจว่าความสุขสงบเย็นที่เกิดขึ้นในจิตนี่แหละ คือสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตที่มนุษย์จะพึงได้ ก็พยายามจะหยิบยื่นอันนี้ให้ลูก เพราะพ่อแม่ได้ประจักษ์แล้ว นี่ก็เท่ากับว่าพยายามให้อริยทรัพย์ ต่อไปนี้ก็เป็นเรื่องของลูกที่ต้องใคร่ครวญพิจารณาดู แต่พ่อแม่ก็ต้องมีความอดทน มีความอดกลั้น ไม่เร่งรัด ไม่หวังผล ก็ปล่อยให้การปฏิบัตินั้นค่อยๆ ซึมเข้าไปในจิตของลูก จนลูกค่อยๆ ประจักษ์ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าของชีวิตอย่างแท้จริง นี่พูดถึงในแง่ของทางธรรม ส่วนในการสอนอย่างอื่นก็เหมือนกัน พ่อแม่ไม่ค่อยกล้าไปเข้มงวดกับลูกเพราะความรัก ความรักกลัวว่าแข็งไปเดี๋ยวลูกจะขาด ขาดเหมือนว่าวขาดเพราะลมแรง เพราะฉะนั้นควรเริ่มอบรมแต่เล็กๆ ตะล่อมเสียตั้งแต่ยังอ่อนอยู่ ใช่ไหมคะ เพราะตอนโตแล้วก็ยาก แต่ถ้าลูกมีน้ำใจสำนึกในหน้าที่ของความเป็นลูก แล้วก็สำนึกในความรักของผู้ที่เป็นพ่อเป็นแม่ ก็จะค่อยๆ เปลี่ยนใจโน้มมายอมมองเห็นเจตนาดี และความรักของพ่อแม่เองโดยอัตโนมัติ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน
มีคำถามอะไรอีกไหมคะ ถ้าไม่มีก็หวังว่าจะเก็บห่อสิ่งที่ได้ฝึกได้ฟังอยู่ที่นี่ติดตัวไป แล้วก็ที่ที่เก็บห่อที่มิดชิดที่สุดไม่หล่นตกง่ายๆ ก็คือที่จิต ไม่ต้องถือให้หนักมือเก็บเอาไว้ข้างใน แล้วก็ฝึกข้างใน แล้วก็ปฏิบัติข้างใน แล้วก็เชื่อว่าเมื่อเราพบกันเมื่อไหร่ก็จะได้พบแต่ใบหน้าที่แจ่มใส เพราะออกมาจากจิตใจที่เบิกบานผ่องแผ้ว ตอนนี้ก็เชิญพักนะคะ เชิญพักค่ะ...
จะถามอะไรคะ..เชิญค่ะ... จะทำอย่างไร? ข้อแรกที่สุดก็คือ ทำใจของท่านที่สมมติว่าเป็นแม่ก่อน เวลาที่เราสมมติว่าเป็นแม่ นี่เป็นความสมมติที่แท้จริงที่เราเห็นกันชัดๆ เลย เราก็รู้อยู่แล้วว่าเขาไม่ใช่ลูก แต่ว่าด้วยความอยากจะมีลูก..ก็ไปขอมา เมื่อขอเขามาแล้ว เราก็สมมติเขาเป็นลูก แล้วเราก็สมมติเป็นแม่ แต่เราให้ความรักเขาอย่างแม่จริงๆ เพราะว่าเรามีน้ำใจที่อยากจะเป็นแม่ แต่ว่าแม้แต่ใจของเรา เรายังบังคับไม่ได้ เมื่อถึงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น เราก็บอกทางที่ถูก เราก็ตำหนิตัวเราเองไม่ได้ ถ้าเราได้ให้เขาทุกอย่างในฐานะของแม่แล้ว แล้วทำไมเราถึงต้องเสียใจด้วยล่ะ เราก็จะห้ามไม่ให้เสียใจไม่ได้ใช่ไหมคะ แล้วก็ดูที่ใจของเรา เรายังห้ามไม่ค่อยได้ พอนึกขึ้นมาเราก็ยังเสียใจอยู่ เพราะฉะนั้นเรื่องของใจนี่ค่ะ..ห้ามยาก เราจึงมองดูถึงความเกิดดับของใจ ความที่ไม่มีอะไรจะทำตามใจได้เลยสักอย่างเดียว ทีนี้บัดนี้เกิดอย่างนี้ขึ้น เพราะเขามีความรู้สึกว่าเขาไม่ใช่ลูก นี่ก็คือความรู้สึกรุนแรงของความเป็นลูก คือความเป็นด้วยกัน ที่ฉันเป็นลูกของแม่ พอเกิดความรู้สึกว่า มีคนเขาบอกไม่ใช่ลูก ทำไมวิธีการจึงเปลี่ยนแปลงไป เพราะอะไร เพราะความกลัว ความกลัวเกิดขึ้นในใจเขาแล้ว ทั้งนั้นที่เขาไม่ควรกลัว แล้วก็เกิดความกลัวขึ้นในใจว่า เอ..แล้วเดี๋ยวความรักที่เราเคยได้จากแม่ มันอาจจะเปลี่ยนแปลงไป อาจจะน้อยไป สิ่งใดที่เราเคยได้รับจากแม่ เป็นวัตถุสิ่งของ ทรัพย์สิน มันอาจจะลดน้อยไป ..?..
นี่เป็นความกลัวที่เกิดจากอวิชชาที่อยู่ในใจของเขา แล้วก็เขาก็จะคิดปรุงแต่งสังขารไปเรื่อยๆ อย่างนี้ จนกว่าวันหนึ่งจะจะมีใครไปสะกิดให้เขาตื่น ... ถ้าหากเขาขอเวลาสักระยะ เราก็ต้องให้เวลาเขาสักระยะ แล้วก็ในขณะเดียวกันสิ่งที่สำคัญก็คือว่าต้องปรับปรุงใจของเราให้มั่นคงเข้มแข็ง เห็นความเป็นธรรมดาขึ้นไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งถึงเขาจะทำอะไรอย่างชนิดที่ไม่คาดฝัน เราก็เห็นความเป็นธรรมดานั้นได้ แล้วก็สิ่งใดที่จะช่วยเหลือจะแก้ไขก็ยังคงทำ คือระหว่างที่เขาจะทำอะไรระหว่างนี้ สิ่งที่ผู้สมมติเป็นมารดาควรทำ ก็คือทำใจที่ถูกต้อง การทำใจที่ถูกต้องที่ท่านพระคุณท่านอาจารย์ท่านบอกก็คือว่า ทำใจให้วางเฉย ไม่เกลียด ไม่รัก ไม่โกรธ ไม่ขัดแค้น ไม่น้อยใจ เสียใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งขว้าง ไม่ทิ้งทอด คงเพ่งดูอยู่ คำว่าเพ่งดูอยู่คือชำเรืองดูอยู่ว่าอะไรมันเกิดขึ้น เมื่อถึงเวลาที่จะช่วยเหลือ สมควรแก่การช่วยเหลือเขาได้ ทุกเภทภัยอันใดก็ช่วยเท่าที่ทำได้ นี่คืออุเบกขาที่ถูกต้อง ไม่ทิ้งทอด ไม่ขว้างทิ้ง แต่ก็ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวให้เขารำคาญ คงเต็มไปด้วยความเมตตากรุณาอยู่ในใจ มีอะไรอีกไหมคะ …..
..... เราก็อธิบายให้เขาเข้าใจ ค่ะ..ก็ดีแล้วนะ เราก็ให้เวลา แต่ว่าพอสมควรแก่เวลาก็อาจจะส่งสัญญาณเตือนว่าใกล้เวลา ใกล้จะหมดเวลาหรือยัง แล้วเราก็พูดกันต่อไป .. ค่ะ เราก็มีหน้าที่ดูไป ... ขอเชิญค่ะ .......... คือที่ดิฉันพูดอันนั้นนั่นหมายความว่า เป็นการปฏิบัติตามขั้นตอน เช่น ถ้าการปฏิบัติของเริ่มต้นบทที่ ๓ พอบทที่ ๒ ที่ปีติเกิดขึ้นนะคะ ปีติเป็นความรู้สึก ที่อย่างที่เคยพูดแล้วนะ มันไม่ปกติ เพราะว่ามีปนความลิงโลดความตื่นเต้นอะไรอยู่ในนั้น เราจึงควรทำให้มันสงบลง แล้วก็จะเหลือความสุขเย็นเกิดขึ้น นี่พูดที่พูดตามลำดับขั้นของการปฏิบัติ หรือทำจิตให้บันเทิงปราโมทย์อยู่ในบทที่ ๓ หลังจากที่เราฝึกดูอาการของจิตอย่างเป็นที่รู้จักทั่วถึงดีแล้ว ก็ต้องการจะทดสอบกำลังคือจุดมุ่งหมายที่ทำอย่างนั้น เพื่อต้องการทดสอบกำลังของจิต ว่าจิตนี้มีกำลังที่จะบังคับจิตที่เคยเกเรเกะกะนี่ ให้เป็นจิตที่เชื่อได้หรือไม่ จึงเริ่มด้วยการบังคับให้มันบันเทิง แล้วก็ต่อไปด้วยสงบนิ่งเป็นสมาธิ แล้วก็ต่อไปด้วยการปล่อยให้เป็นอิสระ นี่ก็เป็นไปตามขั้นของการปฏิบัตินะคะ แต่ทีนี้ถ้าผู้ปฏิบัตินี่ปฏิบัติไปแต่เผอิญจิตมันเกิดสงบเย็น เกิดเป็นสุขขึ้นเอง แต่ว่าเราไม่ได้เป็นไปตามลำดับขั้น แต่มันเกิดความสุขสงบเย็นขึ้นมาเองในจิตในขณะนั้น แล้วจะทำอย่างไร คำแนะนำก็คือว่ากำหนดจิตดูลงไปที่ความสงบเย็นที่มันแผ่ซ่านอยู่ในจิตนั้นนะเฉยๆ ดูเฉยๆ มันจะมีความเย็น มีความสงบอย่างไร ก็ให้ใจสัมผัสความเย็น ก็ดูเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร แล้วจะได้คำตอบเอง ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น
..... ก็เพราะว่าตอนนั้นยังไม่ได้ทำ คือยังไม่ได้ตั้งใจทำตามลำดับขั้นใช่ไหมคะ ยังไม่ได้ตั้งใจทำ พอดูลมหายใจ กำหนดลมหายใจไปสักพักหนึ่ง จิตเกิดสงบเย็น แล้วเกิดความรู้สึกพอใจในความสงบเย็นที่เกิดขึ้น ก็ไม่มีข้อขัดข้องในการที่ผู้ปฏิบัติจะกำหนดจิตดูความสงบเย็นนั้นต่อไป เพื่อให้จิตนั้นได้สัมผัส ได้ลิ้มรสของความสงบเย็นจนเกิดความชุ่มชื่น พอชุ่มชื่นเข้าก็อาจจะเป็นกำลังใจให้รักการปฏิบัติ ให้เกิดฉันทะในการปฏิบัติ แล้วก็อยากจะปฏิบัติต่อไป เพราะฉะนั้นกำหนดดูไปได้เฉยๆ ทีนี้ถ้าจะบอกว่าดูไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ประเดี๋ยวก็จะทำให้เกิดหวัง หรือว่า expect ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นให้กำหนดจิตดูเองนะคะ ลองดูเอง แล้วทีนี้พอเราดูเองเห็นเองแล้ว เราจะพอใจเราก็ต่อไป ถ้าเราไม่พอใจ เราก็กลับมาปฏิบัติขั้นที่ ๑ ใหม่ คือกำหนดรู้ลมหายใจ แล้วก็ให้เป็นไปตามลำดับค่ะ ไม่ช้าก็จะเกิดความชำนาญขึ้นเองตามลำดับ จนกระทั่งรู้ว่าเมื่อเป็นอย่างนี้จะแก้ไขอย่างไร ... เดินพักสัก ๕ นาทีนะคะ แล้วจะเดินหรือจะนั่งก็ตามอัธยาศัย แต่ให้อยู่กับลมหายใจ
..... ถ้ามีอะไรจะประกาศบอกด้วยนะคะ ..... จะกระจายไปที่ไหน เพราะว่าใกล้วันจะกลับในวันพรุ่งนี้แล้ว ก็ขอได้เรียกกลับคืนมาให้มาอยู่ที่ภายใน พยายามที่จะรักษาศีลให้อยู่ในจิตให้เกิดเป็นวิสัยขึ้น แม้เพียงในเวลาใดๆ .. นั่งตัวตรง นั่งตัวตรงในท่าที่สบาย สำรวจลมหายใจเพื่อจะดูว่าลมหายใจเข้าออกคล่องแค่ไหน .. กำหนดจิตทำความสำคัญ ให้มองเห็นคุณค่าของลมหายใจ ลมหายใจที่มีประโยชน์ต่อชีวิตทั้งกายและจิต .. เพราะลมหายใจมีอยู่ ชีวิตนี้จึงเคลื่อนไหวได้ ทำกิจการงานต่างๆ ได้ .. ด้วยลมหายใจนี้ยังมีคุณค่าต่อการทำจิตนี้ให้ถึงซึ่งความสงบได้ .. ลมหายใจจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทั้งต่อภายนอกและภายใน กำหนดจิตให้สำนึกในความสำคัญและคุณค่าของลมหายใจที่มีต่อชีวิต .. ให้มีความรู้สึกกตัญญูต่อลมหายใจที่ธรรมชาติได้ให้มา .. เราจึงมีมันเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ชีวิตนี้มีความเคลื่อนไหวเป็นไปได้ตามต้องการ .. และยังช่วยให้จิตนี้เข้าถึงซึ่งความสงบ เกิดความเย็นขึ้นภายใน .. กำหนดจิตรู้ลมหายใจ รู้ลมหายใจให้ชัดเจนทุกขณะที่หายใจเข้าและหายใจออก .. ดูให้เห็นอำนาจของลมหายใจที่มีต่อจิต .. ดูความสำคัญของลมหายใจต่อจิตและต่อกาย .. ดูให้เห็นชัดว่าชีวิตนี้ดำรงอยู่ได้ด้วยลมหายใจ .. กำหนดจิตตามรู้ลมหายใจให้ตลอดสาย .. หายใจสบายๆ อย่าเคร่งเครียด กำหนดรู้เฉยๆ ไม่ต้องหวัง ไม่ต้องเกร็ง ให้เป็นไปตามธรรมชาติ .. กำหนดรู้ได้ก็ดี ถ้าหากกำหนดรู้ไม่ได้ เพราะจิตหลีกหนีออกไปจากลมหายใจ มันก็เป็นเช่นนั้นเอง เป็นธรรมดาของการปฏิบัติ ไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องผิดหวัง ไม่ต้องหดหู่ .. การปฏิบัติก็คงอยู่ภายใต้กฎของอนิจจัง เช่นเดียวกับสรรพสิ่งอื่นๆ มันย่อมมีการทำได้บ้างทำไม่ได้บ้างเป็นธรรมดาอย่างนั้นเอง
ลมหายใจชนิดใดเกิดขึ้นจงสำรวมด้วยความรู้สึก ด้วยสติ ให้รู้จักจำได้ถึงลักษณะธรรมชาติของลมหายใจนั้นๆ เพื่อจะได้กำหนดใช้ให้ถูกต้อง ลมหายใจชนิดใดไม่ควรให้เกิด ก็จะสามารถบังคับไม่ให้มันเกิด..เพื่อเป็นเครื่องรบกวนจิต ลมหายใจอย่างไรนำจิตให้เกิดความเบาสบาย ร่าเริง แจ่มใส ผู้ปฏิบัติก็จะพยายามให้ลมหายใจเช่นนั้นเกิดขึ้นบ่อยๆ พยายามรักษามันไว้ เพื่อให้จิตนี้ผ่องใส ปลอดโปร่ง .. ทำจิตให้มีความสนุกเพลิดเพลินในการที่จะเล่นเกมตามลมหายใจ เสมือนกับการเล่นซ่อนหา ลมหายใจไปถึงไหน ให้จิตค้นตามลมหายใจให้พบ และอยู่กับลมหายใจนั้นให้ตลอดสาย .. ให้รู้สึกสนุก ให้ร่าเริงเบิกบานในการที่จะทำความรู้จักกับลมหายใจ และอยู่กับลมหายใจ .. หากมีสิ่งรบกวนใดเกิดขึ้น กำหนดดูให้รู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร หากเป็นเวทนา มันเป็นเวทนาชนิดไหน .. เป็นเวทนาที่นำความร้อนหรือความเย็นมาสู่จิต กำหนดรู้ลักษณะของเวทนานั้น กำหนดรู้ด้วยความรู้สึก ด้วยสติ .. ผ่อนลมหายใจช้าๆ ให้มีความรู้สึกสบายในขณะหายใจ เพื่อจะได้คลายความเครียด ความเอาจริงเอาจังจนเกินความพอดี .. กำหนดจิต ศึกษาลมหายใจทุกชนิดให้รู้จักมันอย่างทั่วถึง .. เวทนาใดเกิดขึ้น ดูให้เห็นความเกิดความดับของเวทนานั้น .. เห็นให้ชัดว่ามันเป็นเพียงสิ่งสักว่า หาใช่สิ่งจริงไม่ .. มันเกิดแล้วก็ดับ มันมาแล้วก็ไป
จิตที่ยังไม่ฉลาดนี้ต่างหากที่หลงไปยึดมั่นถือมั่น เอาจริงเอาจังกับมัน แล้วจิตนี้ก็เห็นทุกข์ ..... ร้อนรน เผาไหม้ ….. ยิ่งสนิทยิ่งขึ้น กำหนดลงไปด้วยความรู้สึก ด้วยสติ .. หากความสงบเกิดขึ้น จงสัมผัสความสงบนั้นด้วยความรู้สึก สัมผัสด้วยใจให้ลิ้มรสของความเยือกเย็นผ่องใสแห่งความสงบนั้น กำหนดดูให้รู้ทุกลมหายใจเข้าออก .. หากจิตสงบ จงเพ่งจิตดูลงไปภายในแห่งความสงบนั้น ดูให้เห็นว่ามีอาการใดเกิดขึ้นในจิตบ้างหรือไม่ เช่น ความรู้สึกที่อยากจะผลักไสสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกไปให้พ้นตัว ทำให้จิตนี้รุ่มร้อนกระวนกระวาย แล้วอยากจะผลักไส อยากจะกำจัดมันไปให้พ้นตามใจอยาก .. อันเป็นอาการของโทสะ หรือว่ามีอาการที่ดึงเข้ามา ชักเย่อกวาดเอามาเป็นของตน แล้วใจนี้ก็เร่าร้อนด้วยความอยาก กำหนดใจให้รู้อาการที่เกิดขึ้นให้ทัน หรืออดไม่ได้ที่จะหงุดหงิด ครุ่นคิดวนเวียนไปมาด้วยความวิตกกังวล จนไม่อาจรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร ที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ทำให้จิตนี้ถอยเข้าถอยออก ลังเลไม่แน่นอน กำหนดจิตดูลงไปที่อาการซึ่งเกิดขึ้นในจิต ทุกขณะที่หายใจเข้าและหายใจออก หากผู้ปฏิบัติใดรู้สึกว่าไม่สามารถจะบังคับจิตให้อยู่กับลมหายใจได้ ลองลืมตาขึ้นช้าๆ แต่มองต่ำในระยะไม่เกินหนึ่งศอกจากหน้าตัก แล้วหายใจอยู่ตามธรรมดาให้เป็นธรรมชาติ หายใจสบายๆ ด้วยความสำรวม ด้วยความระลึกรู้ .. ไม่เคร่งเครียด ไม่รำคาญ .. การรบกวนใดเกิดขึ้น จากแมลงภายนอกก็ดี ให้เพียงรู้สึกว่ามันเป็นเพียงสิ่งสักว่า แล้วดึงจิตกลับมาที่ลมหายใจด้วยความเข้มแข็ง .. จงรู้ลมหายใจที่กำลังหายใจอยู่ตามปกตินั้น รู้อยู่อย่างเดียว ไม่ต้องนึก ไม่ต้องคิด ..
หากผู้ใดรักษาความสงบที่เกิดอยู่ในจิตได้แล้ว จงกำหนดจิตดูอาการแห่งจิตต่อไป ให้รู้จักธรรมชาติแห่งจิตนั้นให้ชัดเจน .. หากมีความรู้สึกว่า การกำหนดจิตอยู่กับลมหายใจเช่นนี้ มีแต่ความได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็จงมองลงไปให้เห็นถึงกฎแห่งอนิจจัง ที่มันแสดงตัวให้มองเห็นชัดอยู่ทุกขณะ ทั้งเรื่องภายนอกเรื่องภายใน ทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ ล้วนแล้วแต่มีความเกิดดับเป็นธรรมดา .. ดูทุกสิ่งที่รบกวนจิตนั้น ให้เห็นแต่เพียงอาการแห่งความเกิดความดับ มันเป็นเพียงสิ่งสักว่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีสิ่งใดคงทนเลยสักอย่างเดียว ดูลงไปให้เห็นชัดในอาการแห่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในนั้น ทุกขณะที่หายใจเข้าหายใจออก .. เมื่อรู้สึกอึดอัด เคร่งเครียด ไม่สบาย จงยืดตัวขึ้นหายใจยาวช้าๆ .. ดึงจิตให้อยู่ภายในให้จงได้ สิ่งใดมารบกวนมันเป็นเพียงเช่นนั้นเอง .. กำหนดจิตดูความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในนั้นให้ชัดขึ้น ลึกขึ้น ด้วยลมหายใจที่ประณีต ที่ละเอียด บางเบา กำหนดดูอยู่เฉยๆ ไม่ต้องคิดไม่ต้องนึก เอาจิตจดจ่อตรวจสอบในอาการที่เกิดขึ้น จนเห็นชัดถึงความเกิดความดับของมัน .. งานที่เรากำลังทำอยู่นี้เป็นงานยาก เพราะเป็นนามธรรม เป็นการทำงานที่จับต้องไม่ได้ สัมผัสด้วยมือไม่ได้ เห็นด้วยตาไม่ได้ ต้องอาศัยแต่เพียงสัมผัสด้วยใจแต่อย่างเดียว จึงต้องการวิริยะความพากเพียรที่ต่อเนื่องหนักแน่นเข้มแข็งไม่หยุดยั้ง ทำได้ก็ทำต่อไป ถ้าทำไม่ได้ก็ตั้งต้นใหม่ ไม่ต้องผิดหวัง ไม่ต้องย่อท้อ ไม่ต้องเสียใจ นี่คือหน้าที่ที่ผู้ปฏิบัติพึงกระทำ พึงรักษาใจไว้ .. ไม่อยากแล้วจะได้ ไม่หวังแล้วมันจะมาเอง แต่ยิ่งอยากยิ่งไม่ได้ ยิ่งหวังยิ่งหลุดลอยไกล กระทำลงไปด้วยการจ้องมองดูแต่อย่างเดียว .. ด้วยสติ สมาธิ และปัญญาที่จะเกิดขึ้นทีละน้อยๆๆ ..
มองให้เห็นความรู้สึกน่าเกลียดที่เกิดขึ้นในจิต เมื่อจิตนั้นต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่พึงปรารถนา มันน่าเกลียด มันขมขื่น มันทรมาน แต่มันก็เป็นเช่นนั้นเอง มันหาใช่สิ่งจริงจังไม่ อย่าไปหลงยึดถือ อย่าไปหลงยึดมั่น เพื่อจะไปทำร้ายจิตให้ชอกช้ำเจ็บปวดยิ่งขึ้น จงมองเห็น..... ให้ลึกยิ่งขึ้น ให้ชัดยิ่งขึ้น แล้วจิตนี้จะค่อยๆ ผ่อนคลายจากความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นจนเจ็บปวดนั้น กำหนดดูลงไปทุกลมหายใจเข้าออก แล้วจะเห็นเองว่าแม้ความน่าเกลียด ความขมขื่น เจ็บปวด ทรมาน ความว่างอ้างว้างเหล่านั้นก็หาอยู่ทนไม่ มันก็เปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา ........... มันมีแต่เพียงสมมติกันว่าเป็นตัวเป็นตน สมมติกันว่าเป็นคนเป็นสัตว์ สมมติกันว่าเป็นชายเป็นหญิง ชีวิตนี้ล้วนแล้วแต่อยู่กับสิ่งสมมติมาทั้งสิ้น บัดนี้เรากำลังฝึกปฏิบัติเพื่อจะดูให้เห็นชัดถึงความจริงแห่งสิ่งสมมตินั้น เพื่อให้จิตนี้หลุดจากความหลงที่เคยหลง หลุดจากความโกรธที่เคยโกรธ หลุดจากความชิงชังที่เคยมี หลุดจากความรักที่เคยยึดมั่นถือมั่น เป็นแต่เพียงสิ่งสักว่าเท่านั้นเอง หาใช่ตัวใช่ตนไม่ กำหนดจิตดูลงไปให้เห็นสิ่งจริงนี้ทุกขณะที่หายใจเข้าและหายใจออก .. เมื่อรู้สึกเหนื่อยในการ..... จงหายใจช้าๆ ให้เป็นธรรมชาติ เป็นลมหายใจตามธรรมดาที่เคยหายใจอยู่ แต่คงกำหนดรู้ด้วยสติ ว่าจิตอยู่กับลมหายใจธรรมดา แต่ยังคงกำหนดจิตนั้นให้ดูอยู่ภายใน อย่าปล่อยให้จิตหลุดออกไปตอบกับสิ่งภายนอก .. ลองกำหนดทดลองกำลังของจิต เพื่อให้เห็นว่าจิตที่ได้ฝึกอบรมมาพอสมควรนี้ มีกำลังบังคับจิตเองได้มากน้อยเพียงใด ลองกำหนดให้จิตนี้มีความบันเทิง มีความรู้สึกที่บันเทิงปราโมทย์เกิดขึ้นในจิต ลองหายใจช้าๆ คลายจิตให้พ้นจากความเคร่งเครียด ให้มีความรู้สึกแย้มยิ้มเกิดขึ้นภายใน กำหนดจิตอยู่กับลมหายใจที่เบาสบาย รู้สึกถึงลมหายใจที่เบาสบายนั้นทุกขณะที่หายใจเข้าและหายใจออก เมื่อความบันเทิงเริ่มเกิดขึ้น จงกำหนดจิตดูอยู่อย่างนั้น ให้จิตสัมผัสกับความบันเทิงที่เกิดขึ้นภายใน ดูให้รู้อยู่ทุกขณะที่หายใจเข้าและหายใจออก
หากจิตของท่านผู้ปฏิบัติใดยังไม่รู้สึกบันเทิงปราโมทย์ ก็จงกำหนดดูลงไปในภาวะของจิตที่เฉยๆ นิ่งๆ หรือมีความรบกวนปะปนอยู่ ให้รู้สึกด้วยสติทุกลมหายใจเข้าออก การฝึกจิตภาวนาคือเพื่อให้รู้เท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิต ฉะนั้นผู้ปฏิบัติใดที่สามารถรู้เท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตด้วยสติ นั่นคือความสำเร็จของการปฏิบัติ จงพอใจยินดีในผลสำเร็จของการปฏิบัตินี้ ซึ่งเชื่อว่าเกิดขึ้นภายในแก่ผู้ปฏิบัติทุกคน กำหนดรู้จิตให้ทุกขณะของลมหายใจเข้าและออก ลองกำหนดจิตให้จิตที่กำลังบังเกิดหรือจิตที่กำลังถูกรบกวน ให้นิ่ง ให้หยุด ให้เป็นสมาธิ กำหนดจิตจดจ่อดูลงไปด้วยกำลังแห่งจิตทุกขณะที่หายใจเข้าและหายใจออก รวมกำลังจิตให้อยู่ที่จุดเดียว ให้เกิดภาวะแห่งความสงบนิ่งอันเป็นสมาธิ แล้วทำความรู้สึกด้วยสติลงไปในภาวะแห่งความสงบนิ่งนั้น ให้สัมผัสความสงบนิ่งนั้นด้วยใจ รู้อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก .. กำหนดจิตรู้อยู่กับจิตที่สงบนิ่งเป็นสมาธิทุกขณะที่หายใจเข้าและหายใจออก .. ลองกำหนดจิต ปล่อยจิต ที่อยู่ในอาการแห่งความสงบนิ่งนั้น ให้เป็นจิตที่เป็นอิสระ เบาสบาย โปร่งโล่ง ด้วยลมหายใจยาวช้าๆ บางเบาเป็นธรรมชาติ ให้เป็นลมหายใจที่ไม่ติดขัดอยู่ ณ ที่ใด เป็นลมหายใจที่ปลอดโปร่ง เป็นลมหายใจที่เป็นอิสระ กำหนดจิตดูลงไปที่ความรู้สึกอันเป็นอิสระ เบาสบายที่เกิดขึ้นภายในนั้นทุกขณะที่หายใจเข้าและหายใจออก ยิ่งดูก็จะยิ่งเห็น ยิ่งประจักษ์ในกฎของธรรมชาติที่แสดงถึงความเกิดขึ้น ความตั้งอยู่ ความดับไป แม้ภายในจิตนี้เอง มีอะไรบ้าง ประเดี๋ยวก็... ประเดี๋ยวก็ว่าง .. นี่คืออาการ...มันเป็นเช่นนั้นเอง
หน้าที่ของผู้ปฏิบัติคือกระทำ ก็คือทำต่อไปไม่หยุดยั้ง กำหนดจิตให้รู้อยู่กับลมหายใจทุกขณะ ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด ยืนก็รู้ลมหายใจ นั่งก็รู้ลมหายใจ เดินก็รู้ลมหายใจ แม้นอนก่อนหลับก็ให้รู้ลมหายใจ นี่คือลักษณะของจิตอันพร้อมอยู่ด้วยสติ สมาธิ และปัญญา แต่จิตที่เจริญ กำลังเจริญ และจะเจริญยิ่งขึ้นจนถึงที่สุดในวันหนึ่ง หากไม่ละเลยย่อหย่อนต่อการปฏิบัติ จะยืนก็รู้ลมหายใจ จะเข้าห้องน้ำก็รู้ลมหายใจ จะนั่งอยู่ในห้องเรียนก็รู้ลมหายใจ จะทำงานก็รู้ลมหายใจ แม้แต่จะกำลังอยู่ในวงสมาคมแห่งใดก็จงรู้ลมหายใจ แล้วจะสามารถพูดถูกต้อง กระทำถูกต้อง ไม่ต้องไปคิดเสียใจละอายใจในภายหลัง..... จงพัฒนาจิตให้เป็นจิตที่พร้อมอยู่ด้วยสติ สมาธิ และปัญญา