PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • อุบาสิกา คุณรัญจวน อินทรกำแหง
  • คุณธรรมกับการเมือง (ตอน2)
คุณธรรมกับการเมือง (ตอน2) รูปภาพ 1
  • Title
    คุณธรรมกับการเมือง (ตอน2)
  • เสียง
  • 12467 คุณธรรมกับการเมือง (ตอน2) /upasakas-ranjuan/2-60.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
อุบาสิกา คุณรัญจวน อินทรกำแหง
ชุด
URI 016
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • หมายความว่ามีประสิทธิภาพในการทำงาน โดยมากแกสอนได้ดี นึกว่าคนแก่จะมีจริยธรรม หรือจะรู้จริยธรรมในใจไปเสีย ซึ่งไม่ใช่แก่อายุไม่ได้หมายความว่าแก่คุณธรรม คนที่มีประสิทธิภาพพร้อมที่จะทำการงานและมีคุณสมบัติอย่างอื่นอีก เอาลงมาปฏิบัติด้วยตัวเอง จนกระทั่งรู้ว่าธรรมะหรือจริยธรรมคือลมหายใจ ลมหายใจของเรา เราหายใจอยู่ทุกวัน แต่เราไม่รู้ว่าลมหายใจธรรมดา ชีวิตมันร้อนเพราะเราไม่รู้ เราไม่มีสติที่จะควบคุม มนุษย์ส่วนมากหายใจเข้าและออก ด้วยความร้อนที่เผาผลาญใจของตนเองตลอดเวลา ได้ว่าธรรมะนี่แหละ คือสิ่งที่เป็นหัวใจ หรือเป็นชีวิต พร้อมกับหายใจธรรมะเข้าออก นั่นแหละจะเป็นการหายใจที่ทำให้มีชีวิตอยู่อย่างชนิดเคลื่อนไหวได้ แล้วก็ยังสามารถที่จะมีความเย็นเกิดขึ้นแก่ใจของตนเองได้ เราต้องการครูสักกลุ่มหนึ่งที่มาฝึกฝนอบรมปฏิบัติ และเมื่อเขาฝึกฝนอบรมปฏิบัติจนรู้ว่าวิธีการที่จะเป็นครูเพื่อสอนธรรมะ จะต้องฝึกฝนอบรมคือลับความคมความเฉียบแหลมของตน ในการที่จะเข้าถึงจิตของธรรมะให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นๆๆ อยู่เสมอ และครูกลุ่มนี้แหละหลังจากที่มีความแน่ใจชำนาญก็จะออกไปช่วยสอนอบรมครูคนอื่นซึ่งมีเป็นจำนวนอีกเป็นหมื่นเป็นแสน เราไม่สามารถจะเอาครูเป็นหมื่นเป็นแสนมารับการอบรมได้พร้อมเพรียงกัน แต่ถ้าเราทำด้วยวิธีนี้ดิฉันเชื่อว่าเราสามารถจะทำได้ เพราะครูพวกนี้จะเป็นเสมือนกับ..ไม่อยากจะเรียกว่ากองทัพธรรม แต่ก็เป็นกองทัพธรรมโดยปริยาย จะต้องทำหน้าที่อย่างนี้ตลอดไปจาก ๖๐ คน ไปอบรมอีกตามแต่จะวางกำหนดการนโยบายโครงการของการอบรม และจะไม่ทำหน้าที่อื่น จะทำหน้าที่แต่เพียงให้การอบรมในเรื่องของจริยธรรม ช่วยกันผลิตครูที่จะสอนจริยธรรม จนกระทั่งมีเพียงพอในโรงเรียน เริ่มต้นในโรงเรียนยิ่งโรงเรียนประถมยิ่งสำคัญที่สุด ความเข้าใจของนักการศึกษาบางคนก็ยังเข้าใจว่าโรงเรียนประถมเด็กๆ ใครก็สอนได้ 

    แต่ความเป็นจริงแล้ว ประถมก็คือการวางรากฐานดังที่ท่านทุกท่านทราบดีอยู่แล้ว เราต้องการครูผู้มีประสิทธิภาพ ผู้มีความสามารถ ดิฉันไปอ่านหนังสือชื่อว่า..มีรุ้งในราตรี..ได้มาเมื่อไม่นานเหมือนกันโดยเผอิญ พอเปิดเข้าและเกิดความจับใจในชีวิตของคนที่มีวิญญาณของความเป็นครู เชื่อว่าทุกท่านรู้จัก Helen Keller ใช่ไหมคะ แต่เราก็รู้จักแต่ Helen Keller สตรีที่ตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ แต่พูดได้ในทีหลัง แล้วก็เป็นสตรีผู้ยิ่งใหญ่ ที่โลกจารึกเอาไว้ เพราะว่าได้ทำคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแก่ผู้ที่มีชีวิตพิการ ตาบอด หูหนวก ที่มีโรงเรียนตาบอด หูหนวกอยู่ทั่ว เรารู้จักแต่ Helen Keller ว่า Helen Keller เป็นสตรีผู้ยิ่งใหญ่ที่เรายกย่อง แต่ว่าไม่เคยมีใครรู้ หรือว่าน้อยคนเต็มทนที่จะไปสนใจว่า ที่ Helen Keller เป็น Helen Keller ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลกนี่เพราะอะไร เพราะครูของเขาแท้ๆ ครูที่ชื่อว่าครูแอนนี่ เป็นผู้หญิงเล็กๆ คนหนึ่ง เป็นผู้หญิงที่เคยมีชีวิตที่แร้นแค้นลำบากมาก แล้วก็มารับหน้าที่เป็นครู เมื่ออายุยังไม่ทันถึง ๒๐ ปี แล้วก็มาสอน Helen Keller ซึ่งเป็นเด็กที่เมื่อตอนที่เขาเกิดมาเขาก็ แข็งแรง มีสุขภาพดี อ้วนท้วน ตาดี หูดี พูดได้ แต่แล้วก็อายุไม่กี่ขวบก็เกิดเป็นไข้อย่างร้ายแรง พอหายไข้เข้า ตาก็เริ่มมองไม่เห็น หูก็เริ่มไม่ได้ยิน เขาบอกเสียงระฆังโบสถ์ในเมืองนี่ ซึ่งพอตีเข้านี่มันจะดังก้องไปหมด ทุกคนจะต้องสะดุ้ง แต่ Helen Keller ไม่กระดิกเลย ไม่ได้ยิน แม่นี่ทั้งพ่อทั้งแม่ก็เสียใจอย่างที่สุด ที่ลูกที่แข็งแรงน่ารักเกิดมาเป็นคนพิการเฉยๆ เมื่อตาบอดหูหนวก ขาดการสัมพันธ์ติดต่อกับคนอื่นๆ สื่อสารกันไม่ได้ ก็เลยกลายเป็นไม่พูด แล้วก็กลายเป็นใบ้ไปอีก แล้วก็เพราะเขามีมันสมองที่ฉลาด และก็ดิ้นรนต่อสู้ กลายเป็นเด็กดุร้ายเกเร พยศเอาแต่ใจตัว เพราะเหตุว่าความฉลาดที่มีอยู่ในใจไม่สามารถจะแสดงออกมาได้ สื่อสารกับใครก็ไม่ได้ พ่อแม่หมดปัญญา แต่มีความรักลูกอย่างเหลือเกิน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปส่งลูกไปเรียนที่ไหน

    เพราะสมัยโน้นยังไม่มีโรงเรียนตาบอดหูหนวกเหมือนอย่างสมัยนี้ที่จะแพร่หลายทั่วไป ก็เที่ยวค้นหาว่าจะมีใครบ้างที่จะรับมาเป็นครู ก็ไปได้แอนนี่นี่แหละ ซึ่งเพิ่งจะจบเรื่องของการเรียน เรื่องของวิธีสอนคนตาบอด ก็รับไปสอน แล้วก็ปลุกปล้ำกับ Helen Keller อย่างชนิดที่มองเห็นว่าทุ่มเทวิญญาณของครูลงไป อย่างชนิดที่เขารู้อยู่แล้วว่าสายตาของเขานี่อ่อน แล้วก็เคยมีอาการพิการทางตานี่จนเกือบจะบอด แล้วก็ได้รับการผ่าตัดก็หาย แล้วหมอก็เตือนแล้วว่าอย่าใช้สายตามากเกินเหตุ แต่ครูแอนนี่นี่ทุ่มเททุกอย่าง เฝ้าที่จะคิดค้นหาว่าทำอย่างไร ถึงจะสอนลูกศิษย์คนนี้ ให้เป็นคนปกติเหมือนคนอื่นเขาได้ หลังจากที่เขาสามารถควบคุม Helen Keller ให้มีวินัย คือว่าไม่ดุร้ายไม่เกเร รู้จักเชื่อฟัง แล้วเขาก็เริ่มสอนทุกอย่างที่จะให้ Helen Keller  สัมผัสกับความหมายของคำของตัวหนังสือ ความสุขของครูแอนนี่เมื่อเวลาที่ Helen Keller รู้จักว่าน้ำนี่ คำว่าน้ำ กับตัวหนังสือเครื่องหมายมือที่บอกว่าน้ำนี่ สื่อสัมพันธ์เป็นอันเดียวกัน เมื่อเขียนเครื่องหมายอย่างนี้ลงในมือ แล้วอันนี้คือหมายว่าน้ำ ไม่เป็นแต่เพียงเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์เท่านั้น วันที่ทั้งสองอย่างนี่มันสื่อเข้าไปในหัวใจว่า Helen Keller เข้าใจแล้ว วันนั้นคือความสุข รางวัลแห่งชีวิตของครูแอนนี่ เขาไม่ต้องการอะไรเลย และผลที่สุดเขาก็ยอมทุ่มเททุกอย่าง อุทิศชีวิต หาหนังสือมาอ่าน  Helen Keller เริ่มฟังได้ เริ่มรู้เรื่องได้ ตัวเขาเองก็อ่านหนังสือ อ่านหนังสือแล้วเสร็จแล้วก็มาอ่าน มาอธิบายให้ Helen Keller ฟัง ด้วยวิธีใช้อักษรทั้งภาษามือ เพื่อให้ลูกศิษย์ได้รู้ และในตอนสุดท้าย ครูแอนนี่เองก็ตาบอด เขารู้แล้วว่าเขาจะตาบอด แต่เขาพร้อมที่จะเสียสละเพื่อลูกศิษย์ เพราะฉะนั้นพออ่านเขาแล้วจับใจเหลือเกิน เราอยากได้ครูอย่างนี้ เราอยากได้ครูอย่างนี้ที่พร้อมที่จะมีวิญญาณ เพื่อที่จะทุ่มเทลงไป เพื่อปลูกฝังจริยธรรมลงไปในใจของศิษย์

    ดิฉันจึงคิดว่าวิธีที่จะแก้ปัญหาที่จะให้การสอนจริยธรรมนี้ลงไปสู่หัวใจของคนที่เป็นลูกศิษย์ได้ เราจะต้องสร้างครูขึ้นมา ครูจริยธรรมอย่างแท้จริง แต่นี่อยากจะบอกว่าผู้ที่รับผิดชอบในทางการศึกษาในปัจจุบัน ดิฉันไม่ทราบว่า.. ดิฉันไม่ใช้คำว่า..ในปัจจุบัน แต่อยากจะใช้คำว่าในหลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมา ผู้จัดการศึกษาใน หลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมา ไม่กล้าลงทุนในจุดนี้ ทำไมถึงไม่กล้าลงทุน เพราะผลที่เกิดขึ้น มันไม่มีสิ่งที่มองเห็นได้เป็นวัตถุ ไม่เป็นอาคารเป็นหลังๆ ไม่เป็นอุปกรณ์เครื่องมือ ไม่เป็นการตอบแทนที่จะจับได้สัมผัสได้ จึงไม่ยอมลงทุนในสิ่งนี้ นอกจากนั้นผลที่จะได้ มันไม่ใช่ในปัจจุบัน แต่แน่นอนที่สุดการที่เราจะลงทุนทำอะไรกับสิ่งที่อยู่ข้างใน เราต้องใช้เวลา ต้องใจเย็น ต้องยอมได้ รอได้ และเราต้องรู้ว่าเราไม่ได้ทำเพื่อเราวันนี้ แต่เราทำเพื่อลูกหลานในอีก ๑๐ ปี ๑๕ ปีข้างหน้า ที่เราหวังว่าบ้านเมืองนี้จะอยู่เย็นเป็นสุข ด้วยจริยธรรมหรือคุณธรรมที่อยู่ภายใน จะสุขยิ่งกว่าเคยสุข จะเย็นยิ่งกว่าเคยเย็น ความร้อนที่มีอยู่จะค่อยบรรเทาเบาบาง เราต้องอาศัยสิ่งเดียว เพราะฉะนั้นเวลานี้ที่ดิฉันคิดว่าผู้จัดการบ้านเมืองน่าจะเรียกร้อง และน่าจะทำให้ได้คือการสร้าง สร้างคนขึ้นมาให้ได้สักกลุ่ม ที่จะเป็นครูที่ทั้งชีวิตและวิญญาณจิตใจ ที่จะอุทิศเพื่อการนี้ และนี่แหละจึงจะสามารถช่วยทำให้เป้าหมายของการศึกษาสูงสุดที่ว่าไว้สัมฤทธิ์ผลขึ้นมาได้ มิฉะนั้นแล้วไม่มีวัน ต่อให้เราจะเขียนหลักสูตรลงไปในเรื่องของการสอนศีลธรรมด้วยวิธีใดก็ตาม แต่ว่าเราละ เราไม่เน้นลงไปที่ให้สามารถทำหน้าที่เพื่อหน้าที่อย่างถูกต้องได้ โดยไม่เห็นแก่ตัว ตราบนั้นเราก็ยังจะต้องเบียดเบียนกันอยู่ตลอดไป ฉะนั้นก็ต้องการผู้จัดการบ้านเมืองใจสิงห์ ใจสิงห์ถึงจะยอมทำยอมลงทุน ไม่ใช่ใจธรรมดา ต้องกล้าหาญ ต้องแกร่งกล้าที่จะทำ ถ้ามิฉะนั้นแล้วไม่สำเร็จ เราจะต้องล้มลุกคลุกคลาน จะต้องแก้ปัญหาปลายเหตุกันไปจนหมดแรงที่จะแก้ แต่ถ้าเราแก้พร้อมทั้งต้นเหตุและปลายเหตุ วันหนึ่งเรามองเห็นความสว่าง เรามองเห็นความสดใสของท้องฟ้า ของบ้านเมืองไทย

    ดิฉันไม่ได้พูดว่าเวลานี้ใช้ไม่ได้ เวลานี้ยังใช้ได้ บ้านเมืองไทยยังอยู่ได้ และยังมีคนดีอยู่อีกมาก แต่เราไม่ควรจะพอใจเพียงเท่านี้ เราจะต้องทำให้ดียิ่งขึ้น อย่างที่ว่าเราจะสามารถส่งมอบแผ่นดินไทย มรดกไทยให้แก่ลูกหลานไทยด้วยความภาคภูมิใจ เพราะมันบริสุทธิ์ผุดผ่องงดงาม เยือกเย็นเป็นสุข กว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ฉะนั้นเราจึงต้องการผู้จัดการบ้านเมืองที่ใจสิงห์ ไม่ใช่ใจธรรมดา ไม่ใช่ใจเล็ก แล้วก็ต้องใจใหญ่จริงๆ ก็เชื่อว่ามีบุคคลจำนวนมากมักจะบอกว่าทำได้หรือ สิ่งอย่างนี้ทำได้หรือ ดิฉันก็ยืนยันว่าทำได้..ถ้าทำนะคะ แต่ถ้าไม่ทำ..ไม่มีวันทำได้ แต่ถ้าทำ..ทำได้ เหมือนอย่างที่หลายท่านที่ได้เคยทำมาแล้ว อย่างที่บุคคลท่านหนึ่งที่เอ่ยชื่อทุกท่านก็คงรู้จัก ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ที่ตั้งแต่มีเนื้อที่ดินร่วม ๒๐๐ ไร่ แล้วก็ทำเกษตรแผนใหม่ ใช้เวลาประมาณ ๒๐ ปี ใช้ปุ๋ยใช้เคมีอะไรต่างๆ อย่างที่ใครๆ นักวิชาการแผนใหม่บอก พยายามที่จะหาผลผลิตออกมา แต่ว่าผลที่ได้รับก็คือการเป็นหนี้จนต้องตัดที่ดินขาย ๑๙๐ ไร่ ผลสุดท้ายเหลือประมาณ ๙ ไร่กว่าๆ หมดหนทางเพราะมีแต่หนี้สิน แต่เผอิญเป็นผู้มีปัญญา ดิฉันไม่เคยรู้จักท่านผู้นี้นะคะ แต่เผอิญเป็นผู้มีปัญญา ได้เคยอ่านเรื่องของท่าน ปัญญาที่จะสู้..สู้ด้วยสติ ไม่ได้สู้อย่างชนิดหัวชนฝา ไม่ได้สู้อย่างงมงาย ก็หันมามองดูว่าสิ่งที่จำเป็นที่สุดของมนุษย์คืออะไร ข้อแรกต้องมีกิน..ต้องมีกินเสียก่อน ถ้าไม่มีกินมันอยู่ไม่ได้ เริ่มปลูกพืชที่จะเป็นอาหาร เป็นไม้ผล มีกินแล้วก็ต้องมีใช้สอย แล้วก็ต้องมีสิ่งที่จะเป็นปัจจัย สำหรับเป็นยารักษาโรค ก็ปลูกพืชพันธุ์ต่างๆ ที่จะเป็นยารักษาโรค พวกสมุนไพร พร้อมกับทดลองด้วยตัวเอง เป็นอย่างนี้ใช้สมุนไพรอย่างไร ตามที่ได้ยินผู้อื่นบอกมา แล้วก็ประจักษ์ว่า อ้อ..อย่างนี้ใช้แก้อย่างนี้ได้ แล้วก็เมื่อปลูกพืชผลทั้งหลายมากกว่าที่จะกินได้..ก็ขาย พอขายก็เป็นเงินที่ได้มาทั้งหมด นี่ก็ไปใช้ซื้อเครื่องนุ่งห่ม รวมความว่าด้วยวิธีการทำเกษตรธรรมชาติ ได้ปัจจัย ๔ ครบ นอกจากปัจจัย ๔ ครบแล้ว ปัจจัยที่ ๕ ตามมาโดยอัตโนมัติ ปัจจัยที่ ๕ คือความสุขสงบในใจ ที่เป็นอิสระจากความเป็นหนี้สิน สามารถที่จะเป็นนายของตัวเองได้ นำชีวิตของตนเองได้ แล้วยังนำคนอื่นให้มาเรียนรู้..วิธีจะยืนได้ด้วยตัวเองเป็นอย่างไร 

    ก็มีคนไปดูงานจากที่งานของผู้ใหญ่วิบูลย์มากมายก่ายกอง เพราะฉะนั้นนี่เป็นตัวอย่าง ถ้าทำ..ทำได้ แต่ต้องทำด้วยสติปัญญา แต่ถ้าไม่ทำ เราก็จะต้องแก้ปัญหาปลายเหตุกันไปจนตาย จนกระทั่งเราไม่มีแรงที่จะแก้ เพราะฉะนั้นนี่ก็เรียกว่าเราอยู่ในหนทางที่จะเลือก จะเลือกเดินทางไหน ยังมีหนทางยังมีโอกาส จะเลือกหรือไม่เลือก พลเมืองธรรมดา..ยาก แต่ต้องอาศัยผู้จัดการบ้านเมืองเพราะอยู่ในสถานะที่จะชี้ให้ เลือกให้ จัดให้ได้ ก็ได้อ่านที่เขาเขียนในหนังสือพิมพ์นะคะ เผอิญไม่ได้ตัดชื่อของคนที่เขียนมา ลงในหนังสือพิมพ์มติชนในเดือนนี้เองนะค่ะ ฝรั่งคนหนึ่งเขาทำนายพยากรณ์บ้านเมืองไทย เขาบอกว่าป่าไม้เหือดหาย ต่อไปนี่นะคะภายในระยะเวลา ๑๐ กว่าปีนี่ ป่าไม้จะเหือดหายไปในอัตราร้อยละ ๑.๕ ต่อปี ๑ ใน ๔ ของพลเมืองประกอบด้วยชาวนาที่สิ้นเนื้อประดาตัว คนงานที่ไม่มีฝีมือในเมือง และผู้อยู่อาศัยตามสลัมต่างๆ ประมาณว่าถึงสิ้นทศวรรษนี้ คือ (พ.ศ. ๒๕๔๓) ประชาชนไทย ๒๐ ล้านคน จะเป็นผู้ติดเชื้อของโรคเอดส์ ส่วนผู้ที่เป็นโรคเอดส์เต็มที่ จะมีถึง ๒ ล้านคน โรงงานและยวดยานพาหนะต่างๆ จะสร้างมลพิษถึงขั้น ทำให้คนเดินถนนต้องเป็นอันตรายจนถึงชีวิต จะได้พบสารตะกั่วในสายสะดือของทารกที่เกิดใหม่ เขาว่าอย่างนั้นนะคะ คนชั้นยอด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองทั้งหมด จะมีรายได้เท่ากับร้อยละ ๕๕ ของรายได้ของประชาชาติโดยรวม ชนชั้นล่างต่ำสุด ร้อยละ ๒๐ จะมีรายได้ร้อยละ ๕ ช่องว่างระหว่างคนมีกับคนจนจะกว้างออกไปทุกที โสเภณีจะมีจำนวนมากกว่าภิกษุสงฆ์ถึง ๓ เท่า สถิติอาชญากรรมจะสูงขึ้น และศีลธรรมของพุทธศาสนิกชนก็จะหมดอิทธิพลลงไปในบรรดาคนหนุ่มสาว จะเป็นไปได้อย่างไรดิฉันไม่ทราบนะคะ แต่ว่านี่เป็นคำที่เขากล่าว ก็ขอนำมาอ่านให้ฟังกันเท่านั้นเองนะคะ 

    แต่อย่างไรก็ตาม ก็เป็นสิ่งที่ชวนให้มาคิดเหมือนกัน ว่าจะมีทางเป็นไปได้ไหม ซึ่งจะเป็นไปได้หรือเป็นไม่ได้ เราก็ดูจากข้อมูล จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ซึ่งสิ่งนี้ดิฉันไม่ขอเป็นผู้ออกความเห็น ก็ขอปล่อยไว้ให้ท่านผู้จัดการบ้านเมืองได้ลองโปรดคิดดู ว่ามันจะมีหนทางเป็นไปได้ไหม แต่แล้วหนทางเหล่านี้เราจะแก้ไขได้ไหม พอดิฉันอ่านจบแล้ว ดิฉันถามตัวเองว่าสิ้นหวังหรือเปล่า..นะคะ รู้สึกสิ้นหวังไหม ในความเป็นบ้านเมืองของเรา ในความร่มเย็นเป็นสุขต่อไปข้างหน้า..สิ้นหวังไหม แล้วดิฉันก็ตอบตัวเองอย่างไม่รู้สึกว่าหลอกตัวเอง ไม่หมดหวัง ดิฉันไม่สิ้นหวัง ดิฉันไม่หมดหวัง ยิ่งประโยคสุดท้ายที่เขาบอกว่า ขอโทษนะคะที่เปลี่ยนแว่นตาให้น่ารำคาญ ศีลธรรมของพุทธศาสนิกชนจะหมดอิทธิพลลงไปในบรรดาคนหนุ่มสาว อันนี้ดิฉันไม่หมดหวังเลย เพราะจากความเป็นจริงที่ปรากฏอยู่นี้ คนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อย ดิฉันไม่พูดว่าทั้งหมด จำนวนไม่น้อยหันมาสนใจมากเลย ในสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ เพราะอะไร เพราะเขาเป็นคนที่เรียกได้ว่าเป็นปัญญาชน หันมองไปทางไหน จะทางซ้ายทางขวา ที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่สถาบัน หรือสังคม เขาคงไม่มีที่พึ่ง เขาไม่รู้ว่าจะหันไปทางไหนที่จะพ้นจากความร้อน..แล้วก็ได้รับความเย็น เพราะฉะนั้นคนหนุ่มสาวเดี๋ยวนี้ ยิ่งนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่เป็นนักกิจกรรมด้วย เขาหันมาสนใจในธรรมะมาก เขาเข้ามาหาเรา เพียงแต่เรานั่นแหละจะไม่มีแรงพอที่จะช่วยเขาได้ทั่วถึง แล้วก็ถาวร แต่เวลานี้เขาหันเข้ามาหามาก แล้วเมื่อเขาได้ฟังเราพูดกันถึงเรื่องของชีวิตที่จะขาดธรรมะไม่ได้ เพราะชีวิตมันอยู่กับธรรมชาติ มาจากธรรมชาติ มันจะเกี่ยวข้องกับธรรมชาติเรื่อย ตั้งแต่เกิดจนตาย เขาเข้าใจแล้วก็มองเห็นด้วยว่าจะนำธรรมะนี้ไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไร เขาบอกชีวิตอย่างนี้ เอ่อ..เขาบอกว่าคำพูดอย่างนี้ คำอภิปรายเกี่ยวกับธรรมะอย่างนี้ มันเป็นเรื่องที่มีเหตุมีผล ที่เป็นไปได้

    แม้แต่ฝรั่งที่เขามาเข้าอบรม เขาก็ถามว่า คำสอนอย่างนี้คือคำพูดถึงเรื่องของธรรมะอย่างนี้มีพูดกันที่ไหนบ้าง ก็ถามเขาว่าทำไม เพราะเขาบอกว่ามันนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ แล้วก็มีคนหนึ่งนะคะเป็นผู้หญิง พอเสร็จ Retreat แล้ว เขาเขียนไว้ให้เราฟังน่าจับใจเหลือเกิน เขาบอกว่า ในชีวิตของเขานี่สิ่งอะไรที่เลวที่สุด เขาผ่านพบมาแล้ว ที่ร้ายที่สุด ที่ชั่วที่สุด ที่เจ็บปวดที่สุด เขาพบมาแล้ว..แต่เขาเพิ่งมาพบสวรรค์ คือพาราไดซ์ที่นี่เอง เมื่อเขาได้พบความเย็นน้ำตาของเขาแห้ง..เมื่อเขาได้มาสัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ นี่ก็มาจากคำของคนที่ทีแรกเขาอาจจะบอกเขาไม่มีศาสนา เพราะเขาไม่รู้ว่าศาสนานี่จะมีประโยชน์อะไรกับชีวิตของเขา แต่เขารู้ว่าธรรมะนี่มีประโยชน์กับชีวิตของเขา และธรรมะนี่คือธรรมชาติ ซึ่งทุกคนมีสิทธิที่จะเป็นเจ้าของ มีสิทธิที่จะเกี่ยวข้อง ไม่มีใครออกหนีไปจากวงล้อมของธรรมชาติได้เลย เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดิฉันรู้สึกว่าดิฉันไม่สิ้นหวัง ไม่รู้สึกสิ้นหวังเลย ที่เขาบอกว่าคนหนุ่มสาวจะไม่สนใจ หรือพุทธศาสนาจะไม่มีอิทธิพล อันที่จริงคำว่าธรรมะเป็นของกลาง เหมือนดังกล่าวแล้ว แล้วก็ถ้าหากว่าคนเรามีธรรมะมีคุณธรรมอยู่ในใจ ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นแก้ไขได้ ไม่แปลกอะไรเลย เพราะฉะนั้นดิฉันจึงไม่รู้สึกว่าน่ากลัว แล้วก็ไม่หมดหวัง แล้วดิฉันก็เชื่อว่าทุกท่านที่นั่งอยู่ในที่นี้ ก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกับดิฉัน ว่าเราไม่น่ากลัว เราไม่รู้สึกหมดหวัง..ถ้าเรารู้ว่ามีหนทาง เพียงแต่เมื่อไหร่เราจะลงมือกัน เมื่อไหร่เราจะลงมือช่วยกันทำ ถ้าเราลงมือช่วยกันทำเมื่อไหร่ แสงสว่างก็จะต้องเกิดขึ้นในใจของเราทุกคน และคนหนุ่มสาวก็ย่อมที่จะต้องเป็นกำลังสำคัญ ในการที่จะสร้างบ้านเมืองของเราให้มีความร่มเย็นเป็นสุขยิ่งขึ้น เพราะความเห็นแก่ตัวลดลงเมื่อใด ปัญหาต่างๆ ก็ลดตามมาด้วย 

    ฉะนั้น ชีวิตนี้จึงยังมีหวังนะคะ แต่ต้องลงมือทำอยู่เดี๋ยวนี้ คือเดี๋ยวนี้ทันที แล้วเราก็จะไม่ต้องเสียใจว่า เอ๊ะ..อะไรนะ สิ่งที่เราควรจะทำที่สุดในชีวิต..ก่อนจะตาย เวลาที่มีชีวิตอยู่คนหลายคนนึกไม่ออก ควรจะทำอะไร แต่พอใกล้จะสิ้นลมหายใจครั้งสุดท้าย ตาย..ลืม ไม่ได้ทำ หมดหวังเสียแล้ว หมดโอกาสเสียแล้ว เพราะมันลุกไม่ไหวเสียแล้ว แล้วก็หมดโอกาสที่จะสร้างเกียรติภูมิให้แก่ชีวิตของตนเอง เพื่อจะไว้จารึกด้วย ฉะนั้นเมื่อยังมีลมหายใจอยู่ ยังมีความแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจ ดิฉันจึงว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่จะทำ เพราะฉะนั้นคุณธรรมทางการเมืองจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการใช้ความพยายามอันซื่อสัตย์ ที่จะสร้างความเชื่อถือร่วมกันให้เกิดขึ้นมาในใจของทุกคน แล้วก็มีคำๆ หนึ่งที่ดิฉันได้ยินจากท่านอาจารย์ที่สวนโมกข์ ที่ท่านบอกว่ามนุสสสัญญา มนุสสสัญญา สัญญาคือความสำคัญมั่นหมาย มนุสสสัญญาคือความสำคัญมั่นหมายของความเป็นมนุษย์ มนุษย์แห่งตนและมนุษย์ของเพื่อนมนุษย์ ตราบใดที่ไม่ลืมมนุษย์สัญญา ความสำเร็จ ความหวังย่อมเกิดขึ้นและเป็นไปได้เมื่อนั้น ถ้าเราจะลงมือทำทันที ดิฉันก็ขออนุญาตจบการพูดที่ยืดยาวเพียงเท่านี้ค่ะ แต่ถ้าหากว่าท่านจะโปรดอภิปรายให้ความเห็นอย่างอื่นดิฉันก็พร้อมที่จะรับฟัง ขอบพระคุณ ... มีไหมคะ ถ้ามีก็เชิญค่ะ เชิญค่ะ 

    ขออนุญาตท่านอาจารย์ครับ คำว่าคุณธรรมกับจริยธรรมแตกต่างกันอย่างไรครับ? และอีกข้อหนึ่งก็คือ คนที่ใจแคบจะทำให้กว้างได้อย่างไรครับ?

    คงไม่ใช่กว้างด้วยการผ่าตัดแล้วก็ขยายนะคะ เพราะอย่างไรก็ไม่สำเร็จด้วยการทำทางวัตถุ ถ้าจะทำให้กว้างก็ด้วยการที่จะกระตุ้นเร่งเร้าให้รู้จักทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ คุณธรรมก็คืออย่างที่ดิฉันได้พูดในตอนต้นนะคะ คือหมายถึงสภาพของความงามความพอดี ความดีที่มีอยู่ในจิตของคน หรือมีอยู่ในตัวของความดีของมันเอง แต่ดิฉันขยายไปว่า คุณธรรมนี่ก็คือความดีของความพอดีในความคิด ในวาจา ในการกระทำ ที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหา จริยธรรม..นั้น จริยะ ก็หมายถึงทางดำเนิน การประพฤติปฏิบัติ เพราะฉะนั้น..จริยธรรม.. ก็หมายถึง ธรรมะ หรือการประพฤติปฏิบัติอันดีงามที่สมควรกระทำ … เชิญค่ะ

    ขออนุญาตท่านอาจารย์ครับ กระผม..บรรจง ทรงมณี ครับ คือได้ฟังแล้วเกิดความคิดว่า มันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมีการออกมาเรียกร้อง หรือออกมาเผยแผ่ให้เป็นรูปธรรม ผมยังมองคิดอยู่นะท่านอาจารย์ครับว่า สื่อของเราที่มีอยู่ทุกวันนี้นั้นนี่ครับ ที่รัฐบาลควบคุมและงบประมาณอะไรต่างๆ ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโทรทัศน์ก็ดี วิทยุก็ดี ๙๐% นี่เป็นเรื่องของความโลภ ของกิเลส ของความอยากมีอยากได้กันทั้งสิ้น เวลานี้น้อยมากเกี่ยวกับเรื่องของศีลธรรมจริยธรรม แล้วก็ของธรรมะ เมื่อให้มาแล้วนี่ก็ให้เวลาที่ไม่เหมาะสม ทีนี้ผมมามองดูว่ามันถึงเวลาแล้วนะ ผู้ที่จะต่อสู้เรียกร้องให้ผู้ใฝ่ธรรมนี่กลับมานี่ เราคงจะต้องมีการซื้อเวลากันเองนะ ที่เขาให้มาเวลาก็ไม่เหมาะสม แล้วเมื่อมาแล้วนี่ฝ่ายเจ้าของรายการหรือเจ้าของเวลานี่ ไปหาผู้เผยแผ่ผู้บรรยายเอง เราจะเห็นได้ว่าผู้บรรยายนี่กับในยุคปัจจุบันนี้มันซึ่งมันไม่ทันโลกทันเวลาในวิธีการนำเสนอสื่อนะ อย่างผมนึกภาพในขณะที่อาจารย์บรรยายนี่ครับ แล้วก็ไปพบในหลายๆ แห่ง ผมว่าอาจารย์น่าที่จะทำอย่างไรให้มีโอกาสได้ใช้สื่อของโทรทัศน์ก็ดี หรือวิทยุแห่งประเทศไทยก็ดี ได้นำเสนออย่างนี้ อย่างท่านไปบรรยายตามจุดต่างๆ แค่นี้ก็ ๕๐๐ คน ๑,๐๐๐ คน ในช่วงระยะเวลา แต่ถ้าหากว่าเราสามารถใช้สื่อของหลวงของรัฐที่มีอยู่ ถึงเขาไม่ให้เราก็ซื้อกันว่ากันอย่างนั้นนะ บริจาคกันมา ผมว่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะขายความจริงให้ปรากฏ เป็นรูปธรรมขึ้นมา โดยยกตัวอย่าง อย่างที่เห็นในสังคมของโลกมนุษย์นี้นั้นนี่ ผมว่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด แล้วก็ถึงเวลาที่เราจะต้องร่วมกันอย่างจริงจัง มิฉะนั้นแล้วนี่สื่อทุกสื่อนี่ถูกความอยากมีกิเลสต่างๆ เหล่านี้กลืนไปหมด เวลาคนดีทำอะไรก็เห็นในกลุ่มของคนดีไม่กี่คน แต่เวลาสิ่งที่ไม่ดีนี่จะปรากฏออกมาในสื่อทุกสื่ออย่างชัดเจน จะทำให้เยาวชนอนุชนรุ่นหลังนี่มองเห็นว่าทำเลวแล้วได้ดี แล้วก็เดินไปทำกัน ทำอย่างไรที่จะมีวิธีการนำสื่อ ว่าที่ทำเลวแล้วได้ดีนะเป็นสิ่งที่จอมปลอม ถ้าที่ทำดีแล้วได้ดีมันเป็นสัจธรรมที่ละลายหายไปไม่ได้เลยในโลกของมนุษย์ ถึงแม้จะสลายนี่ ในส่วนนี้ผมอยากว่าจะทำอย่างไรในกลุ่มเป้าหมายของผู้เรียกร้องทำดี จะเป็นศาสนาใดก็ตามแต่ ให้มีการปรากฏอย่างชัดเจน ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ผมเห็นอาจารย์บรรยายนี่ ไม่อยากจะให้เห็นสามสี่สิบคนได้ยินอย่างนี้ อยากจะเห็นภาพอย่างนี้ สื่ออย่างนี้ที่ออกไปทั่วทั้งประเทศ แล้วนั่นแหละครับจะเรียกธรรมชาติหรือเรียกสัจธรรมนั้น..คืนมาได้ ขอบคุณมากครับอาจารย์ 

    ขอบคุณค่ะ เป็นความเห็นที่ให้ประโยชน์อย่างยิ่งนะคะ แต่การที่เราจะขอร้องสื่อ คือสื่อมวลชน เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หรือแม้แต่หนังสือพิมพ์ก็ตาม ให้สนใจในการร่วมมือเผยแพร่ข่าวนี้ คงจะเกินความสามารถของดิฉันนะคะ แต่ว่าคงไม่เกินความสามารถของท่านผู้จัดการบ้านเมือง ที่จะช่วยกันใช่ไหมคะ เพราะว่าเวลานี้เราก็คงทราบแล้วค่ะว่า ผู้ที่เป็นเจ้าของสถานีต่างๆ เขาก็มองเห็นว่าอะไรจะได้ตอบแทนเป็นวัตถุมา..ก็พร้อมที่จะให้ แต่รายการอะไรที่เข้าไปในทางภายในก็ไม่ค่อยจะมี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดิฉันเห็นด้วย และนี่แหละคืออุปสรรคที่ทำให้การเผยแผ่สัจธรรมหรือเรื่องของธรรมะไม่เข้าสู่จิตใจของเพื่อนมนุษย์ หรือว่าเข้าได้ช้า เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ก็ขอฝาก..ขอฝากต่อที่ประชุมแห่งนี้ของท่านผู้จัดการบ้านเมือง และขอได้โปรดช่วยกัน แล้วก็ดิฉันก็เห็นจริงด้วยที่ว่า เรื่องของธรรมะไม่ใช่เรื่องของพุทธศาสนา ศาสนาเดียว แต่เป็นเรื่องของทุกศาสนา เป็นเรื่องของโลก และเราสามารถที่จะใช้เรื่องของธรรมะนี้เป็นสื่อกลาง เพราะธรรมะเป็นธรรมชาติที่จะทำให้ทุกคนที่ปรารถนาความสงบสุขในใจให้เกิดขึ้นแก่ตนเองและผู้อื่น มาร่วมมือร่วมใจกันได้ค่ะ .. เชิญค่ะ 

    ครับท่านอาจารย์ที่เคารพครับ กระผมมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องสิทธิเสรีภาพหน้าที่นะครับ 

    ชีวิตคือธรรมะ ธรรมะคือชีวิต เพราะฉะนั้นจะอยู่ที่ไหนไม่สำคัญ

    อาจารย์หมายความว่าถ้าอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเข้าวัดก็ได้ใช่ไหมครับ ... ไม่จำเป็นค่ะ ... ไม่จำเป็นนะครับ ... แต่ขอให้รู้ให้เข้าใจให้ถูกต้องนะคะ และปฏิบัติให้ถูกต้องที่บ้าน ... เพราะฉะนั้นถ้าที่ผมจะปฏิบัติต่อไปแบบที่ผมเคยปฏิบัติมานี่ ก็ไม่น่าจะผิดอะไร เพราะผมไม่ค่อยชอบเข้าวัดเท่าไหร่ ... ประทานโทษค่ะ ถ้าอย่างนั้นอย่าว่าดิฉันบังอาจนะคะ ดิฉันต้องขอทราบเสียก่อนว่าปฏิบัติอะไร เพราะดิฉันยังไม่ทราบว่าปฏิบัติอะไร ก่อนที่ดิฉันจะรับรองนะคะ ก่อนที่ดิฉันจะรับรองว่าถูกต้องหรือไม่ ... คือจริงๆ อาจารย์ คือผมก็ถูกคนหลายคนต่อว่านะครับ ผมเป็น ส.ส. นี่ก็ไม่ได้ค่อยเข้าวัดเข้าอะไร ซึ่งผมก็คิดว่าตั้งแต่ผมเป็นเด็กเป็นเล็กมานี่ ผมก็ไม่ค่อยได้เข้าอยู่แล้วนะครับ แล้วผมก็ยังเหมือนเดิมอยู่ แต่ผมก็มั่นใจว่าผมไม่ได้ประพฤติชั่ว ผมมั่นใจในข้อนี้ว่าผมไม่ได้ประพฤติชั่ว แล้วทีนี้ผมก็เคยถูกสอบสัมภาษณ์นะครับ สมัยตอนที่ผมจะไปเรียนต่อต่างประเทศนี่ นักสอบทุน ก.พ. เขาก็มาสอบสัมภาษณ์ คณะกรรมการสัมภาษณ์ถามผมว่า..ผมนับถือศาสนาอะไร ผมก็ตอบไปตามความจริงว่าผมไม่ได้นับถือศาสนาอะไร เขาก็ตกใจกันใหญ่ แต่ว่าผมก็อธิบาย ผมบอกว่านี่ก็คือเรื่องเกี่ยวกับการศึกษา ผมว่าคนจะรู้ดีรู้ชั่วก็อยู่ที่การศึกษา ผมก็ตอบตามความคิด ที่ผมคิดยังไงผมก็ตอบอย่างนั้น 

    แต่ทีนี้ ปัจจุบันก็คือว่าก็มีเสียงบอกมาว่า ผมเป็น ส.ส. ที่ไม่ค่อยชอบเข้าวัด คือหมายความว่าผมก็มองไม่เห็นว่าทำไมต้องเข้านะครับ ในส่วนที่ผมมองไม่เห็นว่าทำไมต้องเข้า เพราะว่าอย่างที่หนึ่งผมเข้าไปผมก็ยังไม่รู้ว่าที่พระสวดหรืออะไรนี่..ผมก็ไม่เข้าใจ 

    คือว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระศาสดาทั้งหลายนี้ ก็ไม่ได้ปรารถนาว่าเราจะต้องเป็นผู้บวชนะคะ หรือจะต้องเข้าวัด แต่ว่าที่ท่านปรารถนาก็คือว่า ทำอย่างไรนี่มนุษย์ทั้งหลายที่อยู่ที่บ้านกับครอบครัวของตน กับญาติพี่น้อง หรืออยู่ที่ทำงานของตนนี่ จะทำงานได้อย่างเป็นสุข จะอยู่บ้านได้อย่างเป็นสุข แล้วท่านก็บอกว่านี่นะวิธีที่จะเป็นสุขนี่คือทำอย่างนี้ อย่าเบียดเบียนผู้อื่นด้วยความเห็นแก่ตัว ถ้าหากว่าท่านผู้ใดมีวิถีชีวิตของการประพฤติปฏิบัติด้วยการเห็นแก่ผู้อื่น รักเพื่อนมนุษย์มากกว่ารักตัวเอง มากกว่าเห็นแก่ตัวเอง นั่นคือการปฏิบัติที่อยู่ในทำนองคลองธรรม อันเป็นสัมมาทิฏฐิ แต่ต้องแน่ใจไม่หลอกตัวเองนะคะ

    คือผมก็ตั้งแต่จำความได้ผมก็รู้สึกว่ามันก็ขัดอยู่ เขาบอกว่าคนเราเกิดมาเพื่อรับทุกข์นี่นะครับ ผมก็ไม่ค่อยรู้สึกว่าผมมีความทุกข์เท่าไหร่ 

    ก็อันนี้ต้องบอกว่า..ดูไป ดูไปค่ะ จนกระทั่งวันไหนถึงวันที่ร้องไห้อยู่ในใจ อ้อ..ทุกข์อย่างนี้เอง นี่นะคะดิฉันอยากจะบอกว่า เรื่องของความทุกข์นี่ค่ะ เป็นเรื่องที่มนุษย์เราควรจะศึกษาที่สุดเลย ถ้ามิฉะนั้นแล้วจะไม่ไปอยู่ในอริยสัจ ๔ ที่เป็นเรื่องของความจริงอันประเสริฐข้อแรก ถ้าหากว่าท่านผู้ใดไม่รู้จักเรื่องของความทุกข์ก็จะยังไม่เห็นคุณค่าของธรรมะอย่างซาบซึ้งเข้ามาในใจ คนส่วนมากมักจะเข้าใจว่าความทุกข์นี่คือความวิบัติใหญ่ๆ ความวิบัติใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นกับใจ เช่น เป็นโรคเอดส์ หรือว่าถูกฟ้องล้มละลาย บ้านช่องไฟไหม้ จี้ปล้น อุบัติเหตุอย่างทำให้เกิดพิกลพิการอะไรอย่างนั้น แล้วบอกว่านั่นคือความทุกข์ ซึ่งก็ใช่ไม่ผิดนะคะ แต่ว่าสิ่งนั้นไม่ได้เกิดกับทุกคน แล้วก็ไม่ได้เกิดทุกวันใช่ไหมคะ คนหลายคนไม่ได้ประสบความวิบัติอย่างมากๆ อย่างนั้น แต่ความอึดอัด หงุดหงิด รำคาญใจ กินข้าวไม่อร่อย นอนไม่สบาย ฟังคนพูดไม่ถูกหู ไม่สามารถจะฟังเสียงด่าเป็นเสียงดนตรีได้ นี่ดิฉันเอามาจากในเพลงที่เด็กๆ เขาร้องกัน เขาบอกว่า แหม..ได้ยินเสียงด่าเป็นเสียงดนตรี เขาอยากให้เป็นอย่างนี้ ถ้าเราได้ยินอย่างนั้นได้โลกมันก็สุนทรี แต่นี่เราไม่สามารถจะได้ยินอย่างนั้นได้ เพราะฉะนั้นความอึดอัด หงุดหงิด ขัดใจ ความรำคาญใจ เพราะอะไรไม่ได้อย่างใจ อย่างนี้นะค่ะ ท่านบอกว่าคือความทุกข์ ลักษณะอาการของความทุกข์ แล้วมนุษย์เราก็สะสม สะสมความรู้สึกอึดอัด หงุดหงิด รำคาญใจ ไม่ชอบใจ ไม่พอใจ ทีละนิดๆๆ นึกออกไหมคะ ตั้งแต่เด็กๆ นี่อย่างนี้เราไม่รำคาญเลย แต่พออายุเข้า ๓๐ ๔๐ ๕๐ ๖๐ ๗๐ ไม่ไหวแล้ว เพราะอัตตาของการสั่งสมมันมากขึ้นๆๆ จนความทนทานหรือความต้านทานลดลง เปราะบาง ถึงได้ระเบิดออกมา 

    แล้วเดี๋ยวนี้คนเราระเบิดออกต่างๆ ด้วยวิธีการต่างๆ ด้วยการชดเชย ดิฉันเรียกว่าเป็นวัฒนธรรม..กรี๊ด พอนึกออกใช่ไหมคะ ถ้าคุณย่าคุณยายโผล่ขึ้นมาตอนนี้ ตาย..ต้องรีบกลับลงหลุม แก้วหูจะแตก ต้องกรี๊ดกัน จะฟังดนตรี จะดูอะไร จะต้องกรี๊ดกัน แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะหนุ่มๆ สาวๆ นะคะ ดิฉันได้ยินว่าผู้ใหญ่นี่แหละ ผู้ใหญ่โตๆ เป็นพ่อคนแม่คนแล้ว ก็ชวนกันไปฟังดนตรี ไปดูละคร ไปทำไม จะได้ไปหาโอกาสกรี๊ด กรี๊ดทำไม กรี๊ดเพื่อสิ่งที่มันอัดอยู่ในอกนี่..มันระเบิดออกไปเสีย..มีหนทางระเบิดแล้ว ก็เป็นวิธีการระเบิดที่ค่อนข้างจะพอดูได้ เพราะอยู่ในที่ๆ เขาบอกว่าใครๆ ก็ทำ เพราะฉะนั้นอันนี้ค่ะเป็นสิ่งที่ควรจะรู้จักว่าความทุกข์คืออะไร แล้วมนุษย์เราก็สะสมลักษณะอาการของความหงุดหงิด อึดอัด รำคาญใจ จนทนไม่ได้ จนกระทั่งเป็นความเจ็บปวด ชอกช้ำ ขมขื่นมากยิ่งขึ้นทุกทีๆ ดิฉันเรียกว่านี่แหละคือโรคมะเร็งทางจิต แต่มนุษย์ไม่สนใจรักษา สนใจแต่มะเร็งที่ปอด ที่หัวใจ ที่ตับ ที่ม้าม รีบวิ่งไปหาหมอ แต่ที่เป็นอยู่ทุกวันๆ นี่ แล้วก็ตาย เพราะมันทุกวันๆ ด้วยความเครียด..ไม่สนใจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องศึกษาอันแรกที่สุดคือ เรื่องของความทุกข์ค่ะ ถ้ายังไม่มีตอนนี้ ก็ควรแสดงความยินดีกับตัวเองนะคะ แล้วก็รักษาเอาไว้ให้ได้ในสภาวะอย่างนี้ อย่าให้ความทุกข์เกิดขึ้นได้ แต่ถ้าไม่แน่ใจก็โปรดลองเสาะแสวงหา ด้วยการดูในใจ ทำไมดิฉันจึงเน้นว่าการศึกษาข้างในสำคัญ ตรงนี้ค่ะสำคัญตรงนี้ เพราะถ้าศึกษาข้างในดูข้างใน ไม่ใช่คิดนะคะ แล้วเราจะรู้จักใจของเราเอง แล้วก็จะรู้ว่าใจที่ว่าไม่ทุกข์นี่มันจริงหรือเปล่านะ หรืออันที่จริงมันมีความทุกข์ซ่อนอยู่ที่มุมไหนของใจบ้าง เอ่อ..ประทานโทษนะคะ ดิฉันเห็นท่านยกมือกันอยู่ ๓ ท่าน แต่ว่าเชิญท่านข้างหลังก่อนค่ะ เพราะว่ายกก่อนนะคะ .. ขอโทษค่ะ 

    ท่านอาจารย์ นอกจากสายตาดียังจำแม่น ผมขออนุญาตผมเป็นผู้สังเกตการณ์วันนี้นะครับ เอ่อ..ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ... อ้อ..ดิฉันเคยได้ยินชื่อค่ะ ... ขอเรียนถามเนื่องจากว่าในที่นี้ก็เป็นนักการเมือง แล้วก็อาจารย์ก็มาพูดถึงเรื่อง..เข้าใจว่าเรื่องธรรมะกับนักการเมืองนะครับ อยากจะเรียนถามคำถามทั้งกับท่านอาจารย์ และก็กับที่ประชุมนี้โดยเฉพาะท่านพลตรีจำลอง ซึ่งเป็นผู้นำในเรื่องการตั้งพรรคพลังธรรมนี่ คืออยากจะเรียนถามว่า เรื่องของธรรมะก็ดี คุณธรรมก็ดี จริยธรรมก็ดี ถ้าเราจะนึกว่ากลุ่มคนกลุ่มไหนหนอ ที่น่าจะเป็นผู้ที่พิจารณาฝึกปฏิบัติ หรือว่าทำตัวอย่างในเรื่องเหล่านี้นี่ น่าจะเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรนะครับ ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่ท่านอาจารย์ใช้คำว่าผู้จัดการบ้านเมือง ผู้จัดการสังคม และเป็นผู้ที่อยู่ในระดับสูงของสังคม คืออยู่ในระดับที่สามารถดลบันดาล หรือเป็นตัวอย่าง หรือสร้างผลกระทบต่างๆ นานา ให้แก่สังคมได้มาก อยากจะเรียนถามว่า น่าจะมีวิธีการใดที่จะให้เรื่องของธรรมะเรื่องจริยธรรม เข้าไปอย่างลึกซึ้งอย่างซาบซึ้งในหมู่สมาชิกผู้แทนราษฎร ซึ่งขณะนี้นี่ภาพค่อนข้างจะตรงกันข้าม เวลานึกถึงสภาผู้แทนราษฎร หรือนึกถึงกลุ่ม ส.ส. นี่  กลายเป็นนึกถึงคนซึ่งเต็มไปด้วยกิเลส เต็มไปด้วยตัณหา เต็มไปด้วยอัตตาครับ เต็มไปด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูง คือตรงกันข้ามเลยนะครับกับสิ่งซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่พึงปรารถนานี่ จะมีหนทางใดครับที่จะทำให้ภาพนี่ลดลงไปในทางที่ดีที่งามนะครับ ที่เป็นตัวอย่าง คนมองด้วยความชื่นชม มองแล้วเกิดแรงบันดาลใจ อยากจะเรียนถามถึงแนวทางที่ท่านอาจารย์อาจจะแนะนำ หรือว่าท่านนักการเมืองในที่นี้อาจจะมีความคิดครับ 

    ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันเห็นจะต้องบอกว่า ในส่วนของดิฉันก็ได้พยายามทำอย่างเต็มกำลังความสามารถแล้วนะคะ เพราะฉะนั้นขออนุญาตฟังจากที่ประชุม โดยเฉพาะท่านอดีตหัวหน้าพรรคพลังธรรมค่ะ 

    ขออนุญาตนะครับ ผมอยากจะเรียนถามเป็นเหมือนกับเป็นกิจกรรมจริงๆ เลยนะครับ เป็นโปรแกรมอะไรขึ้นมาคล้ายๆ อย่างนี้ อย่างมีโปรแกรมเรื่องโครงการพัฒนานักบริหารการเมืองอะไรอย่างนี้ ให้เป็นรูปธรรมแบบนี้นะครับ 

    ผมอาจจะทำให้ผิดหวังนะ คือผมไม่มีคำตอบ คืนนี้มาฟังอาจารย์มากๆ นี่ ผมถือว่าสำเร็จแล้วขั้นหนึ่งครับ

    แต่ท่านที่นั่งอยู่ในที่ประชุมนี้อาจจะช่วยมีคำตอบเพิ่มเติม..ใช่ไหมคะ ... เชิญ … จะตอบคำถามของคุณไพบูลย์ใช่ไหมคะ ตอนนี้ท่านผู้ใดจะกรุณาช่วยตอบคำถามคะ

    ครับ กระผมอยากจะขอแสดงความคิดเห็นนิดหน่อยครับ อันแรกเลยที่สิ่งที่ผมประทับใจท่านก็คือว่า ท่านหลีกเลี่ยงคำ ใช้ คำว่านักการเมือง ซึ่งท่านอาจารย์ใช้คำว่า ผู้จัดการบ้านเมือง อันนี้ก็เป็นตรงประเด็นๆ เพราะว่านักการเมือง..บรรดานักการเมืองทั้งหลาย ซึ่งมีภาพลบในสายตาของประชาชนทั่วไป เราจะทำอย่างไรกับบุคคลเหล่านี้ ผมคิดว่าไม่ต้องทำอะไร ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่สิ่งที่ผมอยากจะเรียนเสนอก็คือว่า คำบรรยายของอาจารย์ ซึ่งเมื่อกี้นี้ทาง ดร.มานะได้พูดแล้วนะ คือคำศาสนาพุทธนี่กับธรรมะนี่ ถ้ามองลึกๆ แล้วต่างกัน พุทธศาสนานี่จะสอนให้คนเป็น..หมายความว่าเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกนะ แต่จริงๆ แล้วธรรมะที่อาจารย์บรรยายนี่คือ ธรรมะคือธรรมชาติ ผู้ที่จะเข้าใจลึกซึ้งนี่ ผมคิดว่าคำบรรยายของอาจารย์นี่จะมีส่วนช่วยทำให้ประชาชนนี่มีความเข้าใจ โดยเฉพาะในสังคมบ้านเมืองของเราในปัจจุบันนี้ สภาพความเป็นอยู่หรืออะไรต่ออะไรที่มันเริ่มชักจะ..ไม่ใช่เริ่มนะ มันเป็นมาเรื่อยๆ นะที่จะเป็นลักษณะตกต่ำนี่ครับผม อยากจะเรียนถามว่า คำบรรยายของอาจารย์นี่จะมีคุณค่ามาก แต่ว่าเราจะเผยแพร่ไปสู่ประชาชนทั่วประเทศได้อย่างไร อาจารย์ก็คงจะเริ่มเหนื่อยแล้วเช่นเดียวกัน กระผมคิดว่าอย่างสื่อในปัจจุบันนี้น่าจะมีประโยชน์ อย่างสมมุติว่าการอัดเทปในวันนี้ หรือการบรรยายในที่ต่างๆ ของอาจารย์นั้น จะมีผู้ใดที่เตรียมการที่ว่าจะอัดเทปนั้นนี่แล้วก็ไปเผยแพร่ แล้วอาจจะมีส่วนที่จะให้สถานีโทรทัศน์เอาไปออก หรือว่าส่งไปตามโรงเรียนต่างๆ นะครับ อย่างน้อยที่สุดประชาชนซึ่งได้รับฟังคำบรรยายแล้วก็อาจจะมีการโต้ตอบซักถามอะไรอย่างนี้นะครับ ผมคิดว่าวิธีการอย่างนี้มันน่าจะเป็นประโยชน์นะครับ แต่ไม่ทราบว่ามีความดำริเรื่องนี้มากน้อยเพียงใดครับ 

    ก็ต้องขอประทานโทษที่จะต้องตอบซ้ำอีกแล้วนะคะว่า ในส่วนตัวของดิฉันนั้น ก็คงไม่มีมือยาวพอที่จะนำสิ่งที่ดิฉันได้พูดหรือได้กล่าวในเรื่องของธรรมะ ออกไปเผยแผ่ทางสื่อสารมวลชน ยกเว้นท่านผู้จัดการบ้านเมืองทั้งหลายจะช่วยกัน เพราะว่าขอประทานโทษไม่ใช่พูดเกี่ยวกับตัวเองนะคะ แต่ว่าหลายท่านก็คงจะทราบว่าดิฉันก็ได้เคยมีรายการอยู่ในทางโทรทัศน์มาเป็นเวลาสามสี่ห้าหกปีมาแล้วนะคะ แล้วก็ได้ทราบจากผู้จัดว่ามีผู้ที่สนใจมากคือผู้ดูนี่ผู้ชมนี่ แล้วก็ได้โทรศัพท์ไปไต่ถามที่ต้นตอ แต่ทว่าเรื่องของรายการโทรทัศน์มันต้องมีเงิน ผู้ที่จัดรายการก็ไม่มีเงิน อย่างนั้นรายการจาก ๓๐ นาที อาทิตย์ละครั้ง แต่ก่อนมี ๒ ช่อง เหลือช่องเดียว บัดนี้ก็ไปรวมอยู่ในรายการอื่นแล้ว ก็เหลือสัก ๑๐ นาที อย่างนี้เป็นต้น แต่ว่าดิฉันในฐานะของผู้บวชว่าอย่างนั้นเถอะค่ะ ดิฉันเรียกตัวเองเป็นผู้บวชผู้หนึ่ง ดิฉันไม่สมควรที่จะไปเที่ยวคะยั้นคะยอผู้ใดว่า เอาคำพูดของฉันไปเผยแผ่หน่อย อันนี้เป็นหน้าที่ของผู้ฟังเมื่อเห็นคุณประโยชน์นะคะ ทีนี้อีกประเด็นหนึ่งที่ดิฉันอยากจะพูดก็คือว่า ธรรมะกับพุทธศาสนานั้น มิได้แตกต่างกันเลย เพราะเหตุว่าถ้าจะไปทูลถามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ท่านทรงศึกษาธรรมะ ค้นพบสิ่งที่เป็นสัจธรรมจากไหน ท่านทรงค้นพบจากธรรมชาติ ท่านศึกษาจากธรรมชาติ จนกระทั่งท่านบอกกฎของธรรมชาติมา ในเรื่องกฎของไตรลักษณ์ อนิจจัง ไม่มีสิ่งใดเที่ยงเลย ไม่มีสิ่งใดที่จะทนอยู่ได้ตลอดไป ไม่มีสิ่งใดเป็นตัวตนให้ยึดมั่นถือมั่น และทุกสิ่งใดที่เป็นผล ย่อมเกิดมาจากเหตุ เหตุอย่างใดผลอย่างนั้น ผลอย่างใดเหตุอย่างนั้น แต่มนุษย์เราพอผลไม่พอใจ ไม่เคยหันไปดูเหตุ แต่จะโทษทันที เพราะคนนั้นเพราะคนนี้ เพราะกฎ เพราะระบบ เพราะสังคม เพราะแม้แต่ดินฟ้าอากาศ ก็โทษหมด 

    นี่เพราะไม่ศึกษาในเรื่องของธรรมะ เพราะฉะนั้นที่พูดถึงเรื่องสิทธิและหน้าที่ในระบอบของประชาธิปไตย นี่อยู่ในกฎของธรรมะอย่างตรงชัดทีเดียว เมื่อทำหน้าที่ถูกต้อง สิทธิก็ตามมา แต่ถ้าสิทธิมันไม่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง ก็เพราะว่าไม่ทำผลไม่ทำเหตุคือหน้าที่ให้ถูกต้อง ก็ขอเรียนว่าเรื่องของธรรมะกับเรื่องของพุทธศาสนานั้นอยู่ในอันเดียวกัน แต่ธรรมะนี้เป็นคำสากล พุทธศาสนาก็คือศาสนาของปัญญามาจากคำว่า..โพธิ เพราะฉะนั้นท่านผู้ใดที่สามารถศึกษาจากธรรมชาติ ที่มีมาไม่รู้กี่พันปีจนกระทั่งพบสัจธรรมจากธรรมชาติ ท่านผู้นั้นย่อมต้องใช้ปัญญาอย่างล้ำเลิศลึกซึ้ง เราจึงเรียกว่าพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นอันเดียวกัน ทีนี้ก็ขอย้อนกลับมาที่คำถามของคุณไพบูลย์ที่ไม่มีท่านผู้ใดตอบนะคะ ดิฉันก็คงจะตอบไม่ได้ชัดเจน แต่ก็เรียนว่าดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า ผู้ที่จะนำในการที่จะนำจริยธรรมมาสู่หัวใจของคนทั้งหลาย คือผู้ที่อยู่ในหน้าที่ของความรับผิดชอบ ของการเป็นผู้จัดการบ้านเมือง ถ้าผู้จัดการบ้านเมืองหันมาเล่นเอง มาลงเองจนใจซึมซาบประจักษ์แน่นอนที่สุด ธรรมะจะต้องเกิดขึ้นในใจของมนุษย์ในสังคมของมนุษย์แน่นอน แต่สิ่งเหล่านี้ก็นอกเหนืออำนาจของดิฉัน ... ขอประทานโทษนะคะ ท่านยกมือไว้ก่อนนะคะ ... เชิญค่ะ 

    กระผมเองคงจะไม่มีคำถาม แต่ว่าความห่วงใยของท่านอาจารย์ที่บรรยาย ซึ่งตรงกับความห่วงใยที่ผมได้เคยหารือกับท่านรัฐมนตรี อดิศรฯ ซึ่งเป็น ส.ส. ของพรรคพลังธรรม ปัจจุบันก็เป็นรัฐมนตรีช่วยอยู่กระทรวงสาธารณสุขว่า ทำอย่างไรเราถึงจะฝังจริยธรรมและคุณธรรมลงในเยาวชนได้ ก็ได้ข้อยุติกันมาว่า ต้องนำพระเข้าโรงเรียน ฉะนั้น ปูชนียบุคคลในปัจจุบันที่อาจารย์ว่าหายาก ผมก็อยากเสนอแนะว่า พระซึ่งเป็นสุปฏิปันโนภิกขุมีจำนวนมากทั่วประเทศไทย ถ้าหากว่าได้นำท่านเหล่านั้นมาให้คำแนะนำในเรื่องของการให้ความรู้แก่เยาวชนตามภาคต่างๆ กระผมคิดว่าความเหมาะสมนั้นมี แต่ความเป็นไปได้กับการยอมรับได้ ทางด้านฆราวาสนั้นกระผมไม่แน่ใจว่าเมื่อพระซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติธรรมดีแล้ว อย่างที่อาจารย์เกรงว่า ครูซึ่งจะมีหน้าที่มาสอนจริยธรรมนั้นไม่สามารถปฏิบัติได้ แต่ถ้าหากว่าเรานำพระซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติธรรมได้แล้ว และนำมาสอนก็จะเป็นตัวอย่างที่ดี ก็อยากจะฝากเรียนท่านอาจารย์ว่า โครงการที่จะมีการฝังคุณธรรมและจริยธรรมลงในจิต และลงในกายของเยาวชนนั้น น่าจะมีพระเป็นส่วนร่วมด้วย ขอบพระคุณครับ

    ค่ะ .. คืออันนี้ก็หมายความถึงว่าในการที่เราจะสอนกับเยาวชนคือเด็กๆ นี่นะคะ มันก็มีอยู่ประเด็นหนึ่งที่ว่า ต้องการวิธีการสอนที่จะต้องประกอบกันทั้งความเข้าใจในธรรมะอย่างลึกซึ้ง พร้อมทั้งความสามารถที่จะถ่ายทอดเข้าไป เพราะฉะนั้นที่ดิฉันพูดถึงครูนี่ เพราะครูนี้มีศิลปะมีกลวิธีในการสอนที่จะเข้าถึงจิตใจของเด็กอยู่แล้ว และถ้าครูได้รับความรู้ความเข้าใจในเรื่องของธรรมะอย่างชัดเจน ก็จะผสมผสานกันให้เกิดประโยชน์ยิ่งขึ้น เอ้อ ..ตอนนี้ก็สี่ยี่สิบสองนาฬิกาแล้ว หมดเวลาของดิฉันแล้วใช่ไหมคะ ก็ต้องขอขอบพระคุณค่ะ แล้วก็ยังมีอีกหลายท่านที่ยกมือ อยากจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน แต่เผอิญเวลาไม่อำนวย และอย่างไรเสียดิฉันก็เชื่อว่าคุณธรรมกับการเมืองนั้น ย่อมจะต้องอยู่คู่กัน แล้วก็สามารถที่จะปลูกฝังลงในจิตใจของท่านผู้จัดการบ้านเมืองได้ ในเมื่อท่านลงมือทำในทันที ขอขอบพระคุณค่ะ ธรรมะสวัสดีค่ะ.

     

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service