{ampz:shareampz}
แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
..... ของชีวิต สิ่งที่อยากจะขอทำความเข้าใจคำแรกก็คือ ธรรมะภาคปฏิบัติ ดูตามที่ได้เห็นในหัวข้อที่เขียนว่า..มาสวนโมกข์ฯ เพื่อมาธรรมะปฏิบัติ ก็อยากจะเรียนถามท่านผู้บริหารว่า คำว่าธรรมะปฏิบัติ ท่านมีความเข้าใจว่าอย่างไร คำว่า..ธรรมะปฏิบัติ..นี่นะคะ มีความเข้าใจว่าอย่างไร ที่มาสวนโมกข์ฯ เพื่อมาธรรมะปฏิบัติ แต่ถ้าเราดูจากตารางการอบรมที่มีอยู่นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นธรรมะภาคปริยัติมากกว่าภาคปฏิบัติ ในเรื่องของพุทธศาสนานั้นจะแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนแรกคือ..ปริยัติ ส่วนที่สอง..ปฏิบัติ ส่วนที่สาม..ปฏิเวธ นี้เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน เมื่อจะทำความเข้าใจศึกษาในเรื่องใดก็ต้องหาความรู้คือ ปริยัติ ศึกษาเล่าเรียนทั้งในทางทฤษฎีทุกแง่ทุกมุมให้เข้าใจชัดเจน จากนั้นก็นำปริยัติที่ได้เรียนรู้แล้วนั้นมาทำความเข้าใจ ด้วยการไตร่ตรองใคร่ครวญภายในเรียกว่า เอามาย่อยด้วยใจ ไม่ใช่ย่อยด้วยสมอง นี่เป็นสิ่งหรือเป็นจุดที่ดิฉันอยากจะขอเน้นให้ท่านผู้บริหารทุกท่าน โดยเฉพาะท่านผู้บริหารที่ทำงานเกี่ยวกับการศึกษาโดยตรง ที่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนต่างๆ นั้น ได้โปรดเข้าใจจุดนี้ให้ชัดเจนด้วยว่า ในการที่จะย่อยสิ่งที่เป็นเรื่องของธรรมะ หรือเรื่องของด้านในนั้น ต้องย่อยด้วยใจ คือใช้ใจทำการย่อย ไม่ใช่ใช้สมอง มันสมองที่จะเฉลียวฉลาดมีไอคิวสูงเพียงใดก็ตาม ขอเรียนว่าไม่มีประโยชน์สักเท่าไรเลย ในการที่จะมาย่อยสิ่งที่เรียกว่าเป็นธรรมะ แต่ก็แน่ละผู้ที่เฉลียวฉลาดมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดนั้น ก็ย่อมจะมีไหวพริบมีปฏิภาณที่จะคิดวิธีการที่จะมาย่อยธรรมะด้วยใจให้ได้ง่ายและก็สะดวกยิ่งขึ้น
เพราะฉะนั้น เมื่อหลังจากที่มีปริยัติอย่างถูกต้อง แล้วก็นำมาทดลองฝึกปฏิบัติที่ใจ จนสัมผัสชัดเจนแล้ว ตอนนี้แหละปฏิเวธจะเกิดขึ้น ปฏิเวธสะกดด้วย ธ ธง นะคะ ปฏิเวธก็คือผล ผลที่ได้ชิมลิ้มรสจากการปฏิบัติ และการชิมนี้ก็อีกเหมือนกัน ไม่ได้ชิมด้วยลิ้น แต่ว่าชิมด้วยใจ เพราะภาพนั้นจะเกิดขึ้นที่ใจ เหมือนอย่างท่านคงจะได้ยินใครๆ บอกว่า ไปป่าสิเย็น สงบ สบาย สำหรับคนที่ไม่เคยไปป่าพอได้ยินเขาบอกว่า..ไปสิเย็น สงบ สบาย ก็คงจะอนุมานเอาได้ด้วยประการต่างๆ คงเย็นเหมือนกับตอนอาบน้ำ คงเย็นเหมือนลมพัด คงเย็นเหมือนห้องเย็น คงเย็นเหมือนเมื่อตอนดื่มน้ำแข็ง แล้วแต่จะคิด แต่ก็ไม่ถูกจริงๆ ใช่ไหมคะ จนกระทั่งท่านมานั่งอยู่ในสถานที่อย่างนี้ และใจสัมผัสหรือยังกับความเย็นที่เขาบอกว่า นี่เวลาไปป่าแล้วก็จะพบกับความเย็นความสงบ..สัมผัสหรือยัง และการสัมผัสนั้นสัมผัสที่ตรงไหน สัมผัสที่ใจของเราที่รู้สึกซึมซาบ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับความเย็นที่เกิดขึ้น กายก็เย็นและใจนั้นก็เย็น มันสงบมันเย็นเพราะอะไร ก็เพราะว่าสภาวะสิ่งแวดล้อมข้างนอกในขณะนี้ไม่รบกวนเลยใช่ไหมคะ ไม่รบกวน..ไม่ทำให้เกิดความสะดุ้ง เกิดความหวั่นไหว เกิดความไม่ชอบใจ เกิดความไม่ถูกใจ ด้วยประการต่างๆ ไม่มีอะไรรบกวน ข้างนอกไม่รบกวน ข้างในในขณะนี้ปล่อยวางภาระ ปล่อยวางความกังวล ความยึดมั่นถือมั่นที่เคยมีอยู่ที่ทำงาน อยู่ที่บ้าน หรือกับเพื่อนฝูงเกี่ยวข้อง หรือกับครอบครัว ปล่อยวางเอาไว้ก่อน วางทิ้งไว้ที่กรุงเทพฯ ไม่ได้นำมาด้วยหรือวางทิ้งไว้ที่บ้านที่ทำงาน
เพราะฉะนั้น ในขณะนี้จึงมีโอกาสได้สัมผัสกับความเย็นกับความสงบที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นปฏิเวธที่จะเกิดจากการปฏิบัตินั้น ผู้ปฏิบัติทุกคนจะรู้สึกว่าสัมผัสเองที่ใจ เพราะฉะนั้นเมื่อพูดว่าใจสัมผัส ใจของใครก็ใจของคนนั้น ไม่สามารถจะบอกกันได้ ไม่สามารถที่จะเทียบความรู้สึกที่ได้สัมผัสว่าอยู่ในระดับเดียวกันหรือไม่ เท่ากันหรือไม่..บอกไม่ได้อีกเหมือนกัน เพราะอะไรจึงบอกไม่ได้ เพราะก็ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม พื้นฐาน ความเคยชิน การปฏิบัติของแต่ละท่านนั้นเอง เพราะฉะนั้นจึงอยากจะเรียนทำความเข้าใจเรื่องแรกว่า ที่มาศึกษาธรรมะภาคปฏิบัติที่สวนโมกข์ฯ นี้ภายในเวลา ๓ วัน แล้วก็จะต้องใช้เวลาเหล่านี้ศึกษาทฤษฎีหาความรู้ด้วย แล้วจะเหลือสักกี่เปอร์เซ็นต์สำหรับภาคปฏิบัติ เพราะภาคปฏิบัติที่เราได้ศึกษา อย่างเช่นท่านไปทัศนศึกษาในต่างจังหวัด หรือจะไปทัศนศึกษาในต่างประเทศ หรืออื่นๆ สามารถไปเรียนรู้ได้ง่าย ทำไมถึงได้ง่าย เพราะมีวัตถุ มีสิ่งของ มีผู้คน มีอุปกรณ์ มาอธิบายมาบอกกล่าว สัมผัสสิ่งเหล่านั้นได้ง่าย เพราะจับต้องได้ มองเห็นได้ด้วยตาเนื้อ แต่สำหรับธรรมะปฏิบัตินั้นต้องสัมผัสที่ใจ ใจซึ่งแม้แต่ตัวใจเอง แม้แต่ตัวใจ คำว่าใจหรือคำว่าจิตใจ..ท่านผู้ใดเห็นแล้วบ้าง โปรดนึกดูสักอึดใจสิคะ ท่านผู้ใดสามารถจะตอบตัวเองเดี๋ยวนี้ว่า ฉันเคยเห็นแล้ว ตัวจิตใจฉันเคยเห็นแล้ว ท่านผู้ใดเคยเห็นแล้วบ้าง ทั้งๆ ที่พูดอวดอ้างอยู่เสมอว่า นี่ของฉัน ใจของฉัน เธออย่ามารู้ดีกว่าใจฉันไปหน่อยเลย เราเคยพูดเมื่ออยู่ในอารมณ์อย่างนั้น แต่จริงๆ แล้วเราเคยรู้ไหม รู้จักแล้วรึยังคะ
ท่านเป็นผู้ใหญ่ด้วยกันแล้วทุกท่าน ผ่านประสบการณ์ในชีวิตมามากมาย มีความรู้มีความสำเร็จในชีวิตไม่น้อยเลย มิฉะนั้นจะไม่มาถึงในฐานะของผู้บริหารระดับอาวุโสอย่างนี้ แต่ขออนุญาตถามจริงๆ เห็นแล้วรึยังคะ..ใจ ในใจของเราเห็นแล้วรึยัง ถ้าตอบกันอย่างตรงไปตรงมา อย่างซื่อสัตย์ ก็คงจะบอกว่ายังไม่เห็น ยังไม่เห็น อย่างตัวดิฉันเองกว่าจะได้เห็นหรือรู้จักใจของตัวเองก็ใช้เวลากว่าค่อนชีวิต กว่าจะรู้ ไม่ใช่ของง่าย ทำไมถึงไม่ง่าย ก็เพราะว่าใจเป็นสิ่งที่ไม่มีรูปร่าง ใจไม่ใช่หัวใจ หัวใจที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Heart นั่นนะเป็นวัตถุ..ซึ่งทำหน้าที่สูบฉีดโลหิต รูปร่างเหมือนดอกบัวตูม ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิต ถ้าหากว่าไม่ดีไม่ทำหน้าที่ถูกต้องสมองก็ล้มตึง ไม่ไปหายใจก็หยุดหายใจ..ตาย จะเรียกกันว่าตายโดยสมมติ นั่นคือหัวใจที่เป็นวัตถุ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกันเลยกับเรื่องของ..ใจ ตอบง่ายที่สุดดูใจนะคะ จะดูใจจะดูที่ไหน ตอบง่ายที่สุดก็คือดูที่ความรู้สึก ความรู้สึกที่กำลังรู้สึกนี่แหละคืออาการของใจ ใจไม่มีรูป ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น แต่มีความสามารถในตัวเอง หรือมีคุณสมบัติพิเศษในตัวของมันเอง นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่าใจนั้นสามารถจะรู้สึกได้ใช่ไหมคะ รู้สึกชอบไม่ชอบ รู้สึกร้อน-หนาว รู้สึกเย็น-อุ่น รู้สึกกระด้าง-ประณีต รู้สึกถูกใจ-ไม่ถูกใจ รู้สึกเจ็บปวด-ตื่นเต้น..นี่คือใจ แต่มันไม่ใช่ตัวใจ มันเป็นอาการของใจ ใจไม่มีตัว..แต่สามารถจะแสดงอาการได้ ออกมาทางความรู้สึก นอกจากว่าจะรู้สึกได้แล้ว..ใจยังมีความสามารถรู้จำได้..ใช่ไหมคะ จำสิ่งต่างๆ ที่ผ่านพ้นหรือที่ได้พบมาในประสบการณ์ของชีวิต จำได้ที่ท่านเรียกว่า..สัญญา นอกจากว่าจำได้ ใจนี่ยังรู้คิดได้ รู้คิดนึกได้ตลอดเวลา
อย่างขณะที่นั่งอยู่ในที่นี้ ก่อนที่จะถึงเวลาที่เราจะพูดกัน ลองนึกย้อนสิคะว่า ใจของท่านผู้ใดนิ่ง นิ่งสนิทอยู่แต่กับความเย็น อยู่แต่กับความสงบ..มีไหมคะ ก่อนที่จะถึงชั่วโมงที่เราเริ่มพูดกันนี่ ท่านผู้ใดมีใจที่นิ่งสนิท ไม่หวั่นไหว ไม่กระเพื่อม ไม่ดิ้นรน ไม่คิดไม่นึกอะไรเลยสักอย่างเดียว ท่านผู้ใดสามารถบอกตนเองได้ ใจเรานิ่ง นิ่งจริงๆ เราไม่ดิ้น เราไม่คิด ยาก..ความคิดนี่แหละที่เป็นอุปสรรค ทำให้ชีวิตของมนุษย์ไม่มีความสุขสงบได้ แม้แต่ถึงเวลานอนที่ควรจะนอนได้อย่างสบาย จิตมันก็ยังดิ้น ดิ้นด้วยอะไร ดิ้นด้วยความคิด ด้วยความนึก ห้ามก็ไม่อยู่ เพราะฉะนั้นพวกยากล่อมประสาทถึงได้ขายดี เพื่อจะช่วยให้หลับเสีย อย่างน้อยให้หลับสักหน่อยตอนกลางคืน ตื่นเช้าจะได้ลุกไปทำงานได้ มีแรง สดชื่น นี่คือความสามารถของใจอีกอย่าง นอกจากรู้สึกได้ รู้จำได้ ยังรู้คิดนึกได้ แต่น่าสงสารตรงที่ความรู้คิดนึกของใจของปุถุชนธรรมดาทั่วๆ ไปนั้น มักจะคิดนึกแต่ในทางที่ทำให้จิตใจนี้โยนขึ้นโยนลง คือทำให้ความรู้สึกในใจนี่โยนขึ้นโยนลง หรือซัดซ้ายส่ายขวาอยู่ตลอดเวลา บางทีก็เซถลาเหมือนกับถูกผลัก ถ้าแรงๆ หน่อยก็เหมือนกับถูกตบ อย่างนี้เป็นต้น เราคงรู้..นี่มันเกิดจากความคิดนึก นอกจากนี้ใจก็ยังมีความสามารถอีกอย่างหนึ่งที่จะรู้จักรับรู้ รับรู้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นว่า ความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกอย่างไร น่าปรารถนาหรือไม่น่าปรารถนา เป็นความจำที่น่าจดจำ เพราะชื่นใจ อิ่มใจ ปีติ หรือเป็นความจำที่ไม่น่าจำเพราะว่าเจ็บปวด ขมขื่น ชอกช้ำ แต่ก็สลัดไม่ได้ แล้วก็รับรู้ในความคิดนึก ว่าคิดนึกตามความจำ คิดนึกตามความรู้สึก ทั้งๆ ที่เห็นแล้วไม่มีประโยชน์ แต่ก็บังคับให้หยุดไม่ได้
นี่เป็นลักษณะอาการของใจ ถ้าถามว่าใจคืออะไรนะคะ ไม่มีรูป ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น แต่ว่ามีความสามารถที่จะแสดงอาการได้อย่างนี้ คือ หนึ่ง..รู้สึก สอง..รู้จำ สาม..รู้คิดนึก สี่..รู้จักที่จะรับรู้สิ่งโน้นสิ่งนี้ เพราะฉะนั้นในบรรดาอาการความสามารถของใจ ๔ อย่างนี้ สิ่งที่ควรจะต้องฝึกหัดอบรมให้รู้จักรู้คิดรู้นึกที่ถูกต้องนั่นก็คือ อาการความสามารถข้อที่ ๔ คือให้รู้จักอะไรที่ถูกต้อง อย่าไปคิดไปนึกไปทำอะไรในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ที่จะทำให้ใจนั้นเกิดความทุกข์ จึงจะต้องอาศัยเรื่องของธรรมะภาคปฏิบัติ ซึ่งก็น่าเสียดายนะคะแล้วก็เสียใจแทนด้วยที่ท่านทั้งหลาย มีเวลาในการที่จะศึกษาสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงเลย เพราะใน ๓ วันนี้จะต้องใช้เวลาเป็นอย่างดี และท่านก็อาจจะบอกว่าไม่เชื่อที่จะมาบอกว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต จะเชื่อก็ตาม ไม่เชื่อก็ตาม เป็นสิทธิของท่าน แต่ขอให้คิดสักนิดหนึ่งว่า ในชีวิตที่ผ่านมาตั้งแต่เล็กจนโต จนเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้บริหาร เป็นหัวหน้าคนควบคุมคน เป็นหัวหน้าครอบครัวจนบัดนี้แล้ว แล้วถ้าถามว่าชีวิตต้องการอะไร ชีวิตต้องการความสุข..ที่เหน็ดเหนื่อยทำทุกสิ่งทุกอย่างทุกวันนี้ ถ้าสรุปคำตอบคือเพื่ออะไร? เพื่อต้องการความสุข
ก็ย้อนถามซ้ำอีกนิด แล้วสุขรึยัง สุขแล้วหรือยัง สมปรารถนาหรือยังคะในความสุขที่แสวงหามาตั้งแต่รู้ความจนบัดนี้ สมปรารถนาหรือยัง ถ้าคำตอบยังไม่สมปรารถนาในความสุข ก็นี่แหละค่ะขาดอะไรละ ความรู้ก็มี..ปริญญาตรี-โท-เอก ตำแหน่งการงานระดับ ๗ ระดับ ๘ หัวหน้าครอบครัวมีลูกมีหลาน มีอะไรๆ ที่น่าพอใจ ถ้าพูดถึงในแง่ของทางโลกใช่ไหมคะ น่าพอใจไม่น้อยหน้าใคร ถ้าจะเปรียบกันแล้วไม่น้อยหน้าใคร แต่ทำไมล่ะถึงยังไม่มีสุข นี่เป็นคำถามที่ควรถามหรือไม่ ดิฉันขอฝากให้คิด ท่านทั้งหลายได้ถามคำถามต่างๆ มามากมาย ยิ่งเวลาประชุม ยิ่งเวลาสัมมนา มีคำถามฉลาดๆ เยอะแยะเลยใช่ไหมคะ ใครจะลุกขึ้นถามคำถาม ใครจะตอบคำถาม แหม..ฉลาดแหลมคมน่าฟัง มีเหตุมีผล แต่แล้วคำถามที่ฉลาดคำตอบที่ฉลาดเหล่านั้น ทำไมไม่นำความสุขมาสู่ชีวิต ควรคิดไหมคะ ถ้าไม่ควรคิดหรือควร แต่เอาไว้ก่อน..ให้ฉันแก่กว่านี้อีกหน่อยก่อนถึงค่อยคิด ตอนนี้อย่าเพิ่งคิดเลย ก็ขอได้ย้อนถามตนเองว่า ยังมีเวลาอีกสักเท่าไหร่ ใครบ้างจะรู้ว่าเราเองแต่ละชีวิตยังมีเวลาเหลืออีกสักเท่าไหร่ ใครแน่ใจ เราเคยเห็นใช่ไหมคะ เด็กอายุ ๓ ขวบ..ตาย หรือบางทีอุแว้ออกมา..ตาย กำลังสดใสน่ารัก วัยรุ่นทั้งหนุ่มทั้งสาว อ้าว..หยุดหายใจเสียแล้ว ส่วนคนที่คุณจะหยุดหายใจอยู่ตั้งนานแล้วก็เดินง่อกแง่กๆ อยู่จน ๙๐ จน ๑๐๐ ก็ยังมี ใครจะบอกได้ ว่าเราจะสามารถกำหนดชีวิต กำหนดเวลาในอายุของเรา เรากำหนดไม่ได้เลย เราไม่รู้ว่าจากนาทีนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้น พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น เดือนหน้าปีหน้าจะเกิดอะไรขึ้น
ดูจากชีวิตที่ผ่านมา มีชีวิตช่วงใดตอนใดของชีวิตเราที่เราสามารถพยากรณ์ได้บ้าง..แล้วก็แม่นยำ แล้วก็เป็นอย่างที่เราต้องการ มีไหมคะท่านผู้ใด แม่นอย่างนั้นนะมีไหมคะ ถ้ามีนะคะเพื่อนฝูงคงรุมกันไปหา บอกหน่อยสิว่าชีวิตของฉันจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่เราประมาทไม่ได้เลย ถ้าหากว่าผู้ใดมีชีวิตอยู่ด้วยความประมาท องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านคงจะรับสั่งว่า..ไม่คุ้มค่าของการมีชีวิตอยู่ ก็ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์สิ่งที่พระองค์ทรงสอนทรงบอกแก่มนุษย์ทั้งหลายก็คือ จงมีชีวิตอยู่อย่างผู้ไม่ประมาท แม้แต่ปัจฉิมโอวาทที่ได้ตรัสกับบรรดาพระพุทธสาวกตลอดจนกระทั่งคฤหัสถ์ ตั้งแต่พระราชาลงมาจนถึงคนธรรมดา ที่ไปเฝ้าตอนที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพานก็ยังตรัสว่า..จงมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด เพราะชีวิตที่เรากำลังมีอยู่ทุกวันนี้เหมือนอยู่ในท่ามกลางขวากหนามต่างๆ ท่ามกลางทะเลร้าย ที่เต็มไปด้วยลมพายุ แผ่นหินโสโครก หรือจะเปรียบอีกอย่างหนึ่งก็เปรียบเหมือนกับชีวิตนี้กำลังอยู่ในปากของงูที่มีพิษที่สุด ซึ่งพร้อมที่จะขบกัดให้ถึงแก่ความตายเมื่อใดก็ได้ นี่เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องสำนึก เพราะฉะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสอนแม้แต่เป็นวาระสุดท้าย เรียกว่าเป็นคำพูดสุดท้ายของพระองค์ท่านก็คือ จงมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาทเถิด ท่านผู้ใดที่คุ้นเคยจากการสวดมนต์ทำวัตรมาแล้ว ก็จงย้อนนึกถึงปัจฉิมโอวาท บทที่เราสวดถึงปัจฉิมโอวาทนั่นคือคำสอนสุดท้ายของพระองค์
ฉะนั้น เราไม่ทราบเลยนะคะว่าเรามีเวลาสักเท่าใด เมื่อเราไม่ทราบก็แน่นอนที่สุดที่ดิฉันเชื่อว่า ผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดทุกท่านต้องรีบเร่งขวนขวายที่จะอุดช่องโหว่ของชีวิต และก็เป็นช่องโหว่ที่สำคัญที่สุดเสียแต่เดี๋ยวนี้ อย่าประมาทเลย อย่าประมาทเลยว่ายังมีเวลา ไม่แน่ว่าเราจะยังมีเวลา เพราะฉะนั้นในขณะที่ยังมีเวลาพร้อมด้วยสมอง สติปัญญา กำลังร่างกายที่แข็งแรง ควรใช้พละกำลังที่มีอยู่นี้ศึกษาบรรจุสิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิต ทำไมถึงว่าสำคัญที่สุดของชีวิต ก็เพราะเหตุว่าชีวิตประกอบด้วย..กาย-ใจ และอะไรนำชีวิต ทุกท่านก็ทราบ..ใจต่างหากที่นำชีวิต ไม่ใช่กาย เพราะกายนี่เป็นเพียงเครื่องมือของใจ ด้วยมันเป็นบ่าวของใจ ใจจะกิน..นึกอยากจะกิน สั่งเจ้ากายนี้ไปจัดการ จะกินให้อร่อย..ที่เขาว่าเชลล์ชวนชิม หรือแม่ช้อยนางรำ เจ้ากายนี้ขับรถไป เดินไป ไปให้ถึงที่นั่น เพราะเจ้ากายนี้เป็นเครื่องมือเท่านั้นเอง เป็นบ่าวรับใช้ตามที่ใจจะบอก เพราะฉะนั้นในชีวิตของมนุษย์ประกอบด้วย..กายใจ ใจนี่ต่างหากที่บงการชีวิต ท่านจึงบอกว่าชีวิตนี้จะสุขก็เพราะใจที่ฝึกอบรมแล้ว ชีวิตนี้จะทุกข์ก็เพราะใจที่ขาดการฝึกอบรม การฝึกอบรมใจน่าเสียดายที่ไม่มีโรงเรียนไหน มหาวิทยาลัยไหนในโลก ทั่วโลกเลยนะคะ ไม่ใช่เฉพาะเมืองไทย ที่จะสอนการฝึกอบรมใจ มีแต่การสอนเรื่องของวิชา คือวิชาความรู้ ให้มีความรู้ในศาสตร์ต่างๆ ทุกท่านมีมากมายในเรื่องศาสตร์ต่างๆ ถ้าดึงศาสตร์เขามา..เยอะแยะ
แต่กระนั้น ทุกสถาบันการศึกษา ตั้งแต่อนุบาลขึ้นไปจนถึงมหาวิทยาลัยสูงสุด ไม่มีสถาบันไหนที่จะสอนศาสตร์แห่งธรรมะ ซึ่งจะเป็นศาสตร์ที่จะช่วยอบรม ฝึกอบรมใจให้รู้จักคิดถูกต้อง พูดถูกต้อง ทำถูกต้อง ไม่มีเลยสักมหาวิทยาลัยเดียวใช่หรือเปล่าคะ ท่านผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาเอง เมื่อดูจากแผนการศึกษาแห่งชาติ ดูจากหลักสูตร ดูจากประมวลการสอน มีไหมที่จะบอกอย่างเด่นชัดว่า พอเด็กรู้ความเราต้องอบรมสิ่งนี้ คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคน นั่นคือเรื่องของใจ อบรมใจ ดัดใจนี้ให้ถูกต้อง จะได้คิดถูกต้อง พูดถูกต้อง ทำถูกต้อง ไม่มีเลย เพราะฉะนั้น ความสุขที่มนุษย์แสวงหากันมาตลอดเวลา ตั้งแต่รู้ความจนบัดนี้จึงไกลสุดเอื้อม คว้าเท่าไหร่ก็ไม่ถึงสักที ก็ได้..ได้เหมือนกัน อยากได้เงิน ได้..สุข แต่ก็ไม่นาน อยากได้ตำแหน่ง ได้ ก็สุข..แต่ก็ไม่นาน แล้วก็เลือนหาย แล้วก็หาคว้าใหม่ต่อไปอีก เพราะฉะนั้น สุขแบบนี้ คือสุขที่ได้อย่างใจ เจ้าพระคุณท่านอาจารย์สวนโมกข์ท่านมักจะเปรียบว่า มันเป็นสุก ก ไก่ ทราบเห็นไหมคะ สุก ก ไก่ แล้วสุก ก ไก่ นี้ จะเกิดจากอะไร เราทำอาหารให้สุก ต้องเผา ต้องทอด ต้องต้ม เย็นหรือร้อนคะ แน่นอนมันร้อน ถ้าอย่างนี้มันสุก ก ไก่ ทำไมถึงร้อน กว่าจะได้ตำแหน่งมา กว่าจะได้เลื่อนขั้น กว่าจะได้มีครอบครัวตั้งหลักฐานอย่างที่ต้องการ ลายมันสบายๆ หล่นตุ๊บลงมาคว้าได้เลยรึเปล่าละ..ก็เปล่า ล้วนแล้วแต่ต้องตะเกียกตะกาย เกลือกกลิ้ง ต่อสู้ดิ้นรน แย่งชิงกัน มากบ้างน้อยบ้าง ตลอดเวลา แค่พอได้..ก็สุข แต่มันสุก ก ไก่ ไม่ใช่สุข ข ไข่ ทำไมจึงสุก ก ไก่ เพราะสุขแล้วไม่เคยพอ สุขแล้วอยากได้ต่อ สุขแล้วอยากได้ต่อ..ไม่เคยพอ เพราะใจนี้ไม่เคยได้รับการฝึกอบรมว่า ความพอนั้นคืออย่างไร และความพอและความอิ่มจะนำผลอะไรมาให้แก่ชีวิตบ้าง ไม่เคยได้รับการฝึกอบรมในลักษณะอย่างนี้
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ชีวิตขาดของมนุษย์ในทุกวันนี้ นั่นก็คือ การขาดการศึกษาเรียนรู้ในเรื่องของชีวิต ขาดการเรียนรู้ในเรื่องของใจ ขาดการฝึกอบรมใจ เพื่อให้เป็นใจที่สามารถนำชีวิตไปสู่หนทางที่สุขและเยือกเย็นได้ อย่างถูกต้อง ลองนึกดูนะคะว่า คำอวยพรของผู้ใหญ่แต่โบราณ เดี๋ยวนี้ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ก็ยังคงใช้อยู่ พอไปหาหรือไปลาก็จะบอกว่า..ให้อยู่เย็นเป็นสุขนะ เคยได้ยินใช่ไหมคะ แล้วพอใครบอกเราว่าให้อยู่เย็นเป็นสุข เราก็น้อมใจที่จะรับ เพราะว่าเราอยากจะอยู่เย็นเป็นสุข แต่จะมีสักกี่คนที่จะได้ลองคิดว่า ที่บอกว่าอยู่เย็นนี่..อยู่ยังไง ทุกวันนี้ทุกท่านคงอยู่ในห้องแอร์กันทั้งนั้น แอร์ที่บ้าน แอร์ที่ทำงาน เย็นหรือยัง..แอร์เย็นฉ่ำ แล้วที่เย็นจริงๆ นะ..อะไรเย็น กายเย็น..แต่ใจนี้บางใจรุ่มร้อนเผาไหม้เกรียม นี่คือคำอวยพรที่บอกว่าให้อยู่เย็น ยังไม่เกิดผล ไม่อยู่เย็น ไม่เกิดผล เป็นสุขจะเกิดขึ้นได้อย่างไร นี่คือถ้าจะว่าไปแล้วผู้ใหญ่โบราณของเรานี่ท่านฉลาด ท่านหลักแหลม คำของท่านนี่เป็นคำง่ายๆ ธรรมดา ไม่ต้องไปใช้สำบัดสำนวนโวหารอะไรเลย แต่คำแต่ละคำล้วนแล้วแต่มีความหมายต่อชีวิต ว่าเราจะพัฒนาชีวิตอย่างไร ชีวิตนี้จึงจะเป็นชีวิตที่เป็นสุขที่แท้จริง เพราะฉะนั้นการที่จะทำความเข้าใจ ข้อแรกของดิฉันก็คือ เรื่องของภาคปฏิบัติว่า ไม่พอค่ะที่มาเพียงแค่นี้ไม่พอ แล้วก็ถ้าหากว่าทาง กทม. ประสงค์ที่จะพัฒนาหรือฝึกอบรมกันอย่างจริงจังแล้ว ก็ควรจะเน้นลงไปที่จุดที่นำชีวิตของมนุษย์ นั่นคือจุดที่ใจ นอกจากนี้ความหมายของการศึกษาที่จะทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์ได้ จะต้องเป็นการศึกษา ๒ อย่าง ไม่ใช่การศึกษาอย่างเดียว อย่างที่ได้เป็นมานานแล้ว กำลังเป็นอยู่ และถ้าไม่แก้ไขก็จะเป็นกันต่อไปอีก อย่างที่ทำในสถาบันการศึกษา ก็คือการให้แต่เพียงการศึกษาข้างนอกที่เรียกว่าวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ประวัติศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ แพทยศาสตร์ สารพัดร้อยศาสตร์พันศาสตร์ เพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ
นั่นคือการศึกษาข้างนอก เรียนรู้จากข้างนอก ก็ส่งเสริมให้มันสมองสติปัญญาเฉลียวฉลาดขึ้นพร้อมๆ กับเกิดความรู้สึกนึกคิดอย่างชนิดเปรียบเทียบ เกิดการเปรียบเทียบก่อน เปรียบเทียบแล้วก็แบ่งแยก แล้วก็ตัดสิน วิเคราะห์วิจารณ์ ก็จะมาสรุปลงที่การแบ่งแยกตัดสิน ซึ่งเราก็ทราบดีว่าการแบ่งแยก การแยกแยะ และลงเอยด้วยการแบ่งแยก นั่นคือการทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นในสังคมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสังคมเล็กหรือสังคมใหญ่ก็ตาม ทำให้เกิดความแตกแยกเกิดขึ้นแล้ว และการศึกษาที่ส่งเสริมให้เกิดความคิดวิเคราะห์วิจารณ์แยกแยะ ตัดสินลงด้วยการแบ่งแยก แล้วจะเกิดความสามัคคีกลมเกลียว เกิดความช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างผู้มีน้ำใจ เกิดความรักต่อกันฉันเพื่อนมนุษย์จริงๆ ได้อย่างไร และนี่คือปัญหาของสังคมใช่ไหมคะ ที่เราพบอยู่ทุกวันนี้ในสังคม ทั้งสังคมเล็กๆ ของเด็กๆ สังคมครอบครัว สังคมโรงเรียน สังคมที่ทำงาน และก็สังคมส่วนรอบข้างนอก ไปตลอดจนกระทั่งถึงสังคมของชาติ สังคมของโลก ปัญหาก็คือการแบ่ง ... นี่ไม่ใช่?พูดอย่างเด็กๆ อย่างผู้ใหญ่ที่ใจเป็นผู้ใหญ่ เราก็ต้องยอมรับนี่คือปัญหาของสังคม แล้วก็แก้กันต่างๆ นานาสารพัด ด้วยวิธีการต่างๆ ทุ่มเทเงินทองงบประมาณลงไปนับไม่ถ้วน จะเรียกว่าเป็นความสูญเปล่าก็ได้ในบางส่วน แล้วแก้ก็ไม่สำเร็จ ปัญหาเพิ่มพูนขึ้นมากเพียงใด มีการอบรมมีการสัมมนาจนกระทั่งท่านนักบริหารจะอยู่ที่ทำงานอยู่บ้านสบายๆ ก็ไม่ได้ ต้องมาเข้าอบรม ต้องมาเป็นเด็กนักเรียน ต้องมาอะไรต่ออะไร เพื่อพัฒนา พัฒนาก็เพื่อแก้ปัญหา แต่ถ้าไม่แก้ให้ถูก ไม่แก้ให้ตรงจุดที่ก่อให้เกิดความแบ่งแยกเปรียบเทียบเป็นเขาเป็นเรา ชีวิตนี้จะไม่มีวันที่อยู่อย่างเย็นได้เลย
เพราะชีวิตที่สมบูรณ์จะต้องมีการศึกษา ๒ อย่าง แต่การศึกษาหรือระบบการศึกษาไม่เฉพาะแต่เมืองไทย พูดได้ว่าทั่วโลก ล้วนแต่เป็นการศึกษาข้างนอก สอนให้คนเป็นคนฉลาด ให้เป็นคนเก่ง ให้เป็นผู้นำ ให้มีความสำเร็จในชีวิต แต่ละคนก็มุ่งหน้าจะต้องเก่ง และเก่งยังไงถึงจะเก่ง ก็ต้องเปรียบเทียบว่าเก่งกว่าเขาใช่ไหมคะ ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบมองไม่เห็นต้องเก่งกว่าเขา ต้องดีกว่าเขา ต้องวิเศษกว่าเขา ต้องดังกว่าเขา ต้องก้าวหน้ากว่าเขา ต้องสำเร็จกว่าเขา ทำอย่างไรถึงจะกว่าเขาได้ละ ก็ต้องแข่งกัน แต่ในการแข่งกันนั้นก็ต้องทำทุกวิถีทางที่จะให้สัมฤทธิ์ผล เราจึงได้ยินการเบียดเบียนกันทุกหย่อมหญ้าตั้งแต่เล็กๆ น้อยๆ ไปจนกระทั่งถึงการฆ่าฟัน ฉะนั้นถ้ามีแต่การศึกษาข้างนอก ความสามัคคีกลมเกลียว ความรักที่แท้จริงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยในโลกนี้ คือเพราะชีวิตนั้นเป็นชีวิตที่พร่องเสียแล้ว เป็นชีวิตที่พร่องเหมือนหม้อพร่อง ท่านก็ทราบถ้าเราหยุดหม้อที่เต็ม คือยกหม้อที่เต็มด้วยน้ำ มันไม่มีเสียง แต่ถ้าหม้อพร่อง จะดังก๊อกแก๊กๆๆๆ อยู่ตลอดเวลา อยู่ที่ไหนก็ทำความรบกวนที่นั่น และก็น่าสงสารที่ว่าไม่ได้รบกวนคนอื่นเท่านั้น รบกวนตัวเองด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่านี่คือการรบกวน กลับไปนึกว่า นี่แหละคือความเด่นความดัง ไปเข้าใจผิดกันโน่น และความเด่นความดังนี้ก็นำความร้อนนำความสุก ก ไก่ มาให้แก่ใจตลอดเวลา แต่ไม่ได้สำเหนียกในสิ่งนี้ เพราะไม่ได้เรียนรู้
ฉะนั้น การศึกษาที่สมบูรณ์จึงต้องประกอบทั้งข้างนอก..ด้วยดีแล้วนะคะ ไม่ใช่ให้เลิกล้มการศึกษาข้างนอก ดีแล้ว..การศึกษาข้างนอกดีแล้ว แต่ควรต้องเพิ่มการศึกษาข้างใน เพื่อที่จะให้การศึกษาข้างในซึ่งเป็นสิ่งนำชีวิต เพราะใจนำชีวิต ถ้าหากว่าใจนำชีวิตนี้เป็นใจที่ได้รับการฝึกอบรมอย่างถูกต้อง ก็จะนำให้ชีวิตนั้นสามารถใช้ความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา ใช้ความสามารถ ใช้ศักยภาพที่มีในตน ให้สติปัญญาที่ได้ขัดเกลามาแล้วอย่างดีนั้น ในทางที่เกิดประโยชน์ ก่อให้เกิดความรักความเมตตากรุณาที่แท้จริงต่อกัน นำให้เกิดความเย็นต่อกัน เย็นแก่ตัวเราเองแล้วก็แผ่ความเย็นให้แก่เพื่อนฝูง ลูกหลาน เพื่อนมนุษย์ด้วย นี่คือสิ่งที่เราทุกคนต้องการใช่ไหม ถ้าเราย้อนถามตัวเราเอง นี่คือสิ่งที่เราต้องการใช่ไหม ก็ใช่ แต่ทำไมถึงไม่ทำให้มันเกิดขึ้น ทำให้มันเกิดขึ้น แล้วก็แบ่งปันกันสิ ทำไมเราถึงไม่ทำ นี่คือการขาดการศึกษาข้างใน ซึ่งดิฉันจะขอใช้คำว่า..วิชชา ขาดวิชชา..วิชชา ช ช้าง ๒ ตัว วิชาที่เป็นศาสตร์ต่างๆ ที่สอนกันเพื่อการศึกษาข้างนอกนั้น วิชา..ช ช้าง ตัวเดียว เป็นความรู้ที่เราเรียนจากข้างนอก เรียนจากครูบาอาจารย์ จากบิดามารดา จากบุคคล จากสิ่งแวดล้อม จากหนังสือหนังหา จากประสบการณ์ นั่นเป็น..วิชา เป็นการศึกษาข้างนอกที่จะเพิ่มพูนให้ฉลาดรู้เท่าทันโลก ดี..รู้เท่าทันโลก แต่ดิฉันอดถามตัวเองไม่ได้ว่า รู้เท่าทันไปทำไม โลก ล ลิงนี่ รู้ไปทำไมนักหนา รู้แล้วก็ยิ่งร้อนๆๆ ยิ่งดิ้นรน ยิ่งกระเสือกกระสน รู้เพื่ออะไร ถ้ารู้แล้วเกิดประโยชน์ สามารถทำความเย็นให้กับตัวเองได้ นั่นสิถึงจะมีคุณค่าที่แท้จริง
เพราะฉะนั้น การศึกษาที่สมบูรณ์จึงต้องพร้อมด้วยวิชาและวิชชา ช ช้าง ๒ ตัว วิชชา ช ช้าง ๒ ตัวก็หมายถึงปัญญา หมายถึงแสงสว่าง หมายถึงความรู้ที่เป็นแสงสว่าง ซึ่งวิชชาที่เป็นปัญญา ปัญญาในที่นี้ก็ขออนุญาตบอกว่าเป็นปัญญาที่เกิดจากการฝึกฝนอบรมข้างใน ที่จะเกิดจากธรรมะปฏิบัติโดยตรงนี่แหละค่ะ จะฝึกฝนให้เกิดปัญญาซึ่งจะตรงกับภาษาอังกฤษว่าเป็น “Wisdom” Wisdom ที่จะเกิดขึ้นในใจของคนแต่ละคนนั้น ต้องเกิดจากการศึกษาอบรมข้างในคือการฝึกอบรมจิตข้างในให้ชัดขึ้นๆๆ อบรมอย่างไร ก็อบรมให้สัมผัสกับความเป็นจริงของชีวิต ความเป็นจริงของธรรมชาติ เช่น ความไม่เที่ยง ความเป็นอนิจจัง พอพูดเรื่องความไม่เที่ยงหรืออนิจจัง มีบุคคลไม่น้อย โธ่เอ๊ย..เรื่องอย่างนี้มันครึ มันแก่ มันยังไม่ถึงเวลา ก็จะพูดไป ดิฉันก็เคยพูดมาเหมือนกัน ยังไม่ถึงเวลา แล้วเมื่อไหร่มันจะถึงเวลาที่ควร เคยย้อนถามตัวเองไหมคะ แล้วเวลาที่ว่าควรถึงนะเมื่อไหร่ แล้วเวลานั้นนะเราจะได้ถึงจริงๆ หรือเปล่า เราจะได้ถึงจริงๆ หรือเปล่า จุดนี้ค่ะมันสำคัญมาก เราจะได้ถึงจริงๆ หรือเปล่า เพราะฉะนั้นที่จริงแล้วเรื่องของอนิจจังนี้ไม่ใช่เรื่องครึ ใครที่ว่าเรื่องของอนิจจังครึ คนนั้นแหละครึคระอย่างที่สุดเลย ครึคระล้าสมัย ถ้าจะบอกว่าเต่าล้านปีนี่แหละเหมาะสมที่สุดที่จะเป็นเต่าล้านปี คนที่เห็นเรื่องของอนิจจังเป็นเรื่องครึคระ เรื่องเก่า เรื่องล้าสมัย นี่แหละคือคนที่เป็นเต่าล้านปี ที่ว่าคนโบราณเต่าล้านปีนั้นนะ พูดผิด พูดไม่ถูก ทำไมดิฉันถึงว่าคนไม่รู้เรื่องของอนิจจังไม่ยอมรับรู้เรื่องอนิจจังนี่แหละคือคนเต่าล้านปี ก็เพราะว่าเรื่องของอนิจจังนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิต อยู่ในชีวิต เราอยู่กับความเป็นอนิจจังทุกขณะ ทุกเวลานาที ใช่หรือเปล่าคะ เราอยู่กับความเป็นอนิจจังทุกเวลานาที เอาง่ายๆ ตั้งแต่ลืมตาขึ้นตอนเช้านี่ค่ะ ความรู้สึกของท่านทั้งหลายยังคงปกติเหมือนเดิมไหมคะ เมื่อเช้าตื่นกี่โมง สมมุติว่าตื่นพร้อมเสียงระฆังตี ๔ แล้วท่านผู้ใดตื่นตี ๖ ตอนแสงสว่าง รุ่งอรุณเกิดขึ้น..ก็ไม่เป็นไร นึกย้อนไปถึงความรู้สึกตอนที่ลืมตาขึ้นทีแรก จนเดี๋ยวนี้เวลานี้นี่ ๑๐ นาฬิกา ๑๒ นาที ความรู้สึกเหมือนเดิมไหมคะ อารมณ์เหมือนเดิมไหมคะ ไม่มีเปลี่ยนแปลงเลย ท่านผู้ใดมีอย่างนี้กรุณายกมือให้ดิฉันได้ชมเป็นขวัญตาหน่อยค่ะ มีไหมคะ..ไม่มี
ก็แสดงว่า ท่านมองเห็นแล้วใช่ไหมคะว่า ชีวิตของเรานี้อยู่กับอนิจจังหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเรื่องของอนิจจังนี่ ไม่ใช่เรื่องแต่เพียงว่า วันนี้ยังดีๆ อยู่ พูดอยู่คุยกันอยู่นี่ อ้าว..พอค่ำนอนนิ่งไม่หายใจเสียแล้ว นั่นอนิจจังเรื่องใหญ่ๆ หรือว่ากำลังพูดคุยกันอยู่นี่ เดินออกไปที่ถนนใหญ่ โดนรถทับเสียแล้ว อย่างนี้ถึงจะเรียกว่าอนิจจัง ซึ่งมันก็ใช่ แต่นั่นมันเป็นเรื่องใหญ่ และมันไม่ได้เกิดทุกวันทุกเวลา ไม่ได้เกิดกับทุกคน แต่ที่เกิดอยู่ทุกขณะนี้แหละ คืออนิจจังที่เราจะมองเห็นในชีวิตของเรา ดูอนิจจังของความรู้สึก ดูอนิจจังของอารมณ์ ดูอนิจจังของความอยาก หรืออยากเอา เดี๋ยวอยากไม่เอา เดี๋ยวอยากได้ เดี๋ยวอยากผลักไส มีไหมคะ คนที่รักมากๆ นี่ แหม..เธอมานั่งใกล้ๆ ฉันหน่อยเถอะ ให้ฉันอุ่นใจสักหน่อย ถึงยังไงๆ ก็ยังมีเธอ นาทีนี้นะบอกอย่างนี้ อีกชั่วโมงต่อไป..นี่รำคาญเต็มทีแล้ว ไปๆ ให้ไกลๆ หน่อย อย่าเข้ามาใกล้ เคยไหมคะ นั่นแหละอนิจจังใช่ไหม แต่เรามองไม่เห็นเพราะนี่คือเรื่องของอนิจจัง เราไปไพล่ไปคิดว่าเป็นเพราะโน่นเพราะนี่ เพราะคนๆ นั้นมันไม่เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นตอนนั้นเรียกมาตอนนี้ต้องผลักออกไป ไม่ใช่ แต่นี่เป็นเรื่องของอนิจจังของชีวิต เพราะฉะนั้นเรื่องของอนิจจังความไม่เที่ยงโปรดทราบเถิดค่ะว่า ตั้งแต่สมัย..คำว่าสมัยนี่จะบอกว่าสมัยไหน พูดไม่ได้ ตั้งแต่มีโลกขึ้นมานี่ โลกจะเกิดมีขึ้นเมื่อไหร่..ดิฉันไม่ไปศึกษาแล้วนะคะ แต่พูดได้ว่าตั้งแต่มีโลกขึ้นมานี่แหละ อนิจจังก็มีพร้อมๆ กันแล้ว ความไม่เที่ยง ความเปลี่ยนแปลง ที่จะเกิดดับๆๆ นี่มีอยู่แล้วในทุกสรรพสิ่ง อย่างต้นหมากรากไม้นี่ที่เรามองเห็น เรานั่งอยู่นี่ เรามองไปที่ลานทราย จะมองเห็นทั้งใบอ่อนสีเขียว..เขียวอ่อน เขียวแก่ สีน้ำตาลอ่อน สีน้ำตาลแก่ จนกระทั่งสีน้ำตาลคล่ำคล่า มีรอยมีปุ มีผุ แล้วก็บางใบก็กำลังค่อยๆ สลาย ที่จะกลายจะเป็นปุ๋ย จะเป็นธรรมชาติต่อไป นี่คืออนิจจังข้างนอก
หรือมองดูต้นไม้รอบตัวเรา มองดูผิวของมัน มันก็เหมือนผิวของคนนั่นแหละ ผิวของเราเมื่อตอนอายุ ๑๔ ๑๕ หรือว่า ๑๙ ๒๐ แหม..มันเปล่งปลั่ง ผิวเนียนเกลี้ยง น่ารักน่าชม แล้วเป็นไงคะเดี๋ยวนี้ มองดูสิคะ มองดูมือ มองดูเท้า หรือเวลาส่องกระจกมองดูหน้า เห็นริ้วรอยในหน้าของเรา อนิจจังใช่ไหม นี่อนิจจังมันเล่นอยู่กับชีวิตเราตลอดเวลาทุกขณะ ทีนี้ท่านผู้ใดไม่ยอมเห็นอนิจจัง ไม่ยอมรับว่าเรื่องของอนิจจัง เรื่องของความเปลี่ยนแปลง เรื่องของความเกิดดับเป็นสัจธรรม เป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตของมนุษย์ทุกคน ในทุกสรรพสิ่งในโลก แม้แต่เม็ดทราย แล้วจะไม่ให้เรียกคนๆ นั้นว่าเต่าล้านปี..แล้วจะให้เรียกว่าอะไรคะ นี่โปรดนึกเถอะว่า คำว่าเต่าล้านปีที่เหมาะสมที่สุด ก็คือผู้ที่มีลักษณะอย่างนี้ ที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นเต่าล้านปี เพราะไม่มองเห็นสิ่งที่อยู่กับตัวเอง ในเนื้อในน้ำของตัวเองอยู่ตลอดเวลา จึงยอมรับไม่ได้ ในความเปลี่ยนแปลงนั้น พอมีความเปลี่ยนแปลงขึ้น เห็นผมหงอกสักเส้น โดยเฉพาะผู้หญิง ตกใจ ฉันแก่แล้วเหรอนี่ ไม่เหมือนแม่พลอย..ในสี่แผ่นดินของเจ้าคุณเปรมนั่น พอมองเห็นผมหงอกเส้นแรกในกระจก อ้อ..นี่มันเตือนเรา มันบอกเราแล้วนะ ว่าชีวิตของเรานี้มันกำลังร่วงเข้าวัยชรา เรากำลังเริ่มแก่ แล้วใครก็นึกต่อไปว่า เออ..เราจะแก่ยังไง จะอยู่อย่างคนแก่ จะเป็นคนแก่อย่างไร ลูกหลานจึงจะไม่เบื่อ ลูกหลานจึงอยากเข้าใกล้ ลูกน้องก็ไม่วิ่งหนี แหม..นายจะคางยาน จะชอบพูดชอบจู้จี้จุกจิกอยู่ตลอดเวลา ทนไม่ไหว นี่พลอยเริ่มคิดในลักษณะที่เป็นทางสร้างสรรค์ นี่แหละค่ะคิดสร้างสรรค์ คือคิดยังไง คิดอย่างนี้ เออ..เราจะแก่ยังไงล่ะ เพราะความแก่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หนีไม่พ้น แก่ เจ็บ ตาย นี่เป็นความเป็นธรรมดาของโลก เราต้องแก่ เราจะแก่ยังไง ถึงจะแก่แล้วยังงาม เลยไม่ต้องไปหาห้องชะลอความแก่ แก่ยังไงถึงจะยังงาม แก่ยังไงถึงจะยังสง่า และที่สำคัญก็คือ แก่ยังไงถึงจะสงบ ไม่ต้องวุ่นวายดิ้นรนไปชะลอความแก่ ไปปิดบังซ่อนเร้นความแก่ เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา และบางทียังต้องแอบๆ ไม่ให้ใครเขาเห็นอีกด้วย..ที่เวลาจะไปชะลอความแก่
เพราะฉะนั้น เมื่ออย่างพลอยเขามองเห็นผมหงอกเส้นแรก ถ้าคิดไปในลักษณะสร้างสรรค์ อย่างนี้แม้พลอยจะเป็นคนในสมัยสี่แผ่นดิน พูดได้ไหมคะว่าพลอยนี่แหละทันสมัยที่สุด เพราะอะไร เพราะเขาอยู่กับปัจจุบัน เขายอมรับความเป็นจริงของชีวิต แล้วก็ใช้ความเป็นจริงของชีวิตนั้นมาแก้ไข มาปรับปรุงให้ชีวิตนี้เป็นชีวิตที่เย็น แล้วก็เป็นสุข ข ไข่ ไม่เป็นสุก ก ไก่ แต่ถ้าผู้ใดไม่เคยทุกข์ใจเลย ให้รู้จักกับความเป็นจริงของชีวิต เห็นผมหงอกเส้นแรกตระหนกตกใจ คิดหาวิธีการทำยังไงถึงจะทำให้ผมหงอกเส้นนี้มันออกไป ดึงมันเสีย แล้วพรุ่งนี้มะรืนนี้มันก็พาพวกมาอีก จากเส้นเดียวกลายเป็นสอง กลายเป็นสาม กลายเป็นกระจุก แล้วก็กลายเป็นทั้งหัวเลย ก็ต้องดิ้นรน จะไปหายาย้อมผมอย่างไหน จะไปเข้าห้องชะลอ สุขภาพที่ไหนดี เพื่อให้เป็นสุข มันก็สุข แต่มันเป็นสุก ก ไก่ เพราะฉะนั้นอย่างนี้ดิฉันจึงต้องบอกว่า เต่าล้านปีคืออยู่ตรงนี้เอง ไม่ได้อยู่ที่อื่น แต่ทุกคนสามารถที่จะปรับเปลี่ยนใจของตน ให้เป็นคนทันสมัยด้วยทุกกาลเวลา แล้วถ้าเราจะอบรมลูกหลาน เด็กๆ หรือลูกศิษย์ เราอยากจะอบรมเขาให้เขาเป็นเต่าล้านปี หรือจะอบรมเขาให้เป็นคนทันสมัยทุกขณะ เพื่อความมีชีวิตเย็นเป็นประโยชน์ และก็เป็นสุขทั้งแก่ตัวเองและก็เพื่อนฝูง ลูกหลานด้วย เพราะฉะนั้นถ้าจะฝึกให้เขาเป็นคนที่มีชีวิตเย็นและเป็นสุข ก็จำเป็นที่จะต้องให้มีการศึกษาทั้งวิชาและวิชชา คือ ช ช้าง ๒ ตัว ให้มีความรู้ด้านใน รู้จักเรื่องของจิตใจของตน รู้จักวิธีฝึกอบรมว่าทำอย่างไรถึงจะได้ใจที่ฉลาด แล้วก็ควบคุมนำชีวิตให้เกิดความสามารถในการคิดถูกต้อง พูดถูกต้อง ทำถูกต้อง คำว่าถูกต้องในที่นี้คือเป็นประโยชน์ ทำแล้วไม่ต้องเสียใจ ทำแล้วมีแต่ความอิ่มใจพอใจว่าเป็นประโยชน์
ฉะนั้น อุปกรณ์ในการที่จะใช้ในเรื่องการศึกษาหรือปฏิบัติธรรมนั้น ไม่ต้องไปซื้อหาไม่ต้องเสียงบประมาณสักสตางค์เดียว เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดก็คือ จิตที่เงียบ จิตที่เงียบคืออย่างไร ก็คือจิตที่นิ่ง ที่สงบ ที่หยุดคิด หยุดนึก เรื่องที่ไม่เป็นสาระแก่นสาร คิดเรื่อยเปื่อยไป คิดฟุ้งซ่าน เดี๋ยวคิดดี เดี๋ยวคิดชั่ว เดี๋ยวคิดจะเอา เดี๋ยวคิดโกรธ เดี๋ยวคิดรัก เดี๋ยวคิดเกลียด ดิ้นรนอยู่ตลอดเวลา จิตที่ดิ้นรนอยู่ตลอดเวลาอย่างนั้นดิฉันเรียกว่าเป็นจิตที่อึกกระทึก เป็นจิตที่วุ่น แม้ว่าจะนั่งมองดูข้างนอกเงียบๆ สงบ แต่ข้างในมันคิดนึกตลอดเวลา นั่นคือจิตที่อึกกระทึก เป็นจิตดังไม่ใช่จิตเงียบ จิตดังคือจิตที่เป็นอุปสรรคต่อการฝึกธรรมะปฏิบัติ เพราะว่าในการที่จะปฏิบัติธรรมจะต้องอาศัยจิตที่เงียบ คือจิตที่นิ่งที่สงบ ไม่คิดนึกสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสารสาระ ไม่คิดนึกเกินความจำเป็น ความจำเป็นที่จะต้องคิดคืออย่างไร ก็คือการคิดในเรื่องการงาน การคิดในเรื่องการเรียนอย่างเด็กๆ หรือการคิดในขณะที่มาฝึกอบรมในทางผู้บริหาร เพื่อที่จะให้ช่วยให้หลักสูตรที่เขาจัดนั้นมีความสมบูรณ์ถูกต้องได้ประโยชน์เต็มที่ อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นการคิดนึกที่จำเป็นจะต้องคิด เพราะว่ามันเกิดประโยชน์ แต่การคิดนึกที่มันเกินไปจากความจำเป็น เช่นที่ยกตัวอย่างมาแล้วนั้น หยุดเสีย..เพื่อให้จิตได้พัก ให้มันนิ่ง ให้มันสงบ นี่แหละเป็นเครื่องมือที่สำคัญของธรรมะปฏิบัติ
ฉะนั้น การออกมาฝึกปฏิบัติข้างนอกก็ต้องเริ่มด้วยการฝึกจิตเงียบ พัฒนาจิตที่ชอบคิดชอบนึกให้เงียบ เพราะจิตเงียบนี้จะเป็นจิตที่ช่วยสร้างสรรค์ให้มีโอกาสได้มองอะไรได้ไกล จิตเงียบจะมีคุณภาพสูง เห็นได้ไกล ได้ยินได้ไกล มองอะไรก็มองได้ไกล นี่เป็นความสามารถของจิตเงียบ จริงหรือไม่จริงก็โปรดลองนึกดูอีกเหมือนกัน ในขณะใดที่จิตของเราเงียบนิ่งสงบ ย้อนนึกถึงเรื่องอะไร จะย้อนเรื่องต่างๆ มาได้ไกล แล้วก็ย้อนคิดเรื่องเหล่านั้นเพื่อใคร่ครวญให้เกิดปัญญา ก็จะมองเห็นเหตุเห็นผลว่าทำไมจึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ จะคิดได้ไกลได้ยินได้ไกล ถ้าจะเปรียบอุปมากับข้างนอกก็เหมือนอย่างเวลาที่เงียบไม่มีเสียงรถ ไม่มีเสียงคนมาพูดอึกกระทึก เรานั่งตรงนี้นะคะเราสามารถได้ยินเสียงไกลไปถึงสระนาฬิเกร์ คือจะมีเสียงอะไรดังจะได้ยินไกลไปถึงโน่น แต่ถ้ามีเสียงคนพูดกันเอะอะตึงตัง เสียงรถวิ่งกันขวักไขว่อยู่ตลอดเวลา เราก็จะได้ยินเพียงแค่เสียงรอบๆ ตัวเราเท่านั้น นี่ถ้าอุปมากับข้างนอก เช่นเดียวกับจิตที่เงียบ ไม่ดังเพราะความรู้สึกนึกคิดอารมณ์ต่างๆ ดังกล่าวแล้ว ก็มีโอกาสที่จะคิดนึกอะไรได้ลึก ถ้าจะเปรียบอีกอย่างก็อาจจะเปรียบได้เหมือนกับเราไปนั่งอยู่ใกล้ๆ ขอบสระ ถ้าหากว่าสระนั้นน้ำมันกระเพื่อมอยู่เรื่อย ก็มีปลาว่าย มีใครเอาก้อนหินโยนลงไป หรือมีลมพัดแรง เราก็จะมองลงไปในสระไม่ได้ลึก เราจะเห็นแต่เพียงผิวน้ำว่ามันมีอะไร หรือว่าต่ำลงไปก็อีกสักนิ้วสักฟุตอย่างมาก แต่ถ้าน้ำนั้นนิ่งสนิทใส เรามองลงไปจะทะลุลงไปได้ถึงก้นบ่อก้นสระ ถ้าไม่ลึกจนเกินไป นี่ก็เปรียบได้กับคุณค่าของจิตเงียบ จะคิดค้นอะไรได้ลึกๆ บางทีจะมองเห็นลักษณะใจของตนเอง อย่างเราเคยนึก..ทุกคนค่ะรวมทั้งดิฉันด้วย ก็มักจะนึกว่าเรานี่เป็นคนใจดี เราเป็นคนใจกว้าง เราเป็นคนใจเมตตากรุณา เราไม่เห็นแก่ตัว เราชอบช่วยเหลือคนอื่น สรุปแล้วฉันเป็นคนดี
แต่พอเรานั่งเงียบๆ สบายๆ แล้วเราก็ฝึกการดูจิต แล้วก็ค้นลงไปข้างในจิตของเราทีละน้อยๆๆ บางทีแปลกใจขึ้นมา เอ..สะดุ้งขึ้นมา สัญญาของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคราวหนึ่ง เป็นไปได้หรือนี่ เรานี่เห็นแก่ตัวถึงแค่นี้ เป็นไปได้หรือนี่ เห็นแก่ตัวถึงแค่นี้ เพียงแต่แฟ้มที่เขาแจกมาให้เพื่อจะให้เอามาใช้ประจำตัว แต่แฟ้มหนึ่งนี่มันมีสีสันถูกใจมาก เราถึงกับแย่งนะ คือเราถึงกับแย่งโดยการรีบหยิบเอามาเป็นของเราก่อน ก็เรื่องนิดเดียว ก็เรื่องนิดเดียวไม่ใช่เรื่องใหญ่สลักสำคัญ แต่ลักษณะอาการอย่างนี้คือลักษณะอาการของความเห็นแก่ตัวใช่ไหม ใจดำแล้วใช่ไหม จะต้องเอาก่อนคนอื่นเขานะ แบ่งไม่ได้ ทั้งๆ ที่อวดว่าเรานี่เป็นคนใจดี ใจกว้างขวาง ไม่เห็นแก่ตัว..เห็นไหมคะ ถ้าขณะที่จิตดังมันมองไม่เห็นจิตเล็กๆ อย่างนี้ แต่พอจิตเงียบนิ่ง คิดค้นลงไปจะพบจุดบกพร่อง จุดด้อย จุดอ่อน จุดที่ไม่น่าพึงปรารถนา ไม่น่ารักใคร่เลย ปรากฏขึ้นในใจ แล้วได้ประโยชน์อะไร ก็ได้ประโยชน์ตรงนี้ ตรงที่จะสามารถขัดเกลาได้ เราได้เคยรู้สึกแล้วว่าจิตของเราเป็นจิตดีเป็นจิตของคนดี เราขัดเกลาออกไปได้ก็จะได้ดีจริงๆ เสียที..ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นคุณค่าของจิตเงียบมหาศาล ฉะนั้นจุดมุ่งหมายหรือจุดหมายของธรรมะปฏิบัติเพื่ออะไร จิตก็คือเพื่อความสงบ ความเย็น และความเป็นสุขที่แท้จริง ที่จะพร้อมด้วยสติและปัญญา ทีนี้ดิฉันก็จะได้มาถึงในหัวข้อต่อไปที่ว่า..ธรรมะทำไม ซึ่งธรรมะทำไมนี้ก็จะขอพูดภายในเวลาที่มีอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงนี่นะคะว่า ธรรมะคืออะไร ธรรมะเพื่ออะไร คือรู้ธรรมะไว้เพื่ออะไร หรือรู้ไว้ทำไม แล้วก็ธรรมะอย่างไร อย่างไรก็คือหมายความว่า แล้วทำอย่างไรละถึงจะฝึกฝนอบรมพัฒนาให้มีธรรมะขึ้นในชีวิตได้ และขึ้นในใจได้ จะพูดใน ๓ หัวข้อย่อยนี้ ทั้งนี้จุดประสงค์ก็เพื่อหวังว่าทุกท่านจะได้ค่อยๆ มองเห็นว่า แท้ที่จริงแล้วชีวิตกับธรรมะเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ต้องแยกกันเลย
ทีนี้ ธรรมะคืออะไร ธรรมะคือทุกสิ่ง ท่านผู้ฟังก็คงบอกว่า ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ ที่บอกว่า..ธรรมะคือทุกสิ่ง..ใน Dictionary ของภาษาอังกฤษนะคะ เขาก็จะมีเขียนไว้ว่า..ธรรมะ..แล้วเขาจะให้ความหมายไว้ว่า..Thing.. T-h-i-n-g Thing ธรรมะคือ Thing ก็คือ..สิ่ง..ธรรมะคือสิ่ง เพราะฉะนั้น ถ้ากล่าวโดยสรุป ธรรมะคือทุกสิ่ง ที่เราได้เคยเล่าเรียน หรือเคยฟังมาก็จะบอกว่า ธรรมะคือคำสั่งสอน ซึ่งเราก็ได้ยินได้เรียนมา ดิฉันก็ได้เรียนมาอย่างนี้เหมือนกัน ธรรมะคือคำสั่งสอน คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า หรือจะเป็นคำสั่งสอนของพระศาสดาแห่งศาสนาใดก็ได้ แต่ธรรมะคือคำสั่งสอนนี่ แล้วเราจัดได้ไหมว่า..คำสั่งสอนอะไร กว้างเหลือเกิน ยิ่งของเราในพุทธศาสนาในพระไตรปิฎกนั้นก็บอกว่า มีถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์..ใช่ไหมคะ มีถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เปิดพระไตรปิฎกตั้งแต่เล่มแรกจนเล่มสุดท้าย ชุดย่อก็ชุด ๔๕ เล่ม ตั้งแต่เล่มแรกถึงเล่มที่ ๔๕ รวมพระธรรมเอาไว้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แล้วอย่างเราอย่างนี้จะไปหยิบเอาขันธ์ไหนล่ะมาเป็นตัวธรรมะ..ที่บอกเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า มันกว้างเกินไป เพราะฉะนั้น ธรรมะนี่คือทุกสิ่งๆ รวมหมดทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ เจ้าไก่ที่กำลังเดินร้องอยู่นี่ก็เป็นธรรมะ เป็นส่วนหนึ่งอยู่ในธรรมะเหมือนกัน ก้อนหิน ดินทราย ต้นหมากรากไม้ นี่พูดถึงในสิ่งที่เป็นรูปธรรม รวมทั้งตัวเราก็เป็นธรรมะ เป็นส่วนหนึ่งของธรรมะ เพราะสิ่งทั้งหลายที่กล่าวมาแล้วนี้..เป็นสิ่ง คือเป็น Thing เหมือนกัน เป็น Thing เป็นสิ่งเหมือนกัน ทีนี้ในด้านของนามธรรมก็เช่น ความดี ความชั่ว ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความสกปรก ความสะอาด ความสวย ความงาม ทุกอย่างก็เป็นธรรมะเหมือนกัน แม้แต่คำว่า อธรรม ก็เป็นธรรมะ แต่ทว่าเรามักจะเคยชิน ถ้าอะไรถูกใจเรา เราเห็นว่าถูกต้องตามทัศนะของเรา เราก็บอกว่านี่เป็นธรรมใช่ไหมคะ แต่ถ้าอะไรไม่ถูกใจ เรารับไม่ได้ เราก็บอกว่า นี่มันอธรรมนี่ หรือเดี๋ยวนี้ก็จะบอกว่า นี่มันไม่ยุติธรรม นี่มันไม่เป็นธรรม แต่ความเป็นจริงแล้ว ทุกอย่างไม่ว่าดีไม่ว่าชั่ว เป็นธรรมะทั้งนั้น เพราะคำว่าธรรมะคำเดียวครอบคลุมหมดทุกสิ่งเลย
นี่คือ สิ่งแรกที่ดิฉันอยากจะเรียนขอให้ทุกท่านโปรดทำความเข้าใจในความหมายของธรรมะ ที่เราจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ มันคือทุกสิ่ง มันครอบงำหมดทุกสิ่ง แต่ทีนี้คำว่า อธรรม ถ้าสงสัย..ทำไมคำว่า อธรรม ถึงจะมารวมอยู่ในคำว่า ธรรมะ ด้วย ท่านผู้รู้ท่านก็บอกว่า เพราะมีการแบ่งแยกกัน ตามวิสัยของปุถุชน ถูกใจเป็นธรรม ไม่ถูกใจเป็นอธรรม ตามวิสัยของปุถุชน แต่ท่านผู้เป็นบัณฑิตแล้ว ท่านไม่มีถูกใจหรือไม่ถูกใจ เพราะทุกอย่างมันตกอยู่ภายใต้กฎของอนิจจัง ถูกใจแล้วก็เปลี่ยนเป็นไม่ถูกใจ ไม่ถูกใจแล้วก็เปลี่ยนเป็นถูกใจ รักเปลี่ยนเป็นเกลียด เกลียดเปลี่ยนเป็นรัก บุคคลปุถุชนทีแรกก็เป็นคนแปลกหน้าต่อกัน ไม่เคยพบ ไม่เคยรู้จักกัน แล้วก็บังเอิญมาพบกัน พอพบกันเข้าพูดคุยกันคุ้นเคยกันเข้า รู้สึกถูกอัธยาศัย เออ..คนนี้รสนิยมเดียวกัน ไปด้วยกันได้ แล้วก็คุ้นเคยใกล้ชิดกันมากขึ้น ก็เกิดความรักกัน เปลี่ยนจากคนแปลกหน้ามาเป็นเพื่อน จากเพื่อนเป็นคนรัก รักมากๆ ก็ตกลงร่วมชีวิตกันเถอะ ก็เปลี่ยนจากความเป็นคู่รักมาเป็นคู่ครองเป็นสามีภรรยาใช่ไหมคะ นี่เป็นอนิจจังรึเปล่าคะ อนิจจังตามกฎอิทัปปัจจยตา คือกฎแห่งเหตุและผล เป็นเหตุเป็นผลที่ต่อเนื่องโยงกันมาอย่างนี้ จนผลที่สุดแต่งงานกันเป็นคู่ครอง คนหนึ่งผู้ชายก็ได้รับการเรียกว่าสามี คนผู้หญิงก็ได้รับการเรียกว่าภรรยา พออยู่กันต่อมามีลูกเข้า มีเด็กเกิดขึ้นมา เด็กคนนั้นก็ได้รับการเรียกว่าเป็นลูก ผู้ชายที่เป็นสามีก็ได้รับการเรียกว่าพ่อ ภรรยาก็ได้รับการเรียกว่าแม่ ก็อยู่กันไปๆ วันหนึ่งทนกันไม่ได้เสียแล้ว รักกันไม่ได้เสียแล้ว ตามเหตุปัจจัย ตามกฎอิทัปปัจจยตา แยกจากกัน