{ampz:shareampz}
แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
คือทั้งสมถะและทั้งวิปัสสนาไม่มีวันที่จะแยกกันได้ การที่จะใช้ลมหายใจเป็นเครื่องมือ..คือเป็นอารมณ์ก็ดี หรือเคยฝึกปฏิบัติในทางอื่น เช่น ใช้ยุบหนอพองหนอ หรือใช้คำบริกรรมพุทโธ หรือภาวนาสัมมาอรหัง หรืออื่นๆ ก็ตาม นั่นคือการเริ่มต้นด้วยการทำให้จิตสงบ สงบจากอะไร สงบจากความวุ่นวายที่เราไปเกี่ยวข้องอยู่ตลอดเวลา แม้แต่สิ่งที่เกิดขึ้นล้อมรอบตัว และจิตนี่อดไปข้องแวะไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะต้องเริ่มต้นด้วยการทำให้จิตสงบเสมอ แต่ในทางปฏิบัตินั้น บางท่านอาจจะคุ้นเคยกับการสอนว่า ต้องนั่งสมาธิ ต้องทำจิตให้สงบ แล้วก็อาจจะนั่งนานๆ หรือเดินนานๆ โดยมุ่งเพื่อให้จิตนี้เป็นสมาธิ หรือหมายถึงสมถะนะคะ แล้วก็ทำไปเรื่อยๆ ถ้าจะอยู่กับความสงบอย่างเดียว ก็เหมือนกับเพียงเอาหินไปทับหญ้า มันสงบได้ชั่วคราว จิตนั้นจะไม่เกิดความแหลมคม พอมีผัสสะใดมากระทบก็จะต้องลู่ไปตามลมของความกระทบนั้น คือบวกลบไปกับผัสสะที่เกิดขึ้น เดี๋ยวก็โยนขึ้นเดี๋ยวก็โยนลง เพราะฉะนั้นในการปฏิบัติอานาปานสติก็จะเห็นว่า เริ่มต้นเราทำความสงบจริงเพื่อปัดกวาดจิตที่มันวุ่นวายนั่น ปัดกวาดความวุ่นวายออกไปเสียก่อน แล้วก็เพิ่มปัญญาลงไปทีละน้อยๆ การเพิ่มปัญญาลงไปด้วยการดูความเกิดดับที่เกิดขึ้น นี่คือการปฏิบัติที่เรียกว่าวิปัสสนา เพราะฉะนั้นสมถะกับวิปัสสนาจะต้องไปด้วยกันเสมอ พูดง่ายๆ คือต้องเริ่มทำจิตให้สงบ ถ้าจิตไม่สงบจะพิจารณาอะไรไม่ได้ อย่างบางท่านอาจจะบอกว่า..ฉันนี่เดินเรื่องปัญญา คือว่าทำวิปัสสนาดูแต่เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันก็จริงคือวิปัสสนา แต่ลองคิดดูให้ดีๆ นะคะว่า ในขณะที่จิตยุ่งจิตไม่สงบจะไปดูอะไรเห็นชัดเจน ภาพนั้นย่อมไม่ชัดเจน
อย่างที่เคยเปรียบแล้วเหมือนกับเราไปนั่งข้างบ่อน้ำหรือสระน้ำ ที่น้ำกำลังพลิ้วไหวเพราะลมบ้าง เพราะมีใครปาก้อนกรวดก้อนทรายอะไรลงไปในน้ำบ้าง หรือเพราะปลาว่ายวนด้วยความรุนแรงบ้าง น้ำก็พลิ้วอยู่เรื่อย อาจจะมีความขุ่นข้นอยู่ด้วย เมื่อเรามองลงไปในน้ำนั้น เราจะไม่เห็นอะไรที่อยู่ใต้น้ำ ต่อเมื่อน้ำนิ่ง เงียบ ไม่มีลมพัด ไม่มีใครมารบกวนให้น้ำนั้นต้องสั่นสะเทือน ไม่มีปลาว่ายวน น้ำใส ตอนนี้พอเรานั่งจ้องลงไปเฉยๆ ไม่ต้องคิดนะคะ จ้องลงไปเฉยๆ ในน้ำนั้น เราจะเห็นไปถึงก้นบ่อก้นสระด้วยซ้ำไป ถ้าบ่อหรือสระนั้นไม่ลึกเกินไป ฉะนั้นจึงอยากจะย้ำให้ทุกท่านทราบว่า การปฏิบัติสมาธิภาวนาหรือจิตภาวนานั้น จะต้องประกอบด้วย ๒ อย่าง เพียงแต่ว่าอาจจะหนักไปในทางไหนมากกว่าอีกทางไหน แต่ผลที่สุดแล้วจะต้องสมดุลกัน ผู้ที่ท่านบรรลุก็คงจะเคยได้ยินแล้วว่า บางท่านบรรลุด้วยเจโตวิมุติ บางท่านด้วยปัญญาวิมุติ เจโตวิมุติก็หมายความว่าท่านนั้นปฏิบัติหนักไปในทางสมาธิ ปัญญานั้นตามมาทีหลัง และผลที่สุดปัญญากับสมาธิก็มาทันกัน มีทั้งความหนักแน่น มีทั้งความแหลมคมในตอนสุดท้าย ก็เรียกว่าบรรลุด้วยเจโตวิมุติ คือมีสมาธิเป็นพื้นฐานหนักแน่นมากกว่า หรือบางท่านบรรลุด้วยปัญญาวิมุตินั่นก็คือการใคร่ครวญดูลงไปในไตรลักษณ์อยู่เป็นประจำ จนปัญญาความรู้ความเข้าใจนั้นค่อยๆ แหลมคมขึ้นๆ แต่น้ำหนักในการที่จะตัดยังมีไม่เพียงพอ เพราะขาดน้ำหนักของความสงบคือสมาธิ แต่ผลที่สุดเมื่อจิตนั้นมีปัญญามากขึ้น แล้วก็คงเพ่งดูอยู่อย่างเดียวในเรื่องของไตรลักษณ์ ในเรื่องของกฎของธรรมชาติ ผลที่สุดจิตนั้นก็เป็นสมาธิขึ้นมาโดยอัตโนมัติ แล้วก็มาทันกันเข้า นี่ก็เรียกว่าพอทันอย่างสมดุลกัน ก็มีทั้งน้ำหนักที่จะฟาดลงไป และความคมที่จะตัดออกไปได้ ก็เรียกว่าสำเร็จด้วยปัญญาวิมุติ
แต่จะปัญญาวิมุติหรือเจโตวิมุติ ผลที่สุดแล้วต้องประกอบด้วยทั้งสองอย่าง คือทั้งความสงบ แล้วก็ทั้งความคมของปัญญา ฉะนั้นถ้าท่านผู้ใดจะเอาแต่เพียงจ้องสงบลงไปอย่างเดียว ก็ไม่มีวันเห็นอะไร ได้แต่ความสงบ จะมาฝึกให้ดูนั่นๆๆ แต่ในความดูนั่นขอให้ลองนึกดูว่าขณะที่ดูๆ อย่างนั้น มีอะไรแทรกเข้ามา ความคิดใช่ไหมแทรกเข้ามา แล้วก็เกิดการปรุงแต่งไปต่างๆ นานาใช่ไหม แล้วผลที่สุดก็เพลิดเพลินเตลิดเปิดเปิง แล้วหลงยึดเอาเองว่าเรารู้แล้วๆ แท้ที่จริงรู้ได้ด้วยสมอง ต้องระมัดระวัง คงจะเคยได้ยินคำว่าวิปัสสนูใช่ไหมคะ วิปัสสนูแล้วเขาก็พูดเล่นๆ ว่า เกิดจากวิปัสสนึก นั่นก็คือหมายความว่านึกคิดไป แล้วก็นึกว่าเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็เกิดความหลงผิด มันกลายเป็นวิปัสสนูปกิเลส ไม่ใช่วิปัสสนาที่เห็นแจ้ง นี่อยากจะทำความเข้าใจให้ชัด ท่านจึงเปรียบเรื่องของสมาธิคือความสงบ หมายถึงสมถะกับวิปัสสนานั้นเปรียบเหมือนกับมีด คงเคยได้ยินแล้วนะคะ มีดนี้มันต้องมีทั้งสัน แล้วก็มีทั้งคมมีด เขามีสันไว้ทำไม มีสันไว้เพื่อให้เป็นน้ำหนัก เหมือนอย่างเราจะตัดไม้ใหญ่ ถ้าเราจะเอามีดคมกริบเลย แต่มีดนั้นนะเป็นเพียงมีดบาง มันคมจริงแต่ก็ตัดได้แต่เพียงสิ่งที่อ่อน สิ่งที่ไม่ใหญ่ ไม่แข็งอย่างนั้น ถ้าเราจะไปตัดไม้ใหญ่ ต่อให้มีดนั้นคมกริบเพียงใด แต่น้ำหนักคือสันมันไม่มี มันก็ตัดไม่ขาด แต่ถ้าเราจะตัดให้ขาดละก็ คมคือปัญญาต้องแหลมคม แล้วก็สันของมันต้องหนักแน่น เป็นสมาธิเป็นความสงบ พอฟาดลงไปทีเดียวนี่มันขาดเกลี้ยง ทีเดียวเสร็จเลย นั่นจึงจะเรียกว่า พร้อมทั้งสมาธิและปัญญา หรือสมถะและปัญญา มันจะต้องสมดุลกันเสมอ
แต่ในระหว่างของการปฏิบัติอาจจะหนักไปในทางใดทางหนึ่งได้ แต่ผลที่สุดแล้วต้องสมดุลกัน มิฉะนั้นจะไม่มีวันตัดอะไรได้ขาดเลย แต่ขอทำความเข้าใจในเรื่องนี้นะคะ เข้าใจคำว่าวิปัสสนาหรือสมถะให้ถูกต้อง ทีนี้เราขอทบทวนเรื่องของอานาปานสติเล็กน้อย อานาปานสติก็คือการปฏิบัติภาวนา ด้วยการใช้ลมหายใจเป็นเครื่องกำหนด เพราะสะดวก ง่ายดาย แล้วก็ทำได้ทุกโอกาส ทุกเวลา ทุกสถานที่ ทุกอิริยาบถ ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรคเลย แบ่งออกเป็น ๔ หมวด เริ่มด้วยหมวด..กาย ต่อไปด้วย..เวทนา ต่อไปด้วย..จิต แล้วก็จบลงด้วย..ธรรม ถ้าหากว่าท่านผู้ปฏิบัติจะสังเกตนะคะ ก็จะเห็นว่าหมวดที่ ๑ คือกายานุปัสสนาภาวนา กับหมวดที่ ๒ คือเวทนานุปัสสนาภาวนานี้ มีรูปโครงของการปฏิบัติที่เหมือนกัน คือหมวดที่ ๑ เรื่องกาย หรือการดูลมนั้น เราก็เริ่มด้วยการทำความรู้จักกับลมหายใจเสียก่อน จากนั้นก็ศึกษาลมหายใจทุกอย่างทุกชนิด เพื่อจะรู้ว่ามีรูปลักษณะ อาการ อิทธิพลอย่างไร ความสัมพันธ์ระหว่างกาย-จิต-ลมหายใจอย่างไร ทำความรู้จักจนทั่วถึง พอรู้จักทั่วถึงอย่างดีแล้ว ก็บังคับลมหายใจนั้นให้สงบระงับ นี่เป็นการจบการปฏิบัติหมวดที่ ๑ พอถึงหมวดที่ ๒ เวทนา เราก็เริ่มต้นด้วยการทำความรู้จักกับเวทนา แล้วก็ท่านแนะนำว่า ให้รู้จักกับปีติก่อน ที่แนะนำให้รู้จักกับปีติก่อนอาจจะเป็นด้วยว่า ถ้าผู้ปฏิบัติใดปฏิบัติตามทฤษฎี ตามคำแนะนำว่า ให้เริ่มต้นไปตามลำดับตั้งแต่ขั้นที่ ๑ ถึงขั้นที่ ๔ ของหมวดที่ ๑ อย่างไม่ต้องเกรงว่าจะนานช้าเท่าไหร่
แต่ทำไปเถอะจนผลที่สุดนี่ทำได้อย่างคล่องแคล่ว แล้วก็เห็นชัดว่านี่เป็นการปฏิบัติที่สำเร็จ ควบคุมลมหายใจได้จนจิตสงบรำงับได้จริง จะเกิดปีติขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ นึกถึงเวลาที่เราเกลียดภาษาไทยทั้งที่เป็นคนไทย นักเรียนนักศึกษาบางคนเกลียดภาษาไทย แต่ก็อุตส่าห์เรียนภาษาไทย คราวนั้นสอบได้ดี พอสอบได้ดีอย่างไม่คาดฝันเท่านั้นแหละ จิตมันเกิดความปีติ มันเกิดปีติขึ้นมาที่เราสามารถทำได้ นี่ก็เป็นปีติที่เกิดขึ้น และนอกจากนั้นปีตินี้ยังเป็นอาการของความสุข คือเป็นอาการอย่างหนึ่งของสุขเวทนา ที่ท่านพยายามจะเตือนมนุษย์ทั้งหลายว่า..ให้ระวัง ให้ระวังนะ เพราะสุขนี่มันติดง่าย ก็ใครๆ ก็อยากเป็นสุข ก็จึงให้ชิมลิ้มรสของปีติเสียก่อน ก็ทำความรู้จักกับเวทนา เริ่มต้นเป็นสุขเวทนา เพราะมันเป็นอันตรายยิ่งกว่าเวทนาอย่างอื่น จากนั้นก็ศึกษาใคร่ครวญในเวทนาทุกชนิด ไม่ว่าเวทนาอันใดเกิดขึ้น จนรู้จักธรรมชาติอาการของมัน จนเห็นมายาของมัน ไม่เป็นเหยื่อของมันอีกต่อไปแล้ว พอแน่ใจก็บังคับควบคุมเวทนานั้นให้สงบรำงับ เห็นไหมคะนี่รูปโครงของหมวด ๒ เหมือนกันเริ่มต้นด้วยการทำความรู้จัก รู้จักแล้วก็ศึกษาใคร่ครวญให้ทั่วถึงถ่องแท้ แล้วก็ทำให้มันสงบรำงับ นี่รูปโครงของหมวดที่ ๑ และหมวดที่ ๒ เหมือนกัน โดยมีจุดประสงค์หมวดที่ ๑ ก็เพื่อให้จิตที่วุ่นระส่ำระสาย ให้มันสงบรำงับจากอาการของการวุ่นข้องเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวข้างนอก มันสงบลงได้ในระดับหนึ่ง แต่ว่าข้างในอาจจะถูกรบกวนด้วยความรู้สึกต่างๆ นานา ที่เราเรียกว่าเวทนา เพราะฉะนั้นในหมวดที่ ๒ ท่านจึงให้จัดการคือปฏิบัติกับเวทนา เพื่อให้จิตมีความสงบภายในมากขึ้นในอีกระดับหนึ่ง มองเห็นไหมคะทีแรกมันในระดับนี้ พอทำเวทนาให้สงบรำงับได้เป็นการทำภายในให้สงบขึ้น มันจะสงบลงไปในอีกระดับหนึ่งซึ่งลึกขึ้นไปอีก
ตอนนี้แหละเพื่ออะไร ก็เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติได้จ้องเจาะลงไป เพื่อจะศึกษาตัวจิต ถึงแม้จะมองไม่เห็นตัวจิต แต่เพื่อจะศึกษาจิตที่เรารู้ว่ามันอยู่ข้างในนี่ แล้วอาการอะไรที่มันเกิดขึ้น ที่มันทำให้ชีวิตเดือดร้อน มันอยู่ที่ข้างใน มันเผาไหม้อยู่ที่ข้างใน มันเจ็บปวด มันร้อนรนอยู่ที่ข้างใน ก็จะเจาะดูลงไปข้างในนี่มันเป็นอย่างไร ไม่ใช่ดูตับไตไส้พุง ปอด หัวใจ เราไม่ต้องการ สิ่งนั้นเป็นวัตถุ แต่จะดูความร้อนระอุ อาการของควันแห่งความร้อนที่มันมีอยู่ในจิต มันมีอาการอย่างไร มันเกิดขึ้นได้อย่างไร มันเป็นอย่างไร นี่เป็นการทำงานของหมวดที่ ๓ ที่ผู้ปฏิบัติจะต้องกระทำ จุดประสงค์ของหมวด ๓ ก็เพื่อ หนึ่ง..รู้ธรรมชาติของจิตเสียก่อน รู้ความบกพร่อง รู้จุดอ่อนของมัน จะได้แก้ไขได้ถูกจุด พอแก้ไขขัดเกลามันแล้ว ตอนนี้ก็จะทดสอบ..จะทดสอบว่ากำลังของจิตที่เราได้ปฏิบัติมาตลอดนี่ มันมีมากน้อยแค่ไหน ก็ทดลองด้วยการปั๊มลงไป ปั๊มด้วยการออกคำสั่งต่างๆ เริ่มต้นด้วย เอา..ไหนลองบันเทิงสิ ถ้าไม่บันเทิงเริงรื่น อ้าว..หยุดนิ่งเป็นสมาธิ แล้วพอมันหยุดนิ่งเป็นสมาธิ จดจ่อดูสักพักใหญ่ก็ปล่อยให้มันเป็นอิสระ ปล่อยเป็นอิสระ ลอยอยู่เหนือความอยาก เหนือความยึดมั่นถือมั่น ผูกพัน ความเกี่ยวเกาะทั้งปวง แล้วก็จ้องดูในภาวะของความเป็นอิสระ ที่มันเป็นจิตปล่อย จิตที่ไม่ข้องเกี่ยวกับอะไรเลย มันเป็นอย่างไร ก็จะเห็นความเกลี้ยงเกลา หมดจด สะอาด สว่าง สงบขึ้นในภาวะจิตนั้น นี่แสดงว่าเป็นจิตที่พร้อมจะทำการงาน พร้อมด้วยความบริสุทธิ์ในระดับหนึ่ง ความมั่นคงหนักแน่นในระดับหนึ่ง
ความว่องไวพร้อมที่จะทำการงานในที่นี้ มุ่งถึงการงานเพื่อคิดค้น พิจารณา ใคร่ครวญธรรมให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการปฏิบัติในด้านพัฒนาปัญญาภายใน หรือที่เรียกว่าวิปัสสนาโดยตรง แล้วก็ทำไปอย่างที่เราพูดกันเมื่อวานนี้แล้วนะคะ เมื่อถึงที่สุดเมื่อใดผู้ปฏิบัติก็จะรู้เอง ว่าเมื่อใดที่จิตนั้นถึงซึ่งอาการสลัดคืนทุกอย่าง คือสลัดคืนความรู้สึกที่เคยยึดมั่นถือมั่นทั้งปวง คืนให้เจ้าของเดิมคือธรรมชาติ ก็จะเป็นจิตที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง คือลอยอยู่เหนือความข้องเกี่ยว เหนือสภาวะของความเป็นธรรมดาโลก หรือของโลกียธรรมทั้งปวง เคล็ดลับของการปฏิบัติ ก็ขอย้ำเพื่ออย่าให้ลืมนะคะก็คือว่า การปฏิบัติจิตภาวนาจะเกิดผลด้วยการดูเท่านั้น ดูจ้องลงไป แล้วก็เฝ้าดูมันอย่างเดียว โดยไม่ต้องคำนึงถึงสมอง จะนึกว่านี่เราก็โง่ละสิ..คิดอะไรก็ไม่ได้ ก็ขอบอกว่ายอมโง่เสียสักพัก แล้วความฉลาดมันจะเกิดขึ้นเองอย่างน่าอัศจรรย์ แต่ถ้าอวดฉลาดเสียตั้งแต่เริ่มแรกของการปฏิบัติจิตภาวนา จะไม่มีวันเสร็จ ถ้าจะพูดก็จะบอกว่าก็ยิ่งโง่ยิ่งเขลาลงไปอีกในด้านการพัฒนาปัญญาข้างใน แม้ข้างนอกจะฉลาดหลักแหลม ได้ปริญญา ทำกิจการงานได้ก้าวหน้าสูงส่งเพียงใด แต่ข้างในก็ยังไม่ฉลาดอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นการปฏิบัติในทางจิตภาวนา ดู..เฝ้าดู ดูด้วยความรู้สึก สัมผัสด้วยใจ โปรดจำไว้..ไม่ต้องอาศัยสมอง ไม่ต้องอาศัยความคิด ทิ้งมันไว้ก่อน ไอคิวจะสูงแค่ไหนก็ไม่เป็นประโยชน์เลยกับการปฏิบัติจิตภาวนา
เพราะเราต้องการเพียงดู ดูลงไป ดูด้วยความรู้สึกเท่านั้น เพื่อให้เกิดความสัมผัสขึ้นได้ด้วยใจ ถ้ายิ่งคิดจะยิ่งไม่มีความสุข ยิ่งคิดยิ่งมืด ยิ่งคิดยิ่งบอด ยิ่งเคร่งเครียด จนบางทีอาจจะต้องร้องตะโกนโวยวาย..ไม่ไหวแล้ว นั่นนะทนไม่ได้ เพราะฉะนั้นโปรดจำนะคะ เคล็ดลับคือดู ดูด้วยความรู้สึก จนสัมผัสได้ด้วยใจ และที่สำคัญอีกก็คือ พยายามระวังรักษาจิตให้อยู่ที่ข้างใน เราดูข้างนอกมาตลอดชีวิต จงโปรดเริ่มรู้จักดูข้างใน การพัฒนาจิตต้องดูข้างใน อย่างที่ท่านพูดก็ไม่ใช่เป็นสำนวนหรอก แต่มันก็ชวนให้คิด เอาจิตไว้ในจิต รักษาจิตไว้ในจิต ตัวจิตเองก็ไม่ค่อยจะเสถียร ยังบอกว่าให้รักษาจิตไว้ในจิต ก็อย่างเรื่องที่เล่าถึงพระภิกษุ ๓ รูปในสมัยพุทธกาล ในยามเข้าพรรษา ก่อนเข้าพรรษาท่านก็มาพบปรึกษากันแล้วก็ตกลงเป็นข้อสัญญากันว่า ในระหว่างเข้าพรรษานี้ จะพยายามฝึกปฏิบัติอย่างเคร่งครัดที่สุด โดยต่างรูปต่างอยู่ ไม่พบปะ ไม่พูดจาไม่สนทนากันเลย ยกเว้นถ้ามีเหตุจำเป็นเช่นเกิดป่วยไข้ ก็อาจจะให้สัญญาณเป็นที่รู้ เพื่อจะได้มาช่วยเหลือกัน เมื่อตกลงกันเสร็จแล้วต่างรูปต่างก็แยกกันไป แล้วก็พอออกพรรษาก็มาพบปะกัน เพื่อจะไต่ถามกันว่า การปฏิบัติของท่านในระหว่างพรรษานี้เป็นอย่างไร รูปที่ ๑ ก็บอกว่า ตลอดพรรษานี้ท่านไม่เคยปล่อยจิตของท่านให้ออกไปนอกเขตวัดเลย..รูปที่ ๑ รูปที่ ๒ ก็บอกว่า ตลอดพรรษานี้ท่านไม่เคยปล่อยจิตของท่านให้ออกนอกเขตของกุฏิเลย รูปที่ ๓ ก็บอกว่า ตลอดพรรษานี้ท่านไม่เคยปล่อยจิตของท่านให้ออกจากกายนี้เลย ฟังแล้วตอบได้ไหมคะว่า ท่านรูปใดใน ๓ รูปนี้ที่สามารถรักษาจิตให้อยู่ในจิตได้ตลอดพรรษา ก็รูปที่ ๓ นั่นเอง รูปที่ ๑ ท่านก็ตอบอย่างภาคภูมิใจ ไม่เคยออกนอกวัด สมมุติว่าวัดสวนโมกข์นี่ ๕๐๐ ไร่โดยประมาณ เป็นอย่างไรนะ ต้องไปถึง ๕๐๐ ไร่ เพียงแค่รูปที่ ๒ ท่านบอกว่าไม่ออกนอกกุฏิ ก็แล้วแต่อีกว่ากุฏิเล็กกุฏิใหญ่ แม้แต่ในขนาดกุฏินั่นก็เถิด
แต่อีกรูปหนึ่งท่านบอกว่าไม่ออกนอกกายเลย นั่นก็หมายความว่าท่านพยายามรักษาจิตเอาไว้ในจิตได้มากที่สุด ได้มากที่สุดอย่างไร ก็คือพ้นจากการรบกวนของเวทนา ของอาการของทั้งกิเลสและทั้งนิวรณ์ ไม่ยอมให้สัญญาอะไรเข้ามา ถ้ามีสัญญาความจำมั่นหมายขึ้นมา ไม่ยอมให้เปลี่ยนเป็นสังขาร คือไม่ยอมคิดต่อไป ท่านตัด ท่านก็ไม่ได้บอกว่าตัดด้วยอะไร แต่เราก็รู้ว่าท่านต้องตัดด้วยการเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือไตรลักษณ์ มองเห็นแต่สิ่งนี้ หรือดูแต่สิ่งนี้ เกิดดับอยู่กับสิ่งนี้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจิตนี้จึงสามารถอยู่ในจิตได้ ไม่ออกไปไหนเลย ฉะนั้นท่านที่จะปฏิบัติอานาปานสติหรือจิตภาวนาได้ จนเห็นผลถึงที่สุดจำเป็นเหลือเกินนะคะ ที่จะต้องรู้จักรักษาจิตให้อยู่ในจิต ด้วยการฝึกดูข้างในให้มาก มากยิ่งขึ้นๆ ตามลำดับ ด้วยวิธีใด ก็อย่างที่ดิฉันพูดแล้วในวันแรก หยุดพูด พูดเท่าที่จำเป็น พูดให้น้อยที่สุด ถ้าเราฝึกพูดให้น้อย พูดได้ตามความจำเป็น พร้อมด้วยสติสมาธิปัญญานะคะ แล้วจะรู้สึกแปลกใจตัวเอง ที่คำพูดของเรานี่ มันจะค่อยๆ กลายเป็นคำพูดที่สั้น กระชับ ตรงจุด แล้วก็แจ่มแจ้ง ไม่ต้องมีใครมาซักมาถามมากมาย ไม่ต้องมาอธิบายกันมากมาย ไม่ต้องมาเฮอฮะต่อล้อต่อเถียงกันต่อไป เพราะเป็นคำพูดด้วยสติ สมาธิ ปัญญา ซึ่งจะทำได้เพราะว่าจิตนี้มันสงบ เพราะจิตสงบปัญญามันก็แจ่มใส สมองที่เคยรู้อะไรต่ออะไร มันก็ประมวลเอาความรู้ทั้งข้างนอกข้างในนี่มาอยู่ด้วยสติ พอถึงเวลาจะต้องใช้ก็สามารถจะใช้ด้วยความถูกต้อง ตรงนี้จะใช้ความรู้ข้างนอก..ใช้ ตรงนี้จะใช้ความรู้ข้างใน..ใช้ แต่ความรู้ข้างในหรือปัญญาข้างในจะกำกับการใช้การพูดนั้นอยู่เสมอ..ไม่เชื่อทดลองดู
ทำไมดิฉันจึงบอกว่า พูดให้น้อย พูดเท่าที่จำเป็น ก็สังเกตดูเอง รู้เอง ยิ่งพูดมากเท่าไหร่ ใจมันยิ่งเพลิดไปกับคำพูดใช่ไหมคะ พอพูดไปแล้วมันก็เกิดความนึกคิดปรุงแต่งต่อตามมา ความนึกคิดปรุงแต่งนั้นก็ชักชวนให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกขึ้นลง ซัดส่าย ชอบไม่ชอบ ขัดเคือง ถูกใจ มันต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ แล้วก็ลงเอยด้วยความวิตก กังวล ความร้อน ความทุกข์ นอนก่ายหน้าผาก นอนไม่หลับ เพราะเริ่มได้พูดมาก แล้วก็คิดมาก แล้วก็ยุ่งมาก แล้วก็วุ่น ไม่เคยว่างเลย เพราะฉะนั้น รักษาจิตให้อยู่ข้างใน ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะเถียงดิฉันอยู่ในใจ จะทำได้อย่างไร ไม่ได้อยู่วัดนี่ ต้องออกกลับไปข้างนอกนั่น ไปพบปะผู้คนมากมาย อย่าคิดว่าคนอยู่วัดแล้วจะไม่ต้องพูด ลองมาอยู่วัดสวนโมกข์ดู จะรู้ว่าต้องพูดมากน้อยแค่ไหน แต่มันก็แล้วแต่เราอีกแหละว่าเราจะเลือกพูดอะไร จะพูดสิ่งที่ไม่มีสาระแก่นสาร อย่างใช้คำว่าบ้าๆ บอๆ ไม่มีสติสตังค์ หรือจะพูดให้เป็นแก่นเป็นสาร..อยู่ที่เรา เพราะฉะนั้นอย่าคิดว่าคนวัดต่างกับคนบ้าน คนบ้านกับคนวัดก็คือคนเหมือนกัน แต่คนที่อยู่วัดอย่างน้อยที่สุดก็มีความตั้งใจว่าจะพยายามฝึกฝนอบรมจิต ส่วนจะได้มากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่ความเพียรพยายามของแต่ละคน สรุปก็คือยังเป็นคนที่ยังมีกิเลสอยู่ ยังไม่ได้เป็นผู้บรรลุ เพราะฉะนั้นก็อย่าคิดว่ามาอยู่วัดแล้วจะพ้นจากการรบกวนของกิเลส มีเหมือนกัน แต่เราจะฝึกใช้กิเลสนี้เป็นเครื่องขัดเกลาหรือเป็นแบบฝึกหัดในการปฏิบัติธรรม ผู้ที่อยู่บ้านก็ต้องพบสิ่งที่เรียกว่ากิเลสมารบกวน แต่เมื่อเรารู้วิธีปฏิบัติก็ใช้สิ่งเหล่านั้นเป็นแบบฝึกหัด อย่าไปยอมเป็นเหยื่อของมันแล้วก็ตกจมอยู่ในความทุกข์นั้น กลับใช้มันเรียกว่าใช้สิ่งที่ไม่มีประโยชน์ให้เกิดประโยชน์ โดยใช้เป็นแบบฝึกหัดในการปฏิบัติธรรม
ถ้ารู้จักทำอย่างนี้ เจ้าพระคุณท่านอาจารย์บอกว่า แม้แต่ขยะก็จะสามารถทำให้มันเป็นประโยชน์ได้ ทีนี้ถ้าท่านผู้ใดทำได้จะมีอานิสงส์อะไรบ้าง จากการปฏิบัติจิตภาวนาด้วยวิธีอานาปานสติ เราอาจจะแบ่งอานิสงส์ออกเป็นระดับๆ ระดับแรกที่สุดที่เรียกว่าอานิสงส์อย่างธรรมดา ได้พบบ้างหรือเปล่าคะตั้งแต่มาอยู่นี่ ๕-๖ วัน ได้พบอานิสงส์ธรรมดาบ้างไหมคะ เชื่อว่าต้องได้พบอย่างน้อยๆ ก็สงบเย็น ถึงแม้จะชั่วขณะๆ ไม่ติดต่อกันก็ตาม ถ้าทำให้ได้อยู่เรื่อยๆ อานิสงส์ธรรมดาที่จะมองเห็นก็คือ จะเกิดความสงบเย็นขึ้นในจิต ไม่วู่วาม ไม่วุ่นวาย ไม่พลุ่งพล่าน อย่างน้อยที่สุดจะสามารถระงับกายวาจาไว้ได้ ไม่ให้เป็นกายวาจาที่พ่นพิษออกมาสู่ผู้อื่น แล้วก็สู่ตัวเอง พูดได้ว่าเป็นมนุษย์ที่ดีมีศีลธรรมคือ กายวาจาสงบเป็นปกติ แล้วก็เป็นความเย็นให้ใครๆ อยากเข้าใกล้ ไม่ใช่ให้เขาอยากวิ่งหนี นี่เป็นอานิสงส์ในระดับธรรมดา และเราเองก็สัมผัสกับความเย็นอันนั้นที่มันเกิดขึ้นในจิต อานิสงส์อย่างพิเศษคือ ถ้าทำมากขึ้นแล้วก็อย่างต่อเนื่อง ไม่ละทิ้ง ด้วยความเพียร อานิสงส์ที่จะเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษอีกก็จะเห็นได้ชัดว่า สติที่เคยขาดๆ วิ่นๆ มีบ้าง ไม่มีบ้าง จะเป็นสติที่มั่นคงหนักแน่นขึ้นตามลำดับ จนถึงเป็นสติที่รวดเร็วว่องไวทันต่อทุกกรณี ทุกกรณีในที่นี้หมายความว่าถ้ามีปัญหาอะไรเกิดเผชิญหน้า มันหยุด..หยุดกายหยุดวาจาที่จะพุ่งออกไปตามอำนาจของความอยากตัณหา ที่ผลักดันถูกผลักดันขึ้น จิตมันจะหยุดได้ พอหยุดได้แล้วมันก็จะระลึกรู้ถึงความถูกต้องที่พึงกระทำ เช่นในกรณีเช่นนี้ควรจะจัดอย่างไร ด้วยวาจาด้วยคำพูดและการตัดสินใจควรจะทำอย่างไร
ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้านี้จึงจะลุล่วงไปด้วยดีเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง เรียกได้ว่าจะมีสติเป็นเบรกของชีวิต มันจะเบรกให้ เป็นเบรกกายสิทธิ์ที่มันจะหยุดก่อนที่จะพบอันตราย แล้วก็จะหลบหลีกหลีกเลี่ยงได้จากสิ่งที่เป็นอันตราย นอกจากสติจะรวดเร็วว่องไวจนเป็นเบรกของชีวิตแล้ว ปัญญานี้จะค่อยๆ เฉียบคม แหลม แทงทะลุสิ่งที่เรียกว่าสมมุติ มองเห็นสิ่งสมมุติคือสมมุติ ไม่ไปยึดเอาสิ่งที่สมมุติเป็นจริงเป็นจังเหมือนกับที่เคยยึดมั่นถือมั่นจนเป็นทุกข์ คือจะมองเห็นทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาเป็นเพียงสิ่งสักว่าเท่านั้นหนอ มันมีแต่ความเกิดดับตามกฎของไตรลักษณ์ ผลที่สุดก็ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนที่แท้จริง ก็ละลดจากความยึดมั่นถือมั่นจนแทงทะลุผ่านได้สิ้น สู่ความเป็นวิมุติ และจิตนี้ก็จะเป็นจิตที่เป็นอิสระเหมือนอย่าง Free is now หรือพ้นแล้วโว้ยนั่น พ้นจากความเกาะเกี่ยวทั้งปวง เป็นจิตที่ลอยอยู่เหนือโลกียธรรม เหนือบุญเหนือบาป เหนือดีเหนือชั่ว เหนือสุขเหนือทุกข์ สรุปรวมเหนือทั้งหมด เหนือสิ่งคู่ทั้งหลายทั้งปวง เพราะทุกสิ่งมันเป็นเพียงสิ่งสักว่า เป็นจิตที่เป็นอิสระเพราะพร้อมด้วยสติที่ถึงที่สุด ปัญญาที่เฉียบคมถึงที่สุด ตัดได้ขาด อานิสงส์สูงสุด ซึ่งก็อยู่ในอานิสงส์พิเศษ แต่จะหยิบออกมาเน้นอีกก็คือว่า ผู้นั้นจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ในหนทางแห่งมัชฌิมาปฏิปทาได้ตลอด มัชฌิมาปฏิปทาก็เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เป็นคำกล่าวในพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ท่านทรงพูดถึงว่า ทางตึงเกินไปก็ไม่พึงเดิน ทางหย่อนเกินไปก็ไม่พึงเดิน ทางที่สมควรเดินนั้นคือ ทางที่ไม่ตึงและไม่หย่อน คือมันพอดิบพอดี มันไม่ร้อนมันไม่หนาว แต่มันมีแต่ความเย็น ความพอดิบพอดีนี่พูดยากอธิบายยาก เพราะแต่ละคนก็จะมีมาตรฐานของความพอดิบพอดีตามความเคยชิน
ก็จะบอกได้ว่ามันไม่ร้อน ร้อนมันก็ไม่สบาย เหงื่อแตก เหนื่อย หนาวมันก็สั่นงักๆ จะทำอะไรก็แข็งไปหมด มือเท้ามันก็ไม่คล่องแคล่วว่องไวใช่ไหมคะ เราไม่ต้องการความหนาวเย็นเยือก เราไม่ต้องการความร้อนระอุ แต่เราพอใจที่จะมีความเย็น มันจะเย็นสบายชุ่มชื่นเบิกบาน นี่คือทางสายกลาง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าผู้ที่ปฏิบัติทางจิตจนจิตบรรลุถึงซึ่งความเป็นอิสระอย่างแท้จริง เป็นไท (ท ทหาร สระไอ ไม่ต้องมี ย ยักษ์) ที่เราอิสระอย่างแท้จริงแล้วละก็ จิตนั้นก็จะเป็นจิตที่ดำรงอยู่ในความเป็นมัชฌิมาปฏิปทา คือมันจะเป็นจิตที่กลมกลืนอยู่กับธรรมชาติ อยู่กับสภาวะแห่งความเป็นธรรมดาของธรรมชาติ ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น เป็นจิตที่เป็นสุขแล้วก็อิ่มเอิบ นอกจากนี้ก็จะมีความเมตตาที่ไม่มีขอบเขต ที่ท่านเรียกว่าเป็นอัปปมัญญา เกิดขึ้นเองในใจ เมตตาของมนุษย์ที่มีศีลธรรมหรือมนุษย์ธรรมดานี่ แม้ในระดับที่เรียกว่ามีศีลธรรม ความเมตตากรุณานั้นก็มักจะเผื่อแผ่ให้แก่ผู้ที่เป็นของเราก่อนใช่ไหมคะ พ่อแม่ของเรา ปู่ย่าตายายของเรา ลูกหลานของเรา พี่น้องของเรา เพื่อนฝูงของเรา แล้วจึงจะเจือจานต่อไปถึงคนอื่นที่เป็นคนแปลกหน้า แต่ถ้าหากว่าจิตของผู้ที่บรรลุแล้วเช่นนั้นจะมีความเมตตาที่เป็นอัปปมัญญา เพราะเหตุว่าจะเป็นใครก็ตามเป็นเพื่อนมนุษย์เสมอเหมือนกันหมด เมื่อมองเห็นความทุกข์ยากที่เพื่อนมนุษย์ได้รับอยู่ ก็จะเต็มใจช่วย ยินดีช่วย เท่าที่อยู่ในภาวะวิสัยที่จะกระทำได้ โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นใคร ไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชัง นี่เป็นอานิสงส์สูงสุด ที่จะทำให้มนุษย์ผู้นั้น สามารถปฏิบัติหน้าที่สูงสุดต่อมนุษย์ได้ คือต่อเพื่อนมนุษย์ได้ นั่นก็คือมีการให้โดยไม่หวัง ให้อย่างเต็มที่ ให้อย่างถูกต้อง คำว่าถูกต้องนี่คือดูความเหมาะสมด้วย ไม่ใช่เอาทานมาโปรยหรือก็แจก ใครมือยาวสาวได้สาวเอา ไม่ใช่อย่างนั้น ด้วยความวิเคราะห์ ด้วยการพิจารณา ด้วยการเห็นประโยชน์ของการให้ ถ้าทำเช่นนี้จะเกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง..จึงให้ และให้โดยไม่หวัง
ก็เนื่องจากผู้ปฏิบัติเมื่อปฏิบัติไปก็จะได้มองเห็น รู้จัก ลึกซึ้ง ในเรื่องของอริยสัจ ๔ ขึ้นในใจ อริยสัจ ๔ เปรียบได้เสมือนกับว่าเป็นหลักการของพระพุทธศาสนา พูดถึงเรื่องความทุกข์ รู้จักความทุกข์คืออะไร มีลักษณะอย่างไร กำหนดรู้ไว้ในใจ ทุกข์เกิดจากอะไร สมุทัยของความทุกข์คืออะไร คือตัณหา ลักษณะของตัณหาเป็นอย่างไร รู้..กำหนดรู้เอาไว้ เพื่อจะระมัดระวังไม่ให้มันเกิด แล้วก็นิโรธ ทำให้แจ้งในวิธีการที่จะทำให้ตัณหานั้นสงบระงับ แล้วก็มรรค นี่คือวิธีของการเดินไปตามหนทางเพื่อจะระงับความทุกข์ที่เกิด ซึ่งถ้าจะพูดไป คำอธิบายอย่างละเอียดว่ามรรคนี้จะเดินอย่างไร นิโรธจะทำให้แจ้งให้ดับ..จะทำอย่างไร ก็คือออกมาในคำอธิบายในปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าปฏิจจสมุปบาทเปรียบเหมือนกับอริยสัจใหญ่ เพราะว่ามีรายละเอียดของการอธิบายที่บอกให้ทราบว่าทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร และทุกข์นี้จะดับได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องของปฏิจจสมุปบาทแสดงให้เห็นถึงกฎอิทัปปัจจยตา สิ่งซึ่งอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น ในจักรวาลทั้งหลายอย่างที่เราพูดกันแล้วนี่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ลอยๆ มันต้องมาจากเหตุปัจจัยทั้งนั้น นั่นเป็นอิทัปปัจจยตาเป็นกฎที่ครอบคลุมทั่วจักรวาล แต่เมื่อเน้นลงไปในเรื่องความรู้สึกสุขทุกข์ในใจของมนุษย์ ท่านก็เรียกเพิ่มเติมว่าเป็นปฏิจจสมุปบาท ถ้าเรียกเต็มทั้งหมดก็เรียกว่า อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปปาโท คือก็ยังเป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นว่าอะไรอาศัยอะไร แล้วเกิดอะไรขึ้น ปฏิจจสมุปบาทก็เน้นว่า อะไรอาศัยอะไรแล้วทุกข์เกิด อะไรอาศัยอะไรแล้วทุกข์ดับ นี่คือการอธิบายขยายความของอริยสัจให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า ทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างนี้ เหตุแห่งทุกข์คืออย่างนี้ การที่จะทำให้นิโรธได้ต้องอย่างนี้ วิธีการเดินถึงนิโรธได้คืออย่างนี้
เพราะฉะนั้น ในขณะที่เราศึกษาปฏิจจสมุปบาท แล้วก็ฝึกทดลองปฏิบัติปฏิจจสมุปบาท เท่ากับเราได้เรียนรู้ในเรื่องของอริยสัจ ๔ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการเดินดำเนินชีวิตตามอริยมรรคมีองค์แปด จิตนั้นพร้อม..เพราะเมื่อจิตนี้สามารถมองเห็นคือเป็นจิตที่ฉลาด วิญญาณเมื่อจะตามรับรู้นี่รับรู้อย่างฉลาด เมื่อผัสสะเกิดขึ้นมันเป็นจิตฉลาดแล้วเช่นนี้นี่ มันก็จะกระทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง และสิ่งที่ถูกต้องนั้นก็จะทำให้จิตนี้อยู่ในมัชฌิมาปฏิปทาคืออยู่ตรงกลาง ไม่ซ้ายไม่ขวา ไม่บวกไม่ลบ แต่มีความกลมกลืน พอเหมาะพอเจาะกับความพอดี อันเป็นความถูกต้องที่ทำให้จิตนี้สงบเย็น เพราะฉะนั้นอริยมรรคอยู่ตรงนี้แล้ว เพราะการปฏิบัติอริยมรรคนั้นก็คือการทำจิตให้อยู่ในมัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลางนั่นเอง และในขณะเดียวกันไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา..พร้อม ถ้าปฏิบัติปฏิจจสมุปบาท นี่ก็เพราะจิตที่จะบรรลุจนถึงอานิสงส์สูงสุดดังที่ว่าได้นี้ ก็เพราะว่ารู้ ศึกษา ใคร่ครวญ ปฏิบัติ จนเข้าถึงอริยสัจ ๔ อริยมรรคมีองค์แปด ด้วยการปฏิบัติปฏิจจสมุปบาท อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธเจ้าหรือเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้จนเป็นพระพุทธเจ้า ก็เพราะตรัสรู้ปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง ทีนี้ทำไมจึงเป็นการทำยาก ฟังดิฉันพูดนี่ก็ไม่ยากใช่ไหม ฟังดูก็ง่ายๆ แต่ทำไมเมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริงถึงยาก ถ้าจะพูดเรื่องอานาปานสติให้จบในวันเดียวก็จบได้ แล้วก็ลองฝึกปฏิบัติตั้งแต่บท ๑ ถึงบท ๔ ทีละเล็กละน้อย ก็ฝึกได้ในวันเดียว แต่จะเอาให้มองเห็นอานิสงส์ อย่างน้อยอานิสงส์ในระดับธรรมดาทำไมถึงยาก เพราะอะไร เพราะฉะนั้นการปฏิบัติจิตภาวนาก็อยากจะเสนอแนะ..มีอีกหลายวิธี
แต่ในที่นี้ด้วยเวลาจำกัด ก็ขอเสนอแนะธรรมะที่จะเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติ ข้อแรกที่สุดต้องประกอบด้วยศรัทธา เชื่อว่าท่านผู้ปฏิบัติที่มาปฏิบัติทุกครั้ง ทั้งไทยทั้งฝรั่ง ทุกครั้งที่เรามีการฝึกปฏิบัติกันเชื่อว่าต่างก็มาด้วยศรัทธา ศรัทธามากบ้าง ศรัทธาน้อยบ้าง ศรัทธากะง่อนกะแง่นบ้าง ศรัทธาหนักแน่นบ้าง แต่ก็มีศรัทธา แต่ทว่าในศรัทธานี้อาจจะยังมีศรัทธาที่แยกกันเป็น ๒ ทาง บางทีอาจจะมาด้วยศรัทธาอย่างไสยศาสตร์ บางทีก็อาจมาด้วยศรัทธาอย่างพุทธศาสน์ ศรัทธาอย่างไสยศาสตร์กับศรัทธาอย่างพุทธศาสน์ต่างกันอย่างไร ก็คงทราบแล้วว่า ไสยะ หมายถึงหลับ นอน คนที่หลับที่นอนคนที่ไม่ตื่น ก็คือหมายความว่า ศรัทธาด้วยความเชื่อถืออย่างงมงาย ด้วยความเชื่อถืออย่างงมงายนี่เป็นอย่างไร ก็คือเชื่อถืออย่างชนิดว่ามันขลัง มันศักดิ์สิทธิ์ การปฏิบัติอย่างนี้คงจะมีอำนาจอะไรขลัง อำนาจอะไรศักดิ์สิทธิ์ ที่ดลบันดาลให้สำเร็จอะไรตามที่ต้องการอย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างท่านที่ยึดถือความขลังของตะกรุด เครื่องรางของขลัง หรือพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ หรือต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ อาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ อะไรๆ ศักดิ์สิทธิ์ อย่างในบทสวดมนต์ที่สวดกันนั่นนะ นั่นแหละเรียกว่าเป็นศรัทธาอย่างพุทธศาสน์ ซึ่งศรัทธาอย่างพุทธศาสน์นี้ถ้าจะสังเกตดูก็จะเห็นว่า ผู้มีศรัทธามุ่งยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่งข้างนอกเป็นที่พึ่งใช่ไหมคะ ไม่ได้หวังพึ่งตัวเอง คว้าน้ำมนต์โปรยลงไป แล้วจะทำให้เคราะห์ที่ติดตัวอยู่ตรงไหนนี่หลุดดับไปเลย หรือว่าเมื่อได้กำสิ่งศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ในกำมือ ภยันตรายอะไรจะมาถึงไม่ได้
นี่ก็หมายความว่าเอาจิตของตนนี่ฝากความเชื่อไปเกาะเกี่ยวอยู่กับสิ่งนั้นสิ่งนี้ ถ้าเราได้ศึกษาธรรมชาติแล้ว กฎของธรรมชาติ เราก็รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างทุกสรรพสิ่งในจักรวาลนี้ ต้องตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ ไม่มีสิ่งใดคงที่ ไม่มีสิ่งใดที่จะอยู่ยั่งยืนนานโดยไม่เปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราแน่ใจในบทนี้ แต่ก็ยังไปปล่อยใจนี่ให้ไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งข้างนอก เพราะจะช่วยปกป้องคุ้มครองได้ ก็เป็นการค้านกันเอง ก็แสดงว่าความที่คิดว่าแน่ใจในกฎไตรลักษณ์ มันแน่ใจด้วยสมอง ยังไม่ได้ฝึกปฏิบัติ ยังไม่ได้เห็นด้วยใจ..ใช่ไหมคะ ถ้าเห็นด้วยใจปัญญาข้างในจะตัดความเชื่อแบบไสยศาสตร์นี่ ศรัทธาอย่างไสยศาสตร์ออกไป เพราะรู้ว่าสิ่งที่ไปยึดถือข้างนอกเหล่านั้นก็หาเที่ยงไม่ เพราะเราก็มองเห็นอยู่ใช่ไหมคะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายก็ถูกทำลายไป ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ก็ถูกขุดไปจนโกร๋นไม่มีอะไรเหลือก็มี และอะไรๆ ที่ศักดิ์สิทธิ์ก็ถูกทำลาย ถูกขโมย ถูกปล้น ถูกจี้ไปอีกเยอะแยะ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านั้นแม้แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยึดถือก็ยังไม่สามารถจะคุ้มครองตนของตนได้ในสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น และจะมาคุ้มครองอย่างอื่นได้อย่างไรที่จะยั่งยืน เพราะฉะนั้นศรัทธาอย่างไสยศาสตร์ถ้าผู้ใดมีเป็นการสวนทางกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ท่านบอกว่า..ตนของตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ก็คือหมายความว่าจิตนี้เป็นที่พึ่งแห่งจิต ไม่ใช่อย่างอื่นจะพึ่งได้ ฉะนั้นถ้าหากว่ามีศรัทธาอย่างไสยศาสตร์เข้ามาสู่การปฏิบัติภาวนา ก็จะเห็นผลเหมือนดังอานิสงส์ที่กล่าวมาแล้วได้ยาก หรืออาจจะไม่เห็นเลย แล้วก็อาจจะหยุดการปฏิบัติได้กลางคัน เพราะมีความหวังว่าจะได้สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นการตอบแทน การมีศรัทธาอย่างไสยศาสตร์เป็นการศรัทธาอย่างมุ่งหวังว่าจะมีผลตอบแทน แต่การปฏิบัติจิตภาวนาอย่างถูกต้องตรงทางนั้นไม่มีความหวัง ไม่มีความหวังว่าจะได้สิ่งใดตอบแทน นอกจากสิ่งที่มันจะเกิดตามมาตามกฎอิทัปปัจจยตาโดยอัตโนมัติ นั่นก็คือความสงบเยือกเย็นผ่องใส ซึ่งเป็นผลตามมาของการปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้ปฏิบัติอย่างถูกต้องเท่านั้นเอง
ฉะนั้น ศรัทธาอย่างพุทธศาสน์ย่อมเป็นศรัทธาหรือเป็นธรรมะข้อแรกที่จะเป็นเครื่องมืออย่างสำคัญ ให้การปฏิบัติจิตภาวนาของผู้นั้นเป็นไปด้วยดี ลุล่วงไปด้วยดี ต้องอาศัยศรัทธาอย่างพุทธศาสน์คือศรัทธาด้วยปัญญา มีจุดมุ่งหมายเพื่อขัดเกลาจิตที่วุ่นวาย ที่กระเสือกระสนด้วยความร้อน ที่ไม่สงบนิ่งนี้ ให้เกิดความเย็น ความสงบ ด้วยวิธีของการปฏิบัติ แล้วก็รู้ด้วยว่าสิ่งนี้คือที่พึ่งอันถาวร เมื่อผู้ใดสามารถพัฒนาจนเกิดขึ้นในจิตได้แล้ว จะเป็นที่พึ่งอันถาวร ทำให้จิตนี้มีความสงบเย็น จนถึงที่สุดแห่งความเป็นอิสระแก่ตนตามที่ว่าแล้ว ฉะนั้นต้องอาศัยศรัทธาที่ถูกต้อง คือศรัทธาที่เป็นพุทธศาสน์เป็นศรัทธาด้วยปัญญา ธรรมะที่เป็นเครื่องมือที่ควรจะศึกษาฝึกฝนแล้วก็ให้เกิดขึ้นก็คือ อิทธิบาท ๔ ซึ่งเชื่อว่าทุกท่านรู้จักดีแล้ว อิทธิบาท ๔ ท่านบอกว่าเป็นบาทฐานของความสำเร็จ ของความสำเร็จทุกอย่างทุกชนิดเลย ทั้งทางโลกและทางธรรม ผู้ใดต้องการความสำเร็จในชีวิต ในกิจการงาน ในการศึกษาเล่าเรียน จำเป็นต้องมีอิทธิบาท ๔ ยิ่งในการปฏิบัติทางธรรมก็ยิ่งต้องการไม่น้อยไปกว่ากัน อิทธิบาท ๔ ข้อแรกก็คือ..ฉันทะ ความรักความพอใจ ศรัทธานี้ก็เป็นความรักความพอใจ แต่มีความเชื่อ ความเชื่อมั่น แต่ขอให้ฉันทะนี้เกิดจากศรัทธาที่เป็นพุทธศาสน์ ให้เกิดจากศรัทธาที่เป็นพุทธศาสน์ ด้วยการมุ่งหวังที่จะขัดเกลาจิตใจของตนเอง ให้สะอาดเกลี้ยงจนเป็นจิตประเสริฐ เป็นจิตใหญ่ที่จะเป็นที่พึ่งแก่ชีวิตนี้ได้ตลอดไปอย่างยั่งยืน
ทำไมท่านจึงกำหนดว่า ต้องเริ่มต้นด้วยความรักความพอใจ ทุกท่านก็ทราบดีถ้าเกลียดเสียแล้วมันไม่อยากเข้าใกล้ ไม่มีกำลังใจ ไม่อยากทำ เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่ามาฝึกปฏิบัติด้วยจิตใจที่มีน้ำใจ มีความรัก อย่างที่ดิฉันจะบอกเสมอว่าทำจิตให้เพลิดเพลิน ให้รู้สึกสนุกในการปฏิบัติ นี่คือทำจิตให้มีฉันทะ มีฉันทะในจิตภาวนา มีฉันทะในการปฏิบัติแบบให้เห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น แล้วก็ให้รู้ด้วยว่าประโยชน์นี้เป็นประโยชน์ที่ยั่งยืน จึงจะหวังผลในระยะสั้นยาก ยกเว้นว่าจะมีความพากเพียรอย่างแรงกล้า นั่นคือข้อที่สองของอิทธิบาท ๔ นั่นก็คือ..วิริยะ เมื่อมีฉันทะขึ้นมาแล้ววิริยะจะตามมาโดยอัตโนมัติ อย่างที่จะเห็นได้ในเรื่องความรักหรือความพอใจในการเรียน ในการศึกษา หรือมีความรักในผู้ชายรักผู้หญิงสักคนหนึ่ง ก็วนเวียนไปดูบ้านหลังคาบ้านเขา แม้จะที่ว่าไม่ได้เห็นตัว ไม่ได้เห็นหน้า ไม่ได้พูดคุยกัน เห็นหลังคาบ้านก็ชื่นใจ นี่ก็เพราะฉันทะ ก็มีวิริยะไป แต่วิริยะอย่างนั้นก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เหนื่อย ไปยืนถอนใจเฮือกๆ เมื่อไหร่นางสาวที่รักจึงจะโผล่หน้ามาให้เห็นเคยมาทั้งที สู้วิริยะอย่างนี้เอาจิตกำหนดลงไป..มีฉันทะ ฉันทะในอะไรในวิธีอานาปานสติ ก็ฉันทะในลมหายใจ ลมหายใจที่มีบุญคุณกับเรามาตลอดชีวิต โดยเราไม่ได้สำนึก เพราะเราได้มาเองไม่ต้องซื้อต้องหา เราไม่เคยรู้บุญคุณ
เพราะฉะนั้น ก็ให้เริ่มมีฉันทะในลมหายใจ มีความรักในมัน มีวิริยะที่จะกำหนดจิตให้อยู่กับลมหายใจ ให้รู้ลมหายใจให้มากยิ่งขึ้น ให้ตลอดยิ่งขึ้น จนสามารถรับลมหายใจเป็นเพื่อนตาย เป็นเพื่อนแท้ เป็นเพื่อนคู่ชีวิต เพราะไหนๆ ก็หายใจอยู่แล้ว มีวิริยะที่จะกำหนดจิตให้อยู่กับลมหายใจอยู่ตลอดเวลา แล้วก็เมื่อมีมากเท่าใดก็จะค่อยๆ รู้คุณของมัน คือเห็นประโยชน์เห็นคุณค่าขึ้นมาเอง ฉันทะเป็นข้อที่หนึ่ง วิริยะเป็นข้อที่สอง จิตตะ เอาใจจิต เอาจิตใจนี่จดจ่ออยู่แต่ในเรื่องของลมหายใจ ไม่ต้องไปอยู่ในเรื่องอื่น ยกเว้นว่าเรามีหน้าที่จะต้องทำกิจการงานอื่น หรือศึกษาเล่าเรียน ก็เอาสมาธิไปเพ่งอยู่กับการงานที่ต้องทำในขณะนั้น แต่พอเราทำงานทำการไปสักระยะหนึ่ง อาจจะเป็นครึ่งชั่วโมง หรือว่าเกือบชั่วโมง เหน็ดเหนื่อย..ก็ยืดตัวตรง หายใจยาว รู้ลมหายใจ นี่เป็นการที่ยังมีจิตตะ คือจิตใจยังจดจ่ออยู่กับลมหายใจ เตือนตัวเองไม่ให้ลืมลมหายใจ และในขณะเดียวกันก็เป็นการบริหารใจของเรา บริหารหัวใจที่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายให้มันปลอดโปร่งขึ้น พอหายใจอย่างนี้ก็รู้สึกมีแรงใช่ไหมคะ มีแรงกระฉับกระเฉงที่จะทำงานต่อไป พร้อมกับเป็นการเตือนให้จดจ่ออยู่กับลมหายใจ อันเป็นสิ่งมีคุณค่ายิ่งต่อชีวิต แล้วก็ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือ ทำงานต่อไป แล้วก็เมื่อเหนื่อยขึ้นก็วางปากกา หันมาอยู่กับลมหายใจให้เป็นระยะๆ ทีนี้เมื่อว่างภาระกิจการงานอื่นๆ ก็จงจดจ่ออยู่แต่กับลมหายใจ ไม่มีวันขาดทุนๆ มีแต่ได้กำไร ทั้งๆ ที่ไม่ได้ลงทุนอะไรเลยสักสตางค์ เพียงแต่ลงทุนความพากเพียรหน่อยเท่านั้นเอง
ต่อไป ข้อสุดท้ายก็คือ วิมังสา วิมังสาก็คือการใคร่ครวญ ใคร่ครวญไตร่ตรอง ใคร่ครวญดูว่าทำไมละ เราก็พยายามตั้งใจปฏิบัติเอาจริงเอาจัง ทำไมยังไปไม่ถึงไหน ก็ลองใคร่ครวญดูว่าในการฝึกปฏิบัติของเรานั้น เราได้ทำอะไรผิดไปหรือเปล่า เช่น เคร่งเครียดเกินไป เอาจริงเอาจัง ตั้งหน้าถมึงทึงที่จะต้องตามลมหายใจให้ได้ พอเริ่มด้วยความเคร่งเครียด แล้วก็เริ่มด้วยความหวังว่า..ฉันต้องทำได้ เท่านั้นนะ..นี่คือข้อผิดพลาด ทำให้เกิดความเคร่งเครียดขึ้นที่หัวคิ้ว แล้วก็ที่หน้าผาก แล้วก็ปวดหัว แล้วก็ต้นคอแข็ง หลังไหล่เอวตัวแข็งกลายเป็นท่อนไม้ไปหมด ก็เลยไม่สนุก ไม่เพลิดเพลินในการปฏิบัติ นี่ถ้าเรา..วิมังสา คือใคร่ครวญดู..อะไรนะมันเป็นสาเหตุ อ้อ..เราจริงจังเกินไป เราไม่อยู่ในทางสายกลาง ก็ดึงจิตที่เคร่งเครียดเกินไป ยิ้มเสียก่อน ยิ้มหัวเราะอย่างนี้ไม่มีใครมาว่า..ว่าเพี้ยน เพราะว่าเรารู้ว่าเรายิ้มเพื่ออะไร แล้วเราก็ยิ้ม แล้วเราก็ให้ความยิ้มที่ใบหน้านี่มันแผ่ซ่านเข้าไปในภายใน จิตใจมันจะได้เกิดความเบิกบาน แล้วก็ความเคร่งเครียดก็จะค่อยๆ หายไป ก็อยู่กับลมหายใจต่อไปอีก หรือวิมังสาดูไปว่า เอ..เราก็ศึกษาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทำไมไม่เห็นสักที บางทีอาจจะน้อยไป ทีนี้ก็หันมาใช้บทเรียนล้อมรอบตัว ในสิ่งแวดล้อมประจำวันที่เราพบอยู่ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นในการงาน ที่บ้าน ในสังคม ในวงการคุยสนทนากับเพื่อนฝูง ทุกหนทุกแห่ง เอามาใคร่ครวญแต่ในเรื่องของไตรลักษณ์ มองให้เห็นความเกิดความดับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ว่าไปเรื่อยๆ ทีแรกอาจจะว่าไปด้วยปาก เพราะว่าใจยังไม่เห็น ก็ไม่เป็นไร ว่าไปเรื่อยๆ แทนที่จะไปท่องคาถาอื่น คาถานี้วิเศษกว่าขลังกว่า ศักดิ์สิทธิ์กว่า อนิจจังทุกขังอนัตตาๆ นึกของเราในใจ พร้อมๆ กับนึกช้าๆ นะคะ แล้วก็ใคร่ครวญถึงสภาวะของความเป็นอนิจจังไปด้วย ทุกขังไปด้วย อนัตตาไปด้วย จะได้ไม่เป็นการท่องอย่างนกแก้วนกขุนทอง มีการใคร่ครวญเพิ่มพูนปัญญาไปทีละนิด
และไม่ช้า ความดื่มด่ำลึกซึ้งในสภาวะของไตรลักษณ์จะค่อยๆ หยั่งลงๆ ลึกลงไปในภายในจิต แล้วทีนี้ก็จะเกิดความเห็นภายใน คือเห็นสภาวะของความเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตาผุดขึ้นมา ต้องใช้คำว่าผุดขึ้นมา แล้ว อ้อ..อย่างนี้นี่เอง จะเกิดปฏิภาณขึ้นในใจแก่ตัวเอง ซึ่งแต่ก่อนนี้ก็ อ้อ..ตามเขาบอก เขาว่าอย่างนั้นๆ ก็เป็นอย่างนั้น แต่บัดนี้จะ อ้อ..อย่างนี้เอง ผุดขึ้นมา เพราะประจักษ์ชัดเพราะเห็น วิมังสาคือการใคร่ครวญ ใคร่ครวญดูว่า อะไรเป็นอุปสรรค อะไรเป็นข้อบกพร่องจึงทำให้การปฏิบัตินี้ไม่ก้าวหน้า และในขณะเดียวกันก็ดูด้วยว่าอะไรที่มันดีอยู่แล้ว..รักษา แล้วก็อะไรที่ควรจะเพิ่มพูน เช่น วิริยะยังน้อยไป วิริยะยังไม่เพียรเพียงพอ เพิ่มพูนพากเพียรในการปฏิบัติให้มากยิ่งขึ้น เอาทุกอิริยาบถ ทุกขณะ ไม่ว่าลืมตาหลับตาเรียกว่า ๒๔ ชั่วโมง รู้ลมหายใจไว้ให้ได้ทุกขณะ นี่เป็นธรรมะที่เป็นเครื่องมือที่จะให้การปฏิบัตินี้มั่นคง ก้าวหน้า ต่อเนื่อง แล้วก็จะมองเห็นอานิสงส์ตามที่กล่าวแล้วเกิดขึ้นแก่ชีวิต ทีนี้การปฏิบัติจิตภาวนาในชีวิตประจำวัน พอกลับไปบ้านนี่หลายท่านก็เตรียม..บางท่านเตรียมทิ้งละ ทิ้งฝากสวนโมกข์ฯ เอาไว้ ไม่เอากลับคืน ฉันมารู้ รู้แล้วฉันก็จะไปละ ไม่ต้องทิ้งนะคะ ที่นี่มีมากพอแล้ว พร้อมที่จะให้ ขอให้ไปด้วย ขอให้เป็นของขวัญ ฉะนั้นเอากลับไป เอากลับติดตัวไป แล้วก็เอามาใช้เสียตั้งแต่เดี๋ยวนี้ พอย่างก้าวออกจากสวนโมกข์ฯ ก็ใช้ตลอดไป จะได้ไม่ไปหลงลืมทิ้งเสียกลางทาง ฉะนั้นจะใช้อย่างไรก็คือรู้ลมหายใจนี่แหละอันแรกที่สุด รู้ลมหายใจ ก็น่าขันนะหายใจอยู่แล้ว แล้วก็ยังมาบอกให้รู้ลมหายใจ ก็รู้ทุกเข้าและทุกออก สติจะได้อยู่ จะได้มีสติอยู่กับใจนะคะ
จากนั้นก็เฝ้าดูจิต..เฝ้าดูจิตเรื่อย นั่งรถไฟกลับบ้าน นั่งรถกลับบ้าน เฝ้าดูจิตดูอาการที่มันเกิดขึ้นในจิตเป็นอย่างไร มันตึกๆ ตักๆ มันขึ้นๆ ลงๆ มันดึงเข้ามา มันผลักออกไป หรือมันวนเวียนเป็นหนูติดจั่น มันเป็นอย่างไร..ดูไป ดูอาการของจิต ดูให้รู้ จน อ้อ..ธรรมชาติของจิตเรามันเป็นอย่างนี้นะ มันน่ากลัวนะ..ไม่ได้ต้องแก้ไข ขืนปล่อยต่อไปมันจะเป็นอย่างไร อย่างไรก็รู้แล้วก็คิดป้องกัน เพราะฉะนั้นการเฝ้าดูจิตนี่เป็นการปฏิบัติธรรมทางลัดทางตรงที่สุด จะเป็นโอกาสให้พัฒนาจิตให้มันเกลี้ยงเกลา เป็นจิตที่เจริญได้ง่าย แต่ในขณะที่เฝ้าดูจิตนั้น หลังจากที่เห็นอาการของจิตแล้ว หรือบางทีมันเกิดเบื่อขี้เกียจดูบ่อยๆ ก็ดูอนิจจังทุกขังอนัตตา พูดง่ายๆ คือดูไตรลักษณ์แทน โดยเริ่มที่อนิจจัง เอาแต่อนิจจังอย่างเดียวก็ได้ ไม่ต้องไปดูถึงทุกขัง อนัตตา ในเบื้องต้น ดูแต่อนิจจัง ความเกิดดับ ความเกิดดับของเวทนาที่เกิดขึ้นในจิต ของอาการที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปในจิต ดูความเกิดดับของสิ่งที่เราต้องเกี่ยวข้องอยู่ทุกวี่ทุกวันทุกขณะ ดูความเกิดดับของรถที่เรานั่ง อาการที่รถวิ่งไปมันมีอาการของความเกิดดับเกิดขึ้นแทรกซ้อนให้เราเห็นหรือเปล่า ความเกิดดับของลมหายใจ ความเกิดดับของธรรมชาติล้อมรอบตัว ดูทุกสิ่งทุกอย่างที่พบให้เห็นเป็นความเกิดดับๆ ไปให้หมด แม้แต่เวทนาที่เกิดขึ้นก็เห็นเป็นความเกิดดับ พร้อมกับดูทุกสิ่งที่มันเกิดดับนั้น มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยใช่หรือไม่ มองให้เห็นเหตุปัจจัยของมันด้วย เพื่อที่เราจะได้เห็นชัดขึ้นๆ ว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นไปตามเหตุปัจจัย อันหมายถึงการกระทำ และจะได้ค่อยๆ ดึงใจนี้ให้เป็นอิสระจากการยอมตกเป็นทาสของคำว่า..กรรม กรรมคือการกระทำ เพราะฉะนั้นกระทำถูกต้องผลก็ถูกต้อง กระทำไม่ถูกต้องผลก็ไม่ถูกต้อง
เพราะฉะนั้น กรรมคือการกระทำ ไม่ใช่กรรมที่ใครบันดาลให้ ถ้าไปยึดถือเอากรรมที่ใครบันดาลให้ นั่นเป็นศรัทธาหรือความเชื่ออย่างไสยศาสตร์ แล้วก็อย่าได้ปัดสวะให้พ้นตัว โอย..กรรมมันเป็นอย่างนั้น ไม่ต้องแก้ไข แล้วก็เลยอยู่ไปตามกรรมไปอย่างนั้น ทุรนทุรายลำบาก ซึ่งไม่ใช่วิถีของผู้มีปัญญา ฉะนั้นดูให้เห็นในเรื่องของอนิจจัง จนเห็นอนัตตา ถ้าหากว่าดูอยู่อย่างนี้จิตจะพร้อมด้วยสติ ถ้ามีผัสสะเกิดขึ้น ไม่ว่าผัสสะนั้นจะผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย..ประตูใจพร้อมที่จะปิด..ถ้าสติมันมีอยู่ อย่างน้อยถ้ายังต้านไม่ทันปิดเอาไว้ก่อน หันหลังให้ช้าๆ ก็ยังดี แต่ไม่ใช่สะบัดตัวให้ ถ้าสะบัดแล้วก็จะหาว่าโกรธ เขาจะหาว่ากระเง้ากระงอด ช้าๆ หันหลังอย่างยิ้มแย้ม เพราะเราพยายามจะระมัดระวังในใจ ระงับสติ แล้วเราก็จึงหันมาจะทำอะไรต่อไปด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยการกระทำที่เห็นว่าถูกต้อง นี่เรียกว่าจิตจะค่อยๆ ทันกับผัสสะอยู่เสมอ ถ้าสามารถฝึกเฝ้าดูลมหายใจ เฝ้าดูจิต เฝ้าดูอนิจจังที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอก เรียกว่าเป็นการฝึกจิตให้มีธรรมะ นอกจากนี้อีกอย่างหนึ่งก็คือ พยายามฝึกจิตให้อยู่ใกล้ธรรมชาติ ให้คลุกคลีกับธรรมชาติให้มากยิ่งขึ้น ก็สังเกตดูนะคะว่าคนที่อยู่ในเมืองนี่ พอถึงเวลามีวันหยุด จะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ หรือเป็นวันหยุดพักงานอะไรก็ตาม ก็จะพากันวิ่งออกนอกเมืองใช่ไหมคะ แล้วถ้าใครถามว่าไปไหน ไปหาธรรมชาติ..น่าขันไหม ไปหาธรรมชาติ..ไปหาอะไร ก็ไปหาความเรียบ ไปหาความง่าย หนีไปจากความหรูหรา อึกกระทึกครึกโครม
แต่ในขณะเดียวกันนี่..ทำไมถึงไม่ทำให้จิตของเรานี่คลุกคลีกับความเรียบความง่ายเช่นนี้ตลอดไป พอกลับบ้านกลับเมืองก็ไปตะเกียกตะกายเอาสิ่งที่อำนวยความสุข ความสะดวก ความสบายต่างๆ เหมือนอย่างคนที่เป็นทาสของค่านิยมทั้งหลายเหล่านั้นอีก แล้วก็เหน็ดเหนื่อย เหน็ดเหนื่อยจนเหลือเกิน สายตัวจะขาด ก็วิ่งกลับมาหาธรรมชาติเสียที และในขณะเดียวกันถ้าพูดถึงธรรมชาติที่เป็นวัตถุรูปธรรม ก็พากันห้ำหั่น โค่น ถาง ขุด จนธรรมชาติก็จะโล่งเตียน จนจะไม่มีให้ที่ไปวิ่งหา นี่ดูจิตมนุษย์สินี่ จิตที่มันมีแต่ตัวกู แล้วก็จะเอาตามใจอยากของกู มันมีแต่เบียดเบียนทำลายอย่างนี้ จิตนี้จึงมีความขัดแย้งตลอดเวลา จิตมนุษย์ที่ไม่ได้ขัดเกลา มันมีความขัดแย้งอยู่ในตัวตลอดเวลา แต่ไม่ได้ดูก็ไม่ได้เห็น เพราะฉะนั้นอันนี้จึงควรฝึก ฝึกจิตให้อยู่กับธรรมชาติ ให้มีความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติยิ่งขึ้น แล้วการฝึกเช่นนี้จะทำให้เห็นธรรมะ ให้มีธรรมะเกิดขึ้นในจิตโดยอัตโนมัติ นี่เป็นวิธีที่จะกระทำได้เมื่ออยู่บ้าน อยู่ที่ทำงาน หรืออยู่ที่ไหนก็ตามใช่ไหมคะ ท่านผู้ใดปฏิเสธบ้างว่าทำไม่ได้ ทำได้ ประเด็นอยู่ที่ตัว..ทำหรือไม่ทำ โปรดถามตัวเองทำหรือไม่ทำ ทำแล้วก็ทำได้ ถ้าไม่ทำมันก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่าโทษว่ามาฝึกปฏิบัติแล้วไม่เห็นได้อะไร ก็เพราะไม่ทำจึงไม่ได้ นอกจากนี้แบบฝึกหัดต่างๆ เรายังใช้ได้อีกเยอะเลยในชีวิตประจำวัน อ่านหนังสือ หนังสืออ่านเล่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร ดูหนัง ดูละคร ดูภาพยนตร์ ฟังดนตรี เราจะพบสภาวะของอนิจจังทุกขังอนัตตา พบกับสภาวะของอิทัปปัจจยตาอยู่ตลอดเวลาใช่ไหมคะ ใช่หรือเปล่า เวลาเราไปดูหนังดูละคร ผู้หญิงใจอ่อนน้ำตาไหล ลืมเลยว่านี่มันอนิจจัง มันเกิดมันดับ เกิดดับ น้ำตาไหลไปแล้วสะอึกสะอื้นไปแล้ว บางทีออกจากโรงหนังโรงละครยังมาถกเถียงกันอีกด้วยความขัดแค้นใจ..ไอ้นั่นมันร้ายหินชาติไม่เคยพบ นี่มันมาจากนรกแท้ๆ นี่ตอนนี้อะไร สังขาร..รู้เปล่าสังขารปรุงแต่งไปใหญ่เลย ตามอารมณ์ตามจิต ท่านจึงให้ระวัง ระวังอินทรีย์ สำรวจอินทรีย์ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เพราะฉะนั้น นี่มันเป็นผัสสะใช่ไหมคะ ที่เราไปดูหนัง ดูละคร ฟังดนตรี ดูภาพยนตร์อะไรเหล่านี้นี่ ผัสสะเกิดขึ้นตลอดเวลา ทางตา ทางหู ทางจมูก มีบ้างหรือเปล่าไม่รู้ ดูหนังมีกลิ่น ละครมีกลิ่น ถ้ามีก็จะได้ด้วย ทางหูทางตา เราได้อยู่ตลอดเวลา เป็นผัสสะที่รุนแรงมาก ถ้าเราไม่ฝึกสติในขณะที่เราดูสิ่งเหล่านั้น ไม่ดูลมหายใจ ไม่เฝ้าดูจิตไปด้วย ประตูใจเปิดอ้า..ขโมยเข้าได้ ขโมยก็เข้ามา ขโมยใจบ้าง ขโมยเล็กบ้าง ขโมยโหดร้ายบ้าง มันเข้ามาจี้เอาๆๆ แล้วใจนี่ก็เจ็บปวดขมขื่นทรมาน แต่ถ้าเราฝึกดูอยู่เสมอ สติกับปัญญาจะเป็นนายประตูที่เข้มแข็ง ปิดประตูใจไม่ให้เปิดอ้า มันก็ไม่มีอะไรจะมาทำร้ายได้ เพราะฉะนั้นใช้ทุกสิ่งที่เราพบ หนังสือพิมพ์เดี๋ยวนี้เปิดอ่านเข้าสิ มีอะไรบ้างที่ชวนให้จิตนี้สงบเย็น มันล้วนแล้วแต่ยุยงให้เกิดความร้อน เผาไหม้เกรียม กรอบ สังเวช ทุเรศ ใช้คำว่าทุเรศเลยใช่ไหมคะ ทุเรศในชีวิต ทุเรศในจิตของมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว ที่ยังปรากฏเป็นข่าวอยู่ทุกวันๆๆ ถ้าไม่มีอนิจจังทุกขังอนัตตากำกับใจ อย่างที่ไปฉีกหนังสือพิมพ์ประชด..อะไรที่เป็นข่าวในนั้น ซึ่งมันก็ไม่เกิดอะไร ใครบ้า เราเองบ้า ที่เราทำอย่างนั้น ก็ทำอย่างผู้ไม่มีสติ ฉะนั้นสติและปัญญาที่เราเฝ้าดูอยู่นี่จะช่วย ช่วยมาก ช่วยให้ความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันเป็นอย่างปกติ สงบเย็น อยู่ในมัชฌิมาปฏิปทา จะอยู่ได้ตลอดหรือไม่ตลอดไม่สำคัญ อย่างน้อยขอให้อยู่ได้บ้างๆ แล้วก็บ้างนี้ก็ให้เพิ่มหลายๆ บ้าง มันก็เป็นมากขึ้น แล้วก็ยั่งยืนขึ้นนะคะ
ฉะนั้น เอาทุกอย่างในชีวิตที่เราพบนี่ เอาเข้ามาแก้ไข เอาเข้ามาพิจารณาให้เห็นโทษทุกข์ของการที่เรามองไม่เห็น ของการตะเกียกตะกายที่จะเป็นโน่นเป็นนี่ให้ได้ หายใจให้ทุกขณะ แล้วก็หยุดหวัง ถ้าทำได้เช่นนี้การปฏิบัติจิตภาวนาก็เป็นการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน แล้วไม่ต้องมาวัดก็ได้ ไม่มีวันว่าง ไม่มีวันหยุด หรือว่าการเดินทางมันลำบาก มันหนัก มันเหนื่อย มันเสียค่าใช้จ่าย ก็ทำอยู่ที่บ้านได้อย่างสบายๆ ใช่ไหมคะ ไม่ต้องตะเกียกตะกายมา เพียงแต่ขอให้มี..วิริยะ ความเพียรเท่านั้น ก็จะสามารถใช้จิตภาวนาปฏิบัติอานาปานสตินี้ ให้จากจิตที่เคยเป็นทาสของสิ่งนั้นสิ่งนี้ ความยึดมั่นถือมั่นในตัวเองนี่ จะเป็นจิตที่เป็นไทที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง มีคำถามไหมคะ มีคำถามก็เชิญค่ะ อะไรคะ ..... อ้อ..หมายถึงผู้จัดนะเหรอคะ ..... เข้าใจว่าไม่รู้สึก อันที่จริงท่านอาจารย์พระดุษฎีกับท่านพระภิกษุหลายองค์นะคะ แล้วก็อุบาสกอุบาสิกาหลายท่านเป็นผู้ช่วยร่วมกัน เชื่อว่าเราไม่รู้สึกอย่างนี้ ไม่รู้สึกว่าเป็นทุกข์ในการจัด ทำไมถึงไม่รู้สึกเป็นทุกข์ในการจัด ก็เพราะว่าเราเคยพบความทุกข์มาแล้ว แล้วเรารู้ว่าความทุกข์คืออะไร แล้วเราก็รู้ว่าถ้าเราปล่อยให้ความทุกข์นี้เข้าสิงสู่กัดกินจิตใจนี่ มันเป็นโทษแก่ชีวิตแค่ไหน เรียกว่าลิ้มรส เรียนรู้ ชิมรสมาแล้วมากมาย ใจนี่ …..