PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
  • สติปัฏฐาน 4
สติปัฏฐาน 4 รูปภาพ 1
  • Title
    สติปัฏฐาน 4
  • เสียง
  • 5324 สติปัฏฐาน 4 /lp-khamkean/4.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันพฤหัสบดี, 20 สิงหาคม 2563
ชุด
เพียรพอดี
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  •  ให้เราเรียนตามพ่อก่อตามครู ไม่ต้องสุ่มหา มีสูตรเหมือนเราเรียนวิชา ศาสตร์ต่างๆ มันมีสูตร คณิตศาสตร์ก็มีสูตร ๒x๑ เป็น ๒ , ๒x๒เป็น ๔ เป็นสูตรสำเร็จเป็นอื่นไปไม่ได้ ๒x๕ก็เป็น ๑๐ จะให้เป็น ๒๐,๓๐ ไม่ได้  สูตรมันถูกต้อง ที่เรามาเรียนภาคปฏิบัติ ไม่ใช่ภาคเหตุผล ความคิด สมอง เป็นภาคที่สัมผัส เอากายเอาใจไปสัมผัส เอาความรู้สึกตัว ตาต่อตา มีหลง มีรูปมาร่วมกัน มีสุขมีทุกข์มาพร้อมกัน ไม่มีอันอื่น มีโกรธมีไม่โกรธ มีหลงมีไม่หลง มาพร้อมกัน มีเกิดมีไม่เกิด มีแก่มีไม่แก่ มีเจ็บมีไม่เจ็บ มีตายมีไม่ตาย เป็นสูตรแบบนี้ อย่าไปยอม เอามามีความรู้ก็ได้ความรู้ เอากายไปต่อเอา มันเป็นกอบเป็นกำเป็นมรรคเป็นผลอยู่ เราเคลื่อนไหวให้มันรู้ เราเดินให้มันรู้ เราคิดให้มันรู้ ประหยัด ประหยัดใช้จ่ายชีวิตเฉพาะเรื่อง ลองดู เรียกว่า วิชากรรมฐาน วิชาที่ตั้ง ฐานคือที่ตั้ง กรรมคือการกระทำ ให้มีการกระทำ ให้มีที่ตั้ง อย่ากระจุยกระจายไปเป็นอื่น ตั้งฐานะไว้ก่อน เหมือนเราสร้างฐานะ ขยัน ประหยัด อดทน อ้างว่า ร้อนนัก หนาวนัก หิวนัก เหนื่อยนัก ไม่ได้ อ้างว่าหิวนัก อ้างว่ายังเช้าอยู่ อ้างว่าเหนื่อยนัก ไม่ได้ เรียกว่า อดทน อย่าเอาสิ่งเหล่านี้มาต่อรอง เรียกว่า ขยัน อดทน ประหยัด  มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท อย่าสุรุ่ยสุร่าย ได้ ๕  กิน ๑๐  มันไม่มีฐานะ มันเป็นอฐานะ การกระทำที่เป็นกรรมฐาน ก็เช่นกัน ในหลักเดียวกัน เขาเรียกว่า สำรวม การใช้ชีวิตเฉพาะเรื่อง เวลานี้ มีสติไปในกาย มีสติไปในจิตใจ ใช้กายให้รู้ ใช้ใจให้รู้ อย่าใช้กายให้หลง อย่าใช้ใจให้หลง เราใช้กายผิดประเภท เราใช้ใจผิดประเภทมานานแล้ว หลงก็ยังใช้อยู่ ทุกข์ก็ยังใช้อยู่ สุขก็ยังใช้อยู่ โกรธก็ยังใช้อยู่ ดีใจ เสียใจ พอใจ ไม่พอใจ ยังใช้กันอยู่ เวลานี้เราไม่ต้องไปใช้ ให้ใช้เป็นความรู้สึกตัว ทดลองดู พิสูจน์ดู เราก็มีภาระต่อกันแล้ว ภาระเกิดขึ้นแล้วต่อเรา ภาระเกิดขึ้นแล้วแต่ผู้อื่น มีผู้บอก เราก็ต้องเชื่อฟัง มีตัวเราเราก็ต้องทำตามผู้บอก ผู้บอกผู้สอน ก็สอนให้ตั้งในความดี ผู้ฟังก็ให้ตั้งในความดี อย่าเอานิสัยเดิมๆมาใช้ เคยคิดสุรุ่ยสุร่าย หอบความรัก หอบความเกลียดชัง หอบความได้ความเสียมา ไม่ต้องเอา เรียกว่าสุรุ่ยสุร่าย มาเฉพาะเรื่องนี้ เรียกว่า กรรมฐาน วิชากรรมฐาน เป็นวิชาศักดิ์สิทธิ์ อุทิศการกระทำนี้ตามคำพระพุทธเจ้าสอน เรียกว่า อุททิสสะ อะระหันตัง สัมมาสัมพุทธัง ทำตามที่พระพุทธเจ้าสอน ว่าเรามีกรรมฐาน ที่จะสมาทานกรรมฐานที่ว่า อิมาหัง ภะคะวา อัตตะภาวัง อัมหากัง ปะริจจะชามิ ข้าพเจ้าจักปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อาศัยเลือดเนื้อชีวิตนี้ อัตตะภาวัง อัมหากัง เพื่อปฏิบัติทำให้แจ้ง นิพพานัสสะ เม ภันเต สัจฉิกะระณัตถายะ กัมมัฏฐานัง เทหิ จะทำให้แจ้ง ให้เกิดมรรคเกิดผล ให้เลือด เนื้อ เมือก เอ็น จะผุพังไปก็ตาม จะไม่หยุด ให้มันสิ้นเสียขณะนั้น มีศรัทธา มีความเพียร มีสติ  ใจดี เมตตา กรุณา เป็นทุน ศรัทธาเป็นทุนไว้เสมอ ไม่เหือดแห้ง หัดนิสัย นิสัยให้รู้ นิสัยให้อดทน หัดนิสัยให้มีความเพียร อย่ามักง่าย เวลามันหลง เข็ดหลาบ ให้มีความรู้ในความหลงนั้น อย่าให้หลงเป็นหลงไปหลายครั้งหลายคราว หัดหลงที่ใดรู้ที่นั้น มีนิสัยรู้ อย่ามีนิสัยหลง เรียกว่าโมหะจริต  มีนิสัยรู้เรียกว่า พุทธจริต จริตเป็นพุทธะขึ้นมา โมหะจริต จริตเป็น โมหะไปทางต่ำ ไปสู่ภพภูมิอันต่ำ ไปสู่นรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน โมหะจริต ก็พุทธจริตไปสู่พระพุทธเจ้า เป็นพุทธะ ปิดอบายภูมิ ไปสู่มรรค ผล นิพพานได้ หัดพิสูจน์ลองดู อย่าทำอันอื่น ใช้ชีวิตเป็นส่วนตัวจาริกไปคนเดียว ปฏิบัติคนเดียว ผิด ถูก ผิดแค่คนเดียว ถูก ทำคนเดียวไปก่อน ให้มีความชอบความสงบ ยินดีในความสงบ สงบไม่ใช่สงบไม่รู้อะไร สงบจากสิ่งอื่น อยู่ในที่สงบ มีสติ ผู้ใดมีสติ จะอยู่ที่บ้าน ที่เมือง อยู่ที่ป่า อยู่ที่ลุ่มที่ดอน ที่นั้นเรียกว่าที่สงบที่รื่นรมย์ ไม่ใช่อยู่เมืองอย่างหนึ่ง อยู่ป่าอย่างหนึ่ง อยู่ในที่สงบ ยินดีในที่สงบ  ยินดีในความมีสติ ยินดีประหยัด เฉพาะเรื่องมีสติ มันอยู่ตรงนี้แน่นอน เบื้องต้นฝึกสติ กำหนดกาย ให้มันรู้ไปในกาย มันก็มีอยู่ วิชากรรมฐาน เป็นวิชาที่ร่ำเรียนกระทำฐานเป็นที่ตั้งเอาไว้ ให้มันรู้ ตามรูปแบบของกรรมฐาน จะเป็นการเคลื่อนไหว กายานุปัสสนา ให้สติไปในกาย ไม่ใช่คิด เป็นการสัมผัส รูปแบบกรรมฐานสติปัฏฐาน ๔ ทั้งหมดของชีวิต มีสติปัฏฐาน ๔ ทั้งนั้น แล้วแต่จับปัพพะตรงไหน เอากายปัพพะ เรียกว่าเอากายมาเคลื่อนไหว ลมหายใจก็เป็นปัพพะ ก็จิตที่มันคิด  จิตปัพพะ ให้มันรู้ อย่าให้มันคิดฟรีๆ ไม่ดีไม่ได้ตั้งใจ ถ้าไม่ตั้งใจ ไม่ต้องไปคิด เวลานี้ก็ไม่ควรตั้งใจคิดอย่างอื่น ให้เห็นการกระทำกรรมฐาน ตั้งใจให้มันรู้เท่านั้น สำรวมลง ที่คิดมามันกระจุยกระจายเกินไป คิดอะไรก็คิดได้ มันผิดประเภท ถ้าใจเหมือนมีด มันก็ใช้ผิดประเภทไป เสียความเป็นมีด ใช้ไม่ได้แล้ว ใจบริสุทธิ์แต่เดิม เปรอะเปื้อนไปอะไรหลายๆอย่างจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร บางทีได้เปรอะเปื้อนอันอื่นมา มันผิดประเภท เราจึงมาใช้ใจให้มันรู้ คิดสิ่งใดประกอบด้วยเมตตา มีสติ มองในแง่ดี เข้าใจ เราอย่าไปหาเรื่องที่คิด คิดมากๆในกรรมฐานก็เป็นจินตญาณไป ไม่ใช่กรรมฐาน ไม่ใช่วิปัสสนา ได้แต่เหตุแต่ผล ได้แต่ความคิด มีเหมือนกันจินตญาณ วิปัสสนู เป็นกิเลสประเภทหนึ่ง เหตุผลเต็มตัว แต่ทำไม่เป็น รู้ว่าความโกรธไม่ดี ความทุกข์ไม่ดี อันนั้นตอบได้แล้ว แต่ยังโกรธยังทุกข์ มันเป็นจินตญาณ มันเกิดจากเหตุผล เหตุผลไม่ใช่สัจจธรรม สัจจธรรมไม่ใช่เหตุผล สัมผัสทุกข์ก็เป็นทุกข์ ไม่ทุกข์ก็ไม่ทุกข์ ทุกข์ไม่เป็นธรรม ว่าไม่ทุกข์เป็นธรรม เป็นการตอบเอง เป็นปัจจัตตัง ไม่ต้องถามใคร โกรธไม่เป็นธรรม ไม่โกรธเป็นธรรม หลงไม่เป็นธรรม ไม่หลงเป็นธรรม สัมผัสดู และการสัมผัสเอาเป็นปัจจัตตัง ไม่มีคำถาม มีแต่คำตอบ ที่เรียกว่า ปรมัตถสภาวธรรม ความหลงเป็นสมมุติ ความไม่หลงเป็นปรมัตถ์ ดีกว่ากัน ความทุกข์เป็นสมมุติ ความไม่ทุกข์เป็นปรมัตถ์ มันจริงกว่ากัน ความโกรธเป็นสมมุติ ความไม่โกรธเป็นปรมัตถ์ มันมีทิศมีจริงอย่างนี้ ชีวิตเราต้องใช้ให้แม่นยำ ชัดเจนแบบนี้  อย่าปนเปกันไป มันก็หลงทิศหลงทางไปเสียแล้ว ถ้ามันหลง มันก็ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เกิดดับ เกิดดับ กรรมฐานนี้มันเป็นมรรค เป็นผล  มันหลง รู้เป็นผล หลงเป็นเหตุ รู้เป็นผล สิ้นทุกข์มันเป็นผล เกิดมันหลงก่อนจนทุกข์ เหตุจริงๆมันอยู่ที่หลงนี้แหละ เป็นบิดามารดาของความชั่ว ความหลงนี้แหละ มีไม่มาก ความรู้เป็นบิดามารดาของความดี มีไม่มาก ตั้งต้นตรงนี้  เหยียบเส้นทางให้ถูก แม้มันเกิดที่เดียว แต่ถ้ามันไปคนละทาง เหมือนทาง ๔ แพร่ง ๕ แพร่ง ๓ แพร่ง แยกกันตรงที่ต้นทาง แต่มันหมายปลายทางมันไปคนละทิศละทาง ไม่ถึง สุดโต่งบ้าง ตันบ้าง ไม่ถึงจุดหมายปลายทาง จึงก้าวแรกให้ถูก เปลี่ยนหลงเป็นรู้ เป็นก้าวแรก ถ้าไม่มีก้าวแรก ไม่มีก้าวที่สองก็ไม่มี ถ้าก้าวแรกผิด ก้าวที่สองก็ผิด เหมือนติดกระดุม ติดกระดุมผิดลูกแรก ลูกที่สองก็ผิด ถ้าไม่ผิดลูกแรก ลูกสองก็ไม่ผิด มันไม่ยาก เหตุมันอยู่ที่หลงนี่แหละ จะทำอย่างไร ไม่ต้องอ้อนวอน กระทำลงไปเลย ศาสนานี้ไม่ใช่ศาสนาอ้อนวอน เป็นศาสนาแห่งการกระทำจริงๆ ทำอย่างนี้ มันเกิดอย่างนี้ขึ้นมา ไม่ทำอย่างนี้มันก็ไม่มีอย่างนี้ นี้เรียกว่า อยู่ตรงนี้ ความรู้สึกตัวนะเป็นการตรง เป็นการตรง เหตุผลไม่ตรง สุข ทุกข์ไม่ตรง พอใจก็ไม่ตรง ไม่พอใจไม่ตรง มันตรงที่มันรู้ ถ้าจะเป็นตัวเหี้ย เหี้ยมันอยู่ในรู รูมันมีทางออกทางเข้า ๖ รู ปิดเสียรูทั้งหมด ขุดตามรูเดียวคือ รู้ นี้ไป จึงจะจับตัวเหี้ยได้ เหี้ยคือความไม่ดี รู้เข้าไป รู้เข้าไป อันเหตุอันผลเอาไว้ก่อน เอาแต่สร้างตัวรู้เข้าไป ปฏิบัติตรงแล้ว นี้คือมันหลง รู้ ตรงที่สุด กรรมฐานเบื้องต้นจะเจอต่อหน้าต่อตา ๒ อย่างนี้แหละ มันรู้ มันหลง ไม่มีใครไม่เห็นตรงนี้ ต่อเจตนาที่จะตั้งไว้ที่กายเคลื่อนไหว ๑๔ จังหวะ วินาทีหนึ่ง รู้ทีหนึ่ง ๑๔ รู้ ๑๔ จังหวะ แต่มันไม่รู้ทุกจังหวะ มันหลง นั่นแหละ เปลี่ยนหลงนะเป็นรู้ เอาเลย จะเกิดอะไร ก็เกิดเลย อยู่ตรงนี้ เรียกว่ากรรมฐาน เมื่อมันรู้มากๆในความหลง รู้มากๆ มันก็เปลี่ยน อาจจะเป็นความหลงครั้งสุดท้าย ถ้าไม่มีความหลงก็ไม่มีความโกรธ ไม่มีความทุกข์ กระทบกระเทือนไป เห็นโทสะ โมหะ ราคะ จริตนิสัยไปเลย มันเป็นพวง ความชั่วก็หมดไปเป็นพวง ความดีมันก็เกิดขึ้นเป็นพวง เมื่อมีความรู้มันก็ละความชั่ว เมื่อมีความรู้มันก็ทำความดี เมื่อมีความรู้จิตก็บริสุทธิ์ ไม่ต้องไปอ้อนวอน ขอร้อง อธิษฐาน มันเป็นไปเอง ทำให้มันเป็นอย่างนี้  ไม่ใช่ ให้มันรู้ รู้ใครก็รู้ เรานั่งอยู่นี้มันก็รู้กันมาทั้งหมด จบมาทั้งนั้น เป็นเจ้าหน้าที่ของสาธารณสุข เป็นเจ้าหน้าที่อะไรต่างๆ รู้มามาก แต่ไม่เป็น ทำไม่เป็น มาหัดให้มันเป็น เรียกว่า กรรมฐาน พวกเราอำนวยความสะดวกให้พวกเราได้ทำเรื่องนี้กัน ทำทุกวันแก่ธรรม แก่กำลัง แก่หน้าที่ของเรา จนเกิดแน่ไอ้สติ เหี้ยท่าทางมีสติ อย่ามีเหี้ยท่าทางในความหลง ดูหน้าดูตาก็ท่าทางในความรู้ ดูหน้าดูตาท่าทางในความหลงก็มี ปฏิบัติธรรมมาดี หน้าดำคร่ำเครียด พอไปถามดู ก็จริง มันเครียด มันคิดมาก มันง่วงนอน ไม่มีสีสัน  ไม่ชื่นบาน มันยาก เอายาก เอาง่าย เอาผิด เอาถูก เพราะฉะนั้น ทำไม่ถูก สติมันไม่ได้ยาก มันไม่ได้ง่าย สติมันไม่ได้ผิด มันไม่ได้ถูก มันผิดก็เห็นมันผิด มันถูกก็เห็นมันถูก ไม่ใช่เป็นผู้ผิด เป็นผู้ถูก ไม่ใช่เป็นผู้ยาก เป็นผู้ง่าย เออ อย่างนี้ดี เออ อย่างนี้ไม่ดี ไม่ใช่กรรมฐานแบบนั้น มีแต่เห็น เบาๆ เห็นเป็นมรรค ไม่เป็น เป็นผล มันผิดเห็นมันผิด ไม่เป็นผู้ผิด มันก็ลบเลือน นี่ซ้อมแล้ว ซ้อมที่มันผิด มีรอยความผิด มีรอยความถูก มันซ้อมแล้ว มันก็เป็นอย่างนี้ กรรมฐานนะ มันทำดี ไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์เท่ากับวิชากรรมฐาน เป็นกอบเป็นกำขึ้นมาทันที กรรมฐาน ๑๔ จังหวะ ได้ ๑๔ รู้ ให้มันมีความรู้ไปกับกายเคลื่อนไหว ๑๔ รู้ ถ้าไม่มีที่ตั้ง มันไม่อยู่ มันหลุดไปข้างหน้า หลุดไปข้างหลัง ไม่มีปัจจุบัน มันมีอดีต มันมีอนาคต มันมีปัจจุบัน ชีวิตของคนเนี่ย บางทีอดีตมันมาอยู่ปัจจุบัน มันผิดประเภท อนาคตก็มาอยู่ปัจจุบัน มันผิดประเภท สับสน วุ่นวายหมด ไม่เป็นระเบียบของการใช้ชีวิต เวลานอนหาเรื่องมาคิด มันก็ผิด คนหนุ่มคิดไปข้างหน้า คนชราคิดคืนข้างหลัง มันก็ผิดทิ้งปัจจุบันหมดเลย มันจะเป็นอดีตเป็นอนาคต มันก็ต้องเป็นปัจจุบันเสียก่อน ก็ปัจจุบันไม่มีที่ตั้ง มันก็ไม่ ไม่เป็นอดีตไม่เป็นอนาคต ความดีก็มีได้ยาก ละความชั่วก็ได้ยาก มันต้องละเดี๋ยวนี้ ปัจจุบันเนี่ยคือของจริง ทำได้ทุกอย่าง มันหลง เปลี่ยนหลงเป็นรู้ ปัจจุบันนี้ ก็รู้อยู่วันนี้ ชั่วโมงนี้ ชั่วโมงหน้าก็รู้ ถ้าหลงอยู่ชั่วโมงนี้ ชั่วโมงหน้าก็หลง ชั่วโมงหน้าต่อไป เอาไปถึงชั่วโมงหน้าก็เป็นอดีตไปแล้ว ทั้งอดีต ทั้งอนาคตก็มีแต่หลง ถ้าไม่มีปัจจุบันนะ นี่คือ ความจริงของชีวิต จึงหาวิธีที่จะตั้งไว้ ให้เป็นนิมิต เอากายเป็นนิมิตตั้งไว้ มันจะไปไหนมันอยู่ที่นี่ ให้มั่นใจตรงนี้ เราจะคิดไปไหนกลับมารู้มัน ทุกแง่ ทุกโมง มันจะสุขจะทุกข์ก็เห็นมัน ตามวิชากรรมฐาน กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน นี่สิเห็นกาย อะไรที่มันเห็นกับกาย อะไรที่มันเกิดขึ้นกับกาย ก็สักแต่ว่ากาย ไม่สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา นั่นแหละ พระพุทธเจ้าเฉลยให้แล้ว ยอดเยี่ยมแล้ว ไม่ต้องไปสุ่มหาเหตุผล เราคิดอะไรตอบไปก่อน เฉลยไปก่อน มันยังไม่ลงตัว มันจะลงตัวต่อไป เหมือนเราเรียนวิชาต่างๆ ก.ไก่ ข.ไข่ ไปก่อน อ่านออกเขียนได้ต่อไปก็เป็นความชำนาญ เรียกว่าอนุบาล ประถม มัธยม อุดมไป ได้ก็หัดไปก่อน เหมือนกับสติอยู่กับกายเคลื่อนไหว คู้แขนเข้ารู้สึก เหยียดแขนออกรู้สึก เหมือนกับเรียน ก.ไก่ หายใจเข้ารู้สึก หายใจออกรู้สึก เหมือนกับเรียน ก.ไก่ อยู่ในกระดาน เห็น ก.ไก่ ก็เห็น ก. ไก่ ติดตา มันมีเลนส์ มันมีคอมพิวเตอร์ในชีวิตเรานี้ มันเป็นสัญญา มันเป็นวิญญาณ มันติดได้ มันมีรูป มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ ในขันธ์ ๕  ในธาตุ๔ ขันธ์ ๕ มันติด แต่เราจะให้สัญญาอะไรมันติดตา บางทีมันติดราคะจริต ติดโทสจริต ใช้มากเกินไป ก็ติดไปในทางนั้น มันสัญญาแบบนั้น เป็นเปรตมันก็เป็นเปรต เป็นอสูรกาย มันก็เป็นอสูรกาย มันเป็นสัตว์นรก เดรัจฉานมันก็เดรัจฉาน โง่  มันหลงมันก็โง่ในความหลงนั้น มันโกรธก็โง่ในความโกรธนั้น ไม่อายใคร มันทุกข์ก็โง่ในความทุกข์นั้น อสูรกาย   อสูรกายเช่นนั้นไม่พัฒนา หลงจนตาย โกรธจนตาย ทุกข์จนตาย ไม่ใช่อสูรกายเป็นลักษณะของสัตว์ มนุษา เดรัจฉาโน หน้าตา ร่างกายเป็นมนุษย์ แต่จิตวิญญาณเป็นอสูรกาย ไม่อายในความหลง ไม่อายในความโกรธ ไม่อายในความทุกข์ เอาไปอวดกันได้ ดื้อด้านเหมือนสัตว์ ทำตามความหลง เปรตก็ไม่รู้จักอิ่ม หิวอยู่ บกพร่องอยู่เป็นนิจ หิวรูป หิวรส หิวกลิ่น หิวเสียง กินของหอม ของชอบ... มันหิวทางจิตวิญญาณ เมื่อนั้นมันเป็นทุกขภูมิ เราจึงมีสติมันซะ ถ้ารู้แล้วมันปิดได้แน่นอน ภพภูมิ อบายภูมิ ภูมิอันต่ำนี้ หลงเป็นผู้หลงไปทางต่ำ เวลามันหลง รู้ไปทางสูงแบบนี้กำลังจะเปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติ เห็นมันทุกข์ ไม่เป็นผู้ทุกข์ นะไปแล้ว เป็นมนุษย์สูงขึ้นไปแล้ว เห็นมันโกรธไม่เป็นผู้โกรธ เห็นมันเหนื่อยไม่เป็นผู้เหนื่อย เห็นมันหลงไม่เป็นผู้หลง เห็นมันยากไม่เป็นผู้ยาก เห็นมันผิดไม่เป็นผู้ผิด เห็นไป เห็นไป เห็นไป สูงขึ้นไป สูงขึ้นไป ไม่เป็น ไม่เป็น ไม่เป็น มันก็บริสุทธิ์ บริสุทธิ์เรียกว่า พรหมจรรย์ ไม่ต้องโกนผมห่มผ้าเหลือง พรหมจรรย์บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ในชีวิตของเรานี้ ถ้าไปเป็นก็เปรอะเปื้อน ไม่ชื่อว่า พรหมจรรย์ ภิกษุครุ่นคิด ได้ลงที่ครุ่นคิด เป็นราคะจริต เป็นโทสะจริต ไม่รู้จักสลัดความคิดออก ถือว่า ไม่ใช่สมณะ อ้างตนว่าเป็นสมณะ ไม่ใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ก็อ้างตนว่าเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เธอครุ่นคิดในลงที่ครุ่นคิด ไม่รู้จักสติ ไม่มีสติ ไม่สลัดความคิดออก ศีลของเธอทะลุแล้ว ศีลของเธอด่างแล้ว พร้อยแล้ว ส่วนภิกษุใดครุ่นคิด แม่ชีใดครุ่นคิด ในอารมณ์ที่ครุ่นคิด เธอมีสติสลัดความคิดออก ถือว่าศีลของเธอ ถือว่าเธอรักษาศีลแล้ว เธอมีศีลแล้ว บริสุทธิ์แล้ว ไม่ใช่ปาณาติปาตา เวรมณีสิกขา ปะทัง ไม่ใช่สมาทาน ไม่ใช่ศีลแบบนั้น ศีลสิกขา ศีลกะหลง เปลี่ยนหลงเป็นรู้ เป็นศีลแล้ว เปลี่ยนโกรธเป็นรู้ เปลี่ยนทุกข์เป็นรู้ นี้แหละ ศีลนะ มันจะบริสุทธิ์ไปเรื่อยๆไป เราเป็นอย่างไร ชีวิตของเรามาถึงวันนี้ มันหลงหรือว่ามันรู้มากกว่ากัน ถ้าหลงก็ไม่เป็นธรรม เราก็พึ่งตัวเองไม่ได้ มีใจก็พึ่งใจไม่ได้ จึงมาหัด จะอำนวยความสะดวกให้ เท่าที่ทำได้ ให้ทุกคนเป็นผู้ที่ดูแลตัวเอง มันก็จบง่ายๆ การใช้ชีวิตก็เรียบง่ายขึ้น เราเคยใช้ชีวิตแบบบริการ เรียกร้องการบริการ ไม่เคยพึ่งตัวเอง อะไรก็สะดวก ให้คนอื่นบริการให้ นั่งรถทัวร์ เพื่อความสะดวก ที่นั่ง ๒ที่นั่ง จองคนเดียว จอง ๒ ที่นั่งคนเดียว เพื่อความสะดวก เรียกร้องความสะดวก คนอื่นยืนก็ช่างหัวมัน แต่เราจองแล้ว คนรถเขาบอก เขาจองทั้ง ๒ ที่แล้วอย่าไปแย่งเขา เขาก็มีสิทธิ์แบบนั้น ไม่รู้จักบริการตัวเอง ใช้ชีวิตให้มันง่ายๆ อย่าไปเรียกร้องการบริการ สะดวกเกินไป ความทุกข์ความยากทำให้เราเข้มแข็ง ความสะดวกทำเราอ่อนแอได้ สู้มันเหนื่อย เห็นมันเหนื่อย ทนสักหน่อย ความอดทนเป็นเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง มันจะต้องมีแน่นอน ความอดทนในคราวที่เราปฏิบัติ เหมือนพระสิทธัตถะ ตั้งสัจจะอธิษฐานในวันตรัสรู้ แม้เลือดเนื้อ เหงื่อ กระดูกจะผุพังไปก็ตาม เราจะไม่ท้อถอยในเรื่องนี้ มันจะพังไปก็ตาม กระดูก เนื้อมันจะเหือดแห้งลงก็ตาม มันแก่กล้าขนาดนั้นนะ ทั้ง ๆที่เป็นเจ้าฟ้าชายอยู่ปราสาท ๓ ฤดู มานั่งอยู่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ มันจะขนาดไหน สุ่มสี่สุ่มห้าไป จนเกิดมารอะไรหลายอย่าง กิเลสมาร ขันธมาร มัจจุมาร สังขารมาร เทวบุตรมาร ขวางมาก เพราะหลง คิดถึงพิมพาก็คิด คิดถึงราหุลก็คิด คิดถึงปราสาท ๓ ฤดูก็คิด คิดถึงความตายก็คิด ไม่เคยใช้ชีวิตแบบนี้ คิดถึงความสะดวกสบาย สาวสนมกำนัลในก็คิด คิดถึงพระราชทรัพย์สินศฤงคารก็คิด คิดถึงพระเจ้าจักรพรรดิก็คิด แล้วอยู่คนเดียว มีหญ้าคา ๕ กำมือปูนั่งใต้ต้นไม้ ก็ย่อมจะเปรียบเทียบกับเราไม่ได้เลย แล้วเรานี่อานิสงส์แท้ๆ พระพุทธเจ้าได้สร้างไว้ให้ เรามีข้าวกินจากตักของพระพุทธเจ้า เรามีผ้านุ่งห่มก็ได้จากพระพุทธเจ้า เราได้ที่อยู่อาศัยก็ได้จากพระพุทธเจ้า จึงสะดวกเพื่อทำการนี้ลองดู มันไม่ยากนี่ประเทศไทย พระพุทธศาสนาในประเทศไทยมีวัดวาอาราม มีพระสงฆ์ มีตัวมีตน และมีคำสอนจริงๆ ไปเอาอะไรมาต่อรองอีก ลองดู มันหลงมันรู้มีมั้ย มันต้องเจอแน่นอน ภูเขาลูกแรก ก้าวแรกก็เจอความหลงนี่แหละ เจอความง่วงหงาวหาวนอน เจอความคิดฟุ้งซ่าน เจอราคะ พยาบาท มันติดมา มันเป็นวิญญาณมันติดมา เราใช้ผิด เจอแล้วทำอย่างไร รู้นั่นแหละ รู้ตะพึดตะพือ เอาว่าที่รู้อย่างเดียวนี้แหละ รู้ตะพึดตะพือไป มันร้อนก็รู้ ไม่เป็นผู้ร้อน มันเหนื่อยก็รู้ ไม่เป็นผู้เหนื่อย มันจะเหนือไป เหนือไป เหนือไป เหนือไป มันก็เป็น ละความชั่ว เป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา เกิดขึ้นขณะที่เราหัดตนสอนตนไปอย่างนี้ ฝึกตนคนเดียวอย่างนี้ ไม่มีใครขอร้อง ไม่มีใครช่วยกันได้ ตัวท่านหลง ท่านก็เปลี่ยนหลงเป็นรู้เอง ตัวท่านทุกข์ท่านก็เปลี่ยนทุกข์เป็นไม่ทุกข์เอง ตัวใครตัวมัน ช่วยกันไม่ได้ ปฏิบัติด้วยตนเอง พระพุทธเจ้าก็บอกอยู่แล้ว ตรัสไว้ดีแล้ว ไม่มีความหลงมาในความรู้อยู่ ตรัสไว้อย่างนี้ พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว ผู้ปฏิบัติต้องทำด้วยตนเอง หลงเอง เปลี่ยนหลงเอาเอง ทุกข์เองเปลี่ยนทุกข์เอาเอง ขอร้องพ่อแม่ครูอาจารย์ไปช่วยก็ไม่ได้ “อาจารย์ ฉันหลงแล้ว มาช่วยฉันหน่อย ฉันทุกข์แล้วมาช่วยฉันหน่อย” ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนเอง การเปลี่ยนหลงเป็นรู้ก็ไม่ยาก เหงื่อไม่ไหล ไล่ยุงยังยากกว่า ต้องเอามือไปไล่ ต้องเอาผ้าไปวี ไปปัด เปลี่ยนหลงเป็นรู้นี่ง๊ายง่าย เบาๆถูกต้องที่สุดเลยถ้าจะขยัน ไปหลงไป ๒ นาที ๓ นาที ๑๔ จังหวะ หลงไปเสีย ๑๐ จังหวะ รู้เพียง ๒ จังหวะ มันจะมีมากได้ยังไง ให้มันมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น  ลองหว่านลงไป เคลื่อนไหวทีไร รู้ลงไป ด้วยความสดชื่นยิ้มแย้มแจ่มใส อย่าทำอะไรแบบยุ่งยาก มันยาก ไม่เอา ไม่ชอบ ไม่ชอบ ไปกันใหญ่แล้ว บางทีเกิดญาณหอบเสื่อหอบกระเป๋ากลับบ้าน มันยิ่งใหญ่ขนาดไหน มันหอบหิ้วชีวิตเราเอาไปได้ มีเหมือนกัน มาอยู่เพียงนิดๆหน่อยๆหอบบาตรกลับบ้านก็มี บางทีเอาอะไรมาต่อรอง เคยมีพระมาจากภาคใต้มาอยู่เนี่ย ๓ เดือนจำพรรษา พอออกพรรษาแล้วไปเลย บอกว่าเสียเวลา ถ้าอยู่บ้าน ๓ เดือนมีเงินเป็นหลายหมื่น มาอยู่นี่ ๓ เดือนไม่มีเงินสักบาท เอาเงิน เอากิเลสกับลาภมาต่อรองเสียแล้ว เอาเหตุเอาผลมาต่อรอง มันจะได้อะไร โสตา โสตา โสตา กรรมฐานคือการกระทำ ต้องเข้มแข็ง อย่าต่อรอง ถ้าผิดก็ไม่เอา ถ้าถูกก็เอา ชอบ ถ้าทุกข์ไม่เอา ถ้าไม่ทุกข์ เอา ถ้ายากก็ไม่สู้ ถ้าง่ายก็เอาอยู่ บางทีมันต่อรองมาจากบ้านแล้ว จะทำได้หรือเปล่า กลัวจะทำไม่ได้ ไปเอาได้ เอาไม่ได้มาต่อรอง พอมันไม่ได้ก็ เอ้า น้อยเนื้อต่ำใจ หลวงตาเคยคิดแบบนี้ สมัยไปปฏิบัติกับหลวงพ่อเทียน ๔๐ กว่าปีมา ได้รู้บุญ รู้บาป กลัวตกนรก อยากได้สวรรค์ นิพพาน จะทำได้มั้ยน้อ กลัวบาป พอมาปฏิบัติ ก็เอาความได้ ความไม่ได้ไปต่อรองเวลาปฏิบัติ ก็ไม่รู้อะไร มีแต่เหตุแต่ผลเต็มตัว ตัวเองก็ได้ศึกษามา วิชากรรมฐาน พอมาเจอแบบกรรมฐานใหม่ ก็ไม่ค่อยชอบ เราเคยทำแบบอานาปานสติ หายใจเข้ามันท่าทางดีกว่า มายกมือเคลื่อนไหวใหม่ๆก็ไม่ค่อยชอบ บางทีต้องอายคน ไม่กล้าทำให้คนเห็น เวลาทำกรรมฐานก็ไปอยู่ในห้องปกติปิดประตู ปิดประตูทำในห้อง หลวงพ่อเทียนเดินมา อาจจะหลวงพ่อเทียนเห็นเราปิดประตูทุกวัน ไม่เห็นนั่งสร้างจังหวะ หลวงพ่อเทียนก็เดินไป “ทำอะไรอยู่?” ก็บอก “นั่งทำความเพียรอยู่”/ “เห็นข้างนอกไหม?”/ “ไม่เห็น เห็นแต่ข้างใน” / “ถ้าจะเห็นข้างนอก ก็ต้องทำยังไง?” / “ ต้องเปิดประตูออก” / “ลองเปิดประตูออกมาดูสิ” พอเปิดประตูออก หลวงพ่อก็ถามว่า “เห็นข้างนอกมั้ย? เห็นข้างในมั้ย?” / “เห็นทั้งข้างนอก หลวงพ่อ เห็นทั้งข้างใน” มันเป็นอย่างนี้ ถ้าจะทำความเพียรก็ ถ้าปิดประตู ก็นึกว่านอน ไม่กล้าจะถาม ถ้าทำความเพียรก็อาจจะเห็นบ้าง เดินจงกรมบ้าง นั่งสร้างจังหวะบ้าง พอจะได้ถามกันได้ ถ้าปิดประตู ก็คิดว่านอนเสีย อาจจะถือว่ารบกวนก็ไม่กล้า นั่นมันก็อายนะ ใช่ไหม อายนะ อะไรเนี่ย มันเอาได้ เอาไม่ได้ ต่อรองอยู่เนี่ย จนหลายวันก็ไม่รู้อะไร เณรน้อยมาถาม “อ้าย อ้าย อ้าย เจ้ารู้รูป รู้นามบ่?” / “ โอ๊ย ไม่รู้หรอกเณรเอ๊ย” / “เอ้ย ข้อยก็จักบวช ๕ วัน รู้จักรูปนามแล่วนะ” โอ๊ย เสียใจ อาจจะเรานี่แหละมั้ง ไม่รู้อะไรนะ มันก็คิดไปมะ ไม่รู้ เอารู้เอาไม่รู้เหรอ คนอื่นเขารู้ ๕ วัน ๓ วัน รู้รูปรู้นาม เราไม่รู้อะไร เณรน้อยอธิบายรูปนามให้ฟัง รูปมันเป็นอย่างนี้ นามมันเป็นอย่างนี้ เทศน์ได้แจ๊วๆ โอ๊ย อยากกราบเท้าเณรน้อย ก็เลยบอก พอแล้วเณร พอแล้ว อ้ายจะทำเอง สมัยก่อนเป็นโยมนะ อ้ายจะทำเองดอก เณรน้อยๆก็ยังรู้กว่าเราอีก...ก็เอาได้ไม่ได้ มันก็อยู่ตรงนั้น หมกมุ่นอยู่ตรงนั้น ไม่ได้ทำ ซื่อๆ สติมัน ซื่อๆ มันหลง รู้ ซื่อๆนะ มันก็ไม่ได้ไม่ได้นะ มันรู้ ซื่อๆ รู้ ซื่อๆ มันสุขก็รู้ ซื่อๆ มันทุกข์ก็รู้ ซื่อๆ มันผิดก็รู้ ซื่อๆ รู้ คำว่า รู้ มันสุดยอดแล้ว จบแล้ว ที่เรามาหลง รู้ มันจบแล้ว ความหลงจบไปแล้ว ทำไมจึงหลง มันอะไรมันหลงเพราะอะไร มันตามลำดับ เหมือนกับนกจับไม้ มันนกบินลงไปเป็นร่องรอยนก มันไม่มี รอยความหลง รอยความโกรธ ไม่มี ถ้ามันรู้ มันก็จบไปแล้ว จบไปแล้ว จบไปแล้ว อย่างนี้ จะมีอาจารย์แม่ไก่คอยดูแล อาจารย์เสริมสิน อาจารย์อยู่นี่สอนได้ทั้งหมด ไม่ต้องกังวล จะไม่พาหลงทิศหลงทางแน่นอน ในกรรมฐานนี้ ขอให้เชื่อฟังกัน ว่ามันหลงรู้ยังไง อย่าดื้อดึงเอาแต่ใจตัวเอง เป็นภาระต่อเราทั้งสองฝ่ายแล้ว เราก็จะบอกจะสอนท่าน ท่านก็ต้องเชื่อฟัง เชื่อฟังในความดี เราบอกว่า หลงไม่ถูกต้อง รู้ถูกต้องกว่า โกรธไม่ถูกต้อง ไม่โกรธถูกต้อง ทุกข์ไม่ถูกต้อง ไม่ทุกข์ถูกต้องกว่า มันเป็นอย่างนี้ ข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างนี้ เปลี่ยนหลงเป็นรู้ ให้รู้ไปมากๆ รู้ไปมากๆ ทำตัวรู้ให้มากๆ ทั้งเบื้องต้นก็รู้สึกตัว ทั้งที่ท่ามกลางก็รู้สึกตัว ที่สุดถึงมรรคถึงผล คือ ความรู้สึกตัว อย่างพระพุทธเจ้าสู่ปรินิพพาน เพราะละสุขเสียได้เพราะละทุกข์เสียได้ เพราะละสุขเสียได้เพราะละทุกข์เสียได้ จิตเป็นเอก มีสติแล้วแลอยู่ มีสติแล้วแลอยู่ เหนือการเกิด แก่ เจ็บตาย เป็นอย่างนี้ ไม่ได้เจ็บเพราะเจ็บ เห็นมันเจ็บ มีสติ นี่แหละวิธีเข้าถึงเหนือ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย มาอยู่ตั้งแต่เริ่มต้นนี้ไป ท่ามกลาง ที่สุด คือสติทั้งนั้น

     

     

     
    เครดิตทีมงาน 
    ผู้ถอดคำบรรยาย:  คุณ ขนิษฐา เกิดกิ่ง
    ผู้ตรวจคนที่ 1: ………………………………
    ผู้ตรวจคนที่ 2: ………………………………
    ผู้ตรวจคนที่ 3: ………………………………

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service