{ampz:shareampz}
แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ผู้ถอดคำบรรยาย : Aom KondeePlus
ผู้ตรวจคนที่ 1 :
ผู้ตรวจคนที่ 2
“เหลือแต่การกระทำ” หลวงพ่อคำเขียน
ฟังธรรมกัน ฟังแล้วนำไปปฏิบัติ นำไปกระทำกันให้เกิดขึ้น การจะเป็นยังไง เกิดจากการกระทำ เหลืออย่างเดียวคือการกระทำ เราก็มีความรู้แล้วรู้ดีรู้ชั่ว รู้ผิดรู้ถูก แต่ความรู้นั้นจะไม่เกิดประโยชน์แก่เรา เพราะเมื่อใดเรายังไม่ทำให้เกิดขึ้น เช่นพระสูตรที่เราสวดเป็นทาง ..... ๘ประการ ทางไม่ใช่มีเฉยๆ มีเอาไว้ให้เดิน มีทางถนนหนทางเอาไว้ให้เดิน ให้ถึงจุดหมายปลายทาง ทางชีวิตของเราก็ต้องเดินลงไปทำ ลงไป เดินทางสายนี้ก็เป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา ถึงจุดหมายปลายทางคือศีลสมาธิปัญญา ศีลสมาธิปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบอย่างกลางอย่างละเอียด อยู่ในชีวิตของเรานี้ การเดินคือขนส่ง ขนส่งออกไป แต่ว่ามันหลงขนส่งพ้นจากความหลง เหมือนทุกข์ขนส่งให้พ้นจากความทุกข์ อะไรที่มันเกิด ถ้าไม่เป็นไปเพื่อความทุกข์ เป็นไปเพื่อความมักมาก สะสมกิเลสโกรธแล้วโกรธอีก การสะสมกิเลสหลงแล้วหลงอีกเป็นการสะสมกิเลส โกรธบ่อยๆ ก็หลงบ่อยๆ ก็เป็นนิสัย หลงบ่อยๆก็เป็นนิสัย ในความหลงความโกรธความโลภมันเป็นกิเลสเป็นอกุศล เป็นรากเหง้าของอกุศล การขนส่งเปลี่ยนหลงเป็นรู้ เปลี่ยนโกรธเป็นรู้ เปลี่ยนโลภเป็นรู้ เปลี่ยนทุกข์เป็นรู้ เป็นการถอนรากเหง้าของอกุศล เมื่อถอนรากเหง้าเมื่อไม่หลง เมื่อไม่โกรธ เมื่อไม่ทุกข์ ก็เป็นกุศล กุศลก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ เจริญขึ้นเรื่อยๆ ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ ไปถึงสมาธิ ไปถึงสติ ไปถึงสมาธิ ไม่มีอะไร ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ มีแต่สติเหลืออยู่ การถึงจุดหมายปลายทางที่นั่นเป็นมรรค เป็นผลเป็นนิพพาน จุดหมายปลายทางคือ มรรคผลนิพพาน ถึงสติสมาธิ เริ่มต้นจากปัญญา ปัญญาแล้วก็สมาธิแล้วก็ศีล แต่ถ้าเรามาเรียนก็เรียกว่า ศีลสมาธิปัญญา แต่ถ้าภาคปฏิบัติ มันเป็นปัญญาก่อนแล้วค่อยมีสมาธิแล้วค่อยมีศีล เป็นศีลสิกขาไม่ใช่ศีลสังคม ไม่ใช่ศีลสมมุติ ศีลสมมุตินี่เป็นศีลเป็นรั้ว ล้อมไว้สำหรับคนก้าวยาก เหมือนรั้วล้อมบ้านสำหรับคนที่ก้าวยาก คนโลภรั้วก็พอจะขวางกั้นได้บ้าง แต่ถ้าจริงๆ ก็ขวางไม่ได้ สมาธินี่เป็นความปลอดภัย บ้านไม่ต้องปิดประตู ถ้าถึงศีลสมาธิ ถ้าถึงปัญญาไม่มีปัญหาอีกแล้ว ชีวิตของเราน่ะ เราจะให้มันหมดปัญหา ไม่มีอะไรทำ ที่สุดแห่งทุกข์ ที่สุดแห่งปัญหาทั้งหลาย ที่ว่าแผ่นดินสุด ไปไหนไม่ได้อีก เหมือนพระพุทธเจ้าตรัส พระองค์ในวันตรัสรู้ ว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจอื่นที่ต้องทำไม่มีอีกแล้ว ไม่มีอะไรทำ จบ เมื่อถึงจุดหมายปลายทางแสดงถึงว่ามันถึง ไม่ต้องถามใคร ตั้งแต่เริ่มต้นถ้าเรารู้สึกตัวมันเกิดความหลง รู้สึกตัว ความหลงมันเป็นไง ความรู้สึกตัวเป็นไง ไม่มีคำถาม คำถามก็ผ่านไป ขนส่งผ่านไป แต่ว่าสายด่วนที่สุดคือสติ โดยเฉพาะกรรมฐานเป็นสายด่วนกว่าสัมมาทิฏฐิ แม้จะเป็นปัญญาแต่มันก็ต้องเดิน เส้นทางให้ถูก มีสติเหมือนสายด่วน ตรงกันข้าม ความหลงทำให้เนิ่นช้า ความรู้ทำให้ผ่านไป ความทุกข์ทำให้เนิ่นช้าความรู้ทำให้ผ่านไป ทุกคนก็ต้องผ่านตรงนี้ ใส่ใจตรงนี้บ้าง ถ้าไม่ผ่านก็ไม่ไปถึงไหน ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ มีค่าอะไร ผ่านตรงนี้แหละ ก้าวแรก อะไรที่ต้องผ่านเยอะเยอะ เวลาเราเดินทางก็ต้องมีอะไรเกิดขึ้น เช่น มีสติ วิชากรรมฐานเกิดขึ้น ก็จะมีสิ่งที่ขวางกั้น ความง่วงเหงาหาวนอน ความลังเลสงสัย ความคิดฟุ้งซ่าน พยาบาท กามราคะ ปฏิฆะ ทิฏฐิ ทั้งหลาย ที่มันเคยชินมามันก็จะโชว์ เหมือนกับเราเดินทาง มันต้องโชว์ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ไม่มีใครไม่เหน็ดไม่เหนื่อย ปวดขาปวดแข้ง แดดออกก็ร้อน ร้อนทั้งบนร้อนทั้งล่าง แผ่นดินก็ร้อน ข้างบนก็ร้อนแสงแดด ข้างล่างก็ร้อนแผ่นดิน เหนื่อยก็เหนื่อย ปวดก็ปวด มันเป็นอุปสรรคของการเดินทาง มันต้องเจอสิ่งเหล่านั้นแน่นอน การเดินทาง การมีสติ มันต้องเจอความหลง เจออะไรต่างๆ เกิดขึ้น แล้วก็ ถ้าอะไรมันเกิดขึ้น รู้ ผ่านไปแล้วเป็นก้าวเป็นก้าวไป ผ่านหลงก็ไปจากความหลง ผ่านอะไรก็ไปจากตัวนั้นไป ถ้าหลงเป็นหลง บางทีพอเราปรารภความเพียร เรานั่งปวดขาปวดแขน เอาการปวดไม่ให้หยุด ก็ไม่ไปอีกแล้ว หยุดแล้ว เมื่อถึงจุดหมายปลายทาง ครูบาอาจารย์ของเราตั้งแต่ บรรพบุรุษ ท่านก็นั่งท่านก็เดินก็เดิน ก็ปวดไม่เห็นขาท่านขาดไม่เห็นเอวท่านขาดไปไหน ยังมีชีวิตอยู่ แปดสิบเก้าสิบปี พวกเรานี่ยังหนุ่ม ยังสู้ ยี่สิบสามสิบสี่สิบห้าสิบปีสู้เสือทุกท่า ตอนนี้กำลังจะได้บรรลุธรรม ทำอะไรสำเร็จได้ เป็นงานเป็นการเป็นนวกรรมอะไรต่างๆ สำเร็จ สิบปียี่สิบปีนี่ ยังไม่ชัดเจนแต่สามสิบปีไปเนี่ย แน่นอน สี่สิบปีห้าสิบปีหกสิบปีก็ยังเก่ง เอาเจ้านี่เป็นการศึกษาชีวิตของเรา ถ้าจะสร้างอะไรก็สำเร็จ สร้างมรรคผลก็สำเร็จ พระอรหันต์ทั้งหลาย อยู่ในอายุปูนนี้ ถ้าปูนนี้เป็นกระแสไว้ เมื่อพ้นสัญญาสี สืบสานไป ช่วงอาศรมสัญญาสี ตั้งแต่เจ็ดสิบแปดสิบเก้าสิบปี มันก็กินมรดกเดิมจากมีมาแต่ก่อน ถ้าไม่มีมรดกในการทำไว้ก็น่าสงสารมาก เคยไปนั่งสอนคนแก่ สามสิบนาที บอกให้ยกมือสร้างจังหวะทำไม่เป็นเลย ยกมือไปแป๊บแป๊บประเดี๋ยวก็กวาดใส่ตะกร้าหมาก พูดเรื่องอะไรต่างๆไป เอาไม่ได้มันเคยชิน พูดเรื่องลูกเรื่องหลานเรื่องการก่อสร้าง เรื่องการทำบุญ ทำบุญมากสร้างวัดสร้างโบสถ์ สร้างพระพุทธรูปใหญ่ที่สุด เมื่อมาสอนกรรมฐาน เราไม่ถามเล่าให้ฟังไปเลย สร้างพระประธานใหญ่ที่สุด สร้างด้วยทอง หมดไปแล้วเป็นสิบล้านยังไม่เสร็จ เดี๋ยวก็ขออีกล้านก็ไม่เสร็จจะเอาให้เสร็จก็ไม่เสร็จ ก็เลยเกิดเป็นทุกข์เป็นปัญหากับพระ ให้ไปทีละล้านละล้านไม่เสร็จสักที เป็นสิบกว่าล้านยังไม่เสร็จ บ่นอยู่เป็นการบ่นให้เราฟัง เรา ไปสอนแทนที่จะเชื่อเรา เราก็ไม่รู้เรื่องนี้เลยมื ดไปเลยบอดไปเลย ถ้าไม่มีอาศรมตั้งแต่ทีแรกก็ลำบาก แต่ถ้ามีอาศรมพรหมจารี คฤหัสถ์ อาศรมของชีวิตเรามีสี่อาศรม พรหมจารี หนึ่งปีถึงยี่สิบปี คฤหัสถ์สามสิบปีถึงสี่สิบปี วนปรัสถ์สี่สิบปีถึงหกสิบปี สัญญาสีเจ็ดสิบปีถึงแปดสิบเก้าสิบปี อาศรมสิบปียี่สิบปีนี่เอาให้มันบริสุทธิ์ ให้บริสุทธิ์ พรหมจรรย์ พรหมจรรย์คือบริสุทธิ์ คฤหัสถ์คือเมื่อช่วงสามสิบสี่สิบปีเนี่ยอาจจะมีครอบมีครัวต้องสู้ โจทย์อยากมีลูกมีเต้านั่งนั่งนอนไม่ได้ ถ้าอายุช่วงนี้จะมานอน มานั่งดูทีวีไม่ได้แล้ว มีลูกก็ต้องวางลูก รักฉันก็ต้องวาง เช่นพ่อแม่เรา ลูกร้องไห้ เฉย ทำนาอยู่กลางแดด เกี่ยวข้าวอยู่กลางแดด เอาลูกไปแขวนอู่ไว้กลางแดด บางทีกินข้าวกลางคันนาอยู่ไม่ได้ช่วงนี้ เมื่ออาศรมนี้ผ่านไปสามสิบสี่สิบปี อาจจะมีทรัพย์สมบัติบ้างขึ้นมาพอได้อยู่ได้กิน วนปรัสถ์ห้าสิบปีถึงหกสิบปี วนปรัสถ์อาจมีลูกเขยลูกสะใภ้ ถ้าเป็นคนดีก็ได้คนดี ถ้าเป็นคนชั่วก็ได้คนชั่ว บุญต้องต่อเอาบุญ บาปต้องต่อเอาบาป มันก็ต่อไปผู้มีบุญผู้มีความดีก็ได้คนดี อาจจะมีการศึกษาเล่าเรียน ลูกหลานเก่งขึ้นมา ช่วงหลวงตาไปเชียงใหม่ไปพักบ้านอัยการก็มีลูกชายลูกสาวเรียนเก่ง เวลาเราฉันข้าวเอาขิมมาตีให้ฟัง น้องสาวเป็นคนฟ้อนรำใส่ขิม ลูกชายคนหนึ่งลูกสาวคนหนึ่งไม่เคยเห็นเด็กที่จะต้องเก่งปานนั้น เพราะอะไร เพราะพ่อเขาเป็นอัยการแม่เขาเป็นครู ต่างคนต่างมีความดีเป็นอาศรม ตั้งแต่พรหมจารี คฤหัสถ์ วนปรัสถ์ แล้วก็ต่อไปถึงอาศรมสุดท้าย จนมีเงินมีทอง ไม่ลำบาก เรียกว่าสัญญาสีบุคคล ญาติโยมที่มาอยู่วัดนี่สัญญาสีได้ มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง มีผลงานแล้ว ไม่ต้องห่วงใคร ขนาดเราต้องต่อกันบ้าง วันนี้ต่อให้เกิดวันพรุ่งนี้ ไม่ใช่ไม่มีวันพรุ่งนี้ แต่มันจะดีพรุ่งนี้จะดีก็ต้องเดี๋ยวนี้ ถ้ามันหลงวันนี้ ไม่เคยเปลี่ยนความหลงเป็นความรู้พรุ่งนี้ก็ต้องหลง คนเราทุกวันนี้ ถ้าเปลี่ยนความทุกข์เป็นความรู้ พรุ่งนี้ต้องทุกข์เพราะไม่ขนส่ง มีทางแต่ไม่ขนส่ง ไปนิดหน่อยก็หยุด ไม่ถึงไหน ไม่ผ่านความหลงซักที กายก็ไม่ผ่าน เวทนาก็ไม่ผ่าน จิตก็ไม่ผ่าน แก้ไม่หลุด ไปที่ไหนก็ยังหลงอันเก่า หลงแล้วหลงอีก บางทีร้อยครั้งพันหน เอาจริงๆให้ต่อหน้าต่อตา เนี่ยมันก็มีหลักอยู่เนี่ย รู้อยู่เนี่ย ความหลงก็รู้อยู่เนี่ย ฐานอยู่ตรงนี้ที่ตั้งอยู่ตรงนี้ ชื่นใจมาก เรามีหลักฐาน นั่งวางกายวางใจกับ ความรู้สึกตัวนี่มัน เหมือนกับอยู่บ้าน บ้านพ่อ ถ้าเราพลัดหนีไปจากนี่เหมือนคนไกลบ้าน เราอยู่บ้านพ่อ รู้สึกตัว ไม่ต้องกลัวอะไร พระพุทธเจ้าก็อยู่เฉพาะหน้านี้แล้ว ไม่ว่าอยู่ที่ไหนถ้าเรามีสติพระพุทธเจ้าก็อยู่นี้แล้ว พระพุทธเจ้าทำอย่างนี้ การคู้แขนเข้าการเหยียดแขนออก การคู้แขนเข้า นี่พระพุทธเจ้าอยู่เฉพาะเรานี่จะไปกลัวอะไร ช่วงอายุสี่สิบห้าสิบปีนี่มันก็เข้มแข็งมาก คิดว่างูจะไม่กัด เสือก็จะไม่กัด ช้างก็จะไม่ทำลาย อะไรก็จะไม่ทำลาย มันเข้มแข็งขนาดนั้น เดินจาก... ขึ้นไปกุฏิ ไม่สายไปเลยกลางคืนนะ เดินลงเดินขึ้น เดินลงเดินขึ้น งูจะไม่กัดเราเห็นงูเตะหางงูเลย งูจงอางเลื้อยไปขวางทาง ยืนดูมัน ทีแรกมันก็เดินพอเห็นเรามันก็ชูคอขึ้น เราก็ยืนดู มันม้วนไปเราก็เดินไป มันก็เข้าป่าไป ทางแคบๆ เราก็เดินไปเตะหางงูไปเลย งูก็เฉยเลย เข้าป่าไปเลย มันก็คิดแบบนั้นนะ เดินขึ้นเขา ขอพูดซะหน่อยนะ มันสู้เสือทุกท่านะ มาจากกรุงเทพฯ หกโมงแล้ว คิดว่าจะมานอนเถียงนา วัดก็มีทำไมไม่คิดไปนอนวัด จะมานอนเถียงนาชาวบ้านแถวแถบทาง นอนยังไงก็ได้เหมือนหมู เหมือนหมา เคยฝึกมา เวลาเดินจงกรมอยู่ กลางคืนมันง่วงมันถึงเวลานอนแล้ว เพื่อนเงียบหมด ตะเกียงดับหมดแล้ว เอาผ้าคลุมหัวนอนบนทางเดินจงกรม มันหลับนะ เหมือนหมาตัวหนึ่งไม่ระวังอะไร ไม่มีการระวังอะไรเลย พุทธคยาทางเหมือนสุคะโต ทางไม่มีฝุ่นหนา เดินขึ้นเขามา พอเดินจาก ....มา ฝนตก ฝนตกไม่มีร่มนะ เปียก เอ้า ว่าจะนอนก็นอนไม่ได้แล้ว จีวรเปียกหมดเลย ทำไมละ เดิน เรื่อยๆ ด้วย แต่ก่อนทางขึ้นเขาทางจาก ....... เป็นทางเกวียน ทางรถบ้างแต่มันเป็นทางเกวียน ไม่มีลูกรังเท่าไหร่ มีโคลนมีอะไรต่างๆ ลุยมา บางทีก็ลุยโคลน มันไม่ไหวก็ไต่คันนา เซซ้ายเซขวาไม่มีไฟฉาย มืดมา มาถึงบ้าน .... ชาวบ้านนอนหมด เดินผ่านหมู่บ้าน ย่องไปกลัวหมาจะไล่กลัวหมาจะกัด หมาไม่เห่าซักตัวเลย เดินผ่านบ้านโก้กงมา ขึ้นเขามา บางทีหลงทางมองข้างล่างไม่เห็นต้องมองท้องฟ้า บางทีตามรั้วถนน ตามทางไม่ได้มันมีขี้โคลน ค่อยคลำไปตามรั้วไป ทุกข์ไหมไม่ทุกข์ สนุก พอมาถึงตีนเขา ขึ้นเขา ทางก็พอลงเท่าทางหนูไม่ใช่ทางคน ขาเตะไปไปไหน ขามันเตะไปก็เตะไป ถ้าเตะไปชนก้อนหินก็หลบไป ขึ้นหน้าผา บางทีขึ้นไปแล้วไปเจอหน้าผา กลางคืนไม่มีทางนะกลับไปกลับมาขึ้นมาถึงวัดนี่ สองทุ่ม จากหกโมงถึงวัดสองทุ่ม ไม่เคยคิดว่าจะมีอะไร งูก็ไม่กัดเรา เสือก็มี หมีก็มี มันสู้เสือทุกท่า อย่างนี้นะจะทำอะไรก็ทำเถอะพวกเรา สามสี่สิบปีนี่กำลังดี อย่าไปห่วงอะไร อาลัยอาวรณ์เรื่องอะไร ต้องสู้สักหน่อย เอาอย่างพระพุทธเจ้า เอาอย่างพระสาวก เอาอย่างพระสงฆ์ในเมืองไทย มีครูบาอาจารย์มีหลวงพ่อเทียนสอนเรา ให้เรามีสติ อุ่นใจเหมือนกับอยู่กับพ่อตลอดเวลา ตายก็ไม่กลัว อยู่ในป่านี่ อยู่ใน กุฏิ ๑๕ ลมแรงสมัยก่อน ต้นไม้ล้ม จะมาล้มทับเรา นอนอยู่ในกุฏิไม่คิดกลัวอะไรนะ ทำหยอกกัน แล้วก็จุดไฟทิ้งลงกุฏิ มันก็หนีไป ไม่งั้นก็จะมาล้มทับเรา พอดีวันนั้นไปออกไปเทศน์แถวหนองบัว จังหวัดนครสวรรค์ ไปแล้วเข้าไม่ถึงบ้าน เดินไปแถวนั่น ผกค.เยอะ ไปถึงด่านตำรวจ ก็ฉายไฟใส่จีวร กลัวเขาจะไม่เห็นว่าเราคือใคร ฉายไฟกลางคืน ฉายไฟส่องให้เขาเห็นจีวร ผ่านมา เอ้ามางัยนี่อันตราย นะเนี่ย ถ้าไม่เห็นจีวรยิงทิ้งละนะเนี่ย ยิงก็ยิง จะไปเทศน์บ้านหนองดินดำ บ้านนาทองคำ ไม่ได้ไม่ได้ ผ่านไปไม่ได้ กลับกลับ เอาจะได้ยังไง จะไปเทศน์พรุ่งนี้เช้าเดี๋ยวจะไม่ทันนะ ไม่ได้ไม่ได้ ไปนี้มันมีอันตรายนะ กลับยังไง เนี่ยก็ไปพักบ้านเนี่ย เขาก็พาเราไปบ้าน ไม่รู้จัก ตำรวจพาไปส่ง ให้ไปพักที่วัดเขา กลับมา ไม้ล้มทับกุฏิที่หลังหลวงตาอยู่ ไม้นั้นมันไม่น่าจะล้มมานะ ปกติมันก็เห็นอยู่ว่าต้องล้มไปทางโน้น ที่ไหนได้ล้มกลับมาทับกุฏิแหลก ก็ยิ้มไม่สลดใจ ถ้าเรานอนอยู่ก็ทับพอดี ไม่เคยกลัวอะไร สี่สิบห้าสิบปีแล้ว สู้เสือทุกท่า ปฏิบัติธรรม ก็เอาเถอะพวกเรา อย่ารีรีรอรอ ไม่ตายแน่นอน ไม่ตาย นั่งให้ขามันขาดดูให้เอวมันขาดดูจะไปกลัวอะไร เห็นคิดเฉยก็กลัวแล้ว มันง่วงนอนก็อ้าปากหาว หยุดเลย มันคิดอะไรก็หวั่นไหวไปเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนี้จิตของเรา บางที ถ้ามีสติเอ้อ อันนี้ดี ถ้ามันหลงก็เอ้อดี ดีไม่ดี ผิด ถูก รู้ หลง ได้ ไม่ได้ สติเอาอยู่ก็รู้ รู้ รู้ ไม่ใช่ผิดก็ผิดไปอย่างนี้ ถูกก็ดีดีไม่ใช่ รู้นี่มั่นคง ไม่หวั่นไหวในความผิดความถูก ไม่หวั่นไหวในความสุขความทุกข์ ถอนความพอใจ และความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ มีสติ พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ ความพอใจออกมานี่ ความไม่พอใจ ออกมานี่ ได้ถอนความพอใจออกมา ได้ถอนความไม่พอใจออกมา นี่จึงจะเรียกว่าการปฏิบัติ ถ้าเราความพอใจความไม่พอใจอยู่ไม่ใช่นักปฏิบัติเลย ยังเป็นอนุบาล ถ้าถอนมันรู้สึก มันรู้ก็รู้สึก มันหลงก็รู้สึก มันผิดก็รู้สึก มันสุขก็รู้สึก มันทุกข์ก็รู้สึก สุขทุกข์ไม่ทำให้เราหวั่นไหว นี่มันจึงจะเข้มแข็งปักลงไป การปฏิบัติธรรมมันจะแน่นตรงนี้แหละ ถ้าเราไม่ทิ้งตรงนี้ มันไม่มีโอกาสแน่นเลย เสาหลักปักขี้โคลนคอยจะไหว มันเป็นเขื่อน การอยู่อย่างนี้คือสมาธิเป็นสัมมาสมาธิ เป็นออกจากทุกข์ซะ รู้สึกตัว สมาธิไม่ใช่ไปนั่งหลับตา มันหลงรู้ มันทุกข์รู้ มันสุขรู้ สมาธิ ไม่ใช่หลับตา หลับไม่รู้อะไรเลย ไม่ใช่แบบนั้น สมาธิที่กำจัดกิเลส มันหลงรู้ มันรู้รู้ มันสุขรู้ มันทุกข์รู้ ถ้าหลงเป็นหลงไม่ใช่สัมมาสมาธิไม่ถึงมรรคผลนิพพาน ถ้าหลงรู้ อะไรก็รู้ ตรงนี้แน่นอนปกฏิบัติธรรมเป็นทั้งสัมมาสติ เป็นทั้งสัมมาสมาธิ มีไหมมันหลงมีไหม มันรู้มีไหม ชอบความรู้หรือชอบความหลง เวลามันหลง วันนี้ไม่ไหว แย่เลย แย่ในความหลง ง่วงก็ง่วง เครียดก็เครียด เป็นเพราะเครียดในความหลง เครียดในความง่วง เครียดในความหลงไม่ดี ให้มันเป็นเรื่องดีไม่ได้เหรอ หัวเราะกับมัน จะได้ไม่ง่วง จะได้สู้กับมัน เห็นงูจึงพ้นพ้นจากงู มันชูคอใส่ ถ้าไม่เห็น ก็ไปชน ก็กัดเอา เห็นงูจึงพ้นจากงู เห็นหลงจึงพ้นจากหลง เห็นสุขพ้นจากสุข เห็นทุกข์พ้นจากทุกข์ มันดีแล้วเห็นน่ะ ไม่ต้องไปชอบค้นจากที่ไหน มันออกมาให้เห็น แล้วก็ ผ่านไป ผ่านไป กายก็จะผ่าน กายมันโชว์ โชว์เรื่องอะไร เรื่องกายมีตัวมีตน เกิดจากกายเยอะแยะ หลงที่กายเยอะแยะ สักว่ากาย สักว่าเวทนา สักว่าจิต สักว่าธรรม สักว่าไป คือรู้ รู้ สักแต่ว่ารู้ ไม่ใช่คำพูด แต่เป็นการกระทำของเรา อย่าให้เนิ่นช้าเกินไป ด่วนด่วนซักหน่อย ฟรีเวย์ จะมีไฟเขียวไฟแดง อย่าหาเวลา ไม่ต้องหาเวลา ยินดีมากๆ ผู้ใดปรารภความเพียร ต้องทำให้สนุกสนาน ไม่ใช่เครียด ไม่ใช่อยากรู้ ทำเฉยๆ รู้ซื่อซื่อ รู้ซื่อซื่ออันนี้ดี อันนี้ผิด อันนี้ถูก อย่าไปสนใจ รู้ซื่อๆ ไปก่อน อย่าให้มีค่า ไม่ให้ค่าความหลง อย่าให้ความรู้มีค่า อย่าให้ความสุขมีค่า อย่าให้ความทุกข์มีค่า อาศัยกรรมฐานเป็นที่ตั้งการกระทำเป็นที่ตั้ง ตั้งไว้ ตั้งไว้ ตั้งไว้